google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

ชาญวิทย์

ชีวิตต้องสู้ ท้อด้ายแต่ห้ามถอย

GPS ระบบติดตาม

โดย chanvit_29@sanook.com เมื่อ กุมภาพันธ์ - 5 - 2009

GPS

GPS คืออะไร 

      GPS คืออะไร  GPS ย่อมาจาก “Global Positioning System” คือระบบที่ระบุตำแหน่งทุกแห่งบนโลก จากกลุ่มดาวเทียม 24 ดวงที่โคจรอยู่รอบโลก ซึ่งถ้าเรามีอุปกรณ์รับข้อมูลติดตั้งอยู่ จะทำให้สามารถแสดงตำแหน่งนั้นอย่างแม่นยำ เราได้อะไรจาก GPSิ ด้วยความสามารถของ GPS ทำให้เราสามารถนำข้อมูลตำแหน่งมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย
- ระบบนำร่อง (Navigation System)
- ระบบติดตามยานพาหนะ (Automatic Vehicle Location)
- การสำรวจพื้นที่ (Survay)
- การทำแผนที่ (Mapping) ฯลฯ

หน้าที่สำคัญ ของดาวเทียม GPS มีดังนี้
     1. รับข้อมูล วงโคจรที่ถูกต้องของดาวเทียม (Ephemeris Data) ที่ส่งมาจาก สถานีควบคุมดาวเทียมหลัก (Master Control Station) เพื่อส่งกระจายสัญญาณข้อมูลนี้ ลงไปยังพื้นโลก สำหรับ GPS Receiver ใช้ในการคำนวณ ระยะห่าง (Range) ระหว่างดาวเทียมดวงนั้น กับ ตัวเครื่อง GPS Receiver และตำแหน่งของดาวเทียมบนท้องฟ้า เพื่อใช้คำนวณหา ตำแหน่งพิกัด ของตัวเครื่อง GPS Receiver เอง
     2. ส่งรหัส (Code) และข้อมูล Carrier Phase ไปกับคลื่นวิทยุ ลงไปยังพื้นโลก สำหรับ GPS Receiver ใช้ในการคำนวณ ระยะห่าง (Range) ระหว่างดาวเทียมดวงนั้น กับ ตัวเครื่อง GPS Receiver
    3. ส่งข้อมูลตำแหน่งโดยประมาณของดาวเทียมทั้งหมด (Almanac Information) และข้อมูลสุขภาพ ของดาวเทียม ลงไปยังพื้นโลก สำหรับ GPS Receiver ใช้ในการกำหนดดาวเทียม ที่จะสามารถรับสัญญาณได้
สถานีควบคุมภาคพื้นดิน MONITORING AND CONTROLLING ระบบ GPS ถูกควบคุมโดย กองทัพอากาศ สหรัฐอเมริกา จากสถานีควบคุมหลัก ในรัฐโคโลราโด ซึ่งจะคอยตรวจสอบ ดาวเทียมทุกดวงในระบบ ป้อนคำสั่งควบคุม และป้อนข้อมูล รวมทั้งให้ข่าวสารในการนำร่อง สถานีตรวจสอบภาคพื้นดิน ใช้สายอากาศภาคพื้นดิน ในการควบคุม ดาวเทียม GPS และส่งต่อข้อมูลให้แก่สถานี Master Control เพื่อกำหนดตำแหน่งพิกัดที่แน่นอน ของดาวเทียมแต่ละดวง และปรับปรุงความถูกต้อง ของข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ถ้าดาวเทียมดวงใดเกิดความผิดปกติขึ้น สถานีควบคุมภาคพื้นดิน ก็จะทำการกำหนดสุขภาพ ดาวเทียมดวงนั้นเป็น “Un- healthy” เพื่อให้ GPS Receiver ทราบว่า ไม่ควรใช้ข้อมูล จากดาวเทียมดวงนี้ ซึ่งเครื่องรับ ก็จะทำการตรวจสอบได้ จากการตรวจสอบสถานะของดาวเทียม และเครื่องก็จะไม่ทำการ รับข้อมูล จากดาวเทียมดวงดังกล่าว แล้วใช้ดาวเทียมดวงอื่น ที่มีความเหมาะสม ในการคำนวณตำแหน่งพิกัดแทน ในบางครั้งดาวเทียมอาจถูกปิดใช้งานเพื่อทำการบำรุงรักษา หรืออาจจะถูกปิดเพื่อเปลี่ยนวงโคจร ตามความเหมาะ

เครดิต

http://www.thaitracking.com/new/articles.php?article_id=10000

การคำนวณพิกัดโดยระบบจีพีเอส ใช้ในงานสำรวจรังวัด

ประเภทของ GPS

       เครื่องรับสัญญาณ GPS มีกี่แบบ และราคาต่างกันอย่างไร ? เครื่องรับสัญญาณ GPS มีหลายประเภท แต่สามารถแยกแยะได้พอสังเขปดังนี้

        1. เครื่องรับสัญญาณ ประเภท สองความถี่ (Dual Frequency) ซึ่งสามารถรับสัญญาณ ได้ทั้งสองความถี่คือ L1 และ L2 จะใช้ในงานที่ต้องการความละเอียดสูงเช่นการสร้างหมุดหลักฐาน เพื่อการทำงาน Geodetic Survey เครื่องนี้จะมีราคาสูงกว่าเครื่องประเภทอื่่น

       2. เครื่องรับสัญญาณประเภท ความถี่เดียว (Single Frequency) ซึ่งสามารถรับสัญญาณได้ความถี่เดียวคือ L1 ซึ่งเครื่องแบบนี้สามารถแบ่งย่อยได้อีกดังนี้ - เครื่องที่ใช้ในการนำทาง หรือ นำหน (Navigator) ได้แก่ เครื่อง GPS มือถือต่าง ๆ เช่น Garmin , Magellan, Brunton, MLR และ GPS card ที่สามารถใช้ร่วมกับเครื่อง คอมพิวเตอร์หรือ Pocket PC ได้ ซึ่งจะมีราคาถูกและเหมาะที่จะใช้แบบส่วนตัวไปจนถึงการเก็บ ค่าพิกัดในแบบจุด หรือเส้นทางแบบความละเอียดตำ่ คือประมาณ 10-15 เมตร เครื่องประเภทนี้จะมีราคาถูกที่สุด - เครื่องที่ใช้ในงานการทำแผนที่ (Mapping & GIS) ได้แก่เครื่องที่ใช้ในการรับสัญญาณ แบบ L1 ที่สามารถนำไปปรับแก้ค่าเพื่อให้ได้ความถูกต้องของค่าพิกัดในระดับตำ่กว่า 5 เมตร, ตำ่กว่า 1 เมตร หรือในระดับ เซนติเมตร ได้ เช่น เครื่อง Axis, Pathfinder System, Geo XT/XM, เป็นต้น เครื่องประเภทนี้จะมีราคามากกว่าเครื่อง Navigator แต่ถูกกว่าเครื่องประเภทสองความถี่

       3. GPS Module เพื่อใช้ร่วมกับ Hardwareอื่น เช่น คอมพิวเตอร์ หรือ Pocket PC หรือแม้แต่ โทรศัพท์มือถือ ซึ่ง GPS Module นี้จะไม่สามารถนำไปประมวลผลต่อได้และจะให้ความถูกต้องในระดับ 10-15 เมตร ราคาจะขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของแต่ละผู้ผลิต 

 

 

เครดิต

http://manit096.blogspot.com/2006/12/gps_4822.html

ตัวอย่าง

 MIO C220

C220 GPS ติดรถราคาย่อมเยาว์
     MIO C220 เป็นเนวิเกเตอร์ขนาดเล็ก กะทัดรัด เหมาะสำหรับคนรักการเดินทางทั้งในเมืองและนอกเมือง ด้วยหน้าจอที่กว้างแบบพอดีๆ ขนาด 3.5 นิ้ว รูปแบบสัมผัส ความละเอียด 320 x 240 พิกเซล เป็น GPS ประสิทธิภาพสูงด้วยชิปเซ็ตรับสัญญาณ SiRF star III ที่มีความไวในการรับส่งสัญญาณ ชัดเจนทุกพื้นที่ มั่นใจในทุกการเดินทาง มีหน่วยความจำแบบ ROM ในเครื่องขนาด 256 MB และแบบ RAM ขนาด 32 MB สามารถเพิ่มหน่วยความจำได้ด้วย SD การ์ดและ MMC ที่สำคัญ MIO มาพร้อมกับโปรแกรมแผนที่ประเทศไทย Speed Navi (ESRI) อัพเดตข้อมูลฟรีเป็นเวลา 1 ปี และอุปกรณ์ครบครันในกล่อง ไม่ต้องซื้อเพิ่มให้เปลืองสตางค์ เพราะราคาแค่ 11,900 บาทเท่านั้น หาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

เครดิต

http://www.mio-tech.be/en/gps-navigation-device-Mio-C220-overview.htm

คอมเมนท์ที่นี่

printer

โดย chanvit_29@sanook.com เมื่อ มกราคม - 29 - 2009

Printer

         เครื่องพิมพ์ เป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อทำหน้าที่ในการแปลผลลัพธ์ที่ได้จาก การประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร ์ให้อยู่ในรูปของอักขระหรือรูปภาพที่จะไปปรากฏอยู่บนกระดาษ นับเป็นอุปกรณ์แสดลงผลที่นิยมใช้ เครื่องพิมพ์แบ่งออกเป็น 4 ประเภท

1. เครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์ (Dot Matrix Printer)
เครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์เป็นเครื่องพิมพ์ที่นนิยมใช้งานกันแพร่หลายมากที่สุด เนื่องจากราคา และคุณภาพการพิมพ์อยู่ในระดับที่เหมาะสม การทำงานของเครื่องพิมพ์ชนิดนี้ใช้หลักการสร้างจุด ลงบน กระดาษโดยตรง หัวพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ มีลักษณะเป็นหัวเข็ม (pin) เมื่อต้องการพิมพ์สิ่งใดลงบนกระดาษ หัวเข็มที่อยู่ในตำแหน่งที่ประกอบกันเป็น ข้อมูลดังกล่าวจะยื่นลำหน้าหัวเข็มอื่น เพื่อไปกระแทกผ่านผ้าหมึก ลงบนกระดาษ ก็จะทำให้เกิดจุดขึ้น การพิมพ์แบบนี้จะมีเสียงดัง พอสมควร ความคมชัดของข้อมูลบน กระดาษขึ้นอยู่กับจำนวนจุด ถ้าจำนวนจุดยิ่งมากข้อมูลที่พิมพ์ลงบนกระดาษก็ยิ่งคมชัดมากขึ้น ความเร็ว ของเครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์อยู่ระหว่าง 200 ถึง 300 ตัวอักษรต่อวินาที หรือประมาณ 1 ถึง 3 หน้าต่อนาที เครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์ เหมาะสำหรับงานที่พิมพ์แบบฟอร์มที่ต้องการซ้อนแผ่นก๊อป+++ หลาย ๆ ชั้น เครื่องพิมพ์ชนิดนี้ ใช้กระดาษต่อเนื่องในการพิมพ์ ซึ่งกระดษาประเภทนี้จะมีรูข้างกระดาษทั้งสองเอาให้ หนามเตยของเครื่องพิมพ์เลื่อนกระดาษ
 
หลักการทำงาน
 

         เครื่องดอตเมตริกซ์พรินเตอร์ เครื่องนี้ทำงานโดยระบบหัวเข็ม หัวเข็มของเครื่องพิมพ์ประเภทนี้มีตั้งแต่ 7 หัวเข็ม, 9 หัวเข็ม, 24 หัวเข็ม โดยระบบการ พิมพ์ด้วย เครื่องนี้จะใช้ระบบกระแทก (Impact Printer) หลักการทำงานคือ การใช้หัวเข็มกระแทกผ่านผ้าหมึกให้เกิดเป็นภาพ หัวเข็มจะทำงานไปทีละ บรรทัด ตัวอักษรที่ได้จะค่อยๆ ปรากฏจาด้านบนหัวเข็มจะค่อยๆ พิมพ์ไปทีละบรรทัดจนจบเครื่องดอตเมตริกซ์พรินเตอร์ จะมีความละเอียด ในการพิมพ์ที่ 360 x 360 จุดต่อตารางนิ้ว ข้อดีของเครื่องพิมพ์ประเภทนี้มีคือ สามารถในการพิมพ์สำเนาได้ การทำสำเนาก็สามารถทำได้ตั้งแต่ 1 ต้นฉบับ 1 สำเนา ไปจนถึง 1 ต้นฉบับ 4 สำเนา ใน ส่วนนี้แล้วแต่ความสามารถของเครื่องพิมพ์

 

 

2. เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก (Ink-Jet Printer)
         เครื่องพิมพ์พ่นหมึก เป็นเครื่องพิมพ์ที่มีคุณภาพการพิมพ์ที่ดีกว่าเครื่องพิมพ์แบบดอตแมทริกซ์ โดยสามารถพิมพ์ตัวอักษรที่มีรูปแบบ และขนาดที่แตกต่งกันมาก ๆ รวมไปถึง พิมพ์งานกราฟิกที่ให้ผลลัพธ์ คมชัดว่าเครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์ เทคโนโลยีที่เครื่องพิมพ์พ่นหมึก ใช้ในการพิมพ์ก็คือ การพ่นหมึกหยดเล็ก ๆ ไปที่กระดาษ หยดหมึกจะมีขนาดเล็กมาก แต่ละจุดจะอยู่ในตำแหน่งที่เมื่อประกอบกันแล้ว เป็นตัวอักษร หรือรูปภาพ ตามความต้องการ
เครื่องพิมพ์พ่นหมึกมีความเร็วในการพิมพ์ มากว่าแบบดอตแมทริกซ์ มีหน่วยวัดความเร็วเป็นในการ พิมพ์เป็น PPM (Page Per Minute) ซึ่งเร็วกว่าเครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์มาก อย่างไรก็ตามถ้าเป็นการพิมพ์ กราฟิกหรือตัวอักษรที่มีรูปแบบในเวลาเดียวกัน เครื่องพิมพ์พ่นหมึกจะทำงานได้ช้าลง กระดาษที่ใช้กับเครื่อง พิมพ์พ่นหมึกจะเป็นขนาด 8.5 X 11 นิ้ว หรือ A4 ซึ่งสามารถพิมพ์ได้ ทั้งแนวตั้งที่เรียกว่า “พอร์ทเทรต” (Portrait) และแนวนอนที่เรียกว่า “แลนด์สเคป” (Landscape) โดยกระดาษจะถูกวางเรียงซ้อนกัน อยู่ในถาด และถูกป้อน เข้าไปในเครื่องพิมพ์ที่ละแผ่นเหมือนเครื่องถ่ายเอกสาร

 

หลักการทำงาน

 

