<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>MY BLOG CHUBBY33</title>
	<atom:link href="http://blogger.sanook.com/chubby33/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://blogger.sanook.com/chubby33</link>
	<description>บอกเล่าทุกเรื่องราวประทับใจ</description>
	<pubDate>Tue, 12 May 2009 17:10:22 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.5.1</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>Star Trek (2009)</title>
		<link>http://blogger.sanook.com/chubby33/2009/05/12/star-trek-the-new-adventure-begins/</link>
		<comments>http://blogger.sanook.com/chubby33/2009/05/12/star-trek-the-new-adventure-begins/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 12 May 2009 16:08:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chubby33@sanook.com</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Movie In Memory]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blogger.sanook.com/chubby33/?p=36</guid>
		<description><![CDATA[
 
 
จากซีรีส์อวากาศทางทีวีสุดฮิตที่เริ่มแรกในปี 1966 มาสู่จอภาพยนตร์ในปี 1979 ในชื่อตอน Star Trek: The Motion Picture ที่ไม่ได้ทำเงินเป็นกอบเป็นกำให้กับพาราเมาต์เจ้าของสักเท่าไหร่ จนกระทั่งเกือบจะเลิกล้มไป กระทั่งทีมงานขอสู้อีกเฮือกโดนการปล่อยภาคต่อออกมาในอีก 4 ปีต่อมา ในตอนที่ชื่อว่า Star Trek: The Wrath of Khan ที่ประสบความสำเร็จมากกว่าภาคแรก ทำให้มีการปล่อยภาคต่อออกมาในอีก 2 ปีถัดมา (โดยการฉายซีรีส์ควบคู่ไปด้วย ซึ่งมีถึง 6 ชุด) จนมาถึงภาคล่าสุดในปี 2002 ในตอนที่ชื่อ Star Trek: Nemesis ที่เป็นการปิดฉากที่ไม่สวยงามสักเท่าไหร่สำหรับหนังที่มีอายุยืนยาวนานกว่า 40 ปี เพราะโดนนักวิจารณ์สับเละและไม่เป็นที่ชื่นชอบแฟนเดนตาย และทำเงินไปเพียง 43 ล้านเหรียญเท่านั้น
อย่างไรก็ตามการคิดปลุกชีพหนังชุดอย่าง Star Trek ก็ยังคงมีอยู่ แต่ก็ไม่เห็นวี่แววมากสักเท่าไหร่ จนกระทั่งการกำเนิดเกิดใหม่ของหนังซีรีส์ที่โดนฝังกลบไปแล้วอย่าง Batman ในภาค Begins (2005) ที่ประสบความสำเร็จ เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของอัศวินแห่งรัตติกาลผู้นี้ให้มาเจิดจรัสอีกครั้ง (ก่อนจะพีคสุดในปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img style="vertical-align: top;" src="http://i214.photobucket.com/albums/cc90/chubbymature/Star_trek_2009_poster_1.jpg" alt="" width="240" height="357" /></p>
<p class="MsoNormal"> </p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"></span> </p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">จากซีรีส์อวากาศทางทีวีสุดฮิตที่เริ่มแรกในปี 1966 มาสู่จอภาพยนตร์ในปี 1979 ในชื่อตอน </span><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">Star Trek: The Motion Picture<span lang="TH"> ที่ไม่ได้ทำเงินเป็นกอบเป็นกำให้กับพาราเมาต์เจ้าของสักเท่าไหร่ จนกระทั่งเกือบจะเลิกล้มไป กระทั่งทีมงานขอสู้อีกเฮือกโดนการปล่อยภาคต่อออกมาในอีก 4 ปีต่อมา ในตอนที่ชื่อว่า </span>Star Trek: The Wrath of Khan<span lang="TH"> ที่ประสบความสำเร็จมากกว่าภาคแรก ทำให้มีการปล่อยภาคต่อออกมาในอีก 2 ปีถัดมา (โดยการฉายซีรีส์ควบคู่ไปด้วย ซึ่งมีถึง 6 ชุด) จนมาถึงภาคล่าสุดในปี 2002 ในตอนที่ชื่อ </span>Star Trek:<span lang="TH"> </span>Nemesis<span lang="TH"> ที่เป็นการปิดฉากที่ไม่สวยงามสักเท่าไหร่สำหรับหนังที่มีอายุยืนยาวนานกว่า 40 ปี เพราะโดนนักวิจารณ์สับเละและไม่เป็นที่ชื่นชอบแฟนเดนตาย และทำเงินไปเพียง 43 ล้านเหรียญเท่านั้น</p>
<p></span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">อย่างไรก็ตามการคิดปลุกชีพหนังชุดอย่าง </span><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">Star Trek<span lang="TH"> ก็ยังคงมีอยู่ แต่ก็ไม่เห็นวี่แววมากสักเท่าไหร่ จนกระทั่งการกำเนิดเกิดใหม่ของหนังซีรีส์ที่โดนฝังกลบไปแล้วอย่าง </span>Batman<span lang="TH"> ในภาค </span>Begins (<span lang="TH">2005) ที่ประสบความสำเร็จ เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของอัศวินแห่งรัตติกาลผู้นี้ให้มาเจิดจรัสอีกครั้ง (ก่อนจะพีคสุดในปี 2008 กับ </span>The Dark Knight)<span lang="TH"> พร้อมกับการเข้ามาของผู้กำกับ/ ผู้อำนวยการสร้างสุดฮอตอย่าง เจเจ อับรามส์ ผู้อยู่เบื้องหลังซีรีส์สุดฮิตอย่าง </span>Alias (<span lang="TH">2001-2006)</span>, Lost (<span lang="TH">2004-ปัจจุบัน) และล่าสุด </span>Fringe<span lang="TH"> (2008-ปัจจุบัน) รวมถึงหนังอย่าง </span>Mission: Impossible III (<span lang="TH">2006) และ </span>Coverfield (<span lang="TH">2008) ทำให้ความเป็นไปได้ของการฟื้นคืนชีพหนังชุดอย่าง </span>Star Trek<span lang="TH"> เริ่มเรืองรองขึ้นมาทันที</p>
<p></span></span><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">First Class<span lang="TH"> </span>Begin</p>
<p></span></strong><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">ชะตากรรมของทั้งแกแล็คซี่ตกอยู่ในกำมือของสองคู่ปรับจากสองโลก เจมส์ ไทบีเรียส เคิร์ก (คริส ไพน์) เด็กหนุ่มเลือดร้อนจากไอโอว่า ผู้มีความเป็นผู้นำแฝงในสายเลือด ที่เข้าเรียนที่สตาร์ฟลีทเพื่อหาความตื่นเต้นและค้นหาความหมายของชีวิต สำหรับสป็อค (แซ็คคารี่ ควินโต้) ผู้เติบโตมาบนดาววัลแคน ลูกครึ่งวัลแคน/ มนุษย์ ทำให้เขารู้สึกถึงความเป็นคนนอกสังคม เพราะเขามีอารมณ์ที่อ่อนไหวในแบบที่ชาววัลแคนไม่มี แต่ด้วยความมุ่งมั่นและเฉลียวฉลาด ทำให้เขากลายเป็นชาววัลแคนคนแรกที่สามารถเข้าเรียนในสถาบันสตาร์ฟลีทได้</p>
<p></span><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">ทั้งคู่กลายเป็นคู่แข่งในการเรียน ด้วยสไตล์ที่ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งทำทุกอย่างด้วยอารมณ์ อีกคนทำด้วยเหตุผล พวกเขากลายเป็นคู่ปรับที่แข่งขันชิงดีชิงเด่นกันอยู่ตลอดเวลา และต่างไม่ชอบขี้หน้ากัน และต่างฝ่ายต่างต้องการที่จะได้รับเลือกให้ร่วมทีมลูกเรือของยานยูเอสเอส เอ็นเตอร์ไพรส์ ยานอวกาศที่ก้าวล้ำยุคที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างกันมา</p>
<p></span><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">ภายใต้การนำทีมของกัปตันคริสโตเฟอร์ ไพค์ (บรูซ กรีนวู้ด) และลูกเรือสำคัญอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เจ้าหน้าที่แพทย์ประจำยาน เลนนาร์ด แม็คคอย (คาร์ล เออร์แบน)</span><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">,<span lang="TH"> ชายผู้จะกลายมาเป็นหัวหน้าทีมวิศวกรรมของยาน มอนต์โกเมอรี่ สก็อตต์ (ไซม่อน เป็กก์) เจ้าหน้าที่สื่อสาร อูฮูร่า (โซอี้ ซัลดาน่า) นายท้ายยานผู้มีประสบการณ์อย่างซูลู (จอห์น โช) และเด็กอัจฉริยะวัย 17 ปี เชคอฟ (อันตวน เยลชิน) ทั้งหมดได้เข้าร่วมผจญภัยบนยานเอ็นเตอร์ไพรส์ในภาระกิจแรก กับการปะทะกับเนโร (เอริก บานา) ที่ต้องการทำลายดาวโลกและจักรวาล ทำให้เหล่าลูกเรือเอ็นเตอร์ไพรส์ทั้งหมดได้รับรู้ และตระหนักถึงความภักดี มิตรภาพ ความกล้าหาญ</p>
<p></span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">ท่ามกลางเรื่องราวทั้งหมดนี้ เคิร์กกับสป็อคต้องเผชิญหน้ากับพรหมลิขิตที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นก็คือความต้องการที่จะก่อมิตรภาพที่ไม่น่าจะเป็นไปได้แต่ทรงพลังยิ่งนัก ทำให้พวกเขาสามารถนำลูกเรือของพวกเขาฝ่าฟันไปถึงยังที่ที่ไม่เคยมีใครไปถึงมาก่อน (</span><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">Undiscovered Countries)</p>
<p></span><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">New Part, Original<span lang="TH"> </span>Model</p>
<p></span></strong><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">สำหรับ </span><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">Star Trek<span lang="TH"> ภาคนี้ถือเป็นภาคที่ 11 นับตั้งแต่ภาคแรกในปี 1979 โดยทิ้งห่างจากภาคสุดท้ายในปี 2005 ร่วม 4 ปี รวมถึงการเข้ามาคุมบังเหียนของ เจเจ อับรามส์ ที่ต้องการเปลียนแปลงเนื้อหาให้มีความทันสมัยมากขึ้น ทำให้เกิดข้อกังขาที่ว่า เขาผู้นี้จะสามารถปลุกชีพหนังชุดยาวนานของฮอลลีวูดอย่าง </span>Star Trek<span lang="TH"> ได้แน่หรือ?</p>
