ความสุขของกะทิ (The Happiness of Kati)

ความสุขคือสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ คนชราหรือว่าหนุ่มสาว ทุกคนต่างมุ่งแสวงหาความสุขที่แตกต่างกัน ตามสติปัญญา ประสบการณ์และวัยวุฒิของแต่ละบุคคล ความสุขที่คนเราทุกคนต้องการขึ้นอยู่กับระดับพื้นฐานอันได้แก่ ความพอใจ แต่ความพอใจที่ว่า มักจะมาพร้อมกับพิษภัยและสิ่งยั่วยุหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับระดับสติปัญญาของแต่ละคน ผู้ใหญ่ หนุ่มสาว หรือแม้แต่วัยชรา อาจจะหาความสุขด้วยการจับจ่าย ซื้อเสื้อผ้าราคาแพงๆ หรือว่าทานอาหารในร้านหรูๆ หรือการดื่มเครื่องสุรา สังสรรค์กับเพื่อนฝูง โดยลืมคิดไปว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความสุขเพียงชั่วคราว ไม่จีรังยั่งยืน ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงๆ แต่เป็นการเพิ่มกิเลส เพิ่มความทุกข์ให้กับตัวเองและคนรอบข้างมากกว่า แล้วความสุขของเด็กๆ ละ เป็นยังไง
ลองมานึกดูเด็กนั้นมองโลกในแง่ดี บอกทุกอย่างเป็นเรื่องสวยงาม ไม่ต้องมีความรับผิดชอบ ไม่ต้องคร่ำเครียดหาเงินมาใช้จ่าย ความสุขแบบเด็กๆ อาจจะแค่การได้วิ่งเล่น การได้พบเจอเพื่อนๆ ในตอนเปิดเรียน หรือการได้ไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว เหล่านี้ย่อมแตกต่างจากความสุขที่ผู้ใหญ่แสวงหาอย่างแน่นอน แต่กับเด็กวัย 9 ขวบที่พบว่าแม่ตนเองกำลังจะตายละ จะหาความสุขได้ไหม?
จากนิยายรางวัลซีไรท์ ประจำปี พ.ศ. 2549 ผลงานประพันธ์ของคุณงามพรรณ เวชชาชีวะ ด้วยยอดจำหน่ายกว่าสองแสนเล่ม (ปัจจุบันผู้เขียนได้ตีพิมพ์หนังสือภาคต่อของ ความสุขของกะทิ ชื่อว่า “ความสุขของกะทิ ตอน ตามหาพระจันทร์”) ได้รับการแปลและจำหน่ายใน 9 ประเทศ (อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี เยอรมนี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อิตาลี สเปน และฝรั่งเศส) สู่ภาพยนตร์บนแผ่นฟิล์ม ผลงานกำกับของ เจนไวย์ ทองดีนอก โดยการเขียนบทภาพยนตร์โดยเจ้าของบทประพันธ์ คุณงามพรรณ นั้นเอง ประกอบกับตัวอย่างที่เห็นจากโรงภาพยนตร์ ทำให้ผมตั้งใจไว้ว่า จะต้องดูภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ได้ และแล้วก็สมหวังกับการรอคอยซะที
No One Ever Spoke About Mum
ความสุขของกะทิเป็นเรื่องราวของกะทิ (ด.ญ.ภัสสร คงมีสุข) เด็กหญิงวัย 9 ขวบที่กำลังจะต้องสูญเสียแม่ที่ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง () แม่รู้ตัวว่าไม่สามารถเลี้ยงดูกะทิได้ จึงฝากกะทิให้ตากับยาย กะทิจึงเติบโตมาด้วยความรักของตาและยาย มีชีวิตอย่างสุขสบายในบ้านหลังน้อยริมคลองอันแสนอบอุ่น
แม้จะขาดความรักจากแม่ แต่กะทิก็มีครอบครัวและญาติๆ คนดูและและเอาใจใส่ด้วยความรัก ความห่วงใยจากใจจริง เธอมีคุณตาที่เคยเป็นทนาย (น้าสะอาด เปี่ยมพงษ์สานต์) สามารถเรียกเสียงหัวเราะจากกะทิและครอบครัวได้อยู่เสมอๆ คุณยาย (น้าจารุวรรณ ปัญโญภาส) ของกะทิแม้จะเป็นคนที่เคร่งครัดและหัวโบราณ แต่คุณยายก็สอนกะทิในเรื่องต่างๆ นาๆ