        เครื่องอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ หรือเครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก หลักการทำงานของเครื่องพิมพ์ประเภทนี้จะใช้หลักการพ่นน้ำหมึกออกมาเพื่อให้เกิดภาพ หรือตัวอักษร หมึกพิมพ์ของเครื่องอิงค์เจ็ทจะมีตั้งแต่ 2 หมึก (Black-C-M-Y), 4 หมึก (Black, Cyan, Magenta, Yellow), 7 หมึก (Black, Cyan, Magenta, Yellow, Light Cyan, Light Magenta, Light Yellow) ยิ่งมีจำนวนสีของหมึกพิมพ์มากยิ่งจะทำให้ภาพที่ได้จากการผสมสีของน้ำหมึก มีความสมจริง ดูเป็นธรรมชาติ เป็นการพัฒนาระบบการฉีดพ่นหมึกความดันแรงสูง ซึ่งเป็นระบบการฉีดหมึกที่มีความเที่ยงตรง และแม่นยำสูงสุด ด้วยความละเอียดในการพิมพ์สูงถึง 1440 จุดต่อนิ้ว โดยการทำงานของหัวพิมพ์จะเหมือนกับการยิงธนูโดยหัวพิมพ์จะมีแรงดึงน้ำหมึกถอยหลัง เหมือนการดึงลูกธนูก่อนที่จะพ่นน้ำหมึกลงสู่ กระดาษด้วยความแรงที่ต่างกันถ้าดึงด้วยแรงที่มากพอปล่อยแล้วก็จะพ่นน้ำหมึกที่มีขนาดใหญ่ออกมา ถ้าดึงด้วยแรงที่น้อยก็จะพ่นน้ำหมึกที่มีขนาดเล็กออกมา ซึ่งหัวพิมพ์จะสามารถควบคุมขนาดของน้ำหมึกที่พ่นลงสู่กระดาษให้เล็กหรือใหญ่ได้ โดยขบวนการทั้งหมดนี้ เครื่องจะสามารถทำงานเองโดยอัติโนมัติ ซึ่งในปัจจุบันสามารถฉีดหมึกได้ขนาดเล็กที่สุด คือเพียงแค่ 2 - 3 pl (พิโกลิตร) [1 pl = 1 / ล้าน-ล้าน ลิตร] ซึ่งเล็กกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผม คนเรา ดังนั้นการเลือกซื้อเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท สักเครื่องนอกจากต้องคำนึงถึงจำนวนเม็ดสีต่อตารางนิ้ว หรือที่เรียกว่า DPI แล้ว เราจำต้องคำนึงถึงเรื่องขนาดเม็ด สีด้วย เพราะขนาดของเม็ดสีที่ใหญ่ก็จะไม่สามารถถ่ายทอดรายละเอียดต่างๆ ได้เหมือนต้นฉบับ เทคโนโลยีที่ช่วยทำให้พิมพ์งานได้เร็วขึ้น เพราะสามารถปรับ ขนาดจุด ได้หลายระดับโดยอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มศักยภาพการทำงานให้กับระบบการฉีดหมึก โดยในส่วนที่เป็นสีพื้น เครื่องก็จะพิมพ์เม็ดสีขนาดใหญ่ แต่ในส่วนที่ ต้องการรายละเอียด เครื่องก็จะพิมพ์สีขนาดเล็กให้เองโดยอัตโนมัติ ภาพที่ได้จึงมีความสวยงาม คมชัด

 

 

 3. เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer)
            เครื่องพิมพ์เลเซอร์ เป็นเครื่องที่มีคุณสมบัติเหมือนกับเครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก แต่สามารถทำงาน ได้เร็วกว่า โดยเครื่องพิพม์เลเซอร์ สามารถพิมพ์ตัวอักษรได้ทุกรูปแบบและทุกขนาดรวมทั้งสามารถพิมพ์งาน กราฟิกที่คมชัดได้ด้วย เครื่องเลเซอร์ใช้เทคโนโลยี เดียวกับเครื่องถ่ายเอกสาร คือยิงเลเซอร์ไปสร้างภาพบน กระดาษในการสร้างรูปภาพ หรือตัวอักษรบนกระดาษ
หน่วยวัดความเร็วของเครื่องพิมพ์เลเซอร์จะเป็น PPM เช่นเดียวกับ เครื่องพิมพ์พ่นหมึกในปัจจุบัน ความสามารถ ในการพิมพ์ของเครื่องพิมพ์เลเซอร์คุณภาพสูง สามารถพิมพ์ได้หลายร้อยหน้าต่อนาที ซึ่งเหมาะ กับงานในองค์กรขนาดใหญ่ จะนำไปใช้งานในการพิมพ์เอกสารต่าง ๆ ส่วนคุณภาพงานพิมพ์ของเครื่องจะวัด ด้วยความละเอียดในการสร้างจุดลงในกระดาษ ขนาด 1 ตารางนิ้ว เช่นความละเอียดที่ 300 dpi หรือ 600 dpi หรือ 1200 dpi เครื่องพิมพ์เลเซอร์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ก็จะมีทั้งเครื่องพิมพ์เลเซอร์แบบ ขวา-ดำ และเครื่องพิมพ์ เลเซอร์แบบสี ซึ่งเครื่องพิมพ์เลเซอร์แบบสีจะมีราคาแพงมาก แต่งานพิมพ์ที่ได้ออกมาก็มีคุณภาพสูง

 
หลักการทำงาน
 

          เครื่องเลเซอร์พรินเตอร์ใช้หลักการความร้อน การทำงานจะใช้แสงเลเซอร์เสียงหนึ่งเส้น เมื่อแสงเลเซอร์ไปกระทบกับกระจก แสงที่กระทบผ่านกระจกก็จะ แตกออกเป็นหลายๆ เส้น เส้นที่ผ่านจากกระจกไปแล้วก็จะไปกระทบกับโทนเนอร์ โทนเนอร์ก็จะบรรจุผงหมึกไว้ เพื่อความร้อนไปกระทบโทนเนอร์ที่บรรจุผงหมึก ผงหมึกที่โดนความร้อนก็จะไปกระทบบนกระดาษทำให้เกิดขึ้นมาเป็นภาพ เครื่องเลเซอร์พรินเตอร์มีความละเอียด ตั้งแต่ 600 x 600 จุดต่อตารางนิ้ว 1,200 x 1,200 จุดต่อตารางนิ้ว ความเร็วในการพิมพ์ของเครื่องพรินเตอร์ประเภทนี้จะความเร็วที่ 15 แผ่นต่อนาทีขึ้นไปในเครื่องเลเซอร์พรินเตอร์แบบขาวดำ (Mono Laser Printer) และ 12 แผ่นต่อนาทีขึ้นไปในเครื่องเลเซอร์พรินเตอร์แบบสี (Color Laser Printer) เครื่องเลเซอร์พรินเตอร์ส่วนใหญ่จะมีหน่วยความจำ ที่มากกว่าเครื่องอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ การที่มีหน่วยความจำมากนี่เองเป็นข้อดีให้เครื่อง เลเซอร์พรินเตอร์สามารถรองรับงานพิมพ์ที่มีปริมาณที่มากได้ สามารถพิมพ์ งานได้อย่างต่อเนื่อง ความจุกระดาษในเครื่องเลเซอร์พรินเตอร์ก็จะมีความจุที่มากกว่าเครื่องอิงค์เจ็ททำให้สามารถพิมพ์งานได้ต่อเนื่องกว่า เครื่องเลเซอร์ พรินเตอร์ในบางรุ่นสามารถเพิ่มถาดกระดาษได้อีก

4. พล็อตเตอร์ (plotter)
        พล็อตเตอร์ เป็นเครื่องพิมพ์ชนิดที่ใช้ปากกาในการเขียนข้อมูลต่างๆ ลงบนกระดาษเหมาะสำหรับงาน เกี่ยวกับการเขียนแบบทางวิศวกรรม (เขียนลงบนกระดาษไข) และงานตกแต่งภายใน สำหรับวิศวกรรมและสถาปนิก
พล็อตเตอร์ทำงานโดยใช้วิธีเลื่อนกระดาษ โดยสามารถใช้ปากกาได้ 6-8 สี ความเร็วในการทำงานของ พล็อตเตอร์มีหน่วยวัดเป็นนิ้วต่อวินาที (Inches Per Secon : IPS) ซึ่งหมายถึงจำนวนนิ้วที่พล็อตเตอร์สามารถ เลื่อนปากกาไปบนกระดาษ

 

 

 

 

 

 

 

ตัวอย่าง printer

Inkjet

 

HP Deskjet D1560

  • Model : HP Deskjet D1560
  • Print Speed
    Black : Up to 18 ppm
    Color : Up to 12.5 ppm
  • Print Resolution
    Black : Up to 1200 rendered dpi black
    Color : Up to 4800 x 1200 optimized
  • Standard Media Sizes : Letter, legal, executive, envelopes (No 10), cards 
  • Conectivity : USB
  • Cartridge : HP Black 21, Color 22
  • Dimesion : (W x D x H) 422 x 260 x 141 mm
  • Weight : 1.95 kg
  • Operating System Support : Windows 2000/XP and Mac OS X V 10.5 or higher
  • รับประกัน 1  ปี
 

 ALL IN ONE

 

CANON PIXMA MP145 (Scan, Copy)

  • Model : Canon Pixma (MP145)
  • Compact and Stylish All-in-One Photo Printer. Print, Scan and Copy photos & documents quickly and easily
  • Print
    Printing Method : Bubble Jet Printing,Serial
    Maximum Resolution : 4800(horizontal)x1200(vertical)
    Print Speed : Black 20 ppm,Colour 15 ppm, Photo (4×6)Approx. 60 secs
    Printable Width : Up to 203.2mm (8 inch) Borderless : Up to 216mm (8.5 Inch)
    Recommended Printing Area : Top margin : 38mm/Bottom margin: 31mm
  • Scan
    Scanner type : Flatged
    Scanning Method : CIS
    Scanning Resolution : 600×1200 dpi (Max)
    Scanning Data Speed :Gray/Text 1.6ms/line(300dpi), Color 4.7ms/line(300dpi)
  • Copy
    Maximum Document Size : A4/LTR
    Compatible Media : Size A4 or LTR, 4×6
    Copy Speed : Bk text 19cpm, Colour 15cpm
  • Connectivity : USB 2.0 Hi-Speed
  • Dimensions : 443mm(W) x 381mm(D) x 181mm(H)
  • Weight : approx. 6.3kg
  • Cartridges : PG-830 Pigment Black, CL-831 Dye Colour
  • Operating System Support : Windows 2000/XP/Vista Mac OSX v10.2.8-10.4
  • รับประกัน 1  ปี
 
 

LASER

 

FUJI XEROX 3124

  • Model : Fuji Xerox Phaser 3124 Laser Printer
  • Paper Type: Monochrome Laser
  • Print Speed : Up to 25 ppm (Letter) / 24 ppm (A4)
  • Duty Cycle : Up to 20,000 pages / month
  • Paper Input Standard: Bypass Tray : 1 sheet, Size: Custom sizes from 3 x 5 in. / 76 x 127 mm to 8.5 x 14 in. / 216 x 356 mm;
  • Paper Output : 100 sheets
  • First Page out Time : As fast as 9 seconds
  • Print Resolution : Up to 1200 x 600 Image Quality
  • Processor / PDL : 150 MHz / Host Based
  • Connectivity : Parallel, USB 1.1 (compatible with 2.0)
  • Memory : 8 MB
  • Print Features : Xerox Status Monitor, Watermarks, Poster Printing, N-Up, Fit to Page, Scaling, Overlays, Auto Tray Select, Toner Saver Mode
  • Device Management : Xerox Status Monitor
  • Media Handling : Bypass Tray and Tray 1: 16 to 43 lb. bond / 60 to 163 gsm
  • Media Type : Plain Paper, Envelopes, Labels, Transparencies, Cardstock
    Two-sided Printing : Manual, Sizes: A4, Letter, Legal, Folio, Oficio, 20 to 24 lb. bond / 75 to 90 gsm
  • Environment : Temperature: 50° to 90°F / 10° to 32°C
  • Dimension (W x D x H) : 14.1 x 11.7 x 10 in. / 358 x 298 x 253 mm
  • Weight : 19.6 lb. / 8.9 kg
  • Operating System Support : Windows ® 98/Me/NT 4.0/2000/XP/2003
  • รับประกัน 3  ปี
 

คอมเมนท์ที่นี่

Projector 3

โดย chanvit_29@sanook.com เมื่อ มกราคม - 12 - 2009

Projector

1. LCD  Projector

 

หลักการทำงานของเครื่องฉายภาพ ระบบ LCD

        หลายคนรู้จัก คำว่า LCD (Liquid Crystal Display) Projector ในรูปแบบของเครื่องฉายเลนส์เดี่ยว หรือ ตาเดียว บ้าง เพราะในสมัยที่ยังมีโปรเจคเตอร์แบบ CRT  ที่ใช้หลอดภาพ ชนิดเดียวกับ ทีวี ที่บ้านเรา คนส่วนมากจะเรียกตามรูปแบบของการโปรเจค โดยเรียกว่า สามตา บ้าง สามเลนส์บ้าง หรือดีไม่ดีก็เรียกตามยี่ห้อ ผู้ผลิตไปเลยก็มี

    พอเทคโนโลยี LCD กำเนิดขึ้น ก็เลยเรียกว่าเลนส์เดี่ยว ก็ถูกอย่างที่เขาเรียก เพราะเครื่องฉาย LCD ไม่จำเป็นต้องใช้หลายเลนส์ เพราะได้มีการผสมสีเรียบร้อยแล้ว ในเครื่องถอยหลังกลับไปสมัยที่เพิ่งเริ่มมี LCD เข้ามาในบ้านเรา ใกล้ตัวที่สุดก็คือ นาฬิกาข้อมือ เครื่องคิดเลข เพราะใช้ LCD แบบ 7 ส่วน หรือ 7 Segment มาทำให้เกิดตัวเลข ซึ่งที่จริงก็เกิดจากการติด-ดับ ของ LCD แต่ละส่วนนั่นเอง

 

 

    มาเรียงต่อกันจุดเล็กๆ ก็เหมือนกับเราแปลอักษร บนอัฒจรรย์ ในสนามกีฬานี่เอง เมื่อต้องการให้เกิดภาพก็ให้วงจรไฟฟ้าไปควบคุมแต่ละจุดทำงาน ติดหรือดับ 0 หรือ 1 ตามต้องการ ถ้าเรียกแบบ ดิจิตอล ครับมันคงยุ่งยากมาก ไม่ต้องคิดไปถึงขนาดนั้น เอาเป็นว่า นี่เป็นจุดกำเนิด ของเครื่องฉาย LCD 
LCD ในโปรเจคเตอร์ ก็เช่นเดียวกัน ในสมัยแรกๆ ก่อนที่จะมาเป็นโปรเจคเตอร์ ประมาณปี 1989 บริษัท Sayett Technology ก็เริ่มทำเป็น Panel หรือ Pad ก่อน โดยมีขนาดประมาณ จอมอนิเตอร์ ของ Note Book  โดยเริ่มจากสีเดียวก่อน โดยเอา LCD วางเป็นจุดให้มีขนาดสัดส่วน 4:3 เหมือนจอมอนิเตอร์ ของคอมพิวเตอร์ ก็เริ่มจากขนาด 640 x 480 จุด LCD หรือในระดับ VGA

 

 หลักการทำงาน
              ใช้หลอดไฟ กำลังไฟส่องสว่างสูงประเภท เมทัล-ไฮไลท์ หรือหลอด UHP (ULTRA HIGH POWER) เป็นต้นกำลังส่องสว่างกำเนิดแสงโดยแสงจะวิ่งผ่าน DICHROIC MIRROR (กระจกสะท้อนกรองแสง) ทำหน้าที่แยกแสงออกเป็น 3 แม่สี คือแดง -RED (R) , เขียว - GREEN (G) และน้ำเงิน -BLUE (B) เพื่อให้แสงแต่ละสีผ่านไปสู่ LCD PANEL ของแต่ละสีซึ่งแต่ละจุดจะประกอบไปด้วยจำนวนแผงพิกเซล (PIXELS) เล็กๆ มากมาย แต่ละ PIXEL จะถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าในการเปิด หรือปิดให้แสงแต่ละสีผ่านไปที่จอภาพได้ โดยแสงที่ผ่าน PIXEL จะผ่านเลนส์รวมแสงเพื่อผสมแม่สี ทำให้เกิดภาพ
             ปัจจุบัน LCD PROJECTOR จะให้ความสว่างสูงได้ถึง 3,000 - 4,000 ANSI LUMENS และมีราคาถูกลงมาก โดยมีอายุการใช้งานของหลอดไฟได้ 1,500 - 2,000 ชั่วโมง ให้ภาพจากสัญญาณ COMPUTOR ที่ดี และสัญญาณวิดีโอที่คมชัดสดใส 

 

 

2. DLP Projector

 

