google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

บทที่ 6: ลงผิดป้ายคิดจนตัวตาย

เมื่อ 5th ธันวาคม 2008 โดย chubby33@sanook.com ใน 4 Year, Life in Australia

นัมบูเป็นสถานีที่สะดวกที่สุดสำหรับผู้ทีเดินทางมายัง ซันซายน์โคสด้วยรถไฟ เพราะทางการท่องเที่ยวจะมีการจัดรถเมล์ไว้คอยให้บริการ ซึ่งเรียกการบริการอย่างนี้ว่า ‘Translink’ โดยรถเมล์กับรถไฟจะมีเวลาต่างกันประมาณ 15 นาที อันที่จริงผมสามารถเลือกใช้บริการรถบัสได้จากตัวเมืองบริสเบน แต่เมื่อเทียบราคาแล้ว ผมว่าเดินทางโดยรถไฟน่าจะถูกกว่า และอีกอย่างถือเป็นประสบการณ์สำหรับตัวผมเองในการเดินทางในต่างแดน ถือเป็นอีกหนึ่งรสชาติชีวิตของผมเองโดยแท้

ผมมาถึงพอดีกับที่รถเมล์ เข้ามาส่งผู้โดยสารขึ้นรถไฟพอดี เสียดายที่การเดินทางที่นี้ บัตรนักศึกษาไม่สามารถใช้ลดราคาค่าโดยสารได้เหมือนในเมืองบริสเบน อีกทั้งรถเมล์ของที่นี้ยังมีขนาดเล็กกว่าในเมือง ค่าโดยสารก็แพงกว่า แต่ถือซะว่าเป็นเมืองท่องเที่ยว ผมนั่งรออยู่ในรถเมล์ประมาณ 10 นาที รถเมล์ก็เริ่มออกจากสถานีรถไฟนัมบู ผ่านตัวเมืองเล็กๆ มีร้านสะดวกซื้อ และปั้มน้ำมัน รวมถึงร้านขายผัก-ผลไม้ ดูไม่แตกต่างจากชนบทของประเทศออสเตรเลียทั่วไปสักเท่าไหร่

ก่อนมา ผมได้จองห้องพักไว้ที่หนึ่ง ดูจากแผนที่แล้วค่อนข้างไกลจากหาดพอสมควร แต่ยังดีที่มีสระน้ำให้ก็เลยพอถูไถ อาศัยว่าราคาถูกสุดเท่าที่หาได้ ไม่รวมที่พักแบบดอมิทอรี่ (Dormitory) ที่พักแบบรวมคล้ายกับหอพัก แต่ไม่แยกแยะชาย-หญิง ห้องน้ำก็เป็นแบบรวม ราคาคืนละ 20 เหรียญ (ประมาณ 500 บาท) ถ้าไม่ได้นำผ้าปูมาต้องเสียเพิ่มอีก 2 เหรียญสำหรับค่าซักรีด เหมาะสำหรับพวกแบคเพ็จ (Backpack) ซึ่งผมไม่ค่อยสนใจสักเท่าไหร่ เนื่องจากกลัวของหายโดยเฉพาะกล้อง (แต่ตอนหลังก็ต้องมีอันต้องไปนอนค้าง 1 คืนจนได้)