นอกจากนี้กะทิยังมีพี่ทอง (ด.ช. นิธิศ โคว้สกุล) ซึ่งเป็นคนที่เข้าอกเข้าใจกะทิเป็นอย่างดี ทั้งเป็นคนที่เคยช่วยชีวิตกะทิไว้ตอนกะทิเป็นเด็ก ลุงตอง (ไมเคิล เชาวนาศัย) น้าฏา (เข็มอัปสร สิริสุขะ) และน้ากันต์ (กฤษดา สุโกศล) ซึ่งเป็นคนที่ห่วงใยกะทิ คอยหาสิ่งดีๆให้กะทิอยู่เสมอๆ รวมถึงยังเป็นคนที่พูดปลอบใจกะทิในยามที่กะทิเศร้าโศกเสียใจ และที่ขาดไม่ได้ก็คือ แม่ของกะทิ (รัชนก แสงชูโต) ที่ถึงแม้จะจากไปก่อนวัยอันควรแต่ก็จัดสิ่งต่างๆไว้ให้กะทิอย่างดิบดีด้วยความรักจากใจของผู้เป็นแม่
Past Likes Shadow, Sometime Leads Us to the Future
อาจจะเพราะได้คุณงามพรรณมารับหน้าที่ในการเขียนบทภาพยนตร์เรื่องความสุขของกะทิ จึงทำให้ภาพยนตร์และบทประพันธ์มีกลยุทธในการดำเนินเรื่องคล้ายๆ กัน นั้นก็คือ การค่อยๆ เผยปมทีละน้อยๆ ร่วมถึงการสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชม ที่เป็นเสมือนผู้แอบเฝ้าดูเรื่องราวของกะทิ (สังเกตได้จากการเคลื่อนกล้องและมุมกล้องที่ถ่ายทอดออกมา)
แต่อย่างไรก็ตามกลวิธีการนำเสนอในรูปแบบนี้ อาจจะเป็นตัวทำลายภาพยนตร์ได้เช่นกัน เพราะการนำเสนอดังกล่าวย่อมส่งผลให้ตัวภาพยนตร์มีการดำเนินเรื่องที่เนิบนาบ และอาจจะไม่เหมาะสำหรับผู้ชมที่ไม่คุ้นกับอารมณ์และการนำเสนอแบบนี้ (คล้าย Once ที่มีช่วงให้รู้สึกหาวได้เหมือนกัน) ยิ่งมาเจอกับงานถ่ายภาพที่มีการแช่กล้องทิ้งในช่วงต่อซีนในบางครั้ง ก็ยิ่งทำให้ผู้ชมที่ไม่คุ้นเคยออกอาการง่วงได้เช่นกัน
ถึงกระนั้นก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสุขของกะทิ ทำให้เราได้เห็นมุมมองบางอย่างที่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของเรา ในยุคที่เศรษฐกิจซบเซา มองไปทางไหนก็มีแต่ปัญหาและอุปสรรครออยู่ จริงอยู่กะทิอาจจะเป็นเพียงเด็กวัยเพียง 9 ขวบที่ผ่านประสบการณ์ชิวิตมาเพียงเล็กน้อย แต่สิ่งที่กะทิรับรู้และสัมผัสก็คือ ในความสุขมักจะมีความเศร้าแอบแฝงปนอยู่ ไม่เว้นแม้ในวิถีชีวิตที่สุขสงบนี้ กะทิจึงต้องเผชิญหน้ากับการสูญเสียแม่ไปในที่สุด ในทางกลับกันในความเศร้านั้นก็มีความสุขแอบแฝงเช่นเดียวกัน และด้วยความรักจากทุกคนรอบๆ กาย กะทิจึงไม่คิดโหยหาความรักจากพ่อที่อยู่ไกลโพ้นต่างแดน หากแต่กะทิเลือกจะอยู่ในอ้อมกอดของตากับยาย และผ่านชีวิตอันควรจะทุกข์นั้นด้วยใจที่เข้มแข็งต่อไป เพราะกะทิรู้ตัวดีว่า ความสุขที่กะทิต้องการนั้นคืออะไร
งานถ่ายภาพสามารถตอบโจทย์ของบทประพันธ์และช่วยเสริมสร้างอารมณ์ให้กับหนังได้อย่างเต็มที่ บ้านริมคลองที่อาจจะทำให้หลายคนอยากมีบ้านในฝันแบบนี้ บรรยากาศอันรื่นรมย์ชวนให้นึกถึงบ้านในสวนของตากับยาย (ของผมเอง) ฉากทุ่งข้าวเขียวขจี ฉากริมทะเลที่สวยงามสดใส และฉากบ้านในกรุงเทพและสวนสาธารณะที่ดูงดงาม เหล่านี้เสริมให้เรื่องราวดูมีอะไรมากกว่าแค่ภาพเคลื่อนไหว คล้ายๆ กับต้องการบอกกับเราว่า ไม่ว่าจะที่ไหนหรืออย่างไร ความสุขที่แท้จริงของคนเรา บางครั้งอยู่รอบๆ ตัวเรา หากเพียงเราจะลองมองทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายดาย ก็เท่านั้น
เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับโรค ALS
(http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=1846)
’
รูปภาพประกอบ
http://www.nangdee.com/title/mt_poster.php?movie_id=1493
ข้อมูล
http://www.dhammajak.net/book/sukha/sukha.php
http://th.wikipedia.org/wiki/ความสุขของกะทิ
http://movie.sanook.com/movie/movie_14940.php