   หลัการทำงานของ DLP Projector

      DLP ย่อมาจาก (Digital Light Processing) เป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นและพัฒนาโดยบริษัท Texas Inctrumente ซึ่งพัฒนา DMD SHIP (DIGITAL MICRO MIRRORS DEVICE) ซึ่งเป็นแนววงจรขนาดเล็กประกอบด้วย แผ่นกระจกสะท้อนแสงขนาดจิ๋วจำนวนมากโดยแต่ละชิ้นของกระจกขนาดจิ๋ว จะแทนจุดแสงในแต่ละ PIXEL ถ้ารายละเอียดขนาด XVGA จะมีแผ่นกระจกตามแนวนอน 1024 ชิ้น ตามแนวตั้ง 768 ชิ้น กระกแต่ละชิ้นจะถูกวงจรไฟฟ้าควบคุมให้เอียงไปมา เพื่อสะท้อนแสงได้ที่มุม +/- 10 องศา เพื่อหันเหแสงไปที่จอภาพ หรือให้ตกระทบในตัวเครื่อง การทำงานของกระจกจิ๋วนี้เทียบได้กับหลักการทำงานของดิจิตอล คือ เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลเข้าเปรีบได้กับสภาวะ “ON” กระจกจิ๋วของ PIXEL นั้นๆ จะเอียงเพื่อรับแสง และสะท้อนแสงไปตกกระทบจอภาพผ่านเลนส์ แต่ถ้าไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลเข้า เปรียบได้สภาวะ “OFF” กระจกจิ๋วจะหันคืนกลับมาในอีกตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งจะสะท้อนแสงที่ไม่ต้องการ ไปตกกระทบกับผิวของวัสดุดูดซึมแสง (ABSORBER) ภายในเครื่องก่อให้เกิดส่วนมืดทจอภาพ ร ตำแหน่ง PIXEL นั้นๆ
              การเกิดภาพในระบบ DLP นั้น ใช้หลักการที่แสงจะวิ่งผ่านแผ่นจานแม่ส (COLOR WHEEL) และแสงที่ผ่านจานแม่สี (แดง , เขียว , น้ำเงิน) แต่ละสีจะวิ่งผ่านไปที่กระจกจิ๋วในแผ่น DMD โดยถ้ากระแสไฟฟ้าที่กระจกจิ๋วก็จะสะท้อนแสงแม่สีไฟที่จอภาพ เพื่อผสมสีให้เกิดภาพ จะมีวงจรควบคุมให้แผ่นจานสี (COLOR WHEEL) หมุนได้จังหวะกับ การพลิกเอียงมุมของกระจกจิ๋วในแผ่น DMD
DLP PROJECTOR ให้ค่าความสว่างสูง , ความคมชัดของภาพ โดยมี CONTRAST RATIO ที่สูง , ค่า BLACK LEVEL ที่ดีทำให้สีดำสนิท และการเกลี่ยแสง (UNIFORMITY) ที่ดีมากเหมาะสำหรับงาน RESSENTATION ข้อมูลจาก COMPUTOR ที่ต้องการความคมชัดมาก

    ข้อดีของระบบ DLP : มีจุดพิกเซลที่ละเอียด เนื่องจากระยะของตัวชิปนั้นอยู่ใกล้ชิดกันทำให้ได้ภาพที่มีความละเอียด มีความคมชัด (contrast) สูง และอุปกรณ์ที่ใช้งานก็มีขนาดเล็กกว่าและใช้น้อยชิ้นด้วย นอกจากนี้อายุในการใช้งานก็ยาวนานกว่าระบบ LCD

 

 ภาพเปรียบเทียบระหว่างระบบ DLP และ LCD 

 ข้อด้อยของระบบ DLP : ความอิ่มหรือความชุ่มฉ่ำของสีจะด้อยกว่า LCD อาจทำให้มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “rainbow effect” ซึ่งเป็นอาการที่ปรากฏขึ้นเพียงชั่วขณะ เนื่องจากการบิดตัวของกระจกที่ฉายภาพผ่านวงล้อสีจะทำให้เกิดภาพที่เป็นสีรุ้งออกมาให้เห็น ซึ่งอาจจะเห็นเป็นบางคน บางคนก็ไม่เห็น สำหรับปรากฏการณ์ halo effect นี้อาจจะเกิดขึ้นได้กับทุกเครื่อง และจะเป็นมากเมื่อมีการใช้งานแบบ home cinema ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นสีเทารอบๆ ภาพ เนื่องจากการกระจายตัวของแสงเล็กๆ ตามกระจกไปยังตัวชิป แต่ปรากกฎการณ์ halo effect ก็เริ่มลดน้อยลงในโปรเจ็กเตอร์ DLP รุ่นใหม่ๆ ที่มีการแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าว

 

   3. ตัวอย่าง โปรเจคเตอร์

 ถูกที่สุด

 Acer รุ่น X1160z

 

 ราคาพิเศษ 16,813.18 บาท

  • ความสว่าง 2,000 ANSI Lumens *ฟรีจอแขวน 70นิ้ว
  • เทคโนโลยีการแสดงภาพ (Projection system) DLP Projector
  •  มีเลนส์ซูม และเมนูภาษาไทย
  • ความละเอียด Native: SVGA (800 x 600) รองรับสัญญาณได้ถึง SXGA (1,280 x 1,024),
  • สามารถแสดงสีได้สุงสุด 16.7 ล้านสี
  • ระยะฉายภาพ 1- 11.9 เมตร สามารถให้ภาพขนาด 50 นิ้วในระยะ 2 เมตร
  •  หลอดภาพ ขนาด 160 W แบบ P-VIP
  • อายุหลอดาภาพ 3000/ 4000 ชั่วโมง
  • สามารถปรับแก้สี่เหลี่ยมคางหมูได้สูงถึง +/-40 องศา (vertical)
  • รองรับการฉายภาพ แบบ Front, rear, front-ceiling, rear-ceiling
  • ควบคุมการทำงานโดยรีโมทไร้สาย และปุ่มบนตตัวเครื่อง (เก็บรีโมทไว้ที่ช่องเก็บบนตัวเครื่องได้)
  • ความดังของเครื่องขณะทำงาน (Noise Level ) เพียง 33 dBA
  • น้ำหนัก 2.3 กก
  • ขนาดเครื่องฉาย (W x H x D) 267 x 187 x 80 มม.
  • รับประกันตัวเครื่อง 2 ปีหลอดภาพ 1 ปีหรือ 1000 ชั่วโมง  

 

 

 

แพงที่สุด

 Sony VPL-FH300L

 

ราคาปกติ 1,499,900 บาท

  • ความสว่าง(ANSI Lumens)6000
  • ให้ความละเอียด(พิกเซล)2048×1080
  • ค่า Contrast เท่ากับ1300
  • สามารถแสดงภาพได้ขนาด(นิ้ว)Depending on lens
  • ขนาดเครื่อง(มม.)H/W/D:298×699x785
  • น้ำหนัก30.5kg
  • การรับประกันตัวเครื่อง 1 ปี หลอดภาพ 3 เดือนหรือ 1000 ชม.

คอมเมนท์ที่นี่

Monitor

โดย chanvit_29@sanook.com เมื่อ ธันวาคม - 18 - 2008

 

 จอ Monitor

 

จอ CRT

 1.คุณสมบัติของจอเเสดงผลเเบบ CRT 

 

 

คุณสมบัติของจอภาพแบบ CRT

ความละเอียดและการสั่น
        คุณสมบัติของจอภาพที่สำคัญที่สุดคือความละเอียดในหารแสดงผล หมายถึงจำนวนจุดที่จอสามารถแสดงได้ในแนวตั้งและแนวนอน จอที่นิยมใช้กันเริ่มจากความละเอียดขนาด 640 x 480 ( VGA ) , 800 x 600 ( Super VGA ) , และ 1,024 x 768 ( XGA ) ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำในปัจจุบัน นอกจากนี้บริษัทผู้ผลิตจอภาพก็ได้พยายามเพิ่มความละเอียดของจอภาพเป็น 1,280 x 1024 จุด ( 1.3 ล้านจุดต่อหนึ่งภาพ ) และ 1,600 x 1,20 จุด ๖ เกือบ 2 ล้านจุดต่อหนึ่งภาพ ) การเพิ่มจุดบนจอมอนิเตอร์มีผลต่อประสิทธิภาพและโครงสร้างของจอ โดยมีข้อจำกัดอยู่ที่ความถี่ในการกวาดลำอิเล็คตรอนให้เป็นภาพ ( หรือการสแกน ) ทั้งในแนวตั้ง แนวนอน ซึ่งมีหน่วยวัดเป็นเฮิร์ต ( Hz ) และกิโลเฮิร์ต ( KHz ) ตามลำดับ และรวมถึงความสามารถของวงจรในจอที่จะรับสัญญาณได้ความถี่สูงแค่ไหน หรือที่เรียกว่า “แบนด์วิธ” ( bandwith ) ซึ่งมีหน่วยเป็นเมกะเฮิร์ต ( MHZ ) ด้วย
       คำว่า “vertical scan rate” หรือ “vertical refresh rate” ( อัตราการรีเฟรชในแนวตั้ง ) หมายถึงจำนวนเที่ยวต่อวินาทีในการยิงอิเล็คตรอนไล่จากจุดเริ่มต้นที่แถวบนสุดตรงมุมซ้ายมาจนถึงแถวล่างสุด ว่าใน 1 วินาที จะกวาดซ้ำได้กี่เที่ยว ถ้าอัตราการรีเฟรชต่ำเกินไปก็จะทำให้จุดบนจอมีความสว่างลดลงก่อนที่จะถูกยิงด้วยอิเล็คตรอนซ้ำอีกครั้งหนึ่ง และมีผลทำให้ภาพเกิดอาการสั่นไหว ( สว่างไม่สม่ำเสมอ ) จนเราสังเกตุเห็นได้ และหากนั่งจ้องเป็นเวลานานๆก็จะปวดตาได้
      ทางหนึ่งที่เราจะลดอาการสั่นของภาพได้ก้คือใช้สารเคมีที่มีความสว่างนานขึ้น จอภาพแบบโมโนโครมในเครื่องพีซีรุ่นแรกๆก็ใช้เทคนิคนี้ ซึ่งก็จะใช้ได้ดีสำหรับจอที่ทำงานแบบ text mode บนเครื่องซีที่มีความเร็วไม่สูงมากนัก แต่ไม่เหมาะกับจอกราฟิกความเร็วสูง เพราะการที่จุดมีความสว่างนานอาจทำให้จุดนั้นยังคงเรืองแสงอยู่ทั้งๆ ที่ควรจะดับไปแล้วเมื่อแสดงภาพอื่น ดังนั้นโดยทั่วๆไปในปัจจุบันจึงนิยมใช้สารเคมีประเภทเรืองแสงไม่นาน แต่อาศัยความถี่สูงในการกวาดลำอิเล็คตรอนซ้ำๆ กันแทน คือการใช้การยิงอิเล็คตรอนซ้ำให้บ่อยพอก่อนที่แสงจะจางลงไป ทำให้เกิดภาพซ้ำๆกันอย่างสม่ำเสมอ
       เมื่อมีการผลิตการ์ดแสดงผลความละเอียดสูงรุ่นแรกๆ ขณะนั้นยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานของอัตราการแสกนหรือกวาดลำอิเล็คตรอนในการสร้างภาพออกมา การ์ดรุ่นแรกๆจึงมักจะมีอัตราการรีเฟรชแค่ 56 Hz หรือ 56 ครั้งต่อวินาทีเท่านั้น ซึ่งจะเห็นการสั่นของภาพได้ค่อนข้างชัดเจน ต่อมา VESA ( Video Electonics Standard Association ) อันเป็นองค์กรที่กำหนดมาตรฐานระบบการ์ดแสดงผล ได้กำหนดมาตรฐานของอัตราการรีเฟรชหน้าจอขึ้นมา

 

 

จอ LCD

2. จอ LCD

2.1 ประเภทของจอ LCDแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

1. Passive Matrix หรือที่เรียกว่า Super-Twisted Nematic (STN) เป็นเทคโนโลยีแบบเก่าที่ให้ความคมชัดและความสว่างน้อยกว่า ใช้ในจอโทรศัพท์มือถือทั่วไปหรือจอ Palm ขาวดำเป็นส่วนใหญ่

2. Active Matrix หรือที่เรียกว่า Thin Film Transistors (TFT) สามารถแสดงภาพได้คมชัดและสว่างกว่าแบบแรก ใช้ในจอมอนิเตอร์หรือโน๊ตบุ๊ก

2.2 คุณสมบัติของจอแสดงผลแบบ LCD

  • ขนาดเล็กกะทัดรัดและนํ้าหนักเบา
    ด้วยการทำงานที่ไม่ต้องอาศัยปืนยิงอิเล็กตรอน จึงช่วยให้ด้านลึกของจอภาพมีขนาดสั้นกว่ามอนิเตอร์แบบ CDT ถึง 3 เท่าและด้วยรูปร่างที่แบนราบทางด้านหน้าและด้านหลัง ในบางรุ่นจึงมีอุปกรณ์เสริมพิเศษสำหรับติดฝาผนังช่วยให้ประหยัดพื้นที่มากยิ่งขึ้น
  • พื้นที่การแสดงผลเต็มพื้นที่
    จากเทคโนโลยีพื้นฐานในการออกแบบ ทำให้จอมอนิเตอร์แบบ LCD สามารถแสดงผลได้เต็มพื้นที่เมื่อเปรียบเทียบกับแบบ CDT ขนาด 17 นิ้วเท่ากัน พื้นที่แสดงผลที่กว้างที่สุดจะอยู่ที่ 15 นิ้วกว่าๆ เท่านั้น
  • ให้ภาพที่คมชัด มีรายละเอียดสูง และมีสัดส่วนที่ถูกต้อง
    เนื่องจากมอนิเตอร์มีความแบนราบจริง
  • ช่วยถนอมสายตาและมีอัตราการแผ่รังสีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตํ่ามาก
  • ประหยัดพลังงานไฟฟ้า
    ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ตํ่ากว่าจอ CDT ถึง 60 เปอร์เซ็นต์
  • ความสามารถในการรองรับอินพุต (Input) ได้หลายๆแบบพร้อมกัน
    เนื่องด้วยมอนิเตอร์แบบ LCD สามารถรับสัญญาณจากแหล่งสัญญาณดิจิตอลอื่นๆได้ เช่น โทรทัศน์หรือเครื่องเล่นดีวีดีและบางรุ่นสามารถทำภาพซ้อนจากหลายแหล่งข้อมูลได้ จึงทำให้จอมอนิเตอร์แบบ LCD เป็นได้ทั้งเครื่องรับโทรทัศน์และจอมอนิเตอร์ในเวลาเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องซื้อมอนิเตอร์หลายๆตัวมาใช้งาน

3.ตัวอย่าง LCD

 

 

Samsung 226BW LCD 20″

pecial Function : DVI ( HDCP ) MagicBrightlll , Swivel , Tilt
Pixel Pitch : 0.282
Response Time : 2 ms (GTG)
Interface : Analog RGB , DVI Digital
Brightness : 300 cd/m2
Contrast ratio : 3000 : 1 ( DC )
Viewing Angle : 160/160
Maximum Res. : 1680*1050

คอมเมนท์ที่นี่

Sound Card และ ลำโพง

โดย chanvit_29@sanook.com เมื่อ ธันวาคม - 17 - 2008

 

Sound Card และ ลำโพง

 

 

ความสำคัญของ  Sound Card

      Sound Card หรือ การ์ดเสียง   เป็นแผงวงจรอิเลคทรอนิกที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้ ร่วมกับคอมพิวเตอร์ ให้แสดงผลออกมาเป็นเสียง ถ้าวงจรเสียงใช้กับเกมส์ที่เราเล่นจะเกิด เสียงต่าง ๆ หรือเสียงเอฟเฟคต่าง ๆ เข้าเป็น วงจรเสียงที่ใช้กับดนตรีชนิดต่าง ๆ สำหรับสร้างสรรค์งานเพลงที่เราต้องการให้มีคุณภาพของเสียงที่ดีขึ้นกว่าเดิม โดยคุณภาพเสียงจะขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อของ Sound Card

 

ตัวอย่าง Sound Card

      Creamware รุ่น SCOPE home (LUNA II)

     Creamware รุ่น SCOPE Home (LUNA II) … 24 bit 96KHZ สำหรับระบบHome Studio ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการทำงาน ด้วย function ที่รองรับรูปแบบการใช้งานในระดับ Professional อย่างแท้จริง ด้วย 2 Analog I/O , Digital I/O แบบ S/PDIF coaxial , MIDI 1 In/Out ใช้บันทึกเสียง Voice ,Piano,Guitar,Bass,Drum อื่นๆ LUNA II มี Mixers ในตัวและผลิตที่ Gremany Creamware 

รายละเอียด
- PCI board equipped with 3 SHARC DSPs for PC & Mac
- analog stereo I/O and digital stereo S/PDIF I/O
- 24 bit/96 kHz supported by all I/Os
- Z-Link port connecting to the A16 converter
- expandable to 36 ins and 36 outs using the home expansion (2 × ADAT I/O + Z-Link)
- all I/Os utilizable in parallel and at the same time
- up to 3 boards from the SCOPE range seamlessly cascadable using the S/TDM Bus
- high-speed drivers for ASIO 2.0, DirectSound, MME, tripleDAT, GSIF, Sound Manager, OMS
- MIDI interface (in & out)

