google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

Reign Over Me: สารพันวิธีลืม (พวก) เธอ

เมื่อ 5th ธันวาคม 2008 โดย chubby33@sanook.com ใน Movie In Memory

 

 

 

 

 

 

คิดว่าหลายๆ คนคงเคยประสบหรือเผชิญกับประสบการณ์บางอย่างที่อาจจะหนักหนาสาหัสและพยายาม ที่จะลืมมันไปจากความทรงจำ เพราะยิ่งจำมันทำให้เรายิ่งรู้สึกเจ็บปวดและทุกข์ทรมาน แต่จะมีใครบางที่สามารถลืมเลือนเหตุการณ์นั้น นอกเสียจากว่าคนๆ นั้นจะตัดขาดจากสิ่งที่คุ้นเคย ปิดกั้นที่จะรับรู้หรือรับฟังความเห็นใจจากคนรอบข้าง แต่นั้นคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องราวที่ว่าหรือเปล่า

หากใครลองได้หยิบหนัง Reign Over Me (เพื่อเพื่อน ด้วยหัวใจ) จากแผงในร้านเช่าวีซีดีหรือร้านขายดีวีดี คุณอาจจะได้รับรู้เรื่องราวของชายนายหนึ่ง นายชาร์ลี ฟรายแมน (อีกหนึ่งบทบาทดราม่าของนักแสดงตลก อดัม แซนด์เลอร์) หมอทันตฯ ผู้สูญเสียเมียและลูกรวม 4 ชีวิตจากเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน จนทำให้เขาปิดกั้นผู้คนที่เขารู้จักและสนิทสนมด้วย เผื่อที่จะได้ไม่ต้องรับรู้เรื่องราวในอดีตที่ตามหลอกหลอนเขาตลอดหลังเหตุการณ์ดังกล่าว

วันหนึ่งโชคชะตาทำให้เขาได้พบกับเพื่อนเก่าสมัยเรียนขณะอยู่บนท้องถนนในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ค อลัน จอห์นสัน (รับบทโดย ดอน เชียเดิล) ทันตแพทย์ฝีมือดี ผู้มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงานหรือชีวิตครอบครัว แต่ลึกๆ เขากำลังมีปัญหาในใจเล็กๆ ไม่ต่างกัน รอยยิ้ม เสียงหัวเราะและมิตรภาพเก่าๆหวนคืนกลับมาอีกครั้ง และมันก็อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยลบความโศกเศร้าที่มีอยู่เต็มหัวใจของคนทั้งคู่ให้มลายจางหายไปได้

วิธีลืม (พวก) เธอที่ไม่ธรรมดา

Reign Over Me เป็นผลงานกำกับล่าสุดของผู้กำกับ-นักแสดง ไมค์ บินเดอร์ (The Upside of Anger) ที่นำเสนอผลกระทบหลังจากเหตุการณ์ 11 กันยา ผ่านตัวละครอย่างชาร์ลี ฟรายแมน จากมุมมองของ อลัน จอห์นสัน หนังนำเสนอโดยการเปิดเรื่องราวของอลันก่อนที่จะนำเข้าสู่เรื่องราวของอลันในเวลาต่อมา ในตอนแรกนั้นชาร์ลีไม่สามารถจดจำได้ว่าอลันคือใคร เราจึงได้เห็นอาการอีหลักอีเหลื่อระหว่างชาร์ลีและอลัน หลังจากนั้นอลันมักจะชวนชาร์ลีออกไปเทียวเป็นเพื่อนด้วยเสมอๆ อาจจะมีบางในบางครั้งที่ชาร์ลีโกรธจะตะคอกใส่อลัน ยามที่อลันกล่าวถึงภรรยาและลูกของเขา หรือพูดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอาการทางจิต (หนังแสดงให้เห็นว่าชาร์ลีมีอาการของคนที่ปิดกั้นตัวเองออกจากสังคม และไม่สุงสิงกับใครนอกจากเจ้าของอพาร์ทเมนต์และนักบัญชีประจำครอบครัว) แต่ในวันรุ่งขึ้นชาร์ลีก็จะเป็นคนไปหาอลันทุกครั้ง

ในขณะเดียวกันอลันเองก็มีปัญหาลึกๆ ภายในครอบครัวระหว่างเขาและภรรยา เจนิน (เจด้า พินเกต สมิทธ จาก Demon Knight, Set It Off, The Matrix 2-3 และ Collateral) ที่เขารู้สึกวาเจนินมักจะบังคับหรือสั่งให้เขาทำโน้นทำนี้อยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกับ เขาก็มีปัญหากับคนไข้ประจำอย่างดอนน่า รีมาร์ (โดย แซฟรอน บิวโรว์ จาก The Deep Blue Sea และ Troy) ที่ขู่จะฟ้องเขาฐานล่วงละเมิดทางเพศ เพียงเพราะเขาไม่ยอมให้เธอเป่าปี่ให้ จนทำให้อลันต้องแอบหลบไปพบกับจิตแพทย์สาวแองเจิลล่า (โดยสุดสวย ลิฟ ไทเลอร์ จาก The Lord of The Ring 1-3, Armageddon และเร็วๆ นี้ใน The Incredible Hulk) โดยกุเรื่องว่ามาปรึกษาปัญหาให้เพื่อนทุกครั้ง