<p></span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">หลังจากชมแล้วต้องยอมรับว่า การเลือกที่จะกลับไปดำเนินถึงจุดเริ่มต้นของหนังชุดเรื่องนี้ถือว่าเป็นกลยุทธเดียวกับการรีแบรนด์หนังชุดเรื่องอื่นไม่ว่าจะเป็น </span><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">Batman, X-Men Origin: Wolverine<span lang="TH"> หรือ </span>The Incredible Hulk<span lang="TH"> แต่ถือว่า เจเจ อับรามส์ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม เพราะตลอดเวลา 2 ชั่วโมง หนังดูสนุกและมีฉากตื่นตาตื่นใจ พร้อมแทรกอารมณ์ขันไว้ตลอดเวลา สำหรับนักแสดงทุกคนสอบผ่านในการปลุกชีพ </span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">Star Trek<span lang="TH"> ให้กลับมาโลดแล่นบนจอภาพยนตร์ได้อีกครั้ง</p>
<p></span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">คริส ไพน์ สอบผ่านในบทกัปตัน เจมส์ ที เคิร์ก ในวัยหนุ่ม ด้วยบุคลิกแบบวัยรุ่นที่ดูก้าวร้าว ไม่ยอมใคร มีความเชื่อมั่น และการตัดสินใจที่แน่วแน่ รวมถึงเจ้าเล่ห์และอารมณ์ขันแบบห่ามๆ แต่ที่นับถือก็คือการคัดเลือก แซ็คคารี่ ควินโต้ ให้มารับบทสป็อค (บทดั้งเดิมรับบทโดย เลียวนาร์ด นีมอย ที่มีบทรับเชิญในภาคล่าสุดด้วย) เมื่อผ่านการเมคอัพหูและแต่งหน้า เขาสามารถทำให้เราเชื่อได้เลยว่า ผู้นี้คือสป็อคในวัยหนุ่ม สำหรับทีมนักแสดงคนอื่นต่างทำหน้าที่ของตนตามบทได้ดี แต่ที่ดูจะขโมยซีนคงต้องยกให้ เลียวนาร์ด นีมอย ในบทสป็อควัยดึก และ ไซม่อน เป็กก์ ในบท สก๊อตตี้ ที่ดูจะสนุกกับบทเจ้าหน้าที่วิศวกรรมของยานเอ็นเตอร์ไพรส์มากกว่าใครเพื่อน</p>
<p></span><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้กับหนังซีรีส์อายุ 40 ปีเรื่องนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ</p>
<p></span><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">รูปภาพประกอบ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';"><a href="http://www.filmid.planet.ee/juuli/Star_trek_2009_poster_1.jpg"><span lang="EN-US">http://www.filmid.planet.ee/juuli/Star_trek_</span>2009<span lang="EN-US">_poster_</span>1.<span lang="EN-US">jpg</span></a></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';"> <span lang="TH"></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">ข้อมูล</span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">คอลัมน์ </span><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">Star Trek:<span lang="TH"> หน้า 66-73</span>,<span lang="TH"> นิตยสารสตาร์พิคฉบับ 749</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';"><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Star_Trek#Awards_and_honors"><span lang="EN-US">http://en.wikipedia.org/wiki/Star_Trek#Awards_and_honors</span></a></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';"><a href="http://hilight.kapook.com/view/36223"><span lang="EN-US">http://hilight.kapook.com/view/</span>36223</a></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif'; mso-fareast-font-family: 'Times New Roman'; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH;"><a href="http://www.nangdee.com/title/?movie_id=1771"><span lang="EN-US">http://www.nangdee.com/title/?movie_id=</span>1771</a></span> </p>
<p> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogger.sanook.com/chubby33/2009/05/12/star-trek-the-new-adventure-begins/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Slumdog Millionaire หมาสลัมตะกายเงินล้าน</title>
		<link>http://blogger.sanook.com/chubby33/2009/02/28/slumdog-millionaire-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://blogger.sanook.com/chubby33/2009/02/28/slumdog-millionaire-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Feb 2009 18:12:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chubby33@sanook.com</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Movie In Memory]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blogger.sanook.com/chubby33/?p=35</guid>
		<description><![CDATA[
 
 
ในมุมหนึ่งของความเจริญในเมืองใหญ่ ไม่ว่าที่ไหนใดโลก ท่ามกลางตึกสูงระฟ้า มักจะมีเหลือบมุมต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ที่คนทั่วไปภาวนา และไม่อยากจะอยู่  นั้นก็คือ ถิ่นที่เรารู้จักในนามไพเราะเสนะหูชุมชนแออัด หรือในคำที่ทุกคนเข้าใจ แม้มันจะแสลงหูผู้ดีต่างๆ เมื่อได้ยินคำว่า “สลัม” ถิ่นน้ำครำและความจน
ชีวิตของชาวสลัม จะมีอะไรนอกจากไปมีข้าวสารกรอกหม้อไปวันๆ แต่หลายคนก็คงฝันอยากถีบตัวเองออกจากถิ่นสลัม อยากสุขสบาย (ไม่เช่นนั้นเราก็คงไม่มีคำว่า “โลภ” ในพจนานุกรม) ความฝันของชาวสลัม และคนยากจนอีกหลายร้อยพันล้านคนทั่วโลก ก็คงเหมือนกันๆ ในคือการมีเงินมากมายมหาศาล เอาชนิดที่เรียกได้ว่า ไม่ต้องทำงาน แค่กระดิกนิ้วเท้าก็มีคนมาบริการพัดวี
แล้วถ้าเกิดวันหนึ่ง คนที่ได้ชื่อว่าเกิดในถิ่นสลัม ไร้การศึกษา ไร้หัวนอนปลายเท้า เกิดกำลังจะเป็นผู้ที่เรียกได้ว่าเศรษฐีเงินล้านละ ว่าแต่เขาจะทำได้ยังไง ในเมื่อเขาเป็นเสมือนแค่สุนัขสลัมตัวหนึ่งเท่านั้น
Slumdog Millionaire หนังอังกฤษแนวอินเดียเล็กๆ เรื่องหนึ่ง ที่เกือบจะเดินทางลงแผ่นโดยตรง หลังจากที่ใครสนใจเป็นตัวแทนจัดจำหน่าย บทภาพยนตร์โดย ไซมอน โบฟอย (เจ้าบทหนังสุดฮิตปี 1997 ที่เป็นหนึ่งผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์อย่าง The Full Monty) ดัดแปลงคร่าวๆ จากนิยายรวมเรื่องสั้น Q&#38;A: A Novel ของ วิคาส สวารับ กำกับการแสดงโดย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center;"><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH"><img style="vertical-align: top;" src="http://i214.photobucket.com/albums/cc90/chubbymature/slumdog-millionaire-wallpaper.jpg" alt="" width="282" height="212" /></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">ในมุมหนึ่งของความเจริญในเมืองใหญ่ ไม่ว่าที่ไหนใดโลก ท่ามกลางตึกสูงระฟ้า มักจะมีเหลือบมุมต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ที่คนทั่วไปภาวนา และไม่อยากจะอยู่<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>นั้นก็คือ ถิ่นที่เรารู้จักในนามไพเราะเสนะหูชุมชนแออัด หรือในคำที่ทุกคนเข้าใจ แม้มันจะแสลงหูผู้ดีต่างๆ เมื่อได้ยินคำว่า </span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;">“<span lang="TH">สลัม</span>” <span lang="TH">ถิ่นน้ำครำและความจน</p>
<p></span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">ชีวิตของชาวสลัม จะมีอะไรนอกจากไปมีข้าวสารกรอกหม้อไปวันๆ แต่หลายคนก็คงฝันอยากถีบตัวเองออกจากถิ่นสลัม อยากสุขสบาย (ไม่เช่นนั้นเราก็คงไม่มีคำว่า </span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;">“<span lang="TH">โลภ</span>”<span lang="TH"> ในพจนานุกรม) ความฝันของชาวสลัม และคนยากจนอีกหลายร้อยพันล้านคนทั่วโลก ก็คงเหมือนกันๆ ในคือการมีเงินมากมายมหาศาล เอาชนิดที่เรียกได้ว่า ไม่ต้องทำงาน แค่กระดิกนิ้วเท้าก็มีคนมาบริการพัดวี</p>
<p></span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">แล้วถ้าเกิดวันหนึ่ง คนที่ได้ชื่อว่าเกิดในถิ่นสลัม ไร้การศึกษา ไร้หัวนอนปลายเท้า เกิดกำลังจะเป็นผู้ที่เรียกได้ว่าเศรษฐีเงินล้านละ ว่าแต่เขาจะทำได้ยังไง ในเมื่อเขาเป็นเสมือนแค่สุนัขสลัมตัวหนึ่งเท่านั้น</p>
<p></span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;">Slumdog Millionaire <span lang="TH">หนังอังกฤษแนวอินเดียเล็กๆ เรื่องหนึ่ง ที่เกือบจะเดินทางลงแผ่นโดยตรง หลังจากที่ใครสนใจเป็นตัวแทนจัดจำหน่าย บทภาพยนตร์โดย ไซมอน โบฟอย (เจ้าบทหนังสุดฮิตปี 1997 ที่เป็นหนึ่งผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์อย่าง </span>The Full Monty) <span lang="TH">ดัดแปลงคร่าวๆ จากนิยายรวมเรื่องสั้น </span>Q&amp;A: A Novel <span lang="TH">ของ วิคาส สวารับ กำกับการแสดงโดย แดนนี่ บอยล์ (</span>Shallow Grave, Transporting, A Life Less Ordinary, The Beach, 28 Days Later<span lang="TH"> และ</span> Sunshine) <span lang="TH">โดยทีมนักแสดงทั้งหมดเป็นชาวอินเดีย โดยยกกองถ่ายและทีมงานถ่ายทำในมุมไบ สลัมในประเทศอินเดีย</p>
<p></span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;"><strong>Who Wants To Be A Millionaire</p>
