วิวัฒนาการของการจัดการข้อมูล Data » Information » Knowledge » Innovation Management
เขียนโดย MacroArt เมื่อ November 6, 2007 – 21:33 น.
เดื
CPU(Central Processing Unit) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและควบคุมการทำงาน
ของระบบคอมพิวเตอร์ วิวัฒนาการของ CPU ผ่านยุค (Generation) ต่างๆ มามากกว่า 20 ปี วันนี้
พลังประมวลผลได้พัฒนาเข้าสู่ความเร็ว 2 GHz แล้วซึ่งถือว่าสูงที่สุดใน Generation ที่ 7 นี้ และปี
2002 จะเป็นปีที่เข้าสู่ยุคที่ 8
ในปัจจุบัน CPU มีบริษัทที่ทำการพัฒนาและผลิตอยู่เพียง ไม่กี่รายนักได้แก่ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Intel,ค่ายคู่กัดตลอด กาลอย่างAMD, หรือค่ายยักษ์เล็กนาม VIA-Cyrix, และ IDT Winchip แต่ที่ได้รับความนิยมในวงการและเป็นที่รู้ จักก็มี Intel และ AMD เท่านั้น ซึ่งทั้งสองนี้ต่างก็แข่งขัน พัฒนากำหนดรูปแบบและคุณลักษณะเฉพาะแยกออกจาก กัน ทำให้รูปแบบของ mainboard และ chipset จำเป็น
ต้องออกแบบให้แตกต่างกันตามไปด้วย ผลที่ตามมาก็คือ
ผู้ใช้ก็ต้องเลือกแยกกันอย่างเด็ดขาดว่าจะใช้เทคโนโลยี
CPU ของค่ายใด ซึ่งต่างพัฒนาความเร็วและสเถียรภาพ
ของระบบที่ไม่หนีห่างจากกันเท่าใดนัก
รูปแบบขา / Socketของ CPU
Socket 7 ใช้กับ CPU ที่มีขา 321 ขา ที่คงมีใช้จะมี intel รุ่น Pentium mmx, ของAMD รุ่น K5,
K6.K6-2, K6-III ของ Cyrix รุ่น 6X86MX, MII เป็นต้น
Socket 8 ใช้กับ CPU ที่มีขา 387 ขา มีใช้เฉพาะของ intel รุ่น Pentium Pro เท่านั้น
Socket 370 ใช้กับ CPU ที่มีขา 370 ขา มีใช้เฉพาะของ intel รุ่น Pentium III, Celeron
Socket A ใช้กับ CPU ที่มีขา 462 ขา มีใช้เฉพาะของ AMD ในรุ่น Athlon และ Duron
Socket 423 ใช้กับ CPU ที่มีขา 423 ขา มีใช้เฉพาะของ intel รุ่น Pentium 4 ซึ่งถือว่าใหม่ที่สุด
Slot 1 ใช้กับ CPU ที่มีขา 370 ขา มีใช้เฉพาะของ intel รุ่น Pentium III, Celeron อนที่แล้วผมไปสัมมนา Biz IT ที่ ม.เกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นงานสัมมนาฟรีที่จัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนตุลาคม ในช่วงเปิดการสัมมนามีวิทยากรคือ รศ.ยืน ภู่วรวรรณ มาบรรยายในหัวข้อ Innovation Management ซึ่ง อ.ยืน ได้กล่าวว่า…
เราเริ่มจากยุค Data Management ต่อมาจึงพัฒนาเป็น Information Management จนมาถึง Knowledge Management และในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ Innovation Management
อ.ยืน ไม่ได้ขยายความประโยคนี้มากนัก แต่มันเป็นประโยคที่ฟังแล้วรู้สึกเห็นภาพมากๆ และอยากนำมาขยายความตามที่ผมเข้าใจครับ