หลังจากที่ชาร์ลีได้รับรู้ความทุกข์ของชาร์ลี เขาคิดว่าชาร์ลีควรจะหาหาใครสักคนที่เขาสามารถปรึกษาได้ ดังนั้นอลันจึงพยายามแนะนำชาร์ลีให้พบกับจิตแพทย์ ในตอนแรกชาร์ลียืนกรานที่จะไม่ไปพบกับจิตแพทย์ แต่สุดท้ายชาร์ลีก็ยอมทำตามที่อลันบอก โดยอลันเป็นคนพาชาร์ลีไปพบกับแองเจิลล่า (ทำให้เขารู้ว่า ดอนน่า เป็นคนไข้ของเธอ) แต่การรักษาก็ไม่ได้มีความคืบหน้า จนแองเจิลล่าแนะนำให้ชาร์ลีควรจะระบายความในใจของเขาให้ใครสักคนได้รับรู้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นเธอหรือใครก็ตาม ซึ่งชาร์ลีเลือกที่จะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้กับอลันได้รับรู้

ในคืนนั้นเองชาร์ลีก็คิดถึงแต่ภรรยาและลูกเมียที่จากไป ทำให้เขารู้สึกทนต่อไปอีกไม่ไหว จึงลุกขึ้นไปหยิบปืนที่เก็บไว้มาเพื่อที่จะยิงตัวตาย แต่เขาหาลูกปืนไม่พบ จึงออกไปนอกบ้าน และหาเรื่องกับแทกซี่ เพื่อต้องการให้ตำรวจยิงเขาในขณะที่เขาพยายามจะยิงตำรวจ (ด้วยปืนที่ไม่มีลูก) ในที่สุดชาร์ลีก็ถูกตำรวจจับกุมแทน ทำให้เขาต้องรับการประเมินผลทางจิตและถูกส่งฟ้องศาล โดยมีพ่อและแม่ของภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้วเห็นดีด้วย เนื่องจากทั้งคู่พยายามมาหาชาร์ลี แต่เขาหลบหน้าตลอดเวลา ในตอนจบหลังจากที่พ่อและแม่ภรรยาได้เข้าใจความรู้สึกลึกๆ ของชาร์ลีแล้ว ทั้งคู่ก็ตกลงกันว่าจะไปยกฟ้องชาร์ลี ส่วนชาร์ลีย้ายออกจากอพาร์ทเมนต์ไปอยู่ที่ใหม่

ส่วนอลันเองหลังจากเรื่องของชาร์ลีเรียบร้อย เขาก็ตัดสินใจกลับไปคืนดีกับภรรยา และดำเนินชีวิตทำแบบที่ตัวเองต้องการในท้ายที่สุด

สังคมที่เปลี่ยนแปลงหลัง 9/11

อย่างที่ทราบกันว่าหลังจากเหตุการณ์วินาศกรรมสะเทือนขวัญระดับโลกในวันที่ 11 กันยา 2001 ทั่วโลกก็ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แต่ทีส่งผลกระทบรุนแรงก็คงไม่พ้นชาติอเมริกา ความหวาดระแวง ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในรัฐบาล เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวมในประเทศอเมริกา รวมถึงปัญหาทางด้านเชื้อชาติ โดยเฉพาะชนชาวมุสลิมที่อาศัยในประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพทางชนชาติอย่างอเมริกา

ในส่วนของวงการภาพยนตร์ได้มีการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แต่ที่เด่นๆ ก็คงหนีไม่พ้นหนังออสการ์ปีล่าสุดอย่าง Crash ที่นำเสนอเรื่องราวปัญหาทางเชื่อชาติอย่างชัดเจน ตามติดด้วย Bable, Fahrenheit 9/11 (สารคดีสมคบคิดแฉพฤติกรรมลับลมคมนัยของรัฐบาลและประธานาธิบดีสหรัฐคน ปัจจุบัน), United 93 และ World Trade Center (ในความเป็นจริงเคยมีหนังที่นำเสนอเรื่องราวปัญหาทางด้านเชื้อชาติอีกเรื่อง ที่เด่นและน่าสนใจ แต่สร้างก่อนเหตุการณ์ 9/11 หลายปี ก็คือ The Siege ของผู้กำกับ เอ็ดเวิด ชวิค เจ้าของงานกำกับเจ๋งๆ อย่าง Blood Diamond, The Last Samurai, Legends of The Fall และ Glory)

แม้ว่า Reign Over Me จะเลือกนำเสนอเรื่องราวของคนธรรมดาอย่างชาร์ลีควบคู่ไปกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับบุคคลรอบๆ ข้างตัวเขา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความไม่เข้าใจกันอลันและเจนิน ที่ต่างก็ไม่ยอมเปิดใจให้ต่างฝ่ายรู้ว่าคิดยังไง เปรียบได้กับผู้คนในสังคมที่นับวันเริ่มไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ไม่ยอมพูดจา ไม่หันหน้าเข้าหากัน