ผมลงรถตรงป้ายที่ผมคิดว่ามันน่าจะใช่ แต่ที่ไหนได้มันกลับเป็นว่า ผมควรจะลงอีกป้ายซึ่งมันจะใกล้กว่า ผมเดินหาที่พักที่ผมจองไว้ก่อนมาอยู่นานพอสมควร สุดท้ายผมก็หาเจอ แล้วผมก็ต้องเปลี่ยนใจ ทำไมนะเหรอ? ลักษณะมันคล้ายเป็นอพาร์ทเมนต์มากกว่าที่พัก แถมยังติดถนนอีกต่างหาก สระน้ำก็เหมือนกับบ่อแช่มากกว่าที่จะเรียกว่าสระน้ำ เล็กมาก ผมตัดสินใจว่าไปหาที่พักเอาข้างหน้าจะดีกว่า จากนั้นผมจึงเดินไปนั่งรอที่ป้ายรถเมล์ รออยู่ประมาณ 20 นาทีก็ไม่เห็นมีรถเมล์มาสักคน อากาศค่อนข้างร้อน ผมจึงเดินไปซื้อเครื่องดื่มเย็นๆ ที่ร้านสะดวกซื้อในละแวกนั้น พร้อมๆ กับตามเจ้าของร้านว่า ถ้าผมจะเดินไปนูซ่า เฮด จะไกลจากจุดที่ผมอยู่มากแค่ไหน เจ้าของตอบกลับมาว่าก็พอประมาณ ใช้เวลาเดินประมาณ 15-20 นาที ผมชั่งใจอยู่สักพัก ก่อนจะกล่าวขอบคุณและเดินออกมาไปนั่งรอรถเมล์อีกประมาณ 10 นาที กะว่าถ้ายังไม่มาผมจะเดินไป จนแล้วจนรอดไม่มีวี่แววรถเมล์สักคัน สุดท้ายผมจึงเลือกที่จะเดินไปยังจุดหมายที่ผมตั้งใจในตอนแรกนั้นคือ นูซ่า เฮด

หลังจากเดินมาได้สัก 15 นาที เริ่มถามตัวเองว่าเจ้าของร้านมันโกหกเราหรือเปล่า (ว่ะ) ตูเดินมาเกือบจะ 30 นาทีแล้ว ยังไม่เห็นหาดเลย เหนื่อยก็เหนื่อย ร้อนก็ร้อน (แม้จะหน้าหนาวแต่ออสเตรเลียแดดแรงมากครับ หน้าร้อนอย่าให้พูดเลย นรก!) รองเท้าที่ซื้อมาก็กัด สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนเป็นใส่อีแตะที่เอามาจากเมืองไทยแทน เดินไปได้อีกสักพักเริ่มเห็นเหมือนกับเป็นแหล่งช้อปปิ้งคล้ายในควีนส์สตรี ทมอลล์ (Queens Street Mall)

ตอนนั้นผมยังไม่แน่ใจว่าต้องเดินอีก ไกลแค่ไหนกว่าจะถึงนูซ่า เฮด ไหนๆ ก็เดินมาถึงช้อปปิ้งมอลล์ก็เลยตัดสินใจมองหาอะไรทาน ก็ได้แซนวิชกับน้ำมา เดินไปกินไป มองดูร้านไป เออ มีโรงหนังด้วย (เผื่อเบื่อๆ จะได้มานั่งดูหนังแก้เซ็ง) จากนั้นผมก็เดินไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ขอแผนที่และรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณซันซายน์โคสมา ที่ผมค่อนข้างจะสนใจก็คือเรนโบว์ บีช (Rainbow Beach) เพราะเท่าที่อ่านดูค่อนข้างน่าสนใจ นอกเหนือไปจากซากเรืออัปปางสมัยสงครามโลกที่เกยอยู่ตรงชายหาดแล้ว ยังมีหน้าผาที่มีสีสันไล่เฉดกันตามธรรมชาติ (เหตุผลที่ว่าทำไมหาดนี้ถึงได้ชื่อว่าเรนโบว์ บีช) อีกทั้งชายหาดกว้างและยาวเหมาะแก่การเดินเล่น

