google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

บทที่ 8: A Day-Trip Adventure @ Fraser Island: The World’s Heritage Part 1

เมื่อ 5th ธันวาคม 2008 โดย chubby33@sanook.com ใน 4 Year, Life in Australia

ติ๊ดๆๆๆ

“Good morning this is radio 104 FM broadcast from Noosa Head……”

 

ผมสะดุ้งตื่นจากเจ้าเสียงนาฬิกาที่แม้ว่าจะมีขนาดเล็กแบบพกพาแต่ขอโทษเสียงมันดังกว่านาฬิกาปลุกตัวใหญ่บางตัวด้วยซ้ำ ผมเจอเจ้านาฬิกาที่ร้านขายของเก่าในแหล่งช็อปปิ้งของนูซ่า เฮด เมื่อวานตอนเย็น ผมเห็นแล้วชอบใจและที่สำคัญราคาไม่แพง เพียง 10 เหรียญดอลล่าร์ออสเตรเลียหรือประมาณ 250 บาท (ผมได้มีโอกาสใช้เจ้านาฬิกาตัวนี้จวบจนก่อนกลับบ้านมันถึงเสียและเดินไม่ได้อีกเลยจนบัดนี้) พร้อมๆ กับเสียงรายการวิทยุจากเจ้านาฬิกา-วิทยุในห้องที่อยู่ตรงบริเวณห้องครัว (ผมเลือกเปิดเสียงดังสุด เพราะว่าผมจะได้รำคาญแล้วลุกขึ้นมาปิดมัน) ผมเหลือบมองนาฬิกามันเป็นเวลาตีห้าสิบนาที ฝนที่ตกกระหน่ำเมื่อคืนหยุดไปแล้ว ลมพัดเบาๆ กิ่งไม้ตรงหน้าต่างยังคงไหวตามแรงลม

 

ฮืมม….นี้ตูตั้งนาฬิกาปลุกทำไมแต่เช้าว่ะ

 

ผมนึกในใจพลางคิดว่าอยากจะนอนหลับอีกสักงีบ ทันใดก็พลันฉุกคิดได้ว่าตัวเองซื้อทัวร์ไว้โดยรถจะมารับตอนตีห้าครึ่ง ผมรีบลุกเข้าห้องน้ำ อาบน้ำด้วยความรวดเร็ว ก่อนอาบน้ำก็หยิบขนมปัง 2 แผ่นโยนเข้าเครื่องปิ้งขนมปัง พร้อมกับเทนมแก้วหนึ่งทิ้งไว้ (อากาศค่อนข้างเย็น ขืนดื่มนมเย็นๆ ที่หยิบจากตู้เย็น มีหวังท้องไส้ปั่นป่วนแน่ๆ) พอออกจากห้องน้ำ ขนมปังปิ้งยังคงอุ่นๆ อยู่ ผมรีบเดินไปแต่งตัวด้วยชุดที่สบายที่สุด และคว้าเสื้อแจ๊กเก็ตตัวโปรด (ปัจจุบันอยู่กับแฟนเก่าผม เธอยึดไป เพราะเธอชอบ บอกว่าเวลาใส่แล้วอุ่นและสบาย)

 

หลังจากจัดการเจ้าอาหารเช้าอย่างเร่งด่วน ผมก็รีบคว้ากระเป๋ากล้องกับกุญแจห้อง โดยไม่ลืมดึงปลั๊กเครื่องปิ้งขนมปังและปิดเจ้านาฬิกา-วิทยุ ก่อนจะออกจากห้องพัก ผมเดินไปรอที่ถนนหัวมุมบังกะโลที่ผมพักอยู่ ผมรอสักครู่ก็ไม่เห็นรถที่ไหนมารับ นอกจากเจ้ารถรูปร่างเหมือนรถบรรทุกแต่ด้านหลังคล้ายๆ รถทัวร์ ที่สำคัญล้อใหญ่เหมือนไอ้ตีนโตจอดอยู่ฝั่งตรงข้าม

 

ผมสงสัยและสังหรณ์ใจก็เลยลองเดินฝ่าเม็ดฝนที่ตกมาปรอยๆ (ฝนตกตลอดเวลา 4 วันที่ผมอยู่ที่ซันชายน์ โคส) ไปที่เจ้ารถคันที่ว่า ซึ่งผมก็ถูกเพราะมันคือรถที่จะนำผมไปเที่ยวเกาะเฟรเซอร์นั้นเอง คนขับบอกมา เพิ่งมาจอดรอผมได้ประมาณ 5 นาทีเท่านั้น (โล่งใจ นึกว่าจะสาย เพราะคนเกือบเต็มรถเลย)