- รับประกัน 1 ปีเต็ม

 

 

ระบบเสียง ของลำโพง

 

Doldy Digital

               ระบบเสียง Dolby Digital เป็นอีกหนึ่งในระบบเสียงคุณภาพเสียงของ Dolby ที่สร้างความโด่งดังจนหลายคนรู้จักระบบนี้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีของ ระบบนี้คือ กระบวนการสร้างระบบเสียงแบบ เซอราวนด์ที่ให้คุณภาพเสียงในรูปแบบของสัญญาณดิจิตอลที่มีคุณภาพ และรองรับช่องสัญญาณเสียงที่มากถึง 5.1 ช่องสัญญาณเสียง โดยมาจากช่องสัญญาณเสียงทางซ้าย เซ็นเตอร์ ขวา เซอราวนด์–ซ้าย เซอราวนด์ขวาและซับวูเฟอร์ที่ให้ความถี่ต่ำ (โดยคิดเป็นแค่ .1 เท่านั้น) ซึ่งระบบ Dolby Digital นี้ เป็นมาตรฐานของระบบเสียงที่ได้จากระบบ DVD มีเสียงที่แยกจากกันอย่างเห็นได้ชัดและมีการกระจายของเสียงที่ดี ระบบเสียงแบบนี้สามารถรับฟังได้จากเครื่องเล่น DVD, เครื่องเล่นวิดีโอ, Microsoft Xbox Game Consoles, Digital TV หรือการเชื่อมต่อร่วม กับอุปกรณ์ต่างๆ ที่ผ่านสายส่งข้อมูลแบบดิจิตอล เป็นต้น

 

Digtal DTS

               ระบบ DTS นี้ย่อมาจากคำว่า Digital Theater Systems ซึ่งเป็น เครื่องหมายการค้าของ Digital Theater Systems, Inc ความหมายของ ระบบนี้ ถ้าแปลตรงตัวก็คือระบบที่เหมาะสำหรับโรงภาพยนตร์ สามารถส่งสัญญาณใน รูปแบบของสัญญาณดิจิตอล โดยระบบ DTS NEO:6 นี้จะเป็นการ ส่งสัญญาณเสียงที่เน้นลำโพงแบบ 2 ช่องสัญญาณเป็นหลัก คือลำโพงทั้งซ้ายและขวา ผสมผสานกับช่องสัญญาณเสียงเซอราวนด์รอบข้างในแบบ 5.1 แชนแนล ทำให้เกิดเสียงที่มีมิติรอบตัวของผู้ฟัง ระบบเสียงนี้สามารถที่จะรับฟังได้จากต้นกำเนิดเสียงอย่างเครื่องเล่นซีดีทั่วไป เทปและอุปกรณ์อื่นๆ ที่หลากหลายรวมทั้ง ระบบโฮมเธียเตอร์และระบบออดิโอในรถ

 

Dolby Digital Ex

               เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เราเริ่มเห็นได้บ่อยครั้งมาก โดยระบบเสียง Dolby Digital  EX นี้ได้ถูกพัฒนามากจากระบบเสียง Dolby Digital 5.1 ผู้ผลิตระบบเสียงได้เพิ่มช่องสัญญาณเสียงแบบเซอราวนด์เข้ามาอีกหนึ่งตัว ซึ่งเป็นการเพิ่มมิติของเสียงให้ดียิ่งกว่าเดิม ท่านเคยสังเกตไหมครับว่าเวลาดู ภาพยนตร์ในโรงหนังนั้น บางครั้งเราจะได้ยินเสียง บางอย่างจากด้านหลัง เช่น อาจเป็นเสียงจิ้งหรีดหรือเสียงคนเดิน นั่นแหละครับคือระบบเสียงที่เพิ่มเข้ามา เพื่อเพิ่มความสมจริงมากยิ่งขึ้น ดังนั้นช่องสัญญาณเสียงทั้งหมดก็จะมาจากทางซ้าย เซ็นเตอร์ ขวา เซอราวนด์ซ้าย เซอราวนด์ขวา เซอราวนด์ด้าน หลังและ ซับวูเฟอร์ เราสามารถที่จะพบและได้ยินระบบ เสียงแบบนี้ในระบบ Home Entertainment จาก เครื่องพีซีที่ได้นำเอาระบบเสียงจาก DVD มาใช้ ในการเล่น เกมหรือในระบบเครื่องเสียงรถยนต์คุณภาพดีดี

 

 

  1. thailoeick@sanook.com

    แม้งทำแบบเดียวกะกูเลยนี่หว่า…………….!

    เหอะๆ

    ดีบ่copy

คอมเมนท์ที่นี่

VGA การ์ด

โดย chanvit_29@sanook.com เมื่อ ธันวาคม - 11 - 2008

VGA การ์ด

 

MSI   NX8600GTS-T2D256E-OC

Model:  NX8600GTS-T2D256E OC
Item Package Quantity:  1
Hardware Platform: PC
Video Output: Graphics adapter
form_factor: Plug-in card
Video Output Interface: PCI Express x16
Graphics Coprocessor: NVIDIA GeForce 8600 GTS
Memory Technology: GDDR3 SDRAM
Graphics Ram: 256 MB
video_input: None
Television Interface: HDTV out

          MSI NX8600GTS-T2D256E OC Edition มาพร้อมแผ่นวงจรสีแดงตามแบบฉบับของ MSI โดดเด่นด้วยชุดระบายความร้อนขนาดใหญ่ ไม่ได้ใช้แบบมาตรฐานของ nVidia ให้ประสิทธิภาพดีกว่ามาก ใช้วัสดุที่เป็นอะลูมิเนียมแล้วใช้ฮีตไปป์ส่งผ่านความร้อน อุณหภูมิขณะ Idle อยู่ที่ 41 องศาเมื่อถึงสภาวะ Full load ขึ้นไปที่ระดับ 56 องศา ดีกว่าฮีตซิงก์มาตรฐานกว่า 10 องศา สมกับเป็นรุ่น OC Edition อย่างแท้จริง แต่ทั้งนี้ก็ต้องแลกมาด้วยการเสียพื้นที่สล็อต PCI ไปหนึ่งช่อง
ความเร็วชิปกราฟิกที่ตั้งมาสูงกว่ามาตรฐานเล็กน้อย คืออยู่ที่ 700MHz หน่วยความจำ 1050 MHz ซึ่งเห็นได้ว่าไม่สูงมากนัก แต่ก็สามารถโอเวอร์คล็อกขึ้นไปได้มากที่สุดในบรรดาการ์ดที่นำมาทดสอบในครั้งนี้เลย โดยมาหยุดอยู่ที่ 766MHz / 1165MHz และความเร็วระดับนี้ก็สามารถใช้งานได้ปกติ ไม่มีอาการภาพแตกเบลอแต่อย่างใด

จุดเด่น
- ชุดระบายความร้อนประสิทธิภาพสูง
- โอเวอร์คล็อกได้ค่อนข้างดีทีเดียว

ข้อสังเกต
- เสียพื้นที่สล็อต PCI ไปจากฮีตซิงก์

ผู้จัดจำหน่าย
MSI Thailand
www.msi-thailand.com

ราคา
สอบถามผู้จัดจำหน่าย

VGA Card หรือ Display Adapter 

           มีหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณ digital ให้เป็นสัญญาณภาพ โดยมี Chip เป็นตัวหลักในการประมวลการแปลงสัญญาณ ส่วนภาพนั้น CPU เป็นผู้ประมวลผล แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีการประมวลผลภาพนั้น VGA card เป็นผู้ประมวลผลเองโดย Chip นั้นได้เปลี่ยนเป็น GPU (Grarphic Processing Unit) ซึ่งจะมีการประมวลภาพในตัว Card เองเลย เทคโนโลยีนี้เป็นที่แพร่หลายมากเนื่องจากราคาเริ่มปรับตัวต่ำลงมาจากเมื่อก่อนที่เทคโนโลยีนี้เพิ่งเข้ามาใหม่ๆ โดย GPU ค่าย Nvidia เป็นผู้ริเริ่มการลุยตลาด

Slot เสียบการ์ดแบบต่างๆ

Card VGA-ISA

 

 

Card VGA-PCI

 

 

 

Card VGA-AGP



ตารางเปรียบเทียบ Slot

 

 

         หลักการทำงานพื้นฐานของการ์ดแสดงผลจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อโปรแกรมต่างๆ ส่งข้อมูลมาประมวลผลที่ ซีพียูเมื่อซีพียูประมวลผล เสร็จแล้ว ก็จะส่งข้อมูลที่จะนำมาแสดงผลบนจอภาพมาที่การ์ดแสดงผล จากนั้น การ์ดแสดงผล ก็จะส่งข้อมูลนี้มาที่จอภาพ ตามข้อมูลที่ได้รับมา การ์ดแสดงผลรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาส่วนใหญ่ ก็จะมีวงจร ในการเร่งความเร็วการแสดงผลภาพสามมิติ และมีหน่วยความจำมาให้มากพอสมควร

หน่วยความจำ

            การ์ดแสดงผลจะต้องมีหน่วยความจำที่เพียงพอในการใช้งาน เพื่อใช้สำหรับเก็บข้อมูลที่ได้รับมาจากซีพียู และสำหรับการ์ดแสดงผล บางรุ่น ก็สามารถประมวลผลได้ภายในตัวการ์ด โดยทำหน้าที่ในการ ประมวลผลภาพ แทนซีพียูไปเลย ช่วยให้ซีพียูมีเวลาว่ามากขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น เมื่อได้รับข้อมูลจากซีพียูมาการ์ดแสดงผล ก็จะเก็บข้อมูลที่ได้รับมาไว้ในหน่วยความจำส่วนนี้นี่เอง ถ้าการ์ดแสดงผล มีหน่วยความจำมากๆ ก็จะรับข้อมูลมาจากซีพียูได้มากขึ้น ช่วยให้การแสดงผลบนจอภาพ มีความเร็วสูงขึ้น และหน่วยความจำที่มีความเร็วสูงก็ยิ่งดี เพราะจะมารถรับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น ยิ่งถ้าข้อมูล ที่มาจากซีพียู มีขนาดใหญ่ ก็ยิ่งต้องใช้หน่วยความจำที่มีขนาดใหญ่ๆ เพื่อรองรับการทำงานได้โดยไม่เสียเวลา ข้อมูลที่มี ขนาดใหญ่ๆ นั่นก็คือข้อมูลของภาพ ที่มีสีและความละเอียดของภาพสูงๆ

ความละเอียดในการแสดงผล

           การ์ดแสดงผลที่ดีจะต้องมีความสามารถในการแสดงผลในความละเอียดสูงๆ ได้เป็นอย่างดี ความละเอียดในการแสดงผลหรือ Resolution ก็คือจำนวนของจุดหรือพิเซล (Pixel) ที่การ์ดสามารถนำไป แสดงบนจอภาพได้ จำนวนจุดยิ่งมาก ก็ทำให้ภาพที่ได้ มีความคมชัดขึ้น ส่วนความละเอียดของสีก็คือ ความสามารถในการแสดงสี ได้ในหนึ่งจุด จุดที่พูดถึงนี้ก็คือ จุดที่ใช้ในการแสดงผล ในหน้าจอ เช่น โหมดความละเอียด 640×480 พิกเซล ก็จะมีจุดเรียงตามแนวนอน 640 จุด และจุดเรียงตามแนวตั้ง 480 จุด โหมดความละเอียดที่เป็นมาตราฐานในการใช้งานปกติก็คือ 640×480 แต่การ์ดแสดงผลส่วนใหญ่ สามารถที่จะแสดงผลได้หลายๆ โหมด เช่น 800×600, 1024×768 และการ์ดที่มีประสิทธิภาพสูงก็จะ สามารถแสดงผลในความละเอียด 1280×1024 ส่วนความละเอียดสก็มี 16 สี, 256 สี, 65,535 สี และ 16 ล้านสีหรือมักจะเรียกกันว่า True color

อัตราการรีเฟรชหน้าจอ

           การ์ดแสดงผลที่มีประสิทธิภาพ จะต้องมีอัตราการรีเฟรชหน้าจอได้หลายๆ อัตรา อัตราการรีเฟรชก็คือ จำนวนครั้งในการกวาดหน้าจอ ใหม่ในหนึ่งวินาที ถ้าหากว่าอัตรารีเฟรชต่ำ จะทำให้ภาพบนหน้าจอ มีการกระพริบ ทำให้ผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ เกิดอาการล้า ของกล้ามเนื้อตา และอาจทำให้เกิดอันตราย กับดวงตาได้ อัตราการรีเฟรชในปัจจุบันอยู่ที่ 72 เฮิรตซ์ ถ้าใช้จอภาพขนาดใหญ่ อัตรารีเฟรชยิ่งต้องเพิ่มมากขึ้น อัตรารีเฟรชยิ่งมากก็ยิ่งดี

 

 

 

 

 

 

คอมเมนท์ที่นี่

Memory

โดย chanvit_29@sanook.com เมื่อ ธันวาคม - 2 - 2008

Memory

 

1. ความสัมพันธ์ของ RAM กับ CPU

          Memory - หรือหน่วยความจำ ซึ่งถือว่า เป็นหน่วยจัดเก็บข้อมูล ที่ทำงานได้รวดเร็วที่สุด ส่วนใหญ่แล้ว เราจะคุ้นเคยกันดี กับ กับคำว่า RAM ที่เสมือนหนึ่ง เป็นตัวแทนของหน่วยความจำกันแล้ว การทำงานของมัน จะทำงานควบคู่ไปกับ CPU จึงจำเป็น ต้องมีความเร็ว ในการทำงาน และอัตราการส่งผ่านข้อมูลที่สูง ซึ่งหากคุณ ยังมองไม่เห็นภาพว่า Memory นั้น สำคัญอย่างไร เราก็อยากจะอธิบายว่า มันก็เปรียบเสมือนกับโต๊ะทำงานของคุณ หากคุณ ไม่มีโต๊ะทำงาน เอาไว้กองเอกสารต่างๆ คุณคงจะยุ่งยากไม่น้อย กับการจัดการ กับข้อมูลเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม ประเภทของหน่วยความจำ ก็มีอยู่หลากหลาย ไม่ใช่แค่เพียง RAM เท่านั้น นั่นคือ 
Random-access memory (RAM) - ถือเป็น หน่วยความจำ ที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุด และเป็นเสมือนหนึ่ง ตัวแทนของหน่วยความจำ ก็ว่าได้ การทำงานของ RAM นั้น จะเป็นเสมือนมือขวา ของ CPU โดยที่ข้อมูลแทบทั้งหมด จะต้องถูกส่งผ่านมายัง RAM เสียก่อน แล้วจึงค่อยส่งต่อไปให้ CPU อีกต่อหนึ่งความเร็วของ RAM เรียกว่า Cycle time ซึ่งมีหน่วยเป็น ns โดย Cycle time เท่ากับ Read/Write cycle time (เวลาที่ในการส่งสัญญาณติดต่อ ว่าจะอ่าน/เขียน RAM) รวมกับ Access time และ Refresh time