มองนาฬิกาเพิ่งจะ เที่ยงเอง เมื่อเห็นว่ายังพอมีเวลาถมเถ ผมจึงตัดสินใจจับรถประจำทางจากตรงนั้นไปหาดมูลูลาบา (Mooloolaba) หาดที่เรียกได้ว่าขึ้นชื่อของซันซายน์โคส มีแต่โรงแรมระดับ 5 ดาวและแหล่งบันเทิงมากมาย แต่สิ่งที่ผมสนใจก็คืออันเดอร์ วอเตอร์เวิลด์* (Underwater World) มากกว่า (ไม่รู้ว่าจะเหมือนพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำของบ้านเราหรือเปล่า…ฮา) ระหว่างทางนั่งรถไป วิว 2 ข้างทางค่อนข้างสวยงาม เพราะเมื่อออกจากแหล่งช้อปปิ้ง สภาพแวดล้อมรอบข้างก็เปลียนเป็นทุ่งหญ้า บ้านคน และวิวทะเลสลับกันไป เพราะรถวิ่งอ้อมเขาตามเส้นทาง สิ่งที่ผมสังเกตุตลอด 1 เดือนที่อยู่ที่นี้ก็คือ รัฐบาลค่อนข้างจะรณรงค์ให้ประชาชนอยู่อาศัยโดยปรับตัวตามพื้นที่สภาพแวด ล้อมมากกว่าที่จะดัดแปลง จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม บ้านเรือนของที่นี้ รวมถึงอาคารภายในเมืองจะสร้างตามสภาพแวดล้อม ไม่มีการปรับพื้นที่หน้าดินหรือถมที่เหมือนกับบ้านเรา จุดไหนที่เป็นเนินเขา ชาวออสซี่เลือกที่จะสร้างบ้านตามลักษณะ คุณจะเห็นเสาบ้านที่ไม่เท่ากัน หรือคุณเดินเข้าห้างด้านหนึ่งดูคล้ายเป็นชั้นใต้ดิน แต่พอออกมาอีกด้านกลับกลายเป็นชั้นหนึ่ง เอาเป็นว่าใครได้มีโอกาสมาที่นี้ลองสังเกตุดูแล้วจะรู้ครับ เพราะอธิบายคงเห็นภาพได้ไม่ชัดเจนเท่าไหร่

ผมมาถึงหาดมูลูลาบาโดยใช้ เวลานั่งรถประมาณ 45 นาที ซึ่งถือว่าค่อนข้างไกล (ถ้าเปรียบเทียบกับการที่ออสเตรเลียรถไม่ติดเหมือนบ้านเรา) ผมลงหน้าอันเดอร์วอร์เตอร์ เวิล์ดพอดี จากนั้นผมก็เช็คเวลารถเมล์ขากลับ เพื่อที่จะได้วางแผนการเดินทางถูก เพราะว่าผมไม่มีรถจึงต้องวางแผนดีๆ ไม่งั้นต้องมานั่งเสียเวลารอรถเมล์ก็ไม่สนุกสักเท่าไหร่ (แต่ระยะเวลาเกือบ 4 ปี ผมไม่เคยซื้อรถเลย แม้แต่ในปัจจุบันก็เลือกใช้บริการขนส่งมวลชนมากกว่า) ผมซื้อบัตรในราคาสำหรับนักศึกษา จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พาผมไปยังตู้ล็อคเกอร์สำหรับเก็บสัมภาระ (ผมถามเธอตอนที่ซื้อตั๋ว คงไม่สนุกหากจะต้องแบกกระเป๋าเสื้อผ้าเดิน) จากนั้นผมก็เริ่มต้นเดินดูทั่วบริเวณ ลักษณะคล้ายกับอันเดอร์วอเตอร์ เวิล์ดที่พาราก้อน (ตอนนั้นพาราก้อนยังไม่สร้าง แต่มันง่ายถ้าจะอธิบายเพราะว่าเป็นเจ้าเดียวกัน) แต่ที่น่าสนใจก็คือ อุโมงค์ที่เราเดินลอดข้างใต้ ทำให้ผมเห็นพันธ์ฉลามต่างๆ มากมาย มันเป็นประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่บ้านเรา อยากให้บ้านเรามีแบบนี้บ้าง เพราะมันน่าจะดีเหมือนกันถ้าเด็กสามารถเรียนรู้การอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยเฉพาะท้องทะเลไทยที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีความสวยงามติดอันดับโลก

ผม แวะดูของที่ระลึกและก็ซื้อของทานเล่นสักหน่อย เพราะดูนาฬิกาแล้วอีกนานกว่ารถจะมา ก่อนกลับผมแวะไปเอาของที่ฝากไว้ จากนั้นก็เดินเล่นริมหาดไปเรื่อยๆ พอดีเห็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยวมีเจ้าหน้าที่ว่างอยู่ ผมจึงเดินเข้าไปถามรายละเอียดเกี่ยวกับรถเมล์ที่ผมจะต้องใช้บริการเพื่อไป เรนโบว์ บีช (ศูนย์บริการในตอนแรกที่ผมไปเอารายละเอียดเจ้าหน้าที่กำลังคุยอยู่กับนัก ท่องเที่ยวประกอบกับรถมา ผมจึงไม่ได้สอบถามอะไรมาก) เจ้าหน้าที่บอกกับผมว่าการไปเรนโบว์ บีชนั้นไม่มีรถเมล์ไปถึง ผมจะต้องไปโดยรถส่วนตัวหรือไม่ก็รถแท็กซี่เท่านั้น ผมเห็นว่ามันไม่ค่อยจำเป็นและค่าใช้จ่ายก็ค่อนข้างแพงเกินความจำเป็น แต่ผมก็ยังอยากจะไปเห็นซากเรือกับหน้าผาไล่เฉดสี เธอเหมือนกับจะเดาใจผมถูก เธอแนะนำว่าผมน่าจะพักที่นูซ่า เฮด ซึ่งจะสะดวกและถ้าผมอยากไปเรนโบว์ บีช ผมสามารถซื้อทัวร์แบบเดย์ ทริป (Day Trip) หรือทัวร์วันเดียวน่าจะดีกว่า ผมสามารถหาได้ที่นูซ่า เฮด ราคาก็จะแตกต่างกันไปแต่ถูกกว่าหากผมจะจ้างรถไปเรนโบว์ บีช

ผมคิดและ ก็ค่อนข้างเห็นด้วยกันเธอ จากนั้นผมจึงถามเธอถึงที่พักที่นูซ่า เฮด เธอก็แนะนำที่พักรวมให้กับผม (ซึ่งตอนแรกผมไม่คิดจะพัก) เพราะราคาถูกกว่าการที่ผมจะไปเปิดห้องพักคนเดียว ซึ่งราคาจะค่อนข้างแพงเกินไป ตอนนั้นผมก็ไม่มีไอเดีย แต่ก็คิดว่า น่าลองพักดูก็ไม่เห็นเสียหายอะไร อย่างน้อยก็ดูสิว่าการพักรวมกับชาวบ้านจะเป็นยังไงบ้าง ผมจึงลองโทไปที่หอพักดูว่ายังพอมีที่ว่างหรือเปล่า (ตอนนั้นคิดว่า ถ้าเกิดไม่มีแล้วที่พักอื่นเต็ม ตูจะนอนไหนหว่า???) แต่โชคดียังพอมีที่เหลืออยู่ ผมจึงบอกชื่อและนามสกุลกับเจ้าหน้าที่ไป จากนั้นผมจึงไปนั่งรอรถเมลที่ป้ายรถเมล์และนั่งกลับไปยังนูซ่า เฮดอีกครั้ง ตอนขากลับผมต้องผ่านแหล่งช้อปปิ้งอีกครั้ง และการนั่งรถเมล์ขากลับนี้แหล่ะที่ทำให้ผมรู้ว่าจริงๆ ถ้าผมเดินข้ามเนินที่อยู่ข้างหน้าตอนขามาไปอีกหน่อย ผมก็จะถึงนูซ่า เฮด

หลัง จากลงจากรถ ผมก็เดินหาหอพักที่ผมจองไว้เมื่อสักครู่ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากท่ารถเมล์สักเท่าไหร่นัก หลังจากผมไปลงทะเบียนและชำระเงินเป็นที่เรียบร้อย ผมก็เดินหาห้องพักที่ผมต้องเข้าไปพักรวมกับคนอื่นๆ แต่ละห้องทุกคนจะได้รับกุญแจคนละดอก โดยต้องวางมัดจำไว้คนละ 10 เหรียญ หรือคนละ 250 บาท ในกรณีที่คุณทำกุญแจหาย คุณจะไม่ได้รับเงินค่ามัดจำคืน ผมลงทะเบียนพักเพียงแค่ 1 คืนเท่านั้น เพราะยังไงผมก็ยังอยากจะลองหาบ้านพักส่วนตัวราคาไม่แพงอยู่ดี หลังจากเก็บของแล้ว ผมก็หิ้วกระเป๋ากล้องเดินเพื่อไปเดินเล่นที่ชายหาด ชายหาดที่นี้ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกับบ้านเราก็คือ ไม่มีเตียงและร่มผ้าใบตั้งตามหาดครับ สุดลูกหูลูกตาก็คือหาดทราย มีเพียงนักท่องเที่ยวและชาวออสซี่บางคนที่ปูผ้าแล้วนอนอาบแดดอ่อนๆ ยามเย็นเท่านั้น พวกที่สูงอายุก็อาจจะเอาเก้าอี้ผ้าใบเล็กๆ มากางนั่ง แต่พอกลับเข้าที่พัก พวกเขาก็แบกเก้าอี้ที่ว่ากลับไปด้วย