 

หลังจากผมเลือกที่นั่งที่ว่างทางด้านหลังได้แล้ว คนขับก็ขับรถออกไปพร้อมกับอธิบายและกล่าวสวัสดีกับทุกคนบนรถ พร้อมบรีฟสั้นๆ ถึงสถานที่และจุดหมายปลายทางที่เราจะไปกัน ในจำนวนผู้โดยสารทั้งหมด จะมีบางส่วนอยู่ค้างที่เกาะหนึ่งคืน โดยเราจะแยกกันในตอนขากลับ ซึ่งตอนแรกผมก็สนใจที่อยากจะนอนค้างที่เกาะ ติดที่ว่าราคาค่อนข้างแพง ผมได้แต่หวังว่าผมจะมีโอกาสกลับมาที่นี้อีกครั้งในโอกาสหน้ากับเพื่อนๆ นักเรียนต่างชาติ (แต่ผมก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย ถือเป็นการเดินทางมายังเกาะแห่งนี้ครั้งแรกและครั้งเดียวของผมตลอดเวลาที่อยู่ที่นี้)

 

ผมมารู้สึกตัวอีกที่ตอนที่เรามาถึงฮาร์วีย์เบย์ (Hervey Bay) ซึ่งรถจะจอดให้ลงมายืดเส้นยืดสายกันก่อน ที่นี้จะเป็นท่าเรือสำหรับให้รถ 4 WD (เพิ่งรู้) ที่พวกผมนั่งมาลงเรือเพื่อข้ามไปยังเกาะเฟรเซอร์อีกที ที่ฮาร์วีย์เบย์เป็นเมืองชายทะเลที่ดูเงียบๆ ผมลองถามไกด์หรือคนขับถึงหาดเรนโบว์ ก็รู้ว่านี่คือส่วนหนึ่งของหาดเรนโบว์ ผมได้แต่อึ้ง ไม่นึกว่ามันจะเงียบและดูไร้ชีวิตขนาดนี้ (ดีนะที่เปลี่ยนใจ) และเมื่อผมถามถึงซากเรือกับหน้าผาสีรุ้งว่าจะมีโอกาสได้เห็นหรือไหม แกก็ทำหน้างงๆ ก่อนจะอธิบายว่าสิ่งที่ผมอยากเห็นนะอยู่ที่เกาะไม่ใช่อยู่ที่นี้ ผมได้แต่หน้าแตกหมอไม่รับเย็บ (ตูนี่เปิ่นซะนี่กระไร)

 

 

หลังจากทุกคนขึ้นรถกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รถก็ขับไปอีกสักพักก็ถึงท่าเรือที่ว่า หลังจากรถเข้าจอดในช่องใต้ท้องเรือแล้ว (หรือจริงๆ คือเรือแพมากกว่า) ทุกคนก็ต้องลงจากรถ เพราะเป็นกฎที่ห้ามมิให้มีผู้โดยสารอยู่ภายในรถไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารเอง พวกเรายืนกันตามขอบเผื่อดูน้ำทะเลสีน้ำเงินเข้ม แม้คลื่นลมจะค่อนข้างรุนแรง แต่ก็ไมได้ทำให้ผมและคนอื่นๆ รู้สึกว่ากลัว แต่กลับรู้สึกว่าธรรมชาติช่างยิ่งใหญ่เสียนี่กระไร ไกด์บอกกับเราว่าหากพวกเรามาช่วงเดือนตุลาคม พวกเราอาจจะโชคดีได้มีโอกาสเจอกับปลาวาฬหลังค่อม (Hum-Back Whale) ถ้านึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงปลาวาฬทีในการ์ตูนเรื่อง Finding Nemo ดูสิครับ (ตัวที่พ่อกับปลาความจำสั้น โดริสถูกดูดเข้าไปในท้อง) ที่จะแวะมาที่ฮาร์วียเบย์เป็นประจำทุกปี  