Data Management คือการจัดการข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่รอบตัวเต็มไปหมด ให้อยู่ในรูปแบบที่เราสามารถเปิดดูข้อมูลได้ เพิ่มข้อมูลได้ แก้ไขข้อมูลได้ และลบข้อมูลได้ วิธีการจัดเก็บข้อมูลก็มีทั้งที่เป็นไฟล์และฐานข้อมูล สื่อที่ใช้จัดเก็บข้อมูลแบบดิจิตอลมีตั้งแต่เทปแม่เหล็กในสมัยก่อน จนสมัยนี้มีทั้งฮาร์ดดิสก์ ซีดี ดีวีดี เมมโมรี่การ์ดต่างๆ เป็นต้น
Information Management เป็นการต่อยอดขึ้นมาจาก Data Management เนื่องจากในองค์กรธุรกิจมีข้อมูลอยู่เป็นจำนวนมาก ฝ่ายขายก็มีข้อมูลลูกค้า ฝ่ายผลิตมีข้อมูลสินค้า ฝ่ายบัญชีมีข้อมูลการเงิน จะทำอย่างไรให้ข้อมูลเหล่านี้สร้างประโยชน์ในทางธุรกิจให้ได้มากที่สุด กุญแจสำคัญก็คือจะทำให้ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในระบบหรือมาตรฐานเดียวกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล (รวมถึงความซ้ำซ้อนของการเพิ่มหรือแก้ไขข้อมูล) ไม่ใช่ว่าฝ่ายขายคีย์ข้อมูลเข้าไปในระบบแล้ว แต่ฝ่ายบัญชีดันใช้คนละระบบ ทำให้ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำอีก ซึ่งอาจจะเกิด human error ขึ้นได้ นอกจากนี้แล้วข้อมูลยังต้องถูกจัดระดับในการเข้าถึงด้วย ผู้บริหารกับพนักงานขายจะมีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลได้ไม่เท่ากัน ด้วยความต้องการเหล่านี้ จึงได้เกิดซอฟท์แวร์ประเภท ERP (Enterprise Resource Planning) ขึ้น
Knowledge Management เกิดขึ้นโดยให้ความสำคัญกับคน ถึงแม้ว่าบริษัทจะบันทึกข้อมูลทางธุรกิจจำนวนมากไว้กับระบบคอมพิวเตอร์ที่เชื่อถือได้แล้ว แต่ก็ยังมีข้อมูลอีกเป็นจำนวนมากซึ่งอยู่กับตัวคน ถ้าเกิดว่าข้อมูลที่สำคัญอยู่กับคนเพียงคนเดียว แล้วคนนั้นลาออกไป บริษัทก็จะเกิดปัญหาขึ้นทันที ดังนั้นจึงต้องมีวิธีการนำข้อมูลที่อยู่กับคน ซึ่งเราเรียกกันว่าความรู้ มาเก็บไว้กับระบบของบริษัท เพื่อให้ทั้งองค์กรสามารถดำเนินงานต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคนเพียงคนเดียว นอกจากนี้แล้ว ยังต้องมีวิธีโน้มน้าวหรือกระตุ้นให้คนสามารถแบ่งปันความรู้หรือที่เรียกว่า Knowledge Sharing ให้กับผู้อื่นได้ง่ายด้วย
อ.ยืน ได้เล่าถึงเรื่อง Knowledge Sharing เนื่องจากมีผู้ถามขึ้นในงานสัมมนา อาจารย์เคยทำการทดลองโดยนำดอกไม้ช่อหนึ่งมาให้นักศึกษาคนหนึ่งดู แล้วให้นักศึกษาคนนั้นเขียนบรรยายลักษณะของดอกไม้ลงในกระดาษ A4 หนึ่งแผ่น จากนั้นอาจารย์ก็นำกระดาษแผ่นนั้นไปให้นักศึกษาอีกคนอ่านเพื่อวาดภาพดอกไม้ออกมา ซึ่งแน่นอนว่าภาพดอกไม้ที่วาดออกมาจะไม่เหมือนกับดอกไม้ต้นฉบับเลย นี่คือความยากของการทำ Knowledge Sharing