     โดยทั่วไป RAM จะต้องทำการตอบสนอง CPU ได้ในเวลา 2 clock cycle หรือ 2 คาบ หาก RAM ตอบสนองไม่ทัน RAM จะส่งสัญญาณ /WAIT บอก CPU ให้ คอย คือ การที่ CPU เพิ่ม clock cycle ซึ่งช่วงเวลานี้เรียกว่า WAIT STATE   หนึ่งในเหตุผลที่ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก็คือการเพิ่มแบนด์วิธเพื่อให้มีสมรรถนะดีขึ้น แบนด์วิธและนาฬิกามีความสัมพันธ์แบบแปรผันโดยตรง; นาฬิกาที่เร็วกว่า และแบนด์วิธที่กว้างกว่าทำให้ได้การจราจรเพิ่มขึ้นในเวลาที่เท่ากัน ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อสมรรถนะ เมื่อคำนึงถึงสถาปัตยกรรม PC หน่วยความจำนั้นใช้ในการเก็บข้อมูลที่นำมาจากฮาร์ดดิสก์ชั่วคราว เพื่อที่ว่า CPU จะสามารถเข้าถึงและทำการประมวลผลได้  ด้วยแอปพลิเคชั่นที่สามารถทำงานได้หลายอย่างของ PC ความเร็วของหน่วยความจำจำเป็นต้องเพิ่มขึ้น พร้อมกับการอัปเกรดของ CPU เราจะกล่าวถึงการพัฒนาตั้งแต่อดีต คือ PC-133 SDRAM, DDR SDRAM มาจนถึง DDR2 SDRAM ในปัจจุบัน คำว่า Double Data Rate (DDR) หมายถึงการเพิ่มแบนด์วิธของหน่วยความจำเป็นสองเท่า โดยการถ่ายโอนข้อมูลได้สองเท่าต่อรอบ; ความเร็วจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของ PC-133 SDRAM –DDR400 มีอัตรานาฬิกาอยู่ที่ 200MHz หน่วยความจำ DDR2 มีสถาปัตยกรรมที่ดีขึ้นเพื่อเพิ่มความเร็วนาฬิกา ตัวอย่างเช่น DDR2 400 ทำงานบนนาฬิกาแกน 100MH  จะมีผลิตภัณฑ์ DDR2 ที่นอกเหนือจาก DDR2 400 และ DDR2 533 อีกมาก ด้วยการเปิดตัวของชิปเซ็ต Intel 945 และ 955 การสนับสนุนหน่วยความจำได้เพิ่มขึ้นเป็น DDR2 667 และ DDR2 800 และคาดหมายว่าจะเป็น DDR2 933 ในอนาคต แบนด์วิธ DDR มีการคำนวณอย่างไร? กล่าวโดยสรุปก็คือ แบนด์วิธ DDR ก็คือผลลัพธ์ของนาฬิกา คูณด้วยความกว้างข้อมูล แบนด์วิธของ DDR2 และ DDR คือ 64 บิต (8 ไบต์) ตัวอย่างเช่น แบนด์วิธของ DDR 400 คือ 3.2 GB/s (400 x 8 ไบต์) นอกจากนี้ยังมีคำที่เรียกว่า PC3200 หน่วยความจำ DDR2 400 ที่มีความเร็วเดียวกัน สามารถเรียกว่า PC2-3200 ก็ได้ 

 

 

2.ชนิดของ DDR RAM

 

 

 

     DDR ย่อมาจากคำว่า Double Data Rate ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบใหม่ ที่จะเข้ามาแทนที่ SDRAM ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน เนื่องจาก DDR ได้รับการพัฒนา และ ยึดถือหลักการทำงานตามปกติของหน่วยความจำแบบ SDRAM จึงทำให้ทำงานได้เหมือนกัน SDRAM แทบทุกอย่าง แตกต่างกันตรงที่ SDRAM โดยทั่วไปจะมีการโอน ถ่ายข้อมูลเพียงครั้งเดียวในหนึ่งลูกของสัญญาณนาฬิกา ในขณะที่ DDR สามารถส่งข้อมูลได้ถึง 2 ครั้งในหนึ่งลูกของสัญญาณนาฬิกาดังรูป

 

 

 

 

 

           

        

      สามารถส่งข้อมูลทั้งขาขึ้นและขาลงได้ในครั้งเดียว ดังนั้นความเร็วที่แท้จริงของ Bus จึงเพิ่มเป็น 266 MHz ซึ่งมากกว่าหน่วยความจำ SDRAM PC133 ถึง 2 เท่า ส่งผลให้ขนาด BANDWIDTH ของหน่วยความจำนั้นสูงขึ้นจากเดิมถึง 50% ทำให้ระบบต่างๆทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าการใช้หน่วยความจำแบบเดิม

 

 

 

 

 

 

 

        นอกจาก DDR จะทำงานได้เป็น 2 เท่า แล้วยังเป็นการช่วยแก้ปัญหาคอขวดในการใช้งานให้ลดลงอย่างมาก ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า DDR SDRAM เหนือกว่า SDRAM PC100/133

        หน่วยความจำแบบ DDR SDRAM ในปัจจุบันจะมีอยู่ 2 แบบคือ PC1600 และ PC2100 ซึ่งตัวเลขที่ต่อท้ายไม่ได้หมายถึงความเร็วของระบบ BUS ดังเช่นตัวเลขที่ต่อท้าย SDRAM แต่กลับเป็นค่าที่ใช้ระบุขนาด BANDWIDTH ของหน่วยความจำ มาดูในส่วนของ Benchmark กันดีกว่า

 

 

 

 

 

      แต่ทว่าที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงทฤษฎี ส่วนการใช้งานจริง DDR RAM มีประสิทธิภาพเหนือกว่า SDRAM ไม่ถึง 2 เท่าตามทฤษฎี ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบัน Chipset ที่ผลิตขึ้นเพื่อสนับสนุน DDR RAM ยังไม่สามารถเรียกใช้ประสิทธิภาพของแรมชนิดนี้ได้อย่างเต็มที่รวมทั้ง Software ต่างๆ แต่ทว่าก็ยังมีการพัฒนาต่อไป และในไม่ช้าเราจะได้เห็น DDRII

 

  3.RAM แบบ Dual Channal

       เป็นหน่วยความจำแบบ DDR ที่ทำงานแบบ dual channel กล่าวคือ ในหนึ่งโมดูลของหน่วยความจำ จะมีสองแชนแนลที่สามารถทำงานพร้อมกันได้ ทำให้มีเมมโมรีบัสกว้างขึ้นเป็นสองเท่า ดังนั้น ถ้านำ DDR-400 SDRAM มาใช้ (2 ตัวทำงานคู่กัน) ก็จะได้เมโมรีบัสเท่ากับ 800 เมกะเฮิรตซ์นั่นเองคะ นอกจากนี้ในหนึ่งโมดูลของ dual channel DDR นั้น จะประกอบไปด้วย DIMM 2 สล็อต ซึ่งจะต้องเสียบแผงหน่วยความจำลงไปในทั้งสองสล็อตเสียก่อน ระบบจึงจะสามารถทำงานได้

      มี4ช่องครับ สีดำคู่ น้ำเงินคู่ แรมเก่า2แถวใส่คู่น้ำเงิน หมายความว่า อีกดำคู่ สามารถใช้แรมที่มีสเปกมากกว่าได้ใช่ไหมอย่างอันเก่า 512×2 333MHz PC2700อีกคู่หนึ่ง เป็น1กิx2 400MHz PC2700 ก็ลงได้ใช่ไหมแต่ก็ขึ้นอยู่กับเมนบอร์ดว่า รองรับได้แค่ไหน เช่น รองรับ333MHz PC2100 แต่ซื้อที่สูงกว่า ยังไงมันก็ทำงานได้แค่333MHz PC2100 ใช่ไหม

 

คอมเมนท์ที่นี่

หน้าหลัก

โดย chanvit_29@sanook.com เมื่อ พฤศจิกายน - 27 - 2008

ขอเชิญอาจารย์และเพื่อนๆรับชมเว็บเพจ

เลยคับ

 

เพลงฮ็อท

ถูกที่ผิดเวลา

HOBBIT

คอมเม้นติชมข้างล่างคับ

คอมเมนท์ที่นี่

..harddisk..

โดย chanvit_29@sanook.com เมื่อ พฤศจิกายน - 27 - 2008

HARDDISK

มาทำความรู้จักกับ ฮาร์ดดิสก์

        คอมพิวเตอร์มีส่วนที่สำคัญคือ ส่วนประมวลผล ส่วนรับข้อมูล และก็ส่วนแสดงผล แต่ก่อนที่คอมพิวเตอร์จะนำข้อมูลมาประมวลผลก็ต้องมีข้อมูล ซึ่งข้อมูลนั้นจะต้องถูกนำมาจากที่แห่งหนึ่งนั้นก็คือส่วนที่เรียกว่า Storage ซึ่งคอมพิวเตอร์ในยุคแรกจะเป็นกระดาษที่เป็นรู ซึ่งใช้งานยาก จากนั้นได้พัฒนามาใช้ แผ่นพลาสติกที่เครื่องด้วยสารแม่เหล็ก ที่เรียกว่า Diskette ต่อมาเมื่อข้อมูลมากขึ้นจำนวนการเก็บข้อมูลก็มากขั้นทำให้การเก็บข้อมูลลงบนแผ่น Diskette นั้นไม่เพียงพอ ต่อมาก็ทำการพัฒนามาเป็น Hard Disk ในปัจจุบัน
ระบบของ Hard disk ต่างจากแผ่น Diskette โดยจะมีจำนวนหน้าในการเก็บข้อมูลมากกว่า 2 หน้า ในการเก็บข้อมูลของ Hard Disk นั้นก็ไม่ต่างกับการเก็บข้อมูลลงบน Diskette ทั่วไปมากนัก Hard Disk ส่วนใหญ่ประกอบด้วยแผ่นจานแม่เหล็กมากกว่า 2แผ่นเรียงกันอยู่บนแกน Spindle        ทำให้แผ่นแม่เหล็กหมุนไปพร้อมๆกัน Hard Disk ใช้หัวอ่านเพียงหัวเดียวในการทำงาน ทั้งอ่านและเขียนข้อมูล ในการเขียนข้อมูลหัวอ่านจะได้รับกระแสไฟฟ้าผ่านเข้าสู่คอยล์ของหัวอ่าน เพื่อรับข้อมูล เป็นการแปลงความหนาแน่นของสารแม่เหล็กที่เคลือบอยู่บน Disk ออกมาให้กับ CPU เพื่อทำการประมวลผล ส่วนการเก็บข้อมูล จะเก็บอยู่ในรูปแบบของสัญญาณดิจิตอล โดยเก็บเป็นเลขฐาน 2 คือ 0 และ 1 การเก็บข้อมูลจะเริ่ม

 

 

1. ส่วนประกอบของ HARDDISK

 

1.) แขนของหัวอ่าน (ActuatorArm) ทำงานร่วมกับ Stepping Motorในการหมุนแขนของหัวอ่านไปยังตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการอ่านเขียนข้อมูล โดยมีคอนโทรลเลอร์ (Controller ) ทำหน้าที่แปลคำสั่งที่มาจากคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็เลื่อนหัวอ่านไปยังตำแหน่งที่ต้องการ เพื่ออ่านหรือเขียนข้อมูล แต่ต่อมา Stepping Motor ได้ถูกแทนด้วย Voice Coil ที่สามารถทำงานได้เร็วและแม่นยำกว่า Stepping Motor การอ่านและการเขียนข้อมูลของหัวอ่านจะทำไม่ได้เลยถ้าปราศจาก “กลไกขับเคลื่อนหัวอ่าน ” ซึ่งจะทำหน้าที่เลื่อนหัวอ่านโดยอ้างอิงข้อมูลกับตำแหน่งบนจานแม่เหล็ก จากแทร็คหนึ่งไปยังอีกแทร็คหนึ่ง ซึ่งการเคลื่อนที่หัวอ่านนี้จะต้องอาศัยความแม่นยำและรวดเร็วเป็นอย่างมาก

2.) หัวอ่าน ( Read / Write Head ) เป็นส่วนที่ใช้ในการอ่านเขียนข้อมูลภายในหัวอ่านมีลักษณะเป็นขดลวด โดยในการอ่านเขียนข้อมูลเกิดขึ้นเมื่อ คอนโทรลเลอร์ ( Controller) ของฮาร์ดดิสก์ได้รับคำสั่งจาก Host ให้มีการอ่านเขียนข้อมูล จะนำคำสั่งที่ได้รับมาแปลงเป็นแรงดันไฟฟ้า แล้วป้อนเข้าสู่ขดลวดทำให้เกิดแรงเหนี่ยวนำ ไปเปลี่ยนโครงสร้างของสารแม่เหล็กที่ฉาบบนแผ่นดิสก์ ซึ่งมีรูปแบบของการบันทึกข้อมูลในที่สุด เป็นส่วนที่ทำหน้าที่อ่านและเขียนข้อมูลบนจานแม่เหล็กโดยตรง แต่จะลอยอยู่เหนือจานแม่เหล็กในระยะใกล้มากๆ คือ แค่เพียง 5-12 Micro Inches เท่านั้นเอง ฮาร์ดดิสก์โดยส่วนใหญ่ที่มีแผ่นจานแม่เหล็กตั้งแต่ 1-4 แผ่น ก็จะมีจำนวนหัวอ่านตั้งแต่ 2-8 หัว

3.) แผ่นจานแม่เหล็ก ( Platters) หรือจะเรียกว่า “แพลตเตอร์” เป็นพื้นที่ที่ใช้สำหรับบันทึก
ข้อมูล จะมีลักษณะเป็นแผ่นจานเหล็กกลมๆมีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 1.8 – 5.25 นิ้ว ที่เคลือบสารแม่เหล็กวางซ้อนกันหลายๆชั้น (ขึ้นอยู่กับความจุ) อยู่บนแกนหมุน ( Spindle ) โดยจานแม่เหล็กนี้จะติดกับมอเตอร์ที่ทำหน้าที่หมุนแผ่นจานเหล็กนี้ ปกติฮาร์ดดิสก์แต่ละตัวจะมีแผ่นดิสก์ประมาณ 1-4 แผ่น แต่ละแผ่นก็จะเก็บข้อมูลได้ทั้งสองด้าน ส่วนของจานแม่เหล็กนั้นทำมาจากวัสดุอลูมิเนียม หรือวัสดุประเภทแก้วที่มีส่วนผสมเซรามิคอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

4.) มอเตอร์หมุนจานแม่เหล็ก ( Spindle Motor) เป็นมอเตอร์ที่ใช้หมุนของแผ่นแม่เหล็ก ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อความเร็วในการอ่านของฮาร์ดดิสก์ เพราะยิ่งมอเตอร์หมุนเร็ว หัวอ่านก็จะเจอข้อมูลที่ต้องการเร็วขึ้นนั้นเอง ซึ่งความเร็วที่ว่านี้จะวัดกันเป็นรอบต่อนาที ( Revolutions per Minute หรือ RPM ) ถ้าเป็นฮาร์ดดิสก์รุ่นเก่าจะหมุนด้วยความเร็วเพียง 3,600 รอบต่อนาที ต่อมาพัฒนาเป็น 5,400 รอบต่อนาที และ 7,200 รอบต่อนาที และปัจจุบันหมุนได้เร็วถึง 10,000 รอบต่อนาที

5.) ขั้วต่อและจัมเปอร์ ( Connector and Jumper ) ขั้วต่อและจัมเปอร์เป็นส่วนประกอบที่อยู่ในส่วนท้ายของฮาร์ดดิสก์ทุกๆตัว ซึ่งประกอบไปด้วย ขั้วต่ออินเตอร์เฟส , ขั้วต่อสายไฟ และจัมเปอร์

   

 2.interface

          

 

ปัจจุบัน harddisk ที่มีใช้งานทั่วไป จะแบ่งออกได้ 3 ประเภท ตามลักษณะ interface คือ

1. ATA ( AT Attachment ) หรือ IDE ความเร็วอยู่ที่ 100 MB/Sec

        แบบ ATA ( AT Attachment ) หรือIDE ( Integrate Drive Electronics)

       ฮาร์ดดิสก์แบบ IDE เป็นอินเทอร์เฟซรุ่นเก่า ที่มีการเชื่อมต่อโดยใช้สายแพขนาด 40 เส้น โดยสายแพ 1

เส้นสามารถที่จะต่อฮาร์ดดิสก์ได้ 2 ตัว บนเมนบอร์ดนั้นจะมีขั้วต่อ IDE อยู่ 2 ขั้วด้วยกัน ทำให้สามารถพ่วงต่อ

ฮาร์ดดิสก์ได้สูงสุด 4 ตัว มีความเร็วสูงสุดในการถ่ายโอนข้อมูลอยู่ที่ 8.3เมกะไบต์/วินาที

สำหรับขนาดความจุก็ยังน้อยอีกด้วยเพียงแค่ 504MB เท่านั้นเอง

การแบ่งโหมดของ ATA

PIO mode

PIO= Programmed Input/Output เป็นตัวบ่งชี้ความเร็วของการถ่ายโอนข้อมูลของฮาร์ดดิสก์ มีดังนี้
Mode 0 = 3.3 MB/s
Mode 1 = 5.2 MB/s
Mode 2 = 8.3 MB/s
Mode 3 = 11.1 MB/s
Mode 4 = 16.5 MB/s
Mode 5 = 22.2 MB/s

*ตารางแสดงการเปรียบเทียบความเร็วในการส่งข้อมูลใน PIO mode ต่างๆ

 

DMA mode

อัตราการรับส่งข้อมูล ( MB./sec)