ในส่วนของ ทะเล แม้ว่าจะไม่สวยในระดับเทียบเท่ากับบ้านเรา แต่ก็ยังถือว่าสวยพอสมควร สิ่งที่แตกต่างก็คือ ทะเลของที่นี้คลื่นแรงกว่าบ้านเรามาก จะเห็นได้จากวัยรุ่นจะนำเอาเซริฟ์บอร์ดมาเล่นกันมากพอสมควร ซึ่งเหล่านี้ไม่มีทางเห็นได้ในบ้านเราอย่างแน่นอน ผมสังเกตเห็นว่ามีทางเดินไม้ระแนงสำหรับให้คนเดินเล่นไปตลอดตามแนวความยาว ของหาด สิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากการมาเที่ยวในครั้งนี้ก็คือ การจัดการในเรื่องของริมชายหาด และเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประเทศออสเตรเลียถือว่าเป็นอีกประเทศที่ค่อนข้างมีการจัดการในเรื่องนี้เป็น อย่างดี เนื่องจากรายได้หลักทางเศรษฐกิจของที่นี้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจการท่องเที่ยว (อยากให้เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวบ้านเรามาอบรมที่นี้จัง) อย่างซันชายน์ก็มีการจัดการค่อนข้างดี ตลอดแนวชายหาดจะไม่มีสิ่งปลูกสร้างเลย บ้านพักส่วนใหญ่จะอยู่ด้านหลังหาด (คล้ายๆ พัทยาบ้านเราแต่ดีกว่า) ไม่มีตึกสูงเกินกว่า 7 ชั้น เท่าที่ผมทราบมาก็คือ เนื่องจากบริเวณหาดดังกล่าวเป็นเขตอนุรักษ์พืชพันธุ์เรียกว่า Noosa Natural Park แตกต่างจากหาดมูลูลาบาเมื่อตอนกลางวัน เพราะมูลูลาบาถือว่าเป็นหาดท่องเที่ยว ฉะนั้นจะมีตึกและโรงแรมระดับหรูหรามากมาย แต่ก็ยังคงมีการอนุรักษ์ที่ดี ชายหาดไม่โดนรุกล้ำมากเหมือนเช่นพัทยาบ้านเรา ผมว่าออกไปทางหัวหินมากกว่า ที่โรงแรมและตึกสูงๆ จะอยู่ห่างจากหาดและทะลตามที่ได้มีการกำหนดไว้ ซึ่งผมว่าค่อนข้างดีนะครับ

ผมเดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพระอาทิตย์เริ่มตกดิน อากาศเริ่มเย็นกว่าตอนกลางวัน (แน่ละ หน้าหนาวนี่น่า) ผมเดินกลับเข้าที่พัก ในห้องพักตอนนี้มีนักศึกษาออสซี่และต่างชาติอยู่เต็มไปหมด ผมไม่ค่อยได้พูดคุยกับใคร อาจจะเพราะผมไม่ค่อยคุยกับคนแปลกหน้าสักเท่าไหร่ ประกอบกับภาษาไม่ค่อยแข็งแรงในตอนนั้น ก็เลยแค่ทักทายแล้วก็นั่งเงียบๆ บนเตียงเท่านั้น

