Star Trek (2009)

จากซีรีส์อวากาศทางทีวีสุดฮิตที่เริ่มแรกในปี 1966 มาสู่จอภาพยนตร์ในปี 1979 ในชื่อตอน Star Trek: The Motion Picture ที่ไม่ได้ทำเงินเป็นกอบเป็นกำให้กับพาราเมาต์เจ้าของสักเท่าไหร่ จนกระทั่งเกือบจะเลิกล้มไป กระทั่งทีมงานขอสู้อีกเฮือกโดนการปล่อยภาคต่อออกมาในอีก 4 ปีต่อมา ในตอนที่ชื่อว่า Star Trek: The Wrath of Khan ที่ประสบความสำเร็จมากกว่าภาคแรก ทำให้มีการปล่อยภาคต่อออกมาในอีก 2 ปีถัดมา (โดยการฉายซีรีส์ควบคู่ไปด้วย ซึ่งมีถึง 6 ชุด) จนมาถึงภาคล่าสุดในปี 2002 ในตอนที่ชื่อ Star Trek: Nemesis ที่เป็นการปิดฉากที่ไม่สวยงามสักเท่าไหร่สำหรับหนังที่มีอายุยืนยาวนานกว่า 40 ปี เพราะโดนนักวิจารณ์สับเละและไม่เป็นที่ชื่นชอบแฟนเดนตาย และทำเงินไปเพียง 43 ล้านเหรียญเท่านั้น
อย่างไรก็ตามการคิดปลุกชีพหนังชุดอย่าง Star Trek ก็ยังคงมีอยู่ แต่ก็ไม่เห็นวี่แววมากสักเท่าไหร่ จนกระทั่งการกำเนิดเกิดใหม่ของหนังซีรีส์ที่โดนฝังกลบไปแล้วอย่าง Batman ในภาค Begins (2005) ที่ประสบความสำเร็จ เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของอัศวินแห่งรัตติกาลผู้นี้ให้มาเจิดจรัสอีกครั้ง (ก่อนจะพีคสุดในปี 2008 กับ The Dark Knight) พร้อมกับการเข้ามาของผู้กำกับ/ ผู้อำนวยการสร้างสุดฮอตอย่าง เจเจ อับรามส์ ผู้อยู่เบื้องหลังซีรีส์สุดฮิตอย่าง Alias (2001-2006), Lost (2004-ปัจจุบัน) และล่าสุด Fringe (2008-ปัจจุบัน) รวมถึงหนังอย่าง Mission: Impossible III (2006) และ Coverfield (2008) ทำให้ความเป็นไปได้ของการฟื้นคืนชีพหนังชุดอย่าง Star Trek เริ่มเรืองรองขึ้นมาทันที
First Class Begin
ชะตากรรมของทั้งแกแล็คซี่ตกอยู่ในกำมือของสองคู่ปรับจากสองโลก เจมส์ ไทบีเรียส เคิร์ก (คริส ไพน์) เด็กหนุ่มเลือดร้อนจากไอโอว่า ผู้มีความเป็นผู้นำแฝงในสายเลือด ที่เข้าเรียนที่สตาร์ฟลีทเพื่อหาความตื่นเต้นและค้นหาความหมายของชีวิต สำหรับสป็อค (แซ็คคารี่ ควินโต้) ผู้เติบโตมาบนดาววัลแคน ลูกครึ่งวัลแคน/ มนุษย์ ทำให้เขารู้สึกถึงความเป็นคนนอกสังคม เพราะเขามีอารมณ์ที่อ่อนไหวในแบบที่ชาววัลแคนไม่มี แต่ด้วยความมุ่งมั่นและเฉลียวฉลาด ทำให้เขากลายเป็นชาววัลแคนคนแรกที่สามารถเข้าเรียนในสถาบันสตาร์ฟลีทได้
ทั้งคู่กลายเป็นคู่แข่งในการเรียน ด้วยสไตล์ที่ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งทำทุกอย่างด้วยอารมณ์ อีกคนทำด้วยเหตุผล พวกเขากลายเป็นคู่ปรับที่แข่งขันชิงดีชิงเด่นกันอยู่ตลอดเวลา และต่างไม่ชอบขี้หน้ากัน และต่างฝ่ายต่างต้องการที่จะได้รับเลือกให้ร่วมทีมลูกเรือของยานยูเอสเอส เอ็นเตอร์ไพรส์ ยานอวกาศที่ก้าวล้ำยุคที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างกันมา
ภายใต้การนำทีมของกัปตันคริสโตเฟอร์ ไพค์ (บรูซ กรีนวู้ด) และลูกเรือสำคัญอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เจ้าหน้าที่แพทย์ประจำยาน เลนนาร์ด แม็คคอย (คาร์ล เออร์แบน), ชายผู้จะกลายมาเป็นหัวหน้าทีมวิศวกรรมของยาน มอนต์โกเมอรี่ สก็อตต์ (ไซม่อน เป็กก์) เจ้าหน้าที่สื่อสาร อูฮูร่า (โซอี้ ซัลดาน่า) นายท้ายยานผู้มีประสบการณ์อย่างซูลู (จอห์น โช) และเด็กอัจฉริยะวัย 17 ปี เชคอฟ (อันตวน เยลชิน) ทั้งหมดได้เข้าร่วมผจญภัยบนยานเอ็นเตอร์ไพรส์ในภาระกิจแรก กับการปะทะกับเนโร (เอริก บานา) ที่ต้องการทำลายดาวโลกและจักรวาล ทำให้เหล่าลูกเรือเอ็นเตอร์ไพรส์ทั้งหมดได้รับรู้ และตระหนักถึงความภักดี มิตรภาพ ความกล้าหาญ