พฤติกรรมของดอนน่าที่อยากมีเซ็กส์กับอลัน หลังจากหย่าร้างไม่นานหลังจากพบว่าสามีที่แต่งงานกับมาร่วม 10 ปี จะมีเมียน้อยอีกคน ดอนน่ารับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจากการที่เธอเห็นสามีเดินจู้จี้กับหญิงอื่น ทำให้เธอตัดสินใจสะกดรอยตามไป จนไปถึงบ้านหลังที่ 2 ของสามี หลังจากสอบถามเพื่อนบ้านละแวกนั้นทำให้เธอรับรู้สิ่งที่เธอไม่อาจรับได้ ก็คือ ทั่งคู่อยู่กินกันมาร่วม 5 ปี

สำหรับชาร์ลีหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาตัดสินใจตัดขาดตัวเองออกจากชีวิตที่เคยเป็นมา ดำเนินชีวิตในรูปแบบที่ไม่รับรู้ว่าตนเองเคยมีครอบครัวที่มีความสุขมากแค่ไหน จมปลักอยู่กับตัวเอง นั่งเล่นเกม ทำห้องครัวใหม่ทุกๆ 3 เดือน (ไปหาเหตุผลในหนังนะครับ) การที่ชาร์ลีเลือกที่จะสนิทสนมกับอลัน เพราะเขาอยากมีใครสักคนที่ไม่รู้เรื่องราวเบื้องหลังก่อนเหตุการณ์ 11 กันยา หรือรู้จักครอบครัวของเขาน้อยทีสุด เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องนึกถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับครอบครัวตัวเอง ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาร์ลีเลือกที่จะไม่พบหน้ากับพ่อตาและแม่ยายของตน เพราะทั้งคู่พยายามพูดแต่ลูกสาวและหลานๆ ที่จากไป นั้นแต่จะรั้งทำให้ชาร์ลีรู้สึกเจ็บปวดและทุกข์ระทมในจิตใจ แม้ว่าในตอนสุดท้ายที่ชาร์ลีตัดสินใจบอกความรู้สึกลึกๆ กับพวกเขา ว่าเหตุที่เขาไม่อยากจดจำภรรยาและลูกๆ ที่จากไป เพราะว่าทุกวันที่เขาเดินอยู่บนท้องถนน เขาเห็นแต่หน้าภรรยาและลูกๆ ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ภาพของพวกเขาก็แจ่มชัดกว่ารูปที่ทั้งคู่พกในกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้กระทั่งสุนัขที่ครอบครัวเขาเลี้ยงไว้ ชาร์ลีก็ยังเห็นสุนัขพันธ์เยอรมันเชพเพิร์ดเป็นหน้าสุนัขพุดเดิ้ลที่เมียและลูกสาวนำขึ้นเครื่องไปด้วยนั้น (ตรงนี้อาจจะรู้สึกขำนะครับ แต่ถ้าดูในหนังแล้วจะรู้สึกได้เลยว่า มันคงเศร้าแค่ไหน)

ไมค์เลือกที่จะนำเสนอเรื่องราวต่างๆ แบบในหนังด้วยวิธีการที่เรียบง่าย และไม่ฟูมฟาย บางครั้งไมค์ก็ปล่อยให้ภาพที่เห็นในจออ้อยอิ่งไปเรื่อยๆ บางครั้งก็ตัดต่อฉับไว แต่ทุกครั้งจะต้องมีการปล่อยภาพไว้เฉยๆ แตกต่างจากหนังเรื่องก่อนของเขาที่ผมได้ดูก็คือ The Upside of Anger แต่สิ่งที่เห็นบ่อยในหนังของไมค์ก็คือ การปล่อยภาพแบบลองช๊อตทุกครั้งที่มีโอกาส นอกจากนี้ ไมค์เลือกที่จะถ่ายภาพนิวยอร์คด้วยมุมของสายตามนุษย์ แตกต่างจากหนังเรื่องอื่นๆ ที่มักมีภาพมหานครนิวยอร์คในมุมสูงเสมอๆ ทำให้ภาพของเมืองนิวยอร์คใน Reign Over Me ดูเงียบเหงาและอ้างว้าง

หลังเหตุการณ์ 9/11 หลายๆ คนเลือกที่จะลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเดินหน้าต่อไป แต่มีอีกหลายคนเลือกที่จะจดจำ และนำมันมาเป็นบทเรียนในการดำรงชีวิตของตนเอง แต่ก็ยังมีกลุ่มคนบางคนเลือกที่จะแก้แค้น เพียงเพราะคำว่าผลประโยชน์และการรักษาหน้าของตนเองไว้เท่านั้น โดยไม่เคยคิดสำรวจตนเองว่าในอดีตนั้น เคยทำอะไรไว้บ้าง เข้าทำนองว่า ไม่รู้จักจำได้หรือเปล่าเอ่ย?

 

 

 

 

รูปภาพประกอบ

http://img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/63/30/39/18754412.jpg

ข้อมูล

http://www.thai2551.com/product/detail.php?pid=2119

คอมเมนท์ที่นี่ »

คอมเมนท์ได้ที่นี่

คอมเมนท์ที่นี่