Hum-Back Whale

Hum-Back Whale

เรือแล่นมาได้ประมาณ 30 นาที เริ่มเห็นเกาะอยู่ข้างหน้ารำไร ไกด์จึงเรียกพวกเราทั้งหมดขึ้นรถเมื่อเรือใกล้เทียบชาดหาดเกาะเฟรเซอร์ ไอร์แลนด์ หลังจากรถลงจากเรือแพข้ามฟากแล้ว ไกด์ก็เริ่มขับรถวิ่งผ่านชายหาดไปเรื่อยๆ จากที่ไกด์บอกทำให้รู้ว่าส่วนประกอบกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของพื้นดินบนเกาะเป็นทรายเกือบทั้งหมด

เฟรเซอร์ ไอซ์แลนด์ ถือเป็นเกาะพื้นดินประกอบไปด้วยทรายล้วนๆ ไม่มีดินเหนียว ไม่มีดินร่วน มีแต่เพียงโขดหินริมฝั่งไม่กี่แห่ง ไม่ว่าจะย่ำย่างไปทางไหนสิ่งที่อยู่ใต้เท้าของเราก็คือเม็ดทรายนับล้านๆ จึงทำให้เกาะเฟรเซอร์เป็นเกาะที่เกิดจากทรายที่มีขนาดใหญ่เป็นอันหนึ่งของโลกแบบไร้คู่แข่ง เนื้อที่กว่า 1600 ตารางกิโลเมตร) ถือเป็นเกาะทีมีความกันดารมากแห่งหนึ่งของโลกก็ว่าได้บนเกาะไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไฟที่ใช้ทำรีสอร์ทที่มีอยู่บนเกาะได้จากเครื่องปั่นไฟ ส่วนน้ำจืดที่ใช้ได้มาจากทะเลที่อยู่บนเกาะกว่า 100 แห่ง

นอกจากนั้นแล้วเกาะแห่งนี้ยังมีคุณค่าความสำคัญอย่างพิเศษสุด เมื่อเกาะเฟร์เซอร์ได้รับการยอมรับในระดับโลกและมีการประกาศให้เกาะเฟรเซอร์เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก (World Heritage Site) เมื่อเดือนธันวาคม ปี 1992 ส่วนรัฐควีนส์แลนด์นั้นให้การปกป้องเกาะแห่งนี้มาก่อนแล้ว โดยพื้นที่ราวครึ่งบนของเกาะเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Great Sandy National Park

ภาพถ่ายทางอากาศของ Fraser Island

มีตำนานเล่ากันว่าชาวอะบอริจิ้นกลุ่มบัทชัลลา เป็นชนกลุ่มแรกที่เคยตั้งรกรากอยู่บนเกาะเฟรเซอร์ และเรียกขานเกาะแห่งนี้ว่าคะ การีอันหมายถึงสรวงสวรรค์ ตามความเชื่อของชาวบัทชัลลาคะ การีเป็นชื่อเรียกของดวงวิญญาณที่ช่วยเทพเจ้าบีรัลสร้างโลกจนสำเร็จ เมื่อคะ การี หลงรักโลกเป็นอย่างมากจึงขออนุญาตเทพเจ้าอยู่ต่อบนโลกมนุษย์ เทพเจ้าบีรัลจึงเปลี่ยนคะ การี ให้เป็นเกาะแสนสวย อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ และมีสรรพสัตว์ไว้คอยเป็นเพื่อน นอกจากนี้ก็มีทะเลสาบใสราวกระจกกว่าร้อยแห่งไว้เป็นดวงตาส่องกลับไปยังแดนสวรรค์ที่เธอจากมา

ชาวอะบอริจิ้นบัทชัลลาถูกย้ายออกจากเกาะเฟร์เซอร์เมื่อถึงยุคที่รัฐบาลเริ่มให้สัมปทานทำไม้บนเกาะเมื่อเกือบร้อยห้าสิบปีที่แล้ว เรื่องราวของ คะการี และชาวบัทชัลลาจึงเหลือไว้แต่เพียงตำนาน ปัจจุบันมีการขุดพบหลักฐานทางด้านโบราณคดีจำนวนมาก ที่สะท้อนถึงประเพณีและวัฒนธรรมโบราณของชาวอะบอริจิ้นยุคแรกๆ เกาะเฟร์เซอร์จึงนับเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณที่สำคัญอีกบริเวณหนึ่งของรัฐควีนส์แลนด์ และถือเป็น Landmark ของคาบฝั่งทะเลทางด้านนี้ของรัฐควีนส์แลนด์จนทุกวันนี้