อินเตอร์เฟส

Single Word

0

2.1

ATA

1

4.2

ATA

2

8.3

ATA

Multi Word

0

4.2

ATA

1

13.3

ATA -2

2

16.6

ATA -2

 

DMA mode

ความไวของ DMA Mode

DMA = Direct memory Access เป็นการถ่ายโอนข้อมูลโดยตรงระหว่างฮาร์ดดิสก์กับหน่วยความจำโดยไม่ได้ใช้ซีพียูเป็นตัวกลางในการส่งผ่าน

DMA Mode แบ่งออกเป็น Single Word และ Multiword
Single Word DMA Mode 0 = 2.1 MB/s
Single Word DMA Mode 1 = 4.2 MB/s
Single Word DMA Mode 2 = 8.3 MB/s
Multiword DMA Mode 0 = 4.2 MB/s
Multiword DMA Mode 1 = 13.3 MB/s
Multiword DMA Mode 2 = 16.6 MB/s
Multiword DMA Mode 3 = 33.3 MB/s

*ตารางแสดงการเปรียบเทียบความเร็วในการส่งข้อมูลใน DMA mode ต่างๆ

 

 

DMA mode

อัตราการรับส่งข้อมูล ( MB./sec)

อินเตอร์เฟส

Single Word

0

2.1

ATA

1

4.2

ATA

2

8.3

ATA

Multi Word

0

4.2

ATA

1

13.3

ATA -2

2

16.6

ATA -2

 

 

ตัวอย่างฮาร์ดดิสก์แบบ ATA รุ่นต่างๆ

1. ATA (basic) รองรับการทำงานได้สูงสุด 2 ฮาร์ดไดรฟ์ ซึ่งเป็นแบบ 16 บิต มีความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลสูงสุดที่ 8.3 MB ต่อวินาที มีข้อจำกัดตรงรองรับฮาร์ดดิสก์ได้ไม่เกิน 504 MB

2. ATA -2 หรือ EIDE (Enhanced IDE) เพิ่ม PIO Mode และ DMA Mode
สามารถบอกคุณสมบัติของฮาร์ดดิสก์ให้ซ็อฟท์แวร์รู้ ที่เรียกว่าPlug&Play อ้างอิงเซกเตอร์แบบ LBA ทำให้รู้จักฮาร์ดดิสก์มากกว่า 504 MB. มีความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลสูงสุดที่ 13.3 MB ต่อวินาที

3. ATA-3 เป็นรุ่นที่พัฒนาต่อจากรุ่น ATA -2 ซึ่งจะมีความสามารถคล้ายคลึงกันแต่จะให้ความปลอดภัยในการทำงาน  มีความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลสูงสุดที่ 16.6 MB ต่อวินาที

4. Ultra ATA (Ultra-DMA,ATA-33,DMA-33) เป็นโปรโตคอลใหม่ที่พัฒนาโดย Quantum เป็นรุ่นที่มีความเร็วพัฒนาแบบก้าวกระโดด มีความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลสูงสุดที่ 33 MB ต่อวินาที

5. ATA-66 เป็น ATA รุ่นแรกที่มีการเพิ่มความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลจากรุ่นเดิมถึง 2 เท่า โดยมีความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลสูงสุดที่ 66 MB ต่อวินาที

6. ATA-100 เป็นรุ่นที่นับได้ว่าเป็น ATA รุ่นมาตรฐาน มีความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลสูงสุดที่ 100 MB ต่อวินาที

7. ATA-133 เป็นรุ่นที่มีผู้ใช้มากที่สุดในปัจจุบัน มีความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลสูงสุดที่ 133 MB ต่อวินาที

2.  SISC ( สกัสซี่) ความเร็วอยู่ที่ 160 MB/Sec

ฮาร์ดดิสก์แบบ SCSI ( สะกัสซี่) เป็นฮาร์ดดิสก์ที่มีอินเทอร์เฟซที่แตกต่างจาก IDE โดยฮาร์ดดิสก์แบบ SCSI จะมีการ์ดสำหรับควบคุมการทำงานโดยเฉพาะ ซึ่งเรียกว่า การ์ด SCSI สำหรับความสามารถของการ์ด SCSI นี้สามารถที่จะควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ที่มีการทำงานแบบ SCSI ได้ถึง 7 ชิ้นอุปกรณ์ด้วยกัน ผ่านสายแพรแบบ SCSI อัตราความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลของฮาร์ดดิสก์แบบ SCSI จะมีความเร็วสูงสุดถึง 160 เมกะไบต์/วินาที ซึ่งมีความเร็วที่มากกว่าประเภท IDE อยู่เยอะ ส่งผลให้ราคานั้นย่อมที่จะแพงเป็นธรรมดา โดยส่วนใหญ่จะนำฮาร์ดดิสก์แบบ SCSI มาใช้กับงานด้านเครือข่าย (Server) เท่านั้น

3. Serial ATA (SATA) ความเร็วอยู่ที่ 150 MB/Sec

         Serial ATA เกิดขึ้นจากการร่วมกันพัฒนาของกลุ่มอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ชั้นนำไม่ว่าจะเป็น บริษัท APT, Dell, IBM, Intel, Maxtor, Seagate และพันธมิตรกว่าอีก 74 บริษัท ซึ่งได้พัฒนาคุณสมบัติของ ATA เพื่อสามารถรองรับกับการใช้งานในอนาคต ซึ่งมันถูกออกแบบมาให้รองรับกับซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่มีอยู่และจำนวนพินของมันก็ถูกทำให้เหลือน้อยลงทำให้มันบาง ซึ่งสายของมันก็บาง และมีความยืดหยุ่นสูง แต่มีประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม และเวอร์ชันแรก SATA I ก็มีความเร็วในการส่งข้อมูลได้ถึง 1.5 กิกะบิตต่อวินาที

        เนื่องมาจากสายแพแบบ ATA เพื่อการส่งผ่านข้อมูลนั้นมีขนาดความกว้างถึง 2 นิ้วละเป็นทีคุ้นเคยสำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่ตอนนี้อินเทอร์เฟซแบบ ATA ก็เริ่มเจอทางตันแล้วเหมือนกัน เมื่ออัตราความเร็วในปัจจุบันทำได้สูงสุดเพียงระดับ 133 เมกะไบต์ต่อวินาทีเท่านั้น

        ซึ่งให้อัตราความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลสูงสุดถึง 150 เมกะไบต์ต่อวินาที โดยเทคโนโลยี Serial ATAนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดย กลุ่มทำงาน Serial ATA ซึ่งได้เผยข้อกำหนดคุณสมบัติ สำหรับ Serial ATA 1.0 ขึ้น ด้วยคาดหวังว่าจะสามารถ ขยายช่องสัญญาณ (Bandwidth) ในการส่งผ่านข้อมูลได้เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และยังรองรับข้อมูลได้มากยิ่งขึ้น ไม่เฉพาะฮาร์ดดิสก์เพียงเท่านั้นที่จะมีการเชื่อมต่อในรูปแบบนี้ แต่ยังรวมไปถึง อุปกรณ์ตัวอื่นๆ อย่าง CD-RW หรือ DVD อีกด้วย และด้วยการพัฒนาของ Serial ATA นี้เอง ที่จะทำให้ลดปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการส่งผ่านข้อมูลระหว่าง CPU ความเร็วสูง กับตัวฮาร์ดดิสก์ลงได้ โดยสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องด้วยความเร็วของระบบที่เพิ่มมากขึ้น

        ด้วยเหตุนี้ Serial ATA จึงกลายเป็นความหวังใหม่ สำหรับการเพิ่มความเร็ว ในการถ่ายโอนข้อมูล ของฮาร์ดไดรฟ์ (Hard Drive) ในอนาคตนอกจากนี้ Serial ATA ยังแตกต่างจากฮาร์ดไดรฟ์ที่ใช้อินเทอร์เฟซ ATA ซึ่งเป็นแบบขนานด้วย เพราะอินเทอร์เฟซ Serial ATA นี้ ไม่ต้องมีการกำหนด ให้ฮาร์ดไดรฟ์ตัวไหนเป็น Master ( ตัวหลัก) หรือ Slave ( ตัวรอง) ให้ความยุ่งยาก นื่องจากมีการกำหนดแบบตายตัวบนเมนบอร์ดเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการติดตั้งฮาร์ดดิสก์มากกว่า1ตัวลงในระบบของคุณโดยเพียงแค่คุณเสียบสายต่อเชื่อมขนาด 0.25 นิ้วด้านหนึ่ง เข้าไปในไดรฟ์ และอีกด้านหนึ่งเข้าไปช่องต่อแบบ Serial ATA บนเมนบอร์ด ซึ่งจุดนี้เมนบอร์ดต้องสนับสนุนการทำงานด้วย หรือที่การ์ด Silicon Image Serial ATA( ซึ่งต่อเชื่อมผ่านสล็อตแบบ PCI )

เทคโนโลยี Native Command Queuing (NCQ) ใน SATA

        สำหรับอินเทอร์เฟซ Serial ATA จัดเป็นเทคโนโลยีการส่งผ่านข้อมูลความเร็วสูงและกำลังจะกลายเป็นอินเทอร์เฟซมาตรฐานบนฮาร์ดดิสก์ของพีซีในปี 2005 ซึ่งเทคโนโลยี Native Command Queuing เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยในกระบวนการจัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็จะกลายเป็นมาตรฐานสำหรับฮาร์ดดิสก์ปี 2005 ด้วยเช่นกัน โดยเทคโนโลยี NCQ จะช่วยให้ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น ด้วยความสามารถในการปรับปรุงและจัดเรียงชุดคำสั่งใหม่ทั้งในกระบวนการอ่านและบันทึกข้อมูล เพื่อให้ไดรฟ์มีความเร็วและประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด สมมติว่าข้อมูลชุดเดียวกันมีการกระจายข้อมูลอยู่เต็มฮาร์ดดิสก์ไปหมด การเรียกใช้งานจึงเริ่มจาก 4 – 3 – 2 และ 1 ทำให้กว่าจะได้ข้อมูลที่ต้องการมาจนครบมักเกิดความล้าช้าไปพอสมควร แต่ถ้าหากฮาร์ดดิสก์ SerialATA ตัวนั้นมีเทคโนโลยี NCQ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฟสแรกของ Serial ATA II และสามารถใช้งานร่วมกับ Serial ATA 1.0 ได้ กระบวนการทำงานจะมองว่าหากข้อมูลชุดนั้นเป็นชุดเดียวกัน จะรวมเอาจุดที่ใกล้กันไว้ก่อนโดยตัดลำดับความน่าจะเป็นออกไป ทำให้ว่องไวต่อการเรียกใช้งานมากขึ้น

 รูปแสดง ด้านหลังของฮาร์ดดิสก์แบบ SATA

ข้อดีของ SATA คือ  

- ความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลรวดเร็วกว่า USB2.0 และ IEEE1394 ถึง 6 เท่า

- เชื่อมต่อ ติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว

- ประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้ คุ้มค่ากับการลงทุน

- เชื่อมต่อผ่านสายยาวถึง 2 เมตร 

-ใช้เป็น External Direct Attached Storage (DAS)

3.การเลือกซื้อฮาร์ดดิสก์

 

ารเลือกซื้อHarddisk มีหลักการเลือกซื้อหลักอยู่ 4 ประการ คือ

 

 

1.ขนาดความจุของฮาร์ดดิสก์
เรื่องขนาดความจุของฮาร์ดดิสก์นี้ค่อนข้างตัดสินใจได้ง่าย ซึ่งมีตัวเลขที่ระบุไว้ตามลาเบลไว้อย่างชัดเจน ปัจจุบันขนาดความจุที่มีจำหน่ายกันอยู่ที่ ระดับกิกะไบต์ เช่น 20, 30, 40, 60 ไปจนถึง 400 กิกะไบต์ แน่นอนเมื่อปริมาณความจุที่สูงขึ้นย่อมส่งผลให้ราคาต้องขยับตัวสูงตามไปด้วย สำหรับขนาดที่ ควรจะซื้อหามาใช้ในปัจจุบัน ควรเลือกซื้อให้เหมาะสมกับการใช้งาน และไม่ควรเพื่อพื้นที่ไว้ใช้งานมากจนเกินจำเป็น เพื่อประหยัดงบประมาณในกระเป๋าท่าน ได้อีกทางและสามารถที่จะใช้พื้นที่บนฮาร์ดดิสก์ได้อย่างคุ่มค้าอีกด้วย

2.ความเร็วรอบ
ความเร็วรอบสำคัญไฉนสิ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดเจนก็คือการหมุนของวงล้อรถหากซอยถี่มากเท่าใด จะย่นระยะเวลาไปยังจุดหมายปลายทางมากขึ้นเท่านั้น ในทำนองเดียวกันกับฮาร์ดดิสก์ที่เมื่อความเร็วรอบยิ่งถี่เพียงใด จะทำให้ประสิทธิภาพในการเข้าถึงหรือค้นหาข้อมูลมีความรวดเร็วขึ้นตามไปด้วย ซึ่งปัจจุบันความเร็วรอบในการหมุนจานดิสก์มมาตรฐานพีซีและแล็บท็อปส่วนใหญ่มาอยู่ที่ 7,200 รอบต่อนาที (3.5 นิ้ว) และ5,400 รอบต่อนาที (2.5 นิ้ว) นอกจากนี้การใช้งานที่สูงขึ้นไปอีกในระดับเอ็นเทอร์ไพช์อย่างเครื่องเซิร์ฟเวอร์และเวิร์คสเตชั่น ความเร็วรอบในการหมุนที่จัดจ้านถึงระดับ 10,000 - 15,000 รอบต่อนาที ดูจะเหมาะกว่า เนื่องจากการใช้งานระดับการเข้าถึงและเรียกใช้มีความสำคัญมาก

3.หน่วยความจำบัฟเฟอร์
อีกวิธีที่ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ ใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฮาร์ดดิสก์ในปัจจุบัน คือการใช้หน่วยความจำแคช หรือบัฟเฟอร์ (Buffer) เพื่อเป็นที่พักข้อมูลก่อนที่จะส่งไปยัง คอนโทรลเลอร์บนการ์ด หรือเมนบอร์ด สำหรับหน่วยความจำแคชที่ว่านี้จะทำงานร่วมกับฮาร์ดดิสก์ โดยในกรณีอ่านข้อมูล ก็จะอ่านข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ ในส่วนที่คาดว่าจะถูกใช้งานต่อไปหรือมีการเรียกใช้งานบ่อยครั้ง มาเก็บไว้ล่วงหน้า ส่วนในกรณีบันทึกข้อมูล ก็จะรับข้อมูลมาก่อน เพื่อเตรียมที่จะเขียนลงไปทันทีที่ฮาร์ดดิสก์ว่าง แต่ทั้งหมดนี้จะทำอยู่ภายในตัวฮาร์ดดิสก์เอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับซีพียูหรือแรมแต่อย่างใด หน่วยความจำแคชนี้ในฮาร์ดดิสก์รุ่นเก่าๆ ราคาที่ถูกมักจะมีขนาดหน่วยความจำเล็กตามลงไป เช่น 128 กิโลไบต์ หรือบางยี่ห้อก็จะมีขนาด 256-512 กิโลไบต์ แต่ถ้าเป็นรุ่นที่ราคาสูงขึ้นมา(ปัจจุบันนิยม) จะมีการเพิ่มจำนวนหน่วยความจำนี้เป็น 2 เมกะไบต์ไปจนถึง 8 เมกะไบต์ เลยทีเดียว ซึ่งจากการทดสอบพบว่า การมีขนาดหน่วยความจำแคช หรือ บัฟเฟอร์ที่เพิ่มขึ้น มีส่วนช่วยให้การทำงานของฮาร์ดดิสก์นั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้นตามไปด้วย ถึงแม้กลไกการทำงานของฮาร์ดดิสก์รุ่นนั้นๆ จะช้ากว่าก็ตาม แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานของโปรแกรมที่มีการเรียกใช้งานด้วยว่ามีการดึงทรัพยากรของระบบมากน้อยเพียงไร