ท่ามกลางเรื่องราวทั้งหมดนี้ เคิร์กกับสป็อคต้องเผชิญหน้ากับพรหมลิขิตที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นก็คือความต้องการที่จะก่อมิตรภาพที่ไม่น่าจะเป็นไปได้แต่ทรงพลังยิ่งนัก ทำให้พวกเขาสามารถนำลูกเรือของพวกเขาฝ่าฟันไปถึงยังที่ที่ไม่เคยมีใครไปถึงมาก่อน (Undiscovered Countries)
New Part, Original Model
สำหรับ Star Trek ภาคนี้ถือเป็นภาคที่ 11 นับตั้งแต่ภาคแรกในปี 1979 โดยทิ้งห่างจากภาคสุดท้ายในปี 2005 ร่วม 4 ปี รวมถึงการเข้ามาคุมบังเหียนของ เจเจ อับรามส์ ที่ต้องการเปลียนแปลงเนื้อหาให้มีความทันสมัยมากขึ้น ทำให้เกิดข้อกังขาที่ว่า เขาผู้นี้จะสามารถปลุกชีพหนังชุดยาวนานของฮอลลีวูดอย่าง Star Trek ได้แน่หรือ?
หลังจากชมแล้วต้องยอมรับว่า การเลือกที่จะกลับไปดำเนินถึงจุดเริ่มต้นของหนังชุดเรื่องนี้ถือว่าเป็นกลยุทธเดียวกับการรีแบรนด์หนังชุดเรื่องอื่นไม่ว่าจะเป็น Batman, X-Men Origin: Wolverine หรือ The Incredible Hulk แต่ถือว่า เจเจ อับรามส์ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม เพราะตลอดเวลา 2 ชั่วโมง หนังดูสนุกและมีฉากตื่นตาตื่นใจ พร้อมแทรกอารมณ์ขันไว้ตลอดเวลา สำหรับนักแสดงทุกคนสอบผ่านในการปลุกชีพ Star Trek ให้กลับมาโลดแล่นบนจอภาพยนตร์ได้อีกครั้ง
คริส ไพน์ สอบผ่านในบทกัปตัน เจมส์ ที เคิร์ก ในวัยหนุ่ม ด้วยบุคลิกแบบวัยรุ่นที่ดูก้าวร้าว ไม่ยอมใคร มีความเชื่อมั่น และการตัดสินใจที่แน่วแน่ รวมถึงเจ้าเล่ห์และอารมณ์ขันแบบห่ามๆ แต่ที่นับถือก็คือการคัดเลือก แซ็คคารี่ ควินโต้ ให้มารับบทสป็อค (บทดั้งเดิมรับบทโดย เลียวนาร์ด นีมอย ที่มีบทรับเชิญในภาคล่าสุดด้วย) เมื่อผ่านการเมคอัพหูและแต่งหน้า เขาสามารถทำให้เราเชื่อได้เลยว่า ผู้นี้คือสป็อคในวัยหนุ่ม สำหรับทีมนักแสดงคนอื่นต่างทำหน้าที่ของตนตามบทได้ดี แต่ที่ดูจะขโมยซีนคงต้องยกให้ เลียวนาร์ด นีมอย ในบทสป็อควัยดึก และ ไซม่อน เป็กก์ ในบท สก๊อตตี้ ที่ดูจะสนุกกับบทเจ้าหน้าที่วิศวกรรมของยานเอ็นเตอร์ไพรส์มากกว่าใครเพื่อน
ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้กับหนังซีรีส์อายุ 40 ปีเรื่องนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
รูปภาพประกอบ
http://www.filmid.planet.ee/juuli/Star_trek_2009_poster_1.jpg
ข้อมูล
คอลัมน์ Star Trek: หน้า 66-73, นิตยสารสตาร์พิคฉบับ 749
http://en.wikipedia.org/wiki/Star_Trek#Awards_and_honors
http://hilight.kapook.com/view/36223
http://www.nangdee.com/title/?movie_id=1771

Star Trekภาคนี้สุดยอดมากกก
ดูแล้วขนลุกเลย
JJ Abrams is a genius!!
Comment โดย ททททรรรราา — พฤษภาคม 21, 2009 @ 9:25 pm
ใช่ครับ ขนลุก และดูสนุกที่สุดในบรรดาหนังซัมเมอร์ด้วยกัน
Comment โดย chubby33@sanook.com — กรกฎาคม 21, 2009 @ 11:07 pm