<p></strong></span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">ใครต้องการเป็นเศรษฐีเงินล้าน (หรือเกมเศรษฐีที่ฮิตในบ้านเราสมัยเสี่ยต้อยยังโด่งดัง) รายการโทรทัศน์ประเภท</span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;"> Q&amp;A<span lang="TH"> ยอดฮีตของประเทศอินเดีย ที่หลายคนใฝ่ฝันอยากเข้ามาเล่น เพื่อเสียงโชคกับเงินรางวัลก้อนโต 20 ล้านรูปี</p>
<p></span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">แสงไฟจากสปอตไลท์ในสตูดิโอห้องบันทึกรายการส่องมายังเด็กหนุ่มวัย 20 ปี จามาล มาลิค (เดฟ พาเทล) พนักงาน</span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;"> Call Center <span lang="TH">ผู้ซึ่งเกิดในสลัมมุมไบ กำลังนั่งไตร่ตรองหาคำตอบจากคำถามของผู้ดำเนินรายการ เพรม คูมาร์ (อานิล คาปูร์) ที่กำลังนั่งลุ้นด้วยท่าที่นิ่ง เพื่อในจามาลตอบผิด แต่เขากลับตอบถูก ผู้เกี่ยวข้องทุกคนต่างสงสัย ไฉนเด็กหนุ่มผู้ไร้การศึกษาแถมมาจากสลัมอย่างจามาลถึงมาไกลถึงขนาดนี้ แม้แต่นักวิชาการ ดอกเตอร์ หรือผู้ร่วมการแข่งขันที่ฉลาดก่อนหน้า ไม่เคยมีใครสักคนสามารถตอบถูกทุกคำถามได้เหมือนกับเขา</p>
<p></span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">หรือว่า จามาล&#8230;&#8230;โกง</p>
<p></span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">หลังเลิกรายการ ตำรวจได้จับตัวจามาลนอกสตูดิโอ เพื่อนำเขาไปสอบสวน แต่หลังจากสอบสวนเจ้าหน้าที่สืบสวน (ไอฟา คาน) พบกว่า แม้แต่ตัวจามาลเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เขามาไกลขนาดนี้ได้อย่างไร พวกเขาจึงทบทวนคำถามที่ละข้อๆ โดยให้จามาลอธิบายว่าเขารู้คำตอบของแต่ละคำถามได้อย่างไร ณ จุดนี้เองเรื่องราวในอดีตของจามาลจึงเริ่มต้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชีวิตที่ต้องระหกระเหินกับพี่ชาย ซาลิม หลังจากที่แม่ถูกฆ่าตายในเหตุจราจลทางศาสนา และทำให้ทั้งสองได้พบกับลาติกา</p>
<p></span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">ทั้งสามเติบโตมาด้วยกันก่อนจะพลัดพรากเมื่อทั้งสามหนีจากนักเลงกลุ่มแกงค์ขอทานเด็ก ทั้งซาลิมและจามาลทำทุกวิธีทางเพื่อให้ตนเองอยู่รอดในสังคมกันโหดร้าย เมื่อเติบโตขึ้นทั้งคู่ได้มาเจอกับลาติกาอีกครั้ง ก่อนที่โชคชะตาจะกลั่นแกล้งให้ทั้งสามพลัดพรากจากกันอีกครั้ง ครั้งนี้เองที่จามาลรู้ตัวว่า ตนเองรักลาติกาเพียงใด เมื่อเขาพบเธออีกครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลง ซาลิมทำงานให้แก๊งมาเฟีย ส่วนลาติกาเป็นเพียงแค่เมียบำเรอของหัวหน้าแก๊งมาเพีย จามาลทำทุกอย่างในชีวิตเพื่อช่วยลาติกาให้เป็นอิสระ เพื่อที่จะพบกว่าตนเองต้องสูญเสียเธอและซาลิมไปอีกครั้ง</p>
<p></span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">เพื่อต้องการพบเจอลาติกาอีกครั้ง จามาลจึงเข้าร่วมแข่งขันเกมโชว์อย่างเกมเศรษฐี เพราะเขารู้ว่าลาติกาต้องเห็นตนอย่างแน่นอน หลังจากสืบสวนจนแน่ชัดแล้ว <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>ตำรวจก็ปล่อยเพื่อให้จามาลกลับไปออกรายการ เพื่อตอบคำถามข้อสุดท้าย เรื่องราวของจามาลที่ออกรายการและถูกจับกุมตัวได้ เปลี่ยนให้เขากลายเป็นจุดสนใจของสื่อมวลชน ในขณะที่จามาลกลับไปนั่งเก้าอี้ในห้องส่งอีกครั้งเพื่อตอบคำถามข้อสุดท้าย ลาติกาและซาลิมเห็นจามาลในรายการเกมโชว์ ทั้งสองกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง ในขณะที่จามาลกำลังจะตอบคำถามสุดท้าย ถ้าชนะเขาจะได้รับเงินรางวัล 20 ล้านรูปีทันที</p>
<p></span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;"><strong>D. It Has Written</p>
<p></strong></span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">ในชีวิตคนเรา ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง หรือว่าเราจะต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง แต่ไม่ว่าชีวิตเราจะไปทางไหน จะเจอกับอะไรบ้าง ส่วนหนึ่งมาจากการตัดสินใจ ใช่เกิดจากการกระทำของผู้อื่นหรือน้ำมือของพระผู้เป็นเจ้า</p>
<p></span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">ชีวิตของจามาลเองก็เช่นกัน เขากำหนดทางเดินด้วยการตัดสินใจของตัวเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นการได้ลายเซ็นจากดารายอดนิยมของอินเดียในวัยเด็ก การได้รู้จักกับลาติกา การตามหาลาลิกาหลังจากพลัดกันตอนหลบหนีจากแกงค์ การพบเจอเธออีกครั้ง การได้เป็นผู้ร่วมแข่งขันในรายการเกมโชว์ การเลือกตอบคำถามรองข้อสุดท้ายก่อนถูกจับไปสอบสวน หรือแม้กระทั่งตอนตอบคำถามข้อสุดท้าย ที่ทำให้เขาได้เป็นผู้ชนะ แม้ว่าจะเป็นคำตอบส่งเดช แต่นั้นก็มาจากการตัดสินใจเลือกด้วยตัวเขาเอง</p>
<p></span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">คนเราอาจจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่คนเราเลือกที่จะเป็นได้ (ในหนังแสดงให้เห็นถึงการเลือกทางเดินในชีวิตผ่านซาลิมและจามาล) เพียงแค่เรารู้ว่า อะไรคือสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด แม้แต่เงินรางวัล 20 ล้านรูปี ในความเป็นจริงแล้ว จามาลอาจจะไม่ได้ต้องการเงินจำนวนนั้นก็ได้ เขาเพียงต้องการส่งสารให้กับลาติกาได้รับรู้ ในการตอบคำถามสุดท้าย จามาลก็ไม่รู้หรอกว่าคำตอบคืออะไร เพราะในคำถาม คือสิ่งที่เขาอยากรู้ แต่ในท้ายที่สุด เขารับรู้แล้วว่า สิ่งที่เขาต้องการอยู่ไหน และรู้ว่าเขาจะพบสิ่งที่เขาต้องการได้ที่ไหน</p>
<p></span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">สิ่งที่ขาดไม่ได้ในหนังของบอยล์คือการแฝงนัยยะทางสังคม การแสดงให้เห็นความเจริญควบคู่กับความเสื่อมโทรมของสังคม ความโหดร้ายในโลกแห่งความเป็นจริง หรือการกัดจิกคนบางคนที่มักคิดเสมอว่า การสั่งน้ำแร่ตามร้านอาหารอาจจะปลอดภัยกว่าน้ำเปล่าธรรมดา แต่ขอโทษมาดูเรื่องนี้ก่อนเถอะแล้วจะรู้ว่าคุณคิดผิด หรืออำนาจเงินบงการได้ทุกอย่างในโลกนี้ โดยผ่านทางซาลิมที่แม้จะรู้สึกตัวว่าอะไรสำคัญที่สุด แต่ก็ยังไม่วายขอตายจมกองเลือดในอ่างที่เต็มไปด้วยเงินมากมายอยู่ดี หรือแม้แต่การเล่นเกมโชว์ของจามาลก็มีนัยยะเบื้องหลังซ่อนเร้นอยู่ดี</p>
<p></span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">หนังมีครบทุกรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นดราม่า ตลก แอคชั่น <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>หรือแม้แต่ความเป็นหนังเพลงในตอนท้ายของเรื่อง จึงไม่น่าแปลกใจหากหนังจะกลายเป็นดาวเด่นในคืนงานแจกรางวัลออสการ์ (4 รางวัลจากลูกโลกทองคำก่อนหน้านี้ และรางวัลจากเกือบทุกสถาบัน รวมถึงรางวัล </span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;">SGA <span lang="TH">ด้วย) โดยหนังสามารถคว้าไปได้ถึง 8 รางวัล ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม</span>, <span lang="TH">ผู้กำกับยอดเยี่ยม</span>, <span lang="TH">บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม</span>, <span lang="TH">การถ่ายภาพยอดเยี่ยม</span>, <span lang="TH">ลำดับภาพยอดเยี่ยม</span>, <span lang="TH">มิกซ์เสียงยอดเยี่ยม</span>, <span lang="TH">เพลงประกอบยอดเยี่ยม และดนตรีประกอบยอดเยี่ยม) จากการเข้าชิง 10 รางวัล</p>
<p></span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">หนังอาจจะขาดความสมเหตุสมผลในบางเรื่อง บางฉาก และบางจุด แต่คงไม่มีอะไรในโลกที่จะครบเต็มที่ร้อบเปอร์เซ็นต์ (เพราะเท่าที่ผ่านตามาหนังออสการ์ทุกเรื่องไม่มีเรื่องไหนครบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มสักเรื่อง) สิ่งที่สำคัญคือการกำหนดทิศทางของผู้สร้างที่รู้แล้วว่าอะไรคือจุดที่หนังต้องการนำเสนอ และอะไรคือสิ่งที่ตนเองต้องการสื่อและเข้าถึงกลุ่มผู้ชมส่วนใหญ่มากที่สุด เหมือนดังเช่นจามาลที่เขารู้ดีว่า เขามาเล่นเกมโชว์เพื่ออะไร เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันได้ถูกกำหนดขึ้นมาแล้วนั้นเอง</p>
<p></span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นหนังมากรางวัล ขอเพียงตอบสนองความต้องการของคนดู และตอบโจทย์ที่ต้องการ มันก็ย่อมเป็นหนังที่ดีได้เช่นกัน</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH"><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH"></p>
<p>รูปภาพประกอบ</span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;"></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;"><a href="http://img1.chakpak.com/se_images/1213118_-1_564_none/slumdog-millionaire-wallpaper.jpg">http://img1.chakpak.com/se_images/1213118_-1_564_none/slumdog-millionaire-wallpaper.jpg</a></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH"><br />
