The Curious Case of Benjamin Button

ใครหลายคนที่ชอบดูหนัง คงไม่มีใครไม่รู้จักผู้กำกับที่มีผลงานกำกับหนังมาเพียงไม่กี่เรื่องแต่กลับมากฝีมือและสไตล์อย่างเดวิด ฟินเซอร์ (Aliens 3, Se7en, The Game, Fight Club, Panic Room และ Zodiac) ผู้กำกับหนังที่ผลงานส่วนใหญ่จะเป็นในแนวระทึกขวัญซะเป็นส่วนใหญ่ ใครเลยจะคาดคิดว่าผู้กำกับผู้มาทางสายกำกับมิวสิควีดีโอที่เน้นงานทางด้านภาพอันโดดเด่น และการนำเสนอที่เน้นเทคนิค จะมาไกลถึงขั้นเป็น 1 ใน 5 ผู้กำกับแห่งโลกเซลลูลอยด์ที่ได้เข้าชิงออสการ์จากงานกำกับเรื่องล่าสุดอย่าง The Curious Case of Benjamin Button
ย้อนหลังไปในปี 1992 ในตอนที่เดวิดเริ่มต้นทำงานกับผู้อำนวยการสร้างซีน ชาฟฟิน บทร่างต้นๆ ของหนังเรื่องนี้ได้ถูกนำมาวางอยู่บนโต๊ะทำงานของเดวิด หลังจากนั้นความคิดที่เขาอยากจะเป็นผู้กำกับหนังเรืองนี้ก็วนเวียนอยู่ในใจของเขาเสมอมา แม้ว่าเดวิดจะมีหนังเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่องในมือก็ตาม แต่โครงการก็ยังไม่คืบหน้าไปไหน จนกระทั่งสองผู้อำนวยการสร้างแคทเธอรีน เคนเนดี้ และ แฟรงค์ มาร์แชล (Jurassic Park Part 1-3 และหนังชุด Indiana Jones) ได้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งสองรวมถึงเดวิดให้อิริค ร็อธ (ออสการ์บทดัดแปลงยอดเยี่ยมจาก Forrest Gump และเข้าชิงอีกสองครั้งจาก Insider, Munich และล่าสุดกับ The Curious Case of Benjamin Button) มาจัดการกับบทร่างสุดท้ายร่วมกับโรบิน สไวรอด (Practical Magic, The Memoirs of Geisha และ The Jane Austin Book Club) โดยการร่วมทุนระหว่างวอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์สและพาราเม้าต์ พิกเจอร์ส
อัศจรรย์คนโลกไม่เคยรู้
วันที่ 23 สิงหาคม 2005 ช่วงเวลาสั้นก่อนพายุเฮอร์ริเคนแคทรินาจะขึ้นฝั่งและพัดถล่มรัฐนิวออร์ลีนส์ เดซี (เคต บลันเชตต์จาก Elizabeth, Aviator, Note of Scandal และ Indiana Jones 4) วัย 80 เศษๆ นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล โดยมี แคโรไลน์ (จูเลีย ออร์มอนด์จาก Sabrina, First Knight และ Legend of The Fall) ลูกสาวเพียงคนเดียวคอยอยู่เคียงข้าง เดซีขอให้แคโรไลน์ช่วยหยิบบันทึกส่วนตัวเล่มหนึ่งจากกระเป่าและอ่านมันให้เธอฟัง
บันทึกเล่มนั้นบอกเล่าถึงชีวิตอันแปลกพิสดารของเบนจามิน บัตตัน (แบรด พิตต์จาก Se7ven, Fight Club, Troy และหนังชุด Ocean) ผู้ซึ่งเขียนบรรยายว่าตัวเอง “ถือกำเนิดผิดปกติ” แม่ของเบนจามินคลอดเขาออกมาในวันเฉลิมฉลองสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปี 1918 ตอนเกิดนั้นเบนจามินมีอายุถอยย้อนกลับ เขามีร่างกายเสมือนคนชรา และป่วยเป็นโรคชราหลายต่อหลายโรค จนมีโอกาสเพียงน้อยนิดที่จะรอดชีวิต
ก่อนแม่ของเบนจามินจะเสียชีวิตหลังคลอดเขาได้ไม่นาน เธอขอร้องให้โธมัสสามี (เจสัน เฟลมมิง) ให้ดูแลเบนจามินเป็นอย่างดี แต่ด้วยความที่โธมัสไม่อาจทนรับความผิดปกติของเบนจามินได้ เขาจึงเอาเบนจามินไปทิ้งไว้ที่หน้าบ้านพักคนชรา ควินนี่ (ทาราจิ พี เฮนสัน) นางพยาบาลผิวสีผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี เธอรับเลี้ยงเขาในฐานะลูกที่เธอใฝ่ฝันมาตลอดชีวิต ณ ที่แห่งนี้เบนจามินได้รับบทเรียนชีวิตมากมายผ่านทางคนชราเหล่านี้ เหมือนเด็ก (ฟองน้ำ) ซึมซับความรู้แปลกใหม่อยู่