หลังจากที่นักศึกษาวาดภาพดอกไม้เสร็จแล้ว อาจารย์ก็จะเอาดอกไม้จริงมาให้ดู แล้วให้นักศึกษาคนนั้นเขียนคำบรรยายลง A4 อีกเช่นกัน แล้วก็เอากระดาษไปให้นักศึกษาคนที่สามวาดออกมาเป็นภาพ ซึ่งจะพบว่าภาพที่วาดออกมาจะเริ่มเหมือนกับต้นฉบับมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีการทำซ้ำแบบนี้ไปหลายๆ รอบ นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า Learning Curve นั่นเอง
กลับมาที่ยุคปัจจุบันก็คือยุคของ Innovation Management ซึ่งเป็นคำที่ค่อนข้างใหม่ แม้แต่ใน Wikipedia ก็ยังไม่มีคำนี้อยู่ในระบบ ผู้บริโภครายย่อยอย่างพวกเรามักจะคุ้นเคยกับคำว่านวัตกรรมในแง่ของผลิตภัณฑ์ (Product Innovation) อย่างเช่น iPod เป็นนวัตกรรมใหม่ของการฟังเพลง แต่ยังมีนวัตกรรมประเภทอื่นอีกที่เรามองไม่ค่อยเห็น เช่น นวัตกรรมด้านกระบวนการ (Process Innovation) ของ Dell ซึ่งเปลี่ยนวิธีการประกอบคอมพิวเตอร์ให้เป็นแบบ just-in-time จนกลายเป็นบริษัทขายคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ของโลก หรือนวัตกรรมด้านโมเดลธุรกิจ (Business Model Innovation) ของ Google ที่ช่วยให้ผู้คนทั่วโลกสามารถซื้อโฆษณาออนไลน์ได้ง่ายๆ และได้ผล
หัวใจสำคัญของ Innovation Management อยู่ที่กระบวนการจัดการกับนวัตกรรมตั้งแต่จุดเริ่มต้นของความคิดไปจนถึงปลายทางที่ออกมาเป็นสินค้าให้กับลูกค้า จะทำอย่างไรให้คนในองค์กรมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา จะมีวิธีคัดกรองความคิดจำนวนมากให้เหลือเฉพาะความคิดที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรได้อย่างไร (และต้องระวังไม่ให้เผลอโยนความคิดที่ดีทิ้งไปด้วย) จากความคิดที่คัดกรองแล้ว ก็ต้องถูกวิจัยและพัฒนาให้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ และออกสู่ท้องตลาดในที่สุด ความคิดริเริ่มจำนวนนับหมื่นในตอนแรก อาจจะกลายเป็นสินค้าเพียงชิ้นเดียวในบั้นปลาย
หัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจมากในเชิงของ Innovation Management ซึ่งเท่าที่ผมทราบมา ตอนนี้ยังไม่มีวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาเอกของที่ไหนที่ทำเรื่องนี้ นั่นก็คือ “จะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่ที่คนจะยอมรับนวัตกรรมที่เราสร้างขึ้นมา” บางทีเราคิดอะไรแปลกใหม่ขึ้นมาได้ แต่พอเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง กลับกลายเป็นว่าคนทั่วไปไม่ยอมรับ แต่ถ้าหลังจากนั้นสัก 5 ปี สิ่งที่เราสร้างขึ้นมาถึงจะเริ่มเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง
ลองดูกรณีของโมโตโรล่าที่มีความคิดจะทำโทรศัพท์เคลื่อนที่มาตั้งแต่ปี 1985 เพื่อช่วยให้คนทั้งโลกสามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้สะดวก โมโตโรล่าจึงตั้งบริษัทขึ้นมาดำเนินการในปี 1991 และมีสินค้าออกมาให้บริการครั้งแรกในปี 1998 ภายใต้ชื่อ Iridium ซึ่งเป็นโทรศัพท์ผ่านดาวเทียม แต่กลับมีผู้ใช้แค่หมื่นราย และค่าโทรศัพท์ก็แพงมาก สุดท้ายในปี 1999 บริษัทก็ล้มละลาย จะเห็นได้ว่าถึงแม้โมโตโรล่าจะมีวิสัยทัศน์ที่ดีเยี่ยมที่อยากให้คนทั้งโลกใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่บริษัทขาดการจัดการนวัตกรรมที่ดี ไปเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีข้อจำกัดหลายอย่าง และตลาดก็ไม่ยอมรับอีกด้วย
เรื่อง Innovation Management สามารถนำมาเชื่อมโยงสู่เรื่องของเว็บได้เหมือนกัน เชื่อได้เลยว่าถ้าใครทำ E-commerce เปิดร้านขายของบนอินเทอร์เน็ตสำหรับลูกค้าคนไทยตั้งแต่เมื่อ 5-10 ปีที่แล้ว ถ้าสายป่านไม่ยาวพอ อาจจะอยู่ไม่ถึงทุกวันนี้ เพราะในอดีตคนไทยยังไม่ยอมรับนวัตกรรมด้านการค้าในโลกยุคใหม่ แต่ในปัจจุบันนี้ก็เริ่มยอมรับกันมากขึ้น
ผมเชื่อว่ามีนักพัฒนาเว็บหลายคนที่ชอบดูโมเดลใหม่ๆ ของเว็บต่างประเทศ ถ้าโมเดลไหนได้รับความนิยม ก็จะทำการ clone และ localize มาให้คนไทยใช้กัน แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือถึงแม้ว่าโมเดลดังกล่าวจะได้รับความนิยมในต่างประเทศ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะได้รับความนิยมในไทยด้วย บางอย่างอาจจะต้องใช้เวลา 2-3 ปี หรือบางอย่างอาจจะไม่ได้รับความนิยมเลยก็ได้
ความรู้เรื่องซีพียู CPU
ซีพียู CPU (Central Processing Units) หรือ หน่วยประมวลผลกลาง คือส่วนที่เรียกว่าเป็นหัวใจของเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเอง เพราะการทำงานทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการคำนวณ การย้ายข้อมูล การตัดสินใจ ล้วนเกิดขึ้นที่นี่ทั่งสิ้น เพียงแต่ว่าซีพียูจะต้องมีอุปกรณ์อื่น ๆ ทำงานร่วมด้วย เพื่อให้สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้นั่นก็คือการับข้อมูลและแสดงผลข้อมูล
![]() ซีพียู Intel Pentium III |
![]() ซีพียู Intel Celeron |
![]() ซีพียู Intel Pentium III แบบ Slot 1 |
![]() ซีพียู AMD Athlon |
หน้าที่ของ CPU (Central Processing Units) คือปฏิบัติตามชุดคำสั่งและควบคุมการโอนย้ายและประมวลผลข้อมูลทั้งหมด ส่วนต่างๆของซีพียูแยกเป็น ส่วนได้ดังนี้