ข้อมูล</span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">คอลัมน์ </span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;">Oscar 2009: <span lang="TH">หน้า 47-70</span>,<span lang="TH"> นิตยสารสตาร์พิคฉบับ 744</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;"><a href="http://hilight.kapook.com/view/34064">http://hilight.kapook.com/view/34064</a></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;"><a href="http://movie.sanook.com/movie/movie_15152.php">http://movie.sanook.com/movie/movie_15152.php</a></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;"><a href="http://www.siamintelligence.com/slumdog-millionaire-กระหึ่มออสการ์-กวาด-8-ร/">http://www.siamintelligence.com/slumdog-millionaire-<span lang="TH">กระหึ่มออสการ์-กวาด-</span>8-<span lang="TH">ร/</span></a></span><span style="font-size: 15pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogger.sanook.com/chubby33/2009/02/28/slumdog-millionaire-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>The Curious Case of Benjamin Button</title>
		<link>http://blogger.sanook.com/chubby33/2009/02/18/the-curious-case-of-benjamin-button/</link>
		<comments>http://blogger.sanook.com/chubby33/2009/02/18/the-curious-case-of-benjamin-button/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Feb 2009 09:00:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chubby33@sanook.com</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Movie In Memory]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blogger.sanook.com/chubby33/?p=34</guid>
		<description><![CDATA[


ใครหลายคนที่ชอบดูหนัง คงไม่มีใครไม่รู้จักผู้กำกับที่มีผลงานกำกับหนังมาเพียงไม่กี่เรื่องแต่กลับมากฝีมือและสไตล์อย่างเดวิด ฟินเซอร์ (Aliens 3, Se7en, The Game, Fight Club, Panic Room และ Zodiac) ผู้กำกับหนังที่ผลงานส่วนใหญ่จะเป็นในแนวระทึกขวัญซะเป็นส่วนใหญ่ ใครเลยจะคาดคิดว่าผู้กำกับผู้มาทางสายกำกับมิวสิควีดีโอที่เน้นงานทางด้านภาพอันโดดเด่น และการนำเสนอที่เน้นเทคนิค จะมาไกลถึงขั้นเป็น 1 ใน 5 ผู้กำกับแห่งโลกเซลลูลอยด์ที่ได้เข้าชิงออสการ์จากงานกำกับเรื่องล่าสุดอย่าง The Curious Case of Benjamin Button
ย้อนหลังไปในปี 1992 ในตอนที่เดวิดเริ่มต้นทำงานกับผู้อำนวยการสร้างซีน ชาฟฟิน บทร่างต้นๆ ของหนังเรื่องนี้ได้ถูกนำมาวางอยู่บนโต๊ะทำงานของเดวิด หลังจากนั้นความคิดที่เขาอยากจะเป็นผู้กำกับหนังเรืองนี้ก็วนเวียนอยู่ในใจของเขาเสมอมา แม้ว่าเดวิดจะมีหนังเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่องในมือก็ตาม แต่โครงการก็ยังไม่คืบหน้าไปไหน จนกระทั่งสองผู้อำนวยการสร้างแคทเธอรีน เคนเนดี้ และ แฟรงค์ มาร์แชล (Jurassic Park Part 1-3 และหนังชุด Indiana Jones) ได้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งสองรวมถึงเดวิดให้อิริค ร็อธ (ออสการ์บทดัดแปลงยอดเยี่ยมจาก Forrest Gump [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="TEXT-ALIGN: center"><img class="aligncenter" style="VERTICAL-ALIGN: top" src="http://i214.photobucket.com/albums/cc90/chubbymature/benjamin-button-booknew.jpg" alt="" width="332" height="500" /></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif','sans-serif';"><span style="font-family: Lucida Sans Unicode;"><br />
</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ใครหลายคนที่ชอบดูหนัง คงไม่มีใครไม่รู้จักผู้กำกับที่มีผลงานกำกับหนังมาเพียงไม่กี่เรื่องแต่กลับมากฝีมือและสไตล์อย่างเดวิด ฟินเซอร์ (</span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">Aliens 3, Se7en, The Game, Fight Club, Panic Room <span lang="TH">และ</span> Zodiac) <span lang="TH">ผู้กำกับหนังที่ผลงานส่วนใหญ่จะเป็นในแนวระทึกขวัญซะเป็นส่วนใหญ่ ใครเลยจะคาดคิดว่าผู้กำกับผู้มาทางสายกำกับมิวสิควีดีโอที่เน้นงานทางด้านภาพอันโดดเด่น และการนำเสนอที่เน้นเทคนิค จะมาไกลถึงขั้นเป็น </span>1 <span lang="TH">ใน </span>5 <span lang="TH">ผู้กำกับแห่งโลกเซลลูลอยด์ที่ได้เข้าชิงออสการ์จากงานกำกับเรื่องล่าสุดอย่าง </span>The Curious Case of Benjamin Button</span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ย้อนหลังไปในปี </span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">1992 <span lang="TH">ในตอนที่เดวิดเริ่มต้นทำงานกับผู้อำนวยการสร้างซีน ชาฟฟิน บทร่างต้นๆ ของหนังเรื่องนี้ได้ถูกนำมาวางอยู่บนโต๊ะทำงานของเดวิด หลังจากนั้นความคิดที่เขาอยากจะเป็นผู้กำกับหนังเรืองนี้ก็วนเวียนอยู่ในใจของเขาเสมอมา แม้ว่าเดวิดจะมีหนังเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่องในมือก็ตาม แต่โครงการก็ยังไม่คืบหน้าไปไหน จนกระทั่งสองผู้อำนวยการสร้างแคทเธอรีน เคนเนดี้ และ แฟรงค์ มาร์แชล (</span>Jurassic Park Part 1-3 <span lang="TH">และหนังชุด </span>Indiana Jones) <span lang="TH">ได้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งสองรวมถึงเดวิดให้อิริค ร็อธ (ออสการ์บทดัดแปลงยอดเยี่ยมจาก </span>Forrest Gump<span lang="TH"> และเข้าชิงอีกสองครั้งจาก </span>Insider, Munich <span lang="TH">และล่าสุดกับ </span>The Curious Case of Benjamin Button) <span lang="TH"><span style="mso-spacerun: yes;"> </span>มาจัดการกับบทร่างสุดท้ายร่วมกับโรบิน สไวรอด </span>(Practical Magic, The Memoirs of Geisha <span lang="TH">และ </span>The Jane Austin Book Club) <span lang="TH">โดยการร่วมทุนระหว่าง<strong><span style="font-weight: normal; font-family: ">วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส</span></strong>และพาราเม้าต์ พิกเจอร์ส</span></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><strong>อัศจรรย์คนโลกไม่เคยรู้</strong></span></p>
<p><strong></strong><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">วันที่ </span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">23 <span lang="TH">สิงหาคม</span> 2005 <span lang="TH">ช่วงเวลาสั้นก่อนพายุเฮอร์ริเคนแคทรินาจะขึ้นฝั่งและพัดถล่มรัฐนิวออร์ลีนส์ เดซี</span> (<span lang="TH">เคต บลันเชตต์จาก </span>Elizabeth, Aviator, Note of Scandal <span lang="TH">และ</span> Indiana Jones 4<span lang="TH">) วัย </span>80 <span lang="TH">เศษๆ นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล โดยมี แคโรไลน์</span> (<span lang="TH">จูเลีย ออร์มอนด์จาก </span>Sabrina, First Knight <span lang="TH">และ</span> Legend of The Fall<span lang="TH">) ลูกสาวเพียงคนเดียวคอยอยู่เคียงข้าง เดซีขอให้แคโรไลน์ช่วยหยิบบันทึกส่วนตัวเล่มหนึ่งจากกระเป่าและอ่านมันให้เธอฟัง</span></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">บันทึกเล่มนั้นบอกเล่าถึงชีวิตอันแปลกพิสดารของเบนจามิน บัตตัน</span><span style="font-size: 10pt; font-family: "> (<span lang="TH">แบรด พิตต์จาก </span>Se7ven, Fight Club, Troy <span lang="TH">และหนังชุด </span>Ocean<span lang="TH">) ผู้ซึ่งเขียนบรรยายว่าตัวเอง &#8220;ถือกำเนิดผิดปกติ&#8221; แม่ของเบนจามินคลอดเขาออกมาในวันเฉลิมฉลองสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปี </span>1918 <span lang="TH">ตอนเกิดนั้นเบนจามินมีอายุถอยย้อนกลับ เขามีร่างกายเสมือนคนชรา และป่วยเป็นโรคชราหลายต่อหลายโรค จนมีโอกาสเพียงน้อยนิดที่จะรอดชีวิต</span></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ก่อนแม่ของเบนจามินจะเสียชีวิตหลังคลอดเขาได้ไม่นาน เธอขอร้องให้โธมัสสามี (เจสัน เฟลมมิง) ให้ดูแลเบนจามินเป็นอย่างดี แต่ด้วยความที่โธมัสไม่อาจทนรับความผิดปกติของเบนจามินได้ เขาจึงเอาเบนจามินไปทิ้งไว้ที่หน้าบ้านพักคนชรา ควินนี่ <span class="style23">(ทาราจิ พี เฮนสัน</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">)<span lang="TH"> นางพยาบาลผิวสีผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี เธอรับเลี้ยงเขาในฐานะลูกที่เธอใฝ่ฝันมาตลอดชีวิต ณ ที่แห่งนี้เบนจามินได้รับบทเรียนชีวิตมากมายผ่านทางคนชราเหล่านี้ เหมือนเด็ก (ฟองน้ำ) ซึมซับความรู้แปลกใหม่อยู่</span></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">เบนจามิน (แบรด พิตต์กับเทคนิคซีจี) พบกับเดซี </span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">(<span class="style23"><span lang="TH">แอลล์ แฟนนิ่ง</span></span>)<span lang="TH"> เป็นครั้งแรกในครั้งที่เธอมาเยี่ยมคุณยายที่พักอาศัยอยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่ง แม้ว่าต่อมาทั้งคู่จะแยกจากกันไปนานหลายปี แต่เดซีกับเบนจามินยังคงติดต่อกันมาตลอด เบนจามินออกจากบ้านพักคนชรา และทำงานเป็นกะลาสีบนเรือของ<strong><span style="font-weight: normal; font-family: ">กัปตันไมค์</span></strong></span> (<span class="style23"><span lang="TH">จาเรด แฮร์ริส</span></span>)<span lang="TH"> ผู้สอนเบนจามินให้เข้าใจชีวิตในโลกอันแท้จริงภายนอกบ้านพักคนชรา</span></span></p>