เบนจามิน (แบรด พิตต์กับเทคนิคซีจี) พบกับเดซี (แอลล์ แฟนนิ่ง) เป็นครั้งแรกในครั้งที่เธอมาเยี่ยมคุณยายที่พักอาศัยอยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่ง แม้ว่าต่อมาทั้งคู่จะแยกจากกันไปนานหลายปี แต่เดซีกับเบนจามินยังคงติดต่อกันมาตลอด เบนจามินออกจากบ้านพักคนชรา และทำงานเป็นกะลาสีบนเรือของกัปตันไมค์ (จาเรด แฮร์ริส) ผู้สอนเบนจามินให้เข้าใจชีวิตในโลกอันแท้จริงภายนอกบ้านพักคนชรา
เดซี่พยายามจะเป็นนักเต้นบัลเล่ต์ ในขณะที่เบนจามินมีความรักซ่อนเร้นกับเอลิซาเบธ(ทิลด้า สวินตันจาก Narnia, Michael Clayton, Burn After Reading และ Constantine), ภรรยาของสายลับอังกฤษในรัสเซีย และต้องเข้ารับราชการประจำกองทัพเรือในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามยุติเดซี่และเบนจามินก็ได้มีโอกาสกลับมาพบกันอีก จากมิตรภาพแปรเปลี่ยนกลายเป็นความรัก ความเข้าใจ และ ลงเอยด้วยการแต่งงาน แต่ทั้งคู่ก็ต้องพลัดพรากันอย่างไม่มีวันหวนกลับ เมื่อเบนจามินอายุน้อยลงในขณะที่เดซี่มีอายุที่มากขึ้นและร่วงโรยไปตามกาลเวลา
แม่น้ำไม่ไหลย้อนกลับ
เดวิดฟินเชอร์เริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมดโดยการให้เดซี่ระลึกถึงเรื่องราวของช่างทำนาฬิกา (เอเลียส โคเทียส์) ซึ่งทำนาฬิกาให้กับสถานีรถไฟนิวออร์ลีนส์ โดยจงใจตั้งเวลาให้เดินถอยหลัง โดยหวังว่าจะเกิดปาฏิหาริย์และทำให้เขาได้ลูกชายที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกลับคืนมา (เดวิดเสริมฉากทีว่าด้วยการฉายฟิลม์ย้อนกลับ) เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราไม่อาจจะให้เวลาไหลย้อนกลับได้ และมนุษย์เราควรทำใจยอมรับสิ่งที่ได้เกิดขึ้น และเดินหน้าต่อสู้ต่อไป
เดวิดยังเน้นย้ำจุดนี้อีกครั้งในตอนที่เดซี่ประสบอุบัติเหตุ จนทำให้เธอไม่สามารถเต้นบัลเลต์ได้อีกเหมือนเดิม โดยการทำฉากดังกล่าวในลักษณะ ถ้าเพียงว่า…. (แน่นอน การใช้เทคนิคฉายฟิลม์ย้อน) เพื่อเน้นย้ำในส่วนตรงนี้ให้ชัดเจนมากขึ้น เหมือนกับที่เขาได้ทำไปในตอนต้นเรื่องก่อนการปูเข้าสู่ชีวิตของเบนจามิน รวมถึงไดอะล็อกจากคำพูดของนางพยาบาล ที่เตือนสติแคโรไลน์ให้อยู่กับเดซีก่อนที่เธอจะจากโลกนี้ไปได้ทุกเมื่อ
กว่า 166 นาที ไม่รู้สึกว่าหนังยืดยาวหรือว่าอืดอาดแม้แต่น้อย บทหนังเน้นย้ำภาพการเกิด การแก่ ความเจ็บปวดและความตาย คล้ายกับต้องการบอกแก่คนดูว่า เรื่องเหล่านี้คือวัฎจักรสงสารที่เกิดมาคู่กับมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม เมื่อสิ่งหนึ่งเกิด สิ่งที่อยู่ก็ต้องดับสลายไปตามกาลเวลา เหลือเพียงความทรงจำที่ทิ้งใว้ให้คนได้ระลึกถึง คล้ายบันทึกของเบนจามินที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตให้กับลูกสาวเพียงคนเดียว ซึ่งไม่เคยรับรู้ว่าเบนจามินคือพ่อที่แท้จริงของตน ได้ตระหนักถึงความรัก การเสียสละและความหวังดีที่เขามีให้ หรือแม้แต่นาฬิกาโบราณในสถานีรถไฟนิวออร์ลีนส์ ที่ถูกแทนที่ด้วยนาฬิกาสมัยใหม่อย่างดิจิตอล ก็หาได้หมดคุณค่าของมันแค่เป็นวัตถุโบราณในโรงเก็บของ เพราะมันก็ยังคงทำหน้าที่ของมัน ด้วยการเดินบอกเวลา แม้ยามที่พายุเฮอริเคนแคทรีนาพัดเข้ากระหน่ำรัฐนิวออร์ลีนส์ก็ตามที
การได้มีชีวิตอยู่เป็นสุขให้มากที่สุดในปัจจุบันนั้นมีคุณค่ามากกว่าสิ่งอื่นใด เหมือนกับที่กัปตันไมค์พูดกับเบนจามินก่อนเสียชีวิตว่า
“เมื่อเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น ไม่ว่าเราจะสบถด่า เราจะกล่าวโทษอะไรต่อมิอะไรก็ตาม สุดท้ายเราก็คงได้แต่ปล่อยให้มันผ่านไป”
รูปภาพประกอบ
http://www.firstshowing.net/img/benjamin-button-booknew.jpg
ข้อมูล
http://www.siamzone.com/movie/m/5339
http://www.pichate1964.com/mv/benjamindaisy.html