4.การรับประกัน
อย่าลืมว่า ฮาร์ดดิสก์ เป็นอุปกรณ์ที่ต้องทำงานตลอดเวลาที่มีการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ มีการเคลื่อนไหวต่างๆมากมายอยู่ภายในไดรฟ์และโอกาสที่จะเสียหายมีได้มาก โดยเฉพาะเรื่องของความร้อนและการระบายความร้อนที่ไม่ดีในเครื่อง ก็เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียหาย นอกจากนี้การเกิดกระแทกแรงๆ ก็เป็นสาเหตุหลักของการเสียหายที่พบได้บ่อยครั้ง ดังนั้น ปัจจัยที่ค่อนข้างสำคัญในการเลือกซื้อฮาร์ดดิสก์ คือ เรื่องระยะเวลาใน การรับประกัน สินค้า และระยะเวลาในการส่งเคลม โดยสังเกตจาก Void รับประกัน ซึ่งห้ามแกะออกเป็นเด็ดขาดไม่อย่างนั้นอาจทำให้ท่านเสียใจเพราะส่งเคลมไม่ได้
โดยทั่วไปแล้วฮาร์ดดิสก์ส่วนใหญ่จะมีการรับประกันอยู่ในช่วง 1 หรือ 3 ปี ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ได้มีผู้ผลิตบางราย เช่น Seagate ปรับเปลี่ยนระยะเวลาโดยขยายเป็น 5 ปี จุดนี้ก็เป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งที่มีให้ผู้ใช้อุ่นใจ ดังนั้นการเลือกซื้อควรเลือกระยะเวลารับประกันนานหน่อยเพราะคุ้มค่ากว่าการซื้อฮาร์ดดิสก์มาเปลี่ยนใหม่ เนื่องจากฮาร์ดดิสก์ที่เราจะนำใช้งานนั้น หาความแน่นอนไม่ได้ วันดีคืนดี ฮาร์ดดิสก์เจ้ากรรมอาจเสียลงไปดื้อๆ หากแต่ว่าฮาร์ดดิสก์ของท่านยังอยู่ในช่วงรับประกันก็ยังอุ่นใจได้ เพราะสามารถส่งซ่อมหรือแลกเปลี่ยนได้ แต่การรับประกันจะไร้ค่าลงไปทันทีเมื่อสัญลักษณ์ของการรับประกันฉีกขาด หรือถูก ลอกออกไป ฉะนั้นควรระมัดระวังไว้ด้วย การรับประกันในที่นี้ก็อาจจะต้องดูด้วยนะครับว่าเป็นการรับประกันจากที่ไหน จากร้านค้า หรือว่าจากดีลเลอร์ต่างๆ โดยจุดนี้ให้ดูถึงความมั่นคงของร้านด้วย ซึ่งถ้าหากร้านเกิดปิดกิจการไปล่ะยุ่งเลยเพราะไม่สามารถที่จะส่งคืนได้

       จากสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเทคนิคการเลือกซื้อฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ที่แม้ไม่ใช้มืออาชีพแต่ก็ได้เรียนรู้ว่าต้องดูอะไรบ้างในการเลือกซื้อทำให้แนวทางในการเลือกซื้อดูสดใสขึ้นครับ ทว่าฮาร์ดดิสก์ที่เลือกซื้อโดยส่วนใหญ่นั้นเป็น OEM จึงไม่ต้องสนใจกับสิ่งที่แถมมามากนัก(เพราะมันไม่มีมาให้นอกจากไดรฟฺ์เปล่าๆ) นอกจากจำชื่อร้านและตัวแทนจำหน่ายที่จำหน่ายสินค้าให้กับเราไว้ให้ดีเท่านั้น เผื่อมีการติดต่อเมื่อมาส่งเคลมหรือเปลี่ยนสินค้าในภายหลังครับ

 

4. SPEC HARDDISK

เช่น

ยี่ห้อ : SAMSUNG 
ความจุ (GB) : 80 GB 
ความเร็วรอบการหมุน : 7200 rpm 
รูปแบบการติดตั้ง : IDE 
ขนาดความจำ Buffer : 2 MB 
อัตราการเข้าถึงข้อมูล : 8.5 มิลลิวินาที 
เทคโนโลยี S.M.A.R.T : รองรับ 
เทคโนโลยี่อื่นๆที่รองรับ : - จำนวนจานดิสก์และหัวอ่าน 2/3
- ขนาดรูปทรง (กว้าง x ยาว x สูง) 101.6 x 147 x 26.1 มม.

 

ยี่ห้อ : Seagate 
ความจุ (GB) : 80 GB 
ความเร็วรอบการหมุน : 7200 rpm 
รูปแบบการติดตั้ง  : ATA 100 
ขนาดความจำ Buffer : 2MB 
อัตราการเข้าถึงข้อมูล : 8.5 มิลลิวินาที 
เทคโนโลยี S.M.A.R.T : รองรับ 
เทคโนโลยี่อื่นๆที่รองรับ : - จำนวนจานดิสก์และหัวอ่าน 1/2
- ขนาดรูปทรง (กว้าง x ยาว x สูง) 101.6 x 147 x 26.1 มม. 

 

คอมเมนท์ที่นี่

CPU INTEL&AMD

โดย chanvit_29@sanook.com เมื่อ พฤศจิกายน - 20 - 2008

มาทำความรู้จักกับ CPU

 

CPU INTEL&AMD มี Socket  อะไรบ้าง

INTEL

               

Socket 478  

                

Socket 775

AMD

   

                

 Socket 939   

    

             

 Socket 754

                 

Socket 940        

                     

Socket AM2 

 

 

 

รุ่นของ CPU  INTEL &  AMD

 INTEL

 Socket 478

 

 

 

 

 

Intel

Celeron 4 (Willamette)

1.7-2.4 GHz

400 MHz QDP

1.70 V.

FC-PGA 478

0.18Micron MMX SSE2 L1=64K L2=128K Full Speed

Intel

Pentium 4 (Willamette)

1.5-2.0 GHz

400 MHz QDP

1.70 V.

FC-PGA 478

0.18Micron MMX SSE2 L1=64K L2=256K Full Speed

Intel

Pentium 4A (Northwood)

1.6-2.2 GHz

400 MHz QDP

1.50 V.

FC-PGA 478

0.13Micron MMX SSE2 L1=64K L2=512K Full Speed

Intel

Pentium 4B (Northwood)

2.26-3.06 GHz

533 MHz QDP

1.50 V.

FC-PGA 478

0.13Micron MMX SSE2 L1=64K L2=512K Full Speed

Intel

Pentium 4C
(Northwood)

2.4-3.2 GHz

800 MHz QDP

1.50 V.

FC-PGA 478

0.13Micron MMX SSE2 L1=64K L2=512K Full Speed (HT)

 

 

 Socket 775  

 

Intel Core 2 Extreme Processor

CPU Dual-core ความเร็ว 2.93GHz มี Cache L2 ขนาดใหญ่ถึง 4MB FSB 1066MHz ไม่มี Hyper-Threading มีระบบประหยัดพลังงาน Intel SpeedStep รองรับ EM64T มีเทคโนโลยีป้องกันการโจมตีของไวรัส ใช้การผลิตแบบ 65นาโนเมตร บน LGA775

 

E6700, E6600, E6400, E6300

CPU Dual-core มีความเร็วตั้งแต่ 1.86 - 2.66GHz มี Cache L2 ตั้งแต่ 2 - 4MB FSB 1066MHz ไม่มี Hyper-Threading มีระบบประหยัดพลังงาน Intel SpeedStep รองรับ EM64T มีเทคโนโลยีป้องกันการโจมตีของไวรัส ใช้การผลิตแบบ 65นาโนเมตร บน LGA775

Intel Pentium Processor Extreme Edition

965, 955, 840

CPU Dual-core มีความเร็วตั้งแต่ 3.20 - 3.73GHz มี Cache L2 ตั้งแต่ 2 - 4MB มี FSB ตั้งแต่ 800 - 1066MHz มีเทคโนโลยี Hyper-Threading ไม่มีระบบประหยัดพลังงาน รองรับ EM64T มีเทคโนโลยีป้องกันการโจมตีของไวรัส ใช้การผลิตแบบ 90 และ 65นาโนเมตร บน LGA775

Intel Pentium D Processor

960, 950, 945, 940, 930, 925, 920, 915, 840, 830, 820, 805

CPU Dual-core มีความเร็วตั้งแต่ 2.8 - 3.60GHz มี Cache L2 ตั้งแต่ 2 - 4MB มี FSB 800MHz ไม่มี Hyper-Threading มีระบบประหยัดพลังงาน Intel SpeedStep (ยกเว้น PentiumD820,805) รองรับ EM64T มีเทคโนโลยีป้องกันการโจมตีของไวรัส ใช้การผลิตแบบ 90 และ 65นาโนเมตร บน LGA775

Intel Celeron D Processor

360, 356, 355, 352, 351, 350, 346, 345J, 345, 341, 340J, 340, 336, 355J, 355, 331, 330J, 330, 326, 325J, 325, 320, 315, 310

CPU Single-core มีความเร็วตั้งแต่ 2.13 - 3.46GHz มี Cache L2 ตั้งแต่ 256 - 512KB มี FSB 533MHz ไม่มี Hyper-Threading ไม่มีระบบประหยัดพลังงาน รองรับ EM64T (ยกเว้น 530,345J,345,340J,340,335J,335,330J,330,325J,325,320,315,310 ) มีเทคโนโลยีป้องกันการโจมตีของไวรัส (ยกเว้น 350,345,340,335,330,325,320,315,310) ใช้การผลิตแบบ 90 และ 65นาโนเมตร บน LGA775

 

 

 

AMD

Socket 754

user posted imageuser posted imageuser posted image

 

 

AMD Sempron Processor

user posted image

 

 

 

 

  • คุณสมบัตในการรองรับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ PC และการประมวลผลของ HyperTransport Technolgy
  • โดยนำเทคโนโยีที่โดดเด่น EVP (Enhanced Virus Protection) ที่ช่วยป้องกันไวรัสให้กับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์
  • สามมารถประมวลผลได้รวดเร็วรองรับ 3 D Now! Professional
  • Cool ‘n’ Quiet Technology

 

 

 Socket 939

user posted imageuser posted image

 

 

AMD Athlon 64 Processor

 

user posted image

Processor-In-a-Box รุ่น 3000+, 3200+, 3500+, 3800+, 4000+

 

  • การออกแบบที่สมบูรณ์ในประสิทธิภาพของ AMD 64 bit และการประมวลผลของ HyperTransport Technolgy
  • Package Socket939, AM2 หน่วยความจำ L1 Cache 128KB, L2 512KB
  • รองรับการใช้งานในอนาคตระบบ 64 bit
  • Cool ‘n’ Quiet Technology

 

AMD Athlon 64 X2 Dual-Core Processor

user posted image

Processor-In-a-Box รุ่น 3600+, 3800+, 3800+, 4200+, 4600+, 5000+

  • นวัตกรรมล่าสุด Dual-Core Processor เสมือนการทำงานด้วยโพรเซสเซอร์ถึง 2 ตัว
  • สมบูรณ์แบบด้วยการรองรับการทำงานทั้งระบบ 32-bit และ 64-bit AMD’s Enhanced Virus Protection ป้องกันการโจมตีของไวรัส
  • HyperTransport Technolgy พร้อมผนวก DDR Memory Controller เพื่มขีดความสามารถในการทำงานสูงยิ่งขั้น
  • Cool ‘n’ Quiet Technology

AMD Opteron Processor

user posted image

  • โพรเซสเซอร์ 64-bit สำหรับเซิร์ฟเวอร์รองรับการใช้งานได้ ทั้งระบบ 32 และ 64 bit ในครื่องเดียวกัน
  • HyperTransport Technolgy ช่วยให้ทำงานเร็วขั้นโดย Hihg Speed Interconnet Bus ใช้พลังงานไฟต่ำ
  • เป็น Direct Connect Architecture ขยายความสามารถ 1 Way - 8 Way

 

 

 

<< Socket 940

user posted imageuser posted image

 

Socket 940
Specifications
Type: PGA-ZIF
Contacts: 940
FSB : 200 MHz System clock
800 MHz / 1 GHz
HyperTransport
Voltage range : 0.8 - 1.55 V
Processors: AMD Athlon 64 FX
AMD Opteron

 

 

 

 

- AMD Sp.64 AM2 2800+ 1600 MHz

- AMD Sp.64 AM2 3000+ 1800 MHz

- MD Sp.64 AM2 3200+ 2000 MHz

- AMD Sp.64 AM2 3400+ 2200 MHz

- AMD Phenom 8650 2.30 GHz

- AMD Phenom 9500 2.20 GHz

- AMD Phenom 9550 2.20 GHz

- AMD Phenom 9600 2.30 GHz

- AMD Phenom 9650 2.30 GHz

- AMD Phenom 9750 2.40 GHz

- AMD Phenom 9850 2.50 GHz

 

 

 

<< Socket AM2

 

 

 

 

 

Manufacturer AMD
Article number (OPN)

ADO4000IAA5DD / ADO4000DDBOX

Name Athlon 64 X2 Dual-Core 4000+
Package Socket AM2 (940 Pin Lidded OตPGA)
Stepping G1
Frequency 2x 2100 MHz
Technology 65nm (0,065ตm)
Voltage variable 1.25 - 1.35 Volt
Max. Temp. variable 55-72°C
Thermal power 65 Watt
Cache L1 Cache: 2x 64KB L2 Cache: 2x 512KB

 AMD Athlon™ 64 FX Dual-Core Processor (front view, white background)
AMD Athlon™ 64 FX Dual-Core Processor (front view, pin-out white background)
AMD Athlon™ 64 FX Dual-Core Processor (front and back view, facing left, white background)
AMD Athlon™ 64 FX Dual-Core Processor (front and back view facing right, white background)
AMD Athlon™ 64 FX Dual-Core Processor (Mirror)
AMD Athlon™ 64 X2 Dual-Core Processor (front view, white background)
AMD Athlon™ 64 X2 Dual-Core Processor (back view, pin-out, white background)
AMD Athlon™ 64 X2 Dual-Core Processor (front and back view, facing left, white background)
AMD Athlon™ 64 X2 Dual-Core Processor (front and back view, facing right, white background)
AMD Athlon™ 64 X2 Dual-Core Processor (Mirror)
AMD Athlon™ 64 Processor (front view, white background)
AMD Athlon™ 64 Processor (back view, pin-out white background)
AMD Athlon™ 64 Processor (front and back view, facing left white background)
AMD Athlon™ 64 Processor (front and back view, facing right white background)
AMD Sempron™ Processor (front view, white background)
AMD Sempron™ Processor (back view, pin-out white background)
AMD Sempron™ Processor (front and back view, facing left, white background)
AMD Sempron™ Processor (front and back view, facing right, white background)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  1. thailoeick@sanook.com

    .i.