<p><strong><span style="font-weight: normal; font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">เดซี่</span></strong><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">พยายามจะเป็นนักเต้นบัลเล่ต์ ในขณะ<strong><span style="font-weight: normal; font-family: ">ที่เบนจามิน</span></strong>มีความรักซ่อนเร้นกับ<strong><span style="font-weight: normal; font-family: ">เอลิซาเบธ</span></strong></span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">(<span class="style23"><span lang="TH">ทิลด้า สวินตันจาก </span>Narnia, Michael Clayton, Burn After Reading <span lang="TH">และ </span>Constantine</span>), <span lang="TH">ภรรยาของสายลับอังกฤษในรัสเซีย และต้องเข้ารับราชการประจำกองทัพเรือในสงครามโลกครั้งที่ </span>2 <span lang="TH">เมื่อสงครามยุติเดซี่และเบนจามินก็ได้มีโอกาสกลับมาพบกันอีก จากมิตรภาพแปรเปลี่ยนกลายเป็นความรัก ความเข้าใจ และ</span> <span lang="TH">ลงเอยด้วยการแต่งงาน แต่ทั้งคู่ก็ต้องพลัดพรากันอย่างไม่มีวันหวนกลับ เมื่อเบนจามินอายุน้อยลงในขณะที่เดซี่มีอายุที่มากขึ้นและร่วงโรยไปตามกาลเวลา</span></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><strong>แม่น้ำไม่ไหลย้อนกลับ</strong></span></p>
<p><strong></strong><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">เดวิดฟินเชอร์เริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมดโดยการให้เดซี่ระลึกถึงเรื่องราวของช่างทำนาฬิกา (<span class="style23">เอเลียส โคเทียส์</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">) <span lang="TH">ซึ่งทำนาฬิกาให้กับสถานีรถไฟนิวออร์ลีนส์</span> <span lang="TH">โดยจงใจตั้งเวลาให้เดินถอยหลัง โดยหวังว่าจะเกิดปาฏิหาริย์และทำให้เขาได้ลูกชายที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกลับคืนมา (เดวิดเสริมฉากทีว่าด้วยการฉายฟิลม์ย้อนกลับ) เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราไม่อาจจะให้เวลาไหลย้อนกลับได้ และมนุษย์เราควรทำใจยอมรับสิ่งที่ได้เกิดขึ้น และเดินหน้าต่อสู้ต่อไป<br />
</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><br />
เดวิดยังเน้นย้ำจุดนี้อีกครั้งในตอนที่เดซี่ประสบอุบัติเหตุ จนทำให้เธอไม่สามารถเต้นบัลเลต์ได้อีกเหมือนเดิม โดยการทำฉากดังกล่าวในลักษณะ ถ้าเพียงว่า</span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">…. <span lang="TH">(แน่นอน การใช้เทคนิคฉายฟิลม์ย้อน) เพื่อเน้นย้ำในส่วนตรงนี้ให้ชัดเจนมากขึ้น เหมือนกับที่เขาได้ทำไปในตอนต้นเรื่องก่อนการปูเข้าสู่ชีวิตของเบนจามิน รวมถึงไดอะล็อกจากคำพูดของนางพยาบาล ที่เตือนสติแคโรไลน์ให้อยู่กับเดซีก่อนที่เธอจะจากโลกนี้ไปได้ทุกเมื่อ</span></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">กว่า </span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">166 <span lang="TH">นาที ไม่รู้สึกว่าหนังยืดยาวหรือว่าอืดอาดแม้แต่น้อย บทหนังเน้นย้ำภาพการเกิด การแก่ ความเจ็บปวดและความตาย คล้ายกับต้องการบอกแก่คนดูว่า เรื่องเหล่านี้คือวัฎจักรสงสารที่เกิดมาคู่กับมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม เมื่อสิ่งหนึ่งเกิด สิ่งที่อยู่ก็ต้องดับสลายไปตามกาลเวลา เหลือเพียงความทรงจำที่ทิ้งใว้ให้คนได้ระลึกถึง คล้ายบันทึกของเบนจามินที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตให้กับลูกสาวเพียงคนเดียว ซึ่งไม่เคยรับรู้ว่าเบนจามินคือพ่อที่แท้จริงของตน<span style="mso-spacerun: yes;"> </span>ได้ตระหนักถึงความรัก การเสียสละและความหวังดีที่เขามีให้ หรือแม้แต่นาฬิกาโบราณในสถานีรถไฟนิวออร์ลีนส์ ที่ถูกแทนที่ด้วยนาฬิกาสมัยใหม่อย่างดิจิตอล ก็หาได้หมดคุณค่าของมันแค่เป็นวัตถุโบราณในโรงเก็บของ เพราะมันก็ยังคงทำหน้าที่ของมัน ด้วยการเดินบอกเวลา แม้ยามที่พายุเฮอริเคนแคทรีนาพัดเข้ากระหน่ำรัฐนิวออร์ลีนส์ก็ตามที</span></span></p>
<p><span class="style24"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">การได้มีชีวิตอยู่เป็นสุขให้มากที่สุดในปัจจุบันนั้นมีคุณค่ามากกว่าสิ่งอื่นใด</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"> <span class="style24">เหมือนกับที่กัปตัน</span>ไมค์พูดกับเบนจามินก่อนเสียชีวิตว่า</span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><em>“เมื่อเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น ไม่ว่าเราจะสบถด่า เราจะกล่าวโทษอะไรต่อมิอะไรก็ตาม สุดท้ายเราก็คงได้แต่ปล่อยให้มันผ่านไป&#8221;<br />
</em><br />
</span><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><strong>รูปภาพประกอบ</strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><a href="http://www.firstshowing.net/img/benjamin-button-booknew.jpg">http://www.firstshowing.net/img/benjamin-button-booknew.jpg</a></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif','sans-serif';"><strong>ข้อมูล<br />
</strong></span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: "><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif','sans-serif';"><a href="http://www.siamzone.com/movie/m/5339">http://www.siamzone.com/movie/m/<span lang="TH">5339</span></a></span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: "><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif','sans-serif';"><br />
<a href="http://www.pichate1964.com/mv/benjamindaisy.html">http://www.pichate<span lang="TH">1964.</span>com/mv/benjamindaisy.html</a> </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogger.sanook.com/chubby33/2009/02/18/the-curious-case-of-benjamin-button/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ความสุขของกะทิ (The Happiness of Kati)</title>
		<link>http://blogger.sanook.com/chubby33/2009/01/12/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b4-the-happiness-of-kati/</link>
		<comments>http://blogger.sanook.com/chubby33/2009/01/12/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b4-the-happiness-of-kati/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Jan 2009 07:39:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chubby33@sanook.com</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Movie In Memory]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blogger.sanook.com/chubby33/?p=33</guid>
		<description><![CDATA[ 

 
ความสุขคือสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ คนชราหรือว่าหนุ่มสาว ทุกคนต่างมุ่งแสวงหาความสุขที่แตกต่างกัน ตามสติปัญญา ประสบการณ์และวัยวุฒิของแต่ละบุคคล ความสุขที่คนเราทุกคนต้องการขึ้นอยู่กับระดับพื้นฐานอันได้แก่ ความพอใจ แต่ความพอใจที่ว่า มักจะมาพร้อมกับพิษภัยและสิ่งยั่วยุหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับระดับสติปัญญาของแต่ละคน ผู้ใหญ่ หนุ่มสาว หรือแม้แต่วัยชรา อาจจะหาความสุขด้วยการจับจ่าย ซื้อเสื้อผ้าราคาแพงๆ หรือว่าทานอาหารในร้านหรูๆ หรือการดื่มเครื่องสุรา สังสรรค์กับเพื่อนฝูง โดยลืมคิดไปว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความสุขเพียงชั่วคราว ไม่จีรังยั่งยืน ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงๆ แต่เป็นการเพิ่มกิเลส เพิ่มความทุกข์ให้กับตัวเองและคนรอบข้างมากกว่า แล้วความสุขของเด็กๆ ละ เป็นยังไง
ลองมานึกดูเด็กนั้นมองโลกในแง่ดี บอกทุกอย่างเป็นเรื่องสวยงาม ไม่ต้องมีความรับผิดชอบ ไม่ต้องคร่ำเครียดหาเงินมาใช้จ่าย ความสุขแบบเด็กๆ อาจจะแค่การได้วิ่งเล่น การได้พบเจอเพื่อนๆ ในตอนเปิดเรียน หรือการได้ไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว เหล่านี้ย่อมแตกต่างจากความสุขที่ผู้ใหญ่แสวงหาอย่างแน่นอน แต่กับเด็กวัย 9 ขวบที่พบว่าแม่ตนเองกำลังจะตายละ จะหาความสุขได้ไหม?