| 1. ระบบเลขฐานสอง หรือ ไบนารี (Binary) ประกอบด้วยตัวเลข 2 ตัวคือ 0 กับ 1 มีความหมายว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ หรือ ถูก ผิด คำสั่งทุกคำสั่งที่ ไมโครโพรเซสเซอร์รับมาประกอบจากคำสั่งหลายๆคำสั่งที่โปรแกรมเมอร์คอมไพล์มาจากภาษาใดภาษาหนึ่ง เช่น (BASIC, COBAL, C) เป็นต้น ก่อนที่คอมพิวเตอร์จะเข้าใจคำสั่งเหล่านี้ จะต้องแปลงให้เป็นไบนารีก่อน ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นใน decode unit ของไมโครโพรเซสเซอร์ |
| 2. แอดเดรส คือตัวเลขที่ใช้กำหนดตำแหน่งที่อยู่ของข้อมูลในหน่วยความจำ หรือ Storage ข้อมูลที่ซีพียูประมวลผลจะแสดงด้วยแอดเดรสของข้อมูล ไม่ใช่ค่าจริงๆของข้อมูล |
| 3. บัส ชุดของเส้นลวดนำไฟฟ้าที่เป็นทางเดินของข้อมูลจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งบัสในคอมพิวเตอร์คือบัสข้อมูล (Data bus) หรือระบบบัส (system bus) ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของข้อมูลจากอุปกรณ์อินพุต/เอาต์พุต หน่วยความจำหลักและซีพียู ภายในซีพียูเองก็มีบัสภายในที่ใช้ส่งผ่านข้อมูลระหว่าง หน่วยต่างๆ ที่อยู่ภายในที่ใช้ส่งผ่านข้อมูลระหว่างหน่วยต่างๆ ที่อยู่ภายในโครงสร้างย่อยในชิป |
| 4. หน่วยความจำแคช แคชมีความสำคัญมากต่อซีพียู เพราะหากไม่มีหน่วยความจำที่เรียกว่าแคชแล้ว โปรเซสเซอร์ก็จะเสียเวลาส่วนใหญ่สำหรับการ หยุดรอข้อมูลจากแรมซึ่งทำงานช้ากว่าแคชมาก โปรเซสเซอร์จะมีแคช 2 แบบคือ แคชระดับหนึ่ง (Primary cache หรือ L1) และแคชระดับสอง (secondary cache หรือ L2) ต่างกันตรงตำแหน่ง โดย L1 cache อยู่บนซีพียู เรียกว่า on-die cache ส่วน L2 cache อยู่บนเมนบอร์ด เรียกว่า off-die แต่ในปัจจุบัน L2 cache เป็น on-die กันแล้ว หน่วยความจำแคชเป็นที่เก็บคำสั่งและข้อมูลก่อนที่จะส่งให้ซีพียู |
| 5. ความเร็วสัญญาณนาฬิกา หมายถึงจำนวนรอบที่ซีพียูทำงานเมื่อสัญญาณนาฬิกาในเครื่องผ่านไปหนึ่งช่วงสัญญาณนาฬิกาแสดงด้วยหน่วย เมกะเฮิรตซ์ (MHz) หรือเท่ากับ 1 ล้านรอบต่อวินาที (โปรเซสเซอร์คนละชนิดหรือคนละรุ่นถึงแม้จะมีสัญญาณนาฬิกาเท่ากัน แต่อาจเร็วไม่เท่ากันก็ได้ เพราะมีโครงสร้างภายในและชุดคำสั่งที่แตกต่างกัน) |
| 6. รีจิสเตอร์ เป็นหน่วยความจำไดนามิกขนาดเล็กที่มีบทบาทสำคัญในโครงสร้างของโปรเซสเซอร์ รีจิสเตอร์ใช้เก็บข้อมูลที่ถูกประมวลผลไว้จนกว่าจะ พร้อมที่จะส่งไปคำนวณ หรือส่งไปแสดงผลให้แก่ยูสเซอร์ |
| 7. ทรานซิสเตอร์ เป็นจุดเชื่อมต่อแบบ 3ทางอยู่ภายในวงจรของโปรเซสเซอร์ ประกอบด้วยชั้นของวัสดุที่เป็นขั้วบวก และขั้วลบ ซึ่งสามารถขยายกระ แสไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้น หรือขัดขวางไม่ให้กระแสไฟฟ้าเคลื่อนที่ต่อ |