คอมเมนท์ที่นี่

Blog คืออะไร

โดย chanvit_29@sanook.com เมื่อ พฤศจิกายน - 19 - 2008

Blog  คืออะไร

           มารู้จักความหมาย ของประโยคคำถาม ที่มักจะมีคนถามผมบ่อย ๆ เวลาไปบรรยายตามที่ต่าง ๆ ว่า “Blog คืออะไร” กันดีกว่าครับ

         Blog มาจากศัพท์คำว่า WeBlog บางคนอ่านคำ ๆ นี้ว่า We Blog บางคนอ่านว่า Web Log แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งสองคำบ่งบอกถึงความหมายเดียวกัน ว่านั่นคือบล็อก (Blog)

         ความหมายของคำว่า Blog ก็คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ โดยเนื้อหาของ blog นั้นจะครอบคลุมได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวส่วนตัว หรือเป็นบทความเฉพาะด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องการเมือง เรื่องกล้องถ่ายรูป เรื่องกีฬา เรื่องธุรกิจ เป็นต้น โดยจุดเด่นที่ทำให้บล็อกเป็นที่นิยมก็คือ ผู้เขียนบล็อก จะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเอง ใส่ลงไปในบทความนั้น ๆ โดยบล็อกบางแห่ง จะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน บางบล็อกก็จะเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะ เช่นกลุ่มเพื่อน ๆ หรือครอบครัวตนเอง

           มีหลายครั้งที่เกิดความเข้าใจกันผิดว่า Blog เป็นได้แค่ไดอารี่ออนไลน์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไดอารี่ออนไลน์เปรียบเสมือน เนื้อหาประเภทหนึ่งของบล็อกเท่านั้น เพราะบล็อกมีเนื้อหาที่หลากหลายประเภท ตั้งแต่การบันทึกเรื่องส่วนตัวอย่างเช่นไดอารี่ หรือการบันทึกบทความที่ผู้เขียนบล็อกสนใจในด้านอื่นด้วย ที่เห็นชัดเจนคือ เนื้อหาบล็อกประเภท วิจารณ์การเมือง หรือการรีวิวผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ตัวเองเคยใช้ หรือซื้อมานั่นเอง อีกทั้งยังสามารถ แตกแขนงไปในเนื้อหาในประเภทต่าง ๆ อีกมากมาย ตามแต่ความถนัดของเจ้าของบล็อก ซึ่งมักจะเขียนบทความเรื่องที่ตนเองถนัด หรือสนใจเป็นต้น

          จุดเด่นที่สุดของ Blog ก็คือ มันสามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่ง ที่สามารถสื่อถึงความเป็นกันเองระหว่างผู้เขียนบล็อก และผู้อ่านบล็อกที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ที่ชัดเจนของบล็อกนั้น ๆ ผ่านทางระบบ comment ของบล็อกนั่นเอง

          ในอดีตแรกเริ่ม คนที่เขียน Blog นั้นยังทำกันในระบบ Manual คือเขียนเว็บเองทีละหน้า แต่ในปัจจุบันนี้ มีเครื่องมือหรือซอฟท์แวร์ให้เราใช้ในการเขียน Blog ได้มากมาย เช่น WordPress, Movable Type เป็นต้น

           ผู้คนหลายล้านคนจากทั่วทุกมุมโลก หันมาเขียน Blog กันอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่นักเรียน อาจารย์ นักเขียน ตลอดจนถึงระดับบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้น NasDaq

            เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา Blog เริ่มต้นมาจาก การเขียนเป็นงานอดิเรก ของกลุ่มสื่ออิสระต่าง ๆ หลาย ๆ แห่งกลายเป็นแหล่งข่าวสำคัญ ให้กับหนังสือพิมพ์หรือสำนักข่าวชั้นนำ จวบจนกระทั่งปี 2004 คนเขียน Blog ก็ได้รับการยอมรับจากสื่อและสำนักข่าวต่าง ๆ ถึงความรวดเร็วในการให้ข้อมูล ตั้งแต่เรื่องการเมือง ไปจนกระทั่ง เรื่องราวของการประชุม ระดับชาติ

            และจากเหตุการณ์เหล่านี้ นับได้ว่า Blog เป็นสื่อชนิดหนึ่งที่ไม่ต่างจาก วีดีโอ , สิ่งพิมพ์ , โทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งวิทยุ เราสามารถเรียกได้ว่า Blog ได้เข้ามาเป็นสื่อชนิดใหม่ ที่สำคัญอย่างแท้จริง

          สรุป ให้ง่าย ๆ สั้น ๆ ก็คือ Blog คือเว็บไซต์ ที่มีรูปแบบเนื้อหา เป็นเหมือนบันทึกส่วนตัวออนไลน์ มีส่วนของการ comments และก็จะมี link ไปยังเว็บอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

คอมเมนท์ที่นี่

Mainboard

โดย chanvit_29@sanook.com เมื่อ พฤศจิกายน - 14 - 2008

Mainboard

 

1.หน้าที่ของ Mainborad

           

         เมนบอร์ดเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญรองมาจากซีพียู เมนบอร์ดทำหน้าที่ควบคุม ดูแลและจัดการๆ ทำงานของ อุปกรณ์ชนิดต่างๆ แทบทั้งหมดในเครื่องคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ซีพียู ไปจนถึงหน่วยความจำแคช หน่วยความจำหลัก ฮาร์ดดิกส์ ระบบบัส บนเมนบอร์ดประกอบด้วยชิ้นส่วนต่างๆ มากมายแต่ส่วนสำคัญๆ ประกอบด้วย

 

 

2.ส่วนประกอบที่สำคัญของ Mainboard 

1. ชุดชิพเซ็ต
     ชุดชิพเซ็ตเป็นเสมือนหัวใจของเมนบอร์ดอีกที่หนึ่ง เนื่องจากอุปกรณ์ตัวนี้จะมีหน้าที่หลักเป็นเหมือนทั้ง อุปกรณ์ แปลภาษา ให้อุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่บนเมนบอร์ดสามารถทำงานร่วมกันได้ และทำหน้าที่ควบคุม อุปกรณ์ต่างๆ ให้ทำงานได้ตามต้องการ โดยชิพเซ็ตนั้นจะประกอบด้วยชิพเซ็ตนั้นจะประกอบไปด้วยชิพ 2 ตัว คือชิพ System Controller และชิพ PCI to ISA Bridge

     ชิพ System Controller หรือ AGPSET หรือ North Bridge เป็นชิพที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของ อุปกรณ์หลักๆ ความเร็วสูงชนิดต่างๆ บนเมนบอร์ดที่ประกอบด้วยซีพียู หน่วยความจำแคชระดับสอง (SRAM) หน่วยความจำหลัก (DRAM) ระบบกราฟิกบัสแบบ AGP และระบบบัสแบบ PCI

    ชิพ PCI to ISA Bridge หรือ South Bridge จะทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกันระหว่างระบบบัสแบบ PCI กับอุปกรณ์อื่นๆ ที่มีความเร็วในการทำงานต่ำกว่าเช่นระบบบัสแบบ ISA ระบบบัสอนุกรมแบบ USB ชิพคอนโทรลเลอร์ IDE ชิพหน่วยความจำรอมไออส ฟล็อบปี้ดิกส์ คีย์บอร์ด พอร์ตอนุกรม และพอร์ตขนาน
      
     ชุดชิพเซ็ตจะมีอยู่ด้วยกันหลายรุ่นหลายยี่ห้อโดยลักษณะการใช้งานจะขึ้นอยู่กับซีพียูที่ใชเป็นหลัก เช่นชุด ชิพเซ็ตตระกูล 430 ของอินเทลเช่นชิพเซ็ต 430FX, 430HX 430VX และ 430TX จะใช้งานร่วมกับซีพียู ตระกูลเพนเทียม เพนเที่ยม MMX, K5, K6, 6×86L, 6×86MX (M II) และ IDT Winchip C6 ชุดชิพเซ็ต ตระกูล 440 ของอิเทลเช่นชิพเซ็ต 440FX, 440LX, 440EX และชิพเซ็ต 440BX จะใช้งานร่วมกับ ซีพียูตระกูลเพนเที่ยมโปร เพนเที่ยมทู และเซลเลอรอน และชุดชิพเซ็ตตระกูล 450 ของอินเทลเช่นชุดชิพเซ็ต 450GX และ 450NX ก็จะใช้งานร่วมกับซีพียูตระกูลเพนเที่ยมทูซีนอนสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ระดับ Server หรือ Workstation นอกจากนี้ยังมีชิพเซ็ตจากบริษัทอื่นๆ อีกหลายรุ่นหลายยี่ห้อที่ถูกผลิตออกมา แข่งกับอินเทลเช่นชุดชิพเซ็ต Apollo VP2, Apollo VP3 และ Apollo mVp3 ของ VIA, ชุดชิพเซ็ต Aladin IV+ และ Aladin V ของ ALi และชุดชิพเซ็ต 5597/98, 5581/82 และ 5591/92 ของ SiS สำหรับซีพียูตระกูลเพนเที่ยม เพนเที่ยม MMX, K5, K6, 6×86L, 6×86MX (M II) และ IDT Winchip C6 ชุดชิพเซ็ต Apollo BX และ Apollo Pro ของ VIA, ชุดชิพเซ็ต Aladin Pro II M1621/M1543C ของ ALi และชุดชิพเซ้ต 5601 ของ Sis สำหรับซีพียูตระกูลเพนเที่ยมทู และเซลเลอรอน ซึ่งชิพเซ้ตแต่ละรุ่น แต่ละยี้ห้อนั้นจะมีจุดดีจุดด้อยแตกต่างกันไป

2. หน่วยความจำรอมไบออส และแบตเตอรรี่แบ็คอัพ
     ไบออส BIOS (Basic Input Output System) หรืออาจเรียกว่าซีมอส (CMOS) เป็นชิพหน่วยความจำชนิด หนึ่งที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูล และโปรแกรมขนาดเล็กที่จำเป็นต่อการบูตของระบบคอมพิวเตอร์ โดยในอดีต ส่วนของชิพรอมไบออสจะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ชิพไบออส และชิพซีมอส ซึ่งชิพซีไปออสจะทำหน้าที่ เก็บข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นต่อการบูตของระบบคอมพิวเตอร์ ส่วนชิพซีมอสจะทำหน้าที่ เก็บโปรแกรมขนาดเล็ก ที่ใช้ในการบูตระบบ และสามารถเปลี่ยนข้อมูลบางส่วนภายในชิพได้ ชิพไบออสใช้พื้นฐานเทคโนโลยีของรอม ส่วนชิพซีมอสจะใช้เทคโนโลยีของแรม ดังนั้นชิพไบออสจึงไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้า ในการเก็บรักษาข้อมูล แต่ชิพซีมอส จะต้องการพลังงานไฟฟ้าในการเก็บรักษาข้อมูลอยตลอดเวลาซึ่งพลังงานไฟฟ้า ก็จะมาจากแบตเตอรี่แบ็คอัพที่อยู่บนเมนบอร์ด (แบตเตอรี่แบ็คอัพจะมีลักษณะเป็นกระป๋องสีฟ้า หรือเป็นลักษณะกลมแบนสีเงิน ซึ่งภายในจะบรรจุแบตเตอรรี่แบบลิเธี่ยมขนาด 3 โวลต์ไว้) แต่ตอ่มาในสมัย ซีพียตระกูล 80386 จึงได้มีการรวมชิพทั้งสองเข้าด้วยกัน และเรียกชื่อว่าชิพรอมไบออสเพียงอย่างเดียว และการที่ชิพรอมไบออสเป็นการรวมกันของชิพไบออส และชิพซีมอสจึงทำให้ข้อมูลบางส่วนที่อยู่ภายใน ชิพรอมไบออส ต้องการพลังงานไฟฟ้าเพื่อรักษาข้อมูลไว้ แบตเตอรี่แบ็คอัพ จึงยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอยู่จนถึง ปัจจุบัน จึงเห็นได้ว่าเมื่อแบตเตอรี่แบ็คอัพเสื่อม หรือหมดอายุแล้วจะทำให้ข้อมูลที่คุณเซ็ตไว้ เช่น วันที่ จะหายไปกลายเป็นค่าพื้นฐานจากโรงงาน และก็ต้องทำการเซ้ตใหม่ทุกครั้งที่เปิดเครื่อง เทคโนโลยีรอมไบออส ในอดีต หน่วยความจำรอมชนิดนี้จะเป็นแบบ EPROM (Electrical Programmable Read Only Memory) ซึ่งเป็นชิพหน่วยความจำรอม ที่สามารถบันทึกได้ โดยใช้แรงดันกระแสไฟฟ้าระดับพิเศษ ด้วยอุปกรณ์ ที่เรียกว่า Burst Rom และสามาถลบข้อมูลได้ด้วยแสงอุตราไวโอเล็ต ซึ่งคุณไม่สามารถอัพเกรดข้อมูลลงในไบออสได้ ด้วยตัวเองจึงไม่ค่อยสะดวกต่อการแก้ไขหรืออัพเกรดข้อมูลที่อยู่ในชิพรอมไบออส แต่ต่อมาได้มีการพัฒนา เทคโนโลยชิพรอมขึ้นมาใหม่ ให้เป็นแบบ EEPROM หรือ E2PROM โดยคุณจะสามารถทั้งเขียน และลบข้อมูล ได้ด้วยกระแสไฟฟ้าโดยใช้ซอฟต์แวร์พิเศษ ได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดายดังเช่นที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

 

3.วิธีการเลือกซื้อ Mainboard 

 

       เมนบอร์ดแบบรวม หมายถึง เมนบอร์ดที่มีการรวม Integrate หรือรวม Controller ต่างๆไว้ในตัวเมนบอร์ดชุดเดียวกันหรือที่เรียกว่า o­n Board เช่น การ์ดเสียง หรือ Display Adapter ที่อยู่บนตัวบอร์ดเองมักจะเรียกกันว่า เมนบอร์ดแบบ All in o­ne

      เมนบอร์ดแบบแยก หมายถึง เมนบอร์ดที่มีเพียง Chipset อยู่บนเมนบอร์ดเท่านั้น จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีการเสียบอุปกรณ์อื่นคือ Integrate หรือ Controller ที่อยู่ในรูปของการ์ด เข้าไปในช่อง Slot บนเมนบอร์ดเช่น การ์ดจอที่ต้องใส่ลงไปใน AGP Slot หรือการใส่การ์ดเสียงลงใน Slot Sound Card

  การเปรียบเทียบข้อดี/ข้อด้อยของเมนบอร์ดแบบรวมและแบบแยก

 

     เมนบอร์ดแบบรวม

1. > ราคาค่อนข้างถูก
2. > ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะไม่ต้องซื้อการ์ดต่างๆเพิ่มเติมเครื่องคอมพิวเตอร์ก็สามารถใช้งานได้
3.  อุปกรณ์ที่มารวมกันอยู่บนเมนบอร์ดนี้จะทำให้เครื่องช้าเพราะ CPU ต้องแชร์ออกมาช่วยควบคุม
4. > การขยับขยายหรือ Upgrade ทำได้ยากเพราะมี Slot น้อย
5. > ประสิทธิภาพของ Integrate และ Controller ต่างๆที่อยู่บนเมนบอร์ด จะมีประสิทธิภาพที่จำกัดหรือน้อยกว่าอุปกรณ์การ์ดที่นำเสียบเข้า Slot ของเมนบอร์ดแบบแยก เช่น chipset display ที่ทำหน้าที่ช่วยการทำงานด้านกราฟิกที่เป็นแบบ o­n Board มักจะมี Approx. Total Memory ที่น้อยกว่าการ์ดจอที่เป็นการ์ด หรือต่อให้มีมากกว่าหรือเท่ากัน ประสิทธิภาพก็ไมเทียบเท่าอยู่ดี ซึ่งสามารสังเกตได้จากเวลาที่เล่นเกม 3 มิติที่ต้องใช้กราฟิกสูง การที่เล่นเครื่องที่ o­n Board จะมีการกระตุกเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเครื่องที่ใช้การ์ดจอเสียบบน Slot ทั้งๆทีตัว o­n Board มี Approx. Total Memory ที่สูงกว่าด้วยซ้ำ (ประสบการณ์ตรงจากผู้เขียน)
6.  > เมนบอร์ดชนิดนี้นิยมใช้ในองค์กรธุรกิจหรือที่ที่เหมาะกับงานประเภทที่ไม่ต้องใช้กราฟิกมาก เป็นการช่วยประหยัดงบประมาณขององค์กร

 

เมนบอร์ดแบบแยก

1. > ราคาค่อนข้างแพง
2. > ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการซื้อการ์ดหรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆมาติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์จึงจะใช้งานได้
3. > CPU ไม่ต้องทำงานหนักมาก เพราะอุปกรณ์ต่างแยกออกไปเป็นการ์ด โดยในแต่ละตัวการ์ดก็จะมีชิปแรมหรือชิปที่ควบคุมอยู่บนตัวของมันเอง(ถ้าเรียกชิปผิดก็ขออภัยด้วย)
4. > การขยับขยาย หรือ Upgrade ทำได้ง่ายเพราะมี Slot ที่รองรับมาก ทำให้เครื่องมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
5. > ประสิทธิภาพของการ์ดนั้นย่อมมีสูงกว่าแบบ o­n Board เช่น การ์ดจอนั้นปัจจุบันมี Memory สูงถึง 1 GB แล้วเมื่อเทียบกับ o­nboard ที่ยังมีการจำกัด Memory อยู่มาก 512 MB
6. > เมนบอร์ดชนิดนี้จะนิยมใช้สำหรับเครื่องส่วนตัวหรือมีวัตถุประสงค์ในการใช้เฉพาะอย่าง เช่น สำหรับผู้ที่นิยมเล่นเกมส์ 3 มิติที่ต้องใช้กราฟิกสูงหรือกลุ่มคนที่ทำงานด้านคอมพิวเตอร์กราฟิกโดยเฉพาะหรือในอีกนัยหนึ่งก็คือตามความพอใจของกลุ่มคนที่ใช้ซึ่งเป็นผู้ที่ค่อนข้างฐานะดี

 

  

 

คอมเมนท์ที่นี่