จากนิยายรางวัลซีไรท์ ประจำปี พ.ศ. 2549 ผลงานประพันธ์ของคุณงามพรรณ เวชชาชีวะ ด้วยยอดจำหน่ายกว่าสองแสนเล่ม (ปัจจุบันผู้เขียนได้ตีพิมพ์หนังสือภาคต่อของ ความสุขของกะทิ ชื่อว่า “ความสุขของกะทิ ตอน ตามหาพระจันทร์”) ได้รับการแปลและจำหน่ายใน 9 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"> </p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><img class="aligncenter" style="vertical-align: top;" src="http://i214.photobucket.com/albums/cc90/chubbymature/kati1_2QRercyWed20814.jpg" alt="" width="380" height="550" /></span></p>
<p> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ความสุขคือสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ คนชราหรือว่าหนุ่มสาว ทุกคนต่างมุ่งแสวงหาความสุขที่แตกต่างกัน ตามสติปัญญา ประสบการณ์และวัยวุฒิของแต่ละบุคคล ความสุขที่คนเราทุกคนต้องการขึ้นอยู่กับระดับพื้นฐานอันได้แก่ ความพอใจ แต่ความพอใจที่ว่า มักจะมาพร้อมกับพิษภัยและสิ่งยั่วยุหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับระดับสติปัญญาของแต่ละคน ผู้ใหญ่ หนุ่มสาว หรือแม้แต่วัยชรา อาจจะหาความสุขด้วยการจับจ่าย ซื้อเสื้อผ้าราคาแพงๆ หรือว่าทานอาหารในร้านหรูๆ หรือการดื่มเครื่องสุรา สังสรรค์กับเพื่อนฝูง โดยลืมคิดไปว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความสุขเพียงชั่วคราว ไม่จีรังยั่งยืน ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงๆ แต่เป็นการเพิ่มกิเลส เพิ่มความทุกข์ให้กับตัวเองและคนรอบข้างมากกว่า แล้วความสุขของเด็กๆ ละ เป็นยังไง</span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ลองมานึกดูเด็กนั้นมองโลกในแง่ดี บอกทุกอย่างเป็นเรื่องสวยงาม ไม่ต้องมีความรับผิดชอบ ไม่ต้องคร่ำเครียดหาเงินมาใช้จ่าย ความสุขแบบเด็กๆ อาจจะแค่การได้วิ่งเล่น การได้พบเจอเพื่อนๆ ในตอนเปิดเรียน หรือการได้ไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว เหล่านี้ย่อมแตกต่างจากความสุขที่ผู้ใหญ่แสวงหาอย่างแน่นอน แต่กับเด็กวัย </span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">9 <span lang="TH">ขวบที่พบว่าแม่ตนเองกำลังจะตายละ จะหาความสุขได้ไหม?</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">จากนิยายรางวัลซีไรท์ ประจำปี พ</span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">.<span lang="TH">ศ</span>. 2549 <span lang="TH">ผลงานประพันธ์ของคุณงามพรรณ เวชชาชีวะ ด้วยยอดจำหน่ายกว่าสองแสนเล่ม (ปัจจุบันผู้เขียนได้ตีพิมพ์หนังสือภาคต่อของ ความสุขของกะทิ ชื่อว่า “ความสุขของกะทิ ตอน ตามหาพระจันทร์</span>”<span lang="TH">) ได้รับการแปลและจำหน่ายใน </span>9 <span lang="TH">ประเทศ (อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี เยอรมนี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อิตาลี สเปน และฝรั่งเศส</span>) <span lang="TH">สู่ภาพยนตร์บนแผ่นฟิล์ม ผลงานกำกับของ เจนไวย์ ทองดีนอก โดยการเขียนบทภาพยนตร์โดยเจ้าของบทประพันธ์ คุณงามพรรณ นั้นเอง ประกอบกับตัวอย่างที่เห็นจากโรงภาพยนตร์ ทำให้ผมตั้งใจไว้ว่า จะต้องดูภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ได้ และแล้วก็สมหวังกับการรอคอยซะที</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><strong></strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><strong>No One Ever<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>Spoke About Mum</strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ความสุขของกะทิเป็นเรื่องราวของกะทิ (ด</span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">.<span lang="TH">ญ</span>.<span lang="TH">ภัสสร คงมีสุข) เด็กหญิงวัย </span>9 <span lang="TH">ขวบที่กำลังจะต้องสูญเสียแม่ที่ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง</span> (<span class="spnmessagetext">ALS: Amyotrophic Lateral Sclerosis</span>) <span lang="TH">แม่รู้ตัวว่าไม่สามารถเลี้ยงดูกะทิได้ จึงฝากกะทิให้ตากับยาย กะทิจึงเติบโตมาด้วยความรักของตาและยาย มีชีวิตอย่างสุขสบายในบ้านหลังน้อยริมคลองอันแสนอบอุ่น</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">แม้จะขาดความรักจากแม่ แต่กะทิก็มีครอบครัวและญาติๆ คนดูและและเอาใจใส่ด้วยความรัก ความห่วงใยจากใจจริง เธอมีคุณตาที่เคยเป็นทนาย (น้า<strong><span style="font-weight: normal; font-family: ">สะอาด เปี่ยมพงษ์สานต์</span></strong>) สามารถเรียกเสียงหัวเราะจากกะทิและครอบครัวได้อยู่เสมอๆ คุณยาย (น้าจารุวรรณ ปัญโญภาส) ของกะทิแม้จะเป็นคนที่เคร่งครัดและหัวโบราณ แต่คุณยายก็สอนกะทิในเรื่องต่างๆ นาๆ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">นอกจากนี้กะทิยังมีพี่ทอง (ด</span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">.<span lang="TH">ช</span>. <span lang="TH">นิธิศ โคว้สกุล) ซึ่งเป็นคนที่เข้าอกเข้าใจกะทิเป็นอย่างดี ทั้งเป็นคนที่เคยช่วยชีวิตกะทิไว้ตอนกะทิเป็นเด็ก ลุงตอง (ไมเคิล เชาวนาศัย) น้าฏา (เข็มอัปสร สิริสุขะ) และน้ากันต์ (กฤษดา สุโกศล) ซึ่งเป็นคนที่ห่วงใยกะทิ คอยหาสิ่งดีๆให้กะทิอยู่เสมอๆ รวมถึงยังเป็นคนที่พูดปลอบใจกะทิในยามที่กะทิเศร้าโศกเสียใจ และที่ขาดไม่ได้ก็คือ แม่ของกะทิ</span> (<span lang="TH">รัชนก แสงชูโต) ที่ถึงแม้จะจากไปก่อนวัยอันควรแต่ก็จัดสิ่งต่างๆไว้ให้กะทิอย่างดิบดีด้วยความรักจากใจของผู้เป็นแม่</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><strong></strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><strong></strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><strong>Past Likes Shadow, Sometime Leads Us to the Future</strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">อาจจะเพราะได้คุณงามพรรณมารับหน้าที่ในการเขียนบทภาพยนตร์เรื่องความสุขของกะทิ จึงทำให้ภาพยนตร์และบทประพันธ์มีกลยุทธในการดำเนินเรื่องคล้ายๆ กัน นั้นก็คือ การค่อยๆ เผยปมทีละน้อยๆ ร่วมถึงการสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชม ที่เป็นเสมือนผู้แอบเฝ้าดูเรื่องราวของกะทิ (สังเกตได้จากการเคลื่อนกล้องและมุมกล้องที่ถ่ายทอดออกมา)</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">แต่อย่างไรก็ตามกลวิธีการนำเสนอในรูปแบบนี้ อาจจะเป็นตัวทำลายภาพยนตร์ได้เช่นกัน เพราะการนำเสนอดังกล่าวย่อมส่งผลให้ตัวภาพยนตร์มีการดำเนินเรื่องที่เนิบนาบ และอาจจะไม่เหมาะสำหรับผู้ชมที่ไม่คุ้นกับอารมณ์และการนำเสนอแบบนี้ (คล้าย </span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">Once <span lang="TH">ที่มีช่วงให้รู้สึกหาวได้เหมือนกัน) ยิ่งมาเจอกับงานถ่ายภาพที่มีการแช่กล้องทิ้งในช่วงต่อซีนในบางครั้ง ก็ยิ่งทำให้ผู้ชมที่ไม่คุ้นเคยออกอาการง่วงได้เช่นกัน</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ถึงกระนั้นก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสุขของกะทิ ทำให้เราได้เห็นมุมมองบางอย่างที่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของเรา ในยุคที่เศรษฐกิจซบเซา มองไปทางไหนก็มีแต่ปัญหาและอุปสรรครออยู่ จริงอยู่กะทิอาจจะเป็นเพียงเด็กวัยเพียง </span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">9 <span lang="TH">ขวบที่ผ่านประสบการณ์ชิวิตมาเพียงเล็กน้อย แต่สิ่งที่กะทิรับรู้และสัมผัสก็คือ ในความสุขมักจะมีความเศร้าแอบแฝงปนอยู่ ไม่เว้นแม้ในวิถีชีวิตที่สุขสงบนี้ กะทิจึงต้องเผชิญหน้ากับการสูญเสียแม่ไปในที่สุด ในทางกลับกันในความเศร้านั้นก็มีความสุขแอบแฝงเช่นเดียวกัน และด้วยความรักจากทุกคนรอบๆ กาย กะทิจึงไม่คิดโหยหาความรักจากพ่อที่อยู่ไกลโพ้นต่างแดน หากแต่กะทิเลือกจะอยู่ในอ้อมกอดของตากับยาย และผ่านชีวิตอันควรจะทุกข์นั้นด้วยใจที่เข้มแข็งต่อไป เพราะกะทิรู้ตัวดีว่า ความสุขที่กะทิต้องการนั้นคืออะไร</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">งานถ่ายภาพสามารถตอบโจทย์ของบทประพันธ์และช่วยเสริมสร้างอารมณ์ให้กับหนังได้อย่างเต็มที่ บ้านริมคลองที่อาจจะทำให้หลายคนอยากมีบ้านในฝันแบบนี้ บรรยากาศอันรื่นรมย์ชวนให้นึกถึงบ้านในสวนของตากับยาย (ของผมเอง) ฉากทุ่งข้าวเขียวขจี ฉากริมทะเลที่สวยงามสดใส และฉากบ้านในกรุงเทพและสวนสาธารณะที่ดูงดงาม เหล่านี้เสริมให้เรื่องราวดูมีอะไรมากกว่าแค่ภาพเคลื่อนไหว คล้ายๆ กับต้องการบอกกับเราว่า ไม่ว่าจะที่ไหนหรืออย่างไร ความสุขที่แท้จริงของคนเรา บางครั้งอยู่รอบๆ ตัวเรา หากเพียงเราจะลองมองทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายดาย ก็เท่านั้น</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><strong></strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><strong>เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับโรค<span style="mso-spacerun: yes;">  </span></strong></span><span style="font-size: 10pt; font-family: "><strong>ALS</strong><br />