| 8. Arithmetic logic unit (ALU) เป็นส่วนหนึ่งของซีพียู ใช้ในการคำนวณผลทางคณิตศาสตร์และการเปรียบเทียบเชิงตรรกะ การเปรียบเทียบ เชิงตรรกะเป็นการเปรียบเทียบค่าไบนารีเพื่อหาว่า ควรจะส่งสัญญาณไฟฟ้าผ่านเกตบางตัวในวงจรของโปรเซสเซอร์หรือไม่ การทำงานอยู่ในรูปแบบของ”ถ้า x เป็นจริง และ y เป็นเท็จ แสดงว่า z เป็นจริง” |
| 9. Floating - Point Unit (FPU) มีหน้าที่จัดการกับการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนที่เกี่ยวกับเลขทศนิยม หรือตัวเลขที่เป็นเศษส่วน การคำนวณเลขทศนิยมมักเกิดขึ้นเมื่อพีซีรันโปรแกรมพวกกราฟฟิก เช่นโปรแกรม CAD หรือเกมส์ 3 มิติ |
| 10. Control Unit หลังจากที่ซีพียูรับชุดคำสั่งหรือข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้ามาแล้ว หน่วยควบคุมนี้จะรับหน้าที่พื้นฐาน 4 อย่างด้วยกันคือ fetch โดยการส่งแอดเดรสของคำสั่งถัดไป ไปยังแอดเดรสบัส แล้วนำค่าที่ได้ไปเก็บไว้ในแคชคำสั่งภายในซีพียู decode โดยส่งคำสั่งปัจจุบันจากแคชคำสั่งไปยัง decode unit execute เริ่มกระบวนการคำนวณทางคณิตศาสตร์และตรรกะภายใน ALU และควบคุมการไหลของข้อมูลไปยังจุดหมายปลายทางที่เหมาะสม store บันทึกผลลัพธ์จากคำสั่งไว้ในรีจิสเตอร์หรือหน่วยความจำที่เหมาะสม |
| 11. Decode unit รับหน้าที่ดึงคำสั่งภาษาเครื่องจากแคชคำสั่ง และเปลี่ยนให้อยู่ในรูปไบนารีโค้ด เพื่อให้ ALU สามารถนำไปใช้ประมวลผล |
ซีพียูในเครื่องพีซีทั่วไปจะเป็นชิปไอซี (IC-Integrated Circuit) ตัวเล็กขนาดวางบนฝ่ามือได้ซึ่งเรียกว่าไมโครโพรเซสเซอร์ ในตระกูลที่เริ่มต้นพัฒนาโดยบริษัท อินเทล ที่เรียกกันว่าตระกูล 80×86 (x หมายถึงตัวเลขใด ๆ) เริ่มต้นตั้งแต่ 8086,80286,80386,80486 จนถึงรุ่นใหม่ที่ตอนพัฒนาใช้ชื่อรหัสว่า P5 แต่พอวางตลาดจริงก็เปลี่ยนชื่อจากเดิมที่จะเป็น80586 หรือ 586 ไปเป็น”เพนเทียม” (Pentium) ด้วยเหตุผลทางการค้าทีว่าชื่อ 586 เป็นเพียงตัวเลข 3 ตัว ไม่สามารถสงวนสิทธิ์การใช้งานและห้ามการลิกเลียนแบบในฐานะเครื่องหมายการค้าได้ รวมถึงรุ่นล่าสุดที่พุฒนาต่อจาก Pentium หรือ P6 คือ ตระกูล ซึ่งประกอบด้วย Pentium Pro และ Pentium II Pentium III, Pentium 4 processor และ ในขณะเดียวกันก็เริ่มมีซีพียูจกบริษัทคู่แข่งอกจำหน่าย นั่นคือ Advance Micro Device หรือ AMD และยังรวมถึงรายย่อยอีก 2 ราย คือ Cyrix และ IDT ซึ่งทั้งสองรายนี้ปัจจุบันขายกิจการให้ VIA ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปเซ็ตรายใหญ่ของไต้หวันไปแล้ว
|