ผมมารู้สึกตัวอีกทีก็ประมาณเกือบๆ 2 ทุ่ม ทำให้รู้ว่าผมเผลองีบหลับไป ตอนนี้ในห้องมีแค่นักศึกษาหญิงชาวจีนนั่งอยู่เตียงข้างล่าง (ในห้องจะเป็นเตียง 2 ชั้นและผมนอนด้านบน ที่นี้จะไม่แยกชาย-หญิง แต่ถ้าพักรวมกันครับ) ผมทักทายเธอเล็กน้อย รู้สึกหิวนิดๆ ก็เลยออกจากห้อง พร้อมสะพายกระเป๋ากล้องไปด้วย (ไม่แนะนำให้ว่างของมีค่าในห้องนะครับ เพราะทางหอพักไม่รับผิดชอบกรณีสูญหาย) ผมเดินดูร้านอาหารตามที่มีอยู่ในบริเวณนั้น ก่อนที่จะเปลียนใจลองเดินไปที่ถนนเส้นช้อปปิ้งมอลล์อีกครั้ง เพราะดูจากร้านที่มีอยู่บริเวณหาด บวกกับการแต่งตัวของคนที่นั่ง ท่าทางจะไม่หนักท้องแต่หนักกระเป๋าแทนซะมากกว่า และผมจำได้ว่าตรงแหล่งช้อปปิ้งมีร้านอาหารอยู่พอสมควร อย่างน้อยๆ ก็มีเบอร์เกอร์คิงให้ทานละน่า

แต่พอไปจริงๆ ปรากฎว่า ร้านค้าต่างๆ ปิดเกือบหมดแล้ว (เอาละสิ ทำไงดี) เพราะดูจากนาฬิกาตอนนั้นเกือบจะ 3 ทุ่มแล้ว ร้านค้าต่างๆ จะเริ่มปิดกันประมาณ 5-6 โมงเย็นครับ ที่นี้จะเป็นแบบนี้ ซุปเปอร์มาร์เก็ตแถวบ้านผมก็ปิดประมาณ 2 ทุ่ม และไม่ปิดทั้งวันในวันอาทิตย์ (ตอนหลังเปิดวันอาทิตย์ด้วยแต่ก็ถึงแค่ 5 โมงเย็น) เผอิญสายตาเหลือบไปเห็นร้านอาหารจีนแบบเทคอเวย์ (ซื้อกลับ) ก็เลยเข้าไปดูรายการอาหาร ก่อนจะสั่งข้าวผัด (จำไม่ได้ว่าข้าวผัดอะไร) เพราะเห็นว่าราคาถูกสุด อย่างน้อยก็กินพอประทังชีวิตไปก่อน ถ้าอร่อยและรสชาติดี ค่อยกลับมาซื้อพรุ่งนี้ใหม่ก็ได้ เหตุที่เลือกข้าวผัดเพราะว่าข้าวผัดเป็นอาหารง่าย แต่การทำให้อร่อยนะยากครับ (ไม่เชื่อลองทำดู)

ผมเดินกลับมายัง บริเวณบ้านพัก ตอนแรกว่าจะไปนั่งกินที่ริมหาด แต่พอไปปรากฎว่ามืดมากและไม่มีคนเลย เลยไม่ยากเสี่ยงนั่งคนเดียว เลยเดินย้อนกลับมาหาที่นั่งใต้ต้นไม้ เพราะจะมีม้านั่งให้นั่งอยู่ประปราย เลือกได้ทำเลเหมาะ ก็หย่อนตัวลงนั่งกินอาหารไปคนเดียว ประกอบกับคิดว่าพรุ่งนี้จะย้ายออกไปนอนบ้านพักดีกว่า ว่าแล้วก็นึกได้ว่าตะกี้ตอนเดินผ่านเดินมา เห็นมีอยู่ที่หนึ่งติดป้ายไว้ว่าห้องพักว่าง เผื่อจะได้จองไว้แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยย้ายออกเลย ว่าแล้วทานเสร็จก็ได้เดินย้อนกลับไปดูซะหน่อยจะดีกว่า