(<a href="http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=1846">http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=1846</a>)</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span class="spnmessagetext"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">โรคเอแอลเอสหรือโรคอะไมโอโทรฟิค แลเทอรอล สเคอโรซิส (</span></span><span class="spnmessagetext"><span style="font-size: 10pt; font-family: ">ALS : Amyotrophic Lateral Sclerosis) <span lang="TH">หรือในชื่อไทยว่า </span>‘<span lang="TH">โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง</span></span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">’ <span class="spnmessagetext"><span lang="TH">ในต่างประเทศจะพบโรคนี้ </span>1 <span lang="TH">คนต่อประชากร </span>100,000 <span lang="TH">คน สำหรับในประเทศไทยมีพบผู้ป่วยน้อยมาก จากข้อมูลของสถาบันประสาทวิทยาจะมีผู้มารักษาปีละประมาณ </span>100 – 150 <span lang="TH">คน แต่มีจำนวนผู้เข้ารับรักษาเป็นผู้ป่วยแค่ปีละประมาณ </span>5 <span lang="TH">คนเท่านั้น</span> </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span class="spnmessagetext"><span style="font-size: 10pt; font-family: "> </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span class="spnmessagetext"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">โรคนี้ยังไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่เคยมีรายงานว่าผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะมีบุคคลในครอบครัวหรือญาติพี่น้อง เคยเป็นโรคมาก่อน แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าเป็นโรคติดต่อทางพันธุกรรมหรือไม่</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: "><br />
<span class="spnmessagetext"> </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span class="spnmessagetext"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">อาการของโรคเกิดจากการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาท ที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแขนขา ลำตัว การกลืนและการหายใจ อาการที่ปรากฏจะเกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขน หรือขาหรือเกิดกับทั้งแขนและขาไปพร้อมๆ กัน อาการอ่อนแรงจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดกับกล้ามเนื้อควบคุมการกลืน การพูดและการหายใจ ถึงขั้นเสียชีวิตในที่สุด</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: "><br style="mso-special-character: line-break;" /><br style="mso-special-character: line-break;" /></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span class="spnmessagetext"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">สำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคเอแอลเอสนั้น แพทย์จะสังเกตจากอาการพบคลินิกที่มีลักษณะการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนหรือขา โรคนี้ยังไม่มียารักษาให้หายเป็นปกติได้ แต่สามารถให้การรักษาด้วยยาไรลูโซนเพื่อบรรเทาอาการของโรค เป็นการยืดอายุผู้ป่วยออกไปได้ระยะหนึ่ง ส่วนมากผู้ป่วยจะอยู่รอดได้อีก </span></span><span class="spnmessagetext"><span style="font-size: 10pt; font-family: ">3 – 4 <span lang="TH">ปี ตามสถิติที่พบเจอ โดยมากผู้ป่วยร้อยละ </span>20 <span lang="TH">สามารถอยู่รอดได้นาน </span>5 <span lang="TH">ปี และผู้ป่วยร้อยละ </span>10 <span lang="TH">สามารถอยู่รอดได้นาน </span>8 <span lang="TH">ปี</span></span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: "><br style="mso-special-character: line-break;" /><br style="mso-special-character: line-break;" /></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span class="spnmessagetext"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">โรคเอแอลเอสหรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นโรคที่มีโอกาสเกิดได้กับบุคคลทุก สาขาอาชีพและเมื่อมีอาการของโรคแล้วก็ยังไม่มียารักษาให้หายเป็นปกติได้ การรักษาจึงเพียงแต่ช่วยบรรเทาอาการรุนแรงของโรคเพื่อช่วยยืดอายุผู้ป่วยให้ยาวนานไปได้อีกระยะหนึ่งเท่านั้น และเนื่องจากโรคนี้ยังไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุใด โอกาสการป้องกันการเกิดโรคจึงทำได้ค่อนข้างยาก วิธีที่ดีที่สุดก็คือหมั่นสังเกตสุขภาพของตนเอง ถ้าหากรู้สึกว่ามีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนหรือขา ควรรีบมาพบแพทย์โดยเร็วเพื่อตรวจวินิจฉัย ถ้าพบว่าเป็นโรคนี้จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จะช่วยบรรเทาความรุนแรงของโรคได้ด้วย</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><span style="mso-spacerun: yes;"> </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">รูปภาพประกอบ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><a href="http://www.nangdee.com/title/mt_poster.php?movie_id=1493">http://www.nangdee.com/title/mt_poster.php?movie_id=<span lang="TH">1493</span></a></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ข้อมูล</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><a href="http://www.dhammajak.net/book/sukha/sukha.php">http://www.dhammajak.net/book/sukha/sukha.php</a></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><a href="http://th.wikipedia.org/wiki/ความสุขของกะทิ">http://th.wikipedia.org/wiki/<span lang="TH">ความสุขของกะทิ</span></a><span lang="TH"><br />
</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: "><a href="http://movie.sanook.com/movie/movie_14940.php">http://movie.sanook.com/movie/movie_14940.php</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogger.sanook.com/chubby33/2009/01/12/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b4-the-happiness-of-kati/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>บทที่ 9: A Day-Trip Adventure @ Fraser Island: The World’s Heritage Part 2</title>
		<link>http://blogger.sanook.com/chubby33/2008/12/05/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-9-a-day-trip-adventure-fraser-island-the-world%e2%80%99s-heritage-part-2/</link>
		<comments>http://blogger.sanook.com/chubby33/2008/12/05/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-9-a-day-trip-adventure-fraser-island-the-world%e2%80%99s-heritage-part-2/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Dec 2008 14:03:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chubby33@sanook.com</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[4 Year, Life in Australia]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blogger.sanook.com/chubby33/?p=32</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากไกด์ปล่อยให้ผมและคนอื่นๆ ในคณะชื่นชมกับความยิ่งใหญ่และถ่ายรูปเรือกันเป็นที่พอใจ ไกด์ก็ขับรถตามชายหาดต่อไป เลยซากเรือโมฮีโนมาได้ไม่ไกลคณะเราก็มาพบกับที่ตั้งของวิหารหลากสี – The Cathedrals หลายคนอาจจะคิดว่าวิหารอะไรมาอยู่บนเกาะแห่งนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว The Cathedrals เป็นหน้าผาทรายหรือภูเขาทรายเล็กๆ สูงร่วม 15 เมตร โดยจุดเด่นของ The Cathedrals คือรูปทรงหน้าผาทรายอันแปลกตาและสีสันของทราย ซึ่งเกิดจากแร่ธาตุภายในเม็ดทรายทำปฏิกิริยากับอากาศริมทะเลจนเกิดเป็นสีส้ม เหลือง น้ำตาล ดำและม่วง

The Cathedrals หรือที่รู้จักกันในหน้าผาสีรุ้ง
เราใช้ชายหาดเป็นถนนขับเลาะขึ้นเหนือไปได้ถึงจุดที่เรียกว่า Indian Head บริเวณดังกล่าวได้รับการตั้งชื่อโดยกัปตันเจมส์ คุ๊ก (Captain James Cook) ตั้งแต่ปี 1770 สมัยที่ล่องเรือมาสำรวจทวีปใหม่แห่งนี้เป็นครั้งแรก เมื่อครั้งนั้นกัปตันคุ๊กสังเกตุเห็นชาวอะบอริจิ้นกลุ่มหนึ่งกำลังหาปลากันอย่างขะมักเขม้น ในภายหลังจึงได้รู้ว่าชาวอะบอริจิ้นเผ่าบัทชัลลาได้อาศัย Rock Pool ที่เกิดตามธรรมชาติบริเวณนั้นเป็นแหล่งจับปลาตอนช่วงน้ำลง 