ในอดีตนอกจากไม้ขนาดใหญ่ที่ขึ้นอย่างหนาแน่นบนเกาะแล้ว ต้นไม้ที่เป็นเป้าหมายหลักสำคัญคือต้นซาติเนย์ (Satinay) ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งที่ขึ้นเฉพาะบนเกาะเฟรเซอร์ ซาติเนย์เป็นท่อนซุงราคาสูงเพราะมีความทนทานเป็นพิเศษ ทำให้ป่าไม้บนเกาะถูกตัดทำลายเพื่อนำไปใช้งานในเชิงพาณิชย์มากมาย จนกระทั่งในปี 1991 รัฐบาลจึงมีคำสั่งห้ามตัดไม้ไม้บนเกาะเฟร์เซอร์ จึงทำให้ป่าไม้บนเกาะรอดพ้นการถูกให้สัมปทานในที่สุด

นอกจากนี้แล้วเฟร์เซอร์ยังเคยเผชิญภัยคุกคามสำคัญครั้งหนึ่งในช่วงกลางของทศวรรษ 1970  วิกฤติการณ์ดังกล่าวเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอนุรักษ์กับกลุ่มอุตสาหกรรม โดยฝ่ายหลังต้องการจะเปิดให้บริษัทเอกชนเข้าไปทำเหมืองทรายบนเกาะ โชคดีที่แนวความคิดดังกล่าวถูกคัดค้านอย่างหนัก จนรัฐบาลต้องตัดสินใจยุติโครงการ และให้การคุ้มครองพื้นที่เกาะทั้งเกาะในรูปแบบของการจัดการพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว (Recreation Areas Management – RAM) รวมถึงเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติที่ให้การคุ้มครองพื้นที่ครึ่งบนของเกาะอยู่แล้ว เกาะเฟรเซอร์จึงอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ และให้ผมได้มีโอกาสได้มาฝากรอยเท้าเอาไว้นั้นเอง

ไกด์ขับพาเรามาหยุดตรงซากเรือขนาดใหญ่ริมหาดเซเว่นตี้ไฟว์ไมล์ หาดที่ยาวสมชื่อทางด้านตะวันออกของเกาะเฟรเซอร์ ซากเรือที่พวกเราเห็นกันอยู่ตรงหน้าบัดนี้เหลือเพียงเศษโครงที่รอวันผุพังทลาย พวกเราได้แต่สงสัยว่ามันมีความสำคัญยังไง ไกด์คงเห็นว่าเราต่างพากันทำหน้าสงสัยเลยออกปากชวนพวกเราทั้งหมดลงจากรถไปดูเจ้าซากเรือที่ว่าใกล้ๆ เมื่อพวกเราลงมาจากรถแล้วไกด์จึงเริ่มบอกเล่าถึงเรื่องราวให้พวกเราได้รับรู้กันว่า เจ้าซากเรือขนาดใหญ่ที่ว่ามีชื่อว่ามาฮีโนซึ่งเป็นเรือบรรทุกสินค้าข้ามทะเลทัสมันที่มีชื่อเสียงในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เรือลำที่ว่านี้ยังเคยถูกนำมาทำเป็นเรือพยาบาลระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งด้วย จนเมื่อถูกปลดประจำการเรือมาฮีโนได้ถูกกำหนดให้ลากไปยังอู่ที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อถอดชิ้นส่วนเป็นเศษเหล็ก แต่ระหว่างเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น เรือมาฮีโนกลับถูกพายุไซโคลนซัดจนอัปปางลงใกล้เกาะเฟร์เซอร์ในปีค..1935 ทำให้รอดพ้นจากการถูกถอดชิ้นส่วน และมาจอดยืนตระหง่านท่ามกลางลมทะเล และคลื่นที่ซัดเข้าหาตราบจนทุกวันนี้ (ต่อตอน 2)

เรือมาฮีโนเกยตื้นบนเส้นทาง Fraser Island

 

รูปภาพประกอบ
http://www.herveybay-backpackers.com.au/images/whale_jump.jpg
http://www.davidwallphoto.com/images/%7B6B7F8B0A-81DD-44EE-97E6-15C8877E4EEB%7D.jpg

http://joeandnancy.blogspot.com/2007/11/2007-1122-west-coast-of-fraser-island.html

ข้อมูล (เพิ่มเติมเฉพาะ Fraser Island)
http://www.sciencesriyapai.th.gs/web-s/asu/frame9.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Fraser_Island

คอมเมนท์ที่นี่ »

คอมเมนท์ได้ที่นี่

คอมเมนท์ที่นี่