ผมเดินย้อน กลับไปทางที่เดินผ่านมาเมื่อสักครู่ จนมาถึงที่พักที่ติดป้ายไว้ว่ามีห้องว่างเหลืออยู่ ผมลองเดินเข้าไปข้างใน ภายในเป็นลักษณะเหมือนรีสอร์ทเพียงแต่ไม่ได้ติดทะเลเท่านั้น เจ้าของออกแบบให้เป็นลักษณะบ้านพัก 2 หลังติดกัน แยกเป็นสัดส่วน มีการปลูกต้นไม้ปกคลุมไปทั่ว ทำให้ร่มรื่นและดูเย็นสบาย ผมเดินไปตามป้ายที่ชี้ไปยังรีเซพชั่น ผมเดินไปจนถึงส่วนที่ดูคล้ายศาลากลางสวน ผมก็เห็นคนออสซี่กำลังคุยอยู่กับนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 3-4 คน ดูแล้วคิดว่าน่าจะเป็นคนเอเชีย เพราะดูหน้าตาออกจีนๆ ผมยืนรออยู่ด้านนอก พอหลังจากชาวเอเชียกลุ่มนั้นเดินออกจากไป ผมก็เดินเข้าไปคุยกับคนออสซี่

“คุณมีห้องว่างเหลือหรือเปล่าครับ” ผมถามเขาถึงห้องที่ยังว่างอยู่ว่ายังมีเหลือไหม

“มีเหลืออยู่ห้องหนึ่งครับ คุณจะเข้าพักคืนนี้เลยหรือเปล่า” เขาตอบกลับมาพร้อมถามถึงวันที่ผมคิดจะมาพัก

“คง ไม่ได้ พอดีผมพักอยู่ที่โรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยวแบคแพคแล้วก็จ่ายเงินสำหรับคืน นี้ไปแล้วเรียบร้อย ขอเป็นวันพรุ่งนี้จะได้ไหม” ผมอธิบายพร้อมกับลองต่อรองดู

“ก็ดีครับ เพราะผมยังไม่ได้ทำความสะอาดห้องที่ว่างอยู่เลย ว่าแต่พักกี่คนและจะพักกี่คืนครับ” เขาถามตอบกลับมา

“คง มีแค่ผมคนเดียว คิดว่าคงประมาณ 2 คืนนะครับ” ผมตอบกลับไปพร้อมกับคิดว่าอาจจะอยู่อีกสัก 2 คืน เพราะวางแผนว่าจะไปเที่ยวเกาะแฟรเซอร์ ไอซแลนด์วันพฤหัสนี้ เห็นมีจัดทัวร์แบบไปเช้าเย็นกลับ น่าสนใจดี

“ก็เช็คเอ๊าท์ประมาณวัน ศุกร์ น่าจะไม่มีปัญหา เพราะผมมีลูกค้ามาช่วงสุดสัปดาห์นี้ คุณสามารถเข้าพักได้ พอดีผมเหลือห้องแบบครอบครัว แต่คุณพักคนเดียว เอาแบบนี้ผมคิดคุณเป็นราคาแบบห้องเดี่ยวละกัน” เขาตอบกลับมาพร้อมยื่นข้อเสนอดังกล่าวให้ผม

ผมยืนคิดสักครู่ก่อน ตอบรับเช่าห้องเป็นเวลา 2 คืน หลังจากชำระเงินค่าห้องด้วยบัตรเครดิตแล้ว ผมกับเขาก็คุยกันเล็กน้อย ทำให้รู้ว่ากลุ่มคนเอเชียเมื่อสักครู่ก็มาเช่าห้องเหมือนกัน แต่ขอกลับไปคิดก่อน แต่เขาไม่ค่อยอยากให้เช่าสักเท่าไหร่ เพราะกลัวจะมาจับกลุ่มดื่มเหล้า สงเสียงดังโวกเวกรบกวนแขกคนอื่น ผมก็ไม่ได้ให้ความคิดเห็นอะไร หลังจากนั้นผมก็เดินกลับที่พักเพื่อนอน วันนี้ไปมาหลายที่เหนื่อยพอสมควร…ไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน

คอมเมนท์ที่นี่ »

คอมเมนท์ได้ที่นี่

คอมเมนท์ที่นี่