เจ้า Rock Pool ที่ว่าดูเป็นเพียงแค่โขดหินธรรมชาติ แต่จุดที่น่าสนใจของมันจะอยู่ตรงเวลาน้ำขึ้นน้ำทะเลจะท่วมถึงหมด แต่พอน้ำลงน้ำจะถูกกักไว้ในโขดหิน เกิดเป็นแอ่งน้ำธรรมชาติชั่วคราว นักท่องเที่ยวที่มาสนุกกับสระว่ายน้ำธรรมชาติแห่งนี้ได้ขนานนามสระว่ายน้ำที่รายล้อมไปด้วยโขดหินและเกลียวคลื่นแห่งนี้ว่า Champagne Pool หรืออ่างน้ำที่เต็มไปด้วยฟองแชมเปญ


Rock Pool
แต่ในทัวร์ครั้งนี้การไปชม Rock Pool ไม่ได้อยู่ในโปรแกรม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">หลังจากไกด์ปล่อยให้ผมและคนอื่นๆ ในคณะชื่นชมกับความยิ่งใหญ่และถ่ายรูปเรือกันเป็นที่พอใจ ไกด์ก็ขับรถตามชายหาดต่อไป เลยซากเรือโมฮีโนมาได้ไม่ไกลคณะเราก็มาพบกับที่ตั้งของวิหารหลากสี</span><span style="font-size: 10pt; font-family: "> – The Cathedrals <span lang="TH">หลายคนอาจจะคิดว่าวิหารอะไรมาอยู่บนเกาะแห่งนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว </span>The Cathedrals<span lang="TH"> เป็นหน้าผาทรายหรือภูเขาทรายเล็กๆ สูงร่วม</span> 15 <span lang="TH">เมตร โดยจุดเด่นของ</span> The Cathedrals <span lang="TH">คือรูปทรงหน้าผาทรายอันแปลกตาและสีสันของทราย ซึ่งเกิดจากแร่ธาตุภายในเม็ดทรายทำปฏิกิริยากับอากาศริมทะเลจนเกิดเป็นสีส้ม เหลือง น้ำตาล ดำและม่วง</span></span></p>
<p style="TEXT-ALIGN: center"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><img class="aligncenter" style="VERTICAL-ALIGN: middle" src="http://i214.photobucket.com/albums/cc90/chubbymature/cathedrals.jpg" alt="" width="251" height="172" /></span></p>
<p style="TEXT-ALIGN: center"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><em>The Cathedrals หรือที่รู้จักกันในหน้าผาสีรุ้ง</em></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">เราใช้ชายหาดเป็นถนนขับเลาะขึ้นเหนือไปได้ถึงจุดที่เรียกว่า</span><span style="font-size: 10pt; font-family: "> Indian Head <span lang="TH">บริเวณดังกล่าวได้รับการตั้งชื่อโดยกัปตันเจมส์ คุ๊ก (</span>Captain James Cook<span lang="TH">) ตั้งแต่ปี</span> 1770 <span lang="TH">สมัยที่ล่องเรือมาสำรวจทวีปใหม่แห่งนี้เป็นครั้งแรก เมื่อครั้งนั้นกัปตันคุ๊กสังเกตุเห็นชาวอะบอริจิ้นกลุ่มหนึ่งกำลังหาปลากันอย่างขะมักเขม้น ในภายหลังจึงได้รู้ว่าชาวอะบอริจิ้นเผ่าบัทชัลลาได้อาศัย</span> Rock Pool <span lang="TH">ที่เกิดตามธรรมชาติบริเวณนั้นเป็นแหล่งจับปลาตอนช่วงน้ำลง </span></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: "><span lang="TH">เจ้า </span>Rock Pool <span lang="TH">ที่ว่าดูเป็นเพียงแค่โขดหินธรรมชาติ แต่จุดที่น่าสนใจของมันจะอยู่ตรงเวลาน้ำขึ้นน้ำทะเลจะท่วมถึงหมด แต่พอน้ำลงน้ำจะถูกกักไว้ในโขดหิน เกิดเป็นแอ่งน้ำธรรมชาติชั่วคราว นักท่องเที่ยวที่มาสนุกกับสระว่ายน้ำธรรมชาติแห่งนี้ได้ขนานนามสระว่ายน้ำที่รายล้อมไปด้วยโขดหินและเกลียวคลื่นแห่งนี้ว่า</span> Champagne Pool<span lang="TH"> หรืออ่างน้ำที่เต็มไปด้วยฟองแชมเปญ<br />
</span></span></p>
<p style="TEXT-ALIGN: center"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><img class="aligncenter" style="VERTICAL-ALIGN: middle" src="http://i214.photobucket.com/albums/cc90/chubbymature/wilderness_adventure_03.jpg" alt="" width="271" height="185" /></span></p>
<p style="TEXT-ALIGN: center"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><em>Rock Pool</em></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">แต่ในทัวร์ครั้งนี้การไปชม </span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">Rock Pool<span lang="TH"> ไม่ได้อยู่ในโปรแกรม เพราะตามตารางนั้นจะเป็นวันพรุ่งนี้ ซึ่งคนที่ซื้อ 2 </span>Days Trip <span lang="TH">จะได้ไปชมอย่างแน่นอน ผมรู้สึกเสียดาย แต่ก็ถือซะว่าได้มีโอกาสมาเหยียบเกาะทรายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แถมยังเป็นมรดกและสมบัติของโลกด้วยแล้ว แต่นี้ก็ตื่นเต้นและเอาไปคุยกับชาวบ้านได้อย่างเต็มที่ (รู้สึกว่าในรุ่นที่มาเรียนรุ่นเดียวกับผม จะมีแค่ผมคนเดียวมีได้มาเที่ยวทีเกาะเฟรเซอร์แห่งนี้&#8230;แจ๋วจริง)</span></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">แต่ที่แน่ๆ ผมได้มีโอกาสชมความงามของทะเลสาบเมเคนไนซ์ (</span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">Mekenize</span><span style="font-size: 10pt; font-family: "> Lake</span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">) <span lang="TH">ซึ่งถือเป็นทะเลสาบที่สวยที่สุดในบรรดาทะเลสาบทั้งหมดของเกาะเฟรเซอร์ น้ำในทะเลสาบใสแจ๋วและหาดทรายขาวเนียนเป็นบริเวณกว้าง เหมาะแก่การเล่นน้ำเป็นอย่างยิ่ง ทำให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่บนเกาะ ไม่อนุญาติให้ผู้ลงเล่นน้ำทาโลชั่น หรืออะไรทั้งสิ้นลงเล่นน้ำในทะเลสาบ และทุกคนจะต้องอาบน้ำโดยใช้สบู่ฟอกตัวก่อนลงเล่นอีกด้วย (กลับมามองบ้านเรา ล่าสุดไปถ้ำมรกตมา ทรายจากที่เคยขาวก็เริ่มคล้ำแล้ว ต่างจากที่ผมเคยไปในตอนแรกที่ขาวสะอาด)</span></span></p>
<p style="TEXT-ALIGN: center"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><img class="aligncenter" style="VERTICAL-ALIGN: middle" src="http://i214.photobucket.com/albums/cc90/chubbymature/LakeMcKenzie.jpg" alt="" width="299" height="164" /></span></p>
<p style="TEXT-ALIGN: center"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><em>ทะเลสาบเมเคนไนซ์ (<span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">Mekenize</span><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';"> Lake</span><span style="font-size: 10pt; font-family: 'Microsoft Sans Serif';">)</span></em></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">นอกจากนี้บนเกาะยังมีทะเสสาบที่น่าสนใจอีก 3-4 แห่ง เช่นทะเลสาบเวบบี้ (</span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">Wabby Lake<span lang="TH">) แต่ที่น่าสนใจคงจะหนีไม่พ้นทะเลสาบบูเมนจิน (</span>Boomanjin Lake <span lang="TH">หรือที่มีชื่อเรียกทางวิชาการว่า </span>Perched Lake<span lang="TH">) ที่ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเล เป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีเนื้อที่ถึง 480 ตารางกิโลเมตร ประกอบกับคลื่นลมจากมหาสมุทรแปซิฟิก และพายุไซโคลนที่มักจะพัดผ่านเกาะแห่งนี้เป็นประจำ ทำให้เกาะแห่งนี้มีฝนตกชุกมากแห่งหนึ่งของโลก ก่อให้เกิดทะเลสาบมากมายบนเกาะเฟรเซอร์แห่งนี้ </span></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: "><span lang="TH">ลมมรสุมยังช่วยให้เกาะแห่งนี้มีวิวัฒนาการกลายเป็นป่าฝนเขตร้อน ทำให้มีการทำเส้นทางเดินป่าขึ้นมา เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักเดินป่าให้มาสัมผัสและตั้งแคมป์กันเป็นประจำ บางเส้นทางเลาะไปตามลำธารวองกูลบา</span> (Wanggoolba Creek) <span lang="TH">ซึ่งมีน้ำที่ใสแจ๋วราวกระจกไหลเลาะอยู่ท่ามกลางไม้ป่า เขียวขจี ไม่ว่าจะเป็นเฟิร์นพุ่ม เถาวัลย์ใหญ่น้อย และพันธุ์ไม้จำพวกปาล์ม ซึ่งเป็นลักษณะของป่าดิบชื้นแท้ๆ บนพื้นมีพรมมอสเขียวกำมะหยี่ มีไลเคน เห็ดรา เกาะบนเปลือกไม้ ส่วนกล้วยไม้และดอกไม้ป่าหลากชนิด สามารถพบเห็นได้ทั้งบนพื้นดิน และคาคบไม้ บอกได้คำเดียวว่าคุ้มจริง</span></span></p>
<p style="TEXT-ALIGN: center"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><span lang="TH"><img class="aligncenter" style="VERTICAL-ALIGN: middle" src="http://i214.photobucket.com/albums/cc90/chubbymature/133465135_c2731f322d.jpg" alt="" width="250" height="188" /></span></span></p>
<p style="TEXT-ALIGN: center"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><em>บนเส้นทางศึกษาธรรมชาติ Wanggoolba Creek</em></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ใกล้เที่ยงแล้วไกด์เรียกทั้งหมดขึ้นจากทะเลสาบเพื่อขึ้นรถ เพื่อนำเรามายังรีสอร์ทที่เราจะใช้เป็นที่พักทานอาหาร นักท่องเที่ยวในกรุ๊ปบางคนจะต้องเอากระเป๋าเข้าห้องพัก หลังจากจัดแจงเรื่องห้องพักเสร็จแล้ว พวกเราทั้งหมดก็ไปยังห้องอาหารเพื่อรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน เป็นอาหารมื้อง่ายๆ เบาๆ ผมทานเยอะไปพอสมควร จากนั้นก็ออกมาเดินเล่ริมชายหาดรอบๆ รีสอร์ท ท้องฟ้าครึ้ม เมฆครึ้มมาแต่ไกลๆ แต่เฟรเซอร์ก็ยังคงสวยอยู่ไม่เปลี่ยน จากข้อมลูที่ได้มา เราสามารถเที่ยวเกาะเฟรเซอร์ได้ทั้งปี แต่ฤดูที่เหมาะสมที่สุดน่าจะเป็นช่วงฤดูหนาว หรือฤดูใบไม้ผลิ</span><span style="font-size: 10pt; font-family: "> (<span lang="TH">มิถุนายน</span> – <span lang="TH">กันยายน</span>) <span lang="TH">เพราะอากาศแห้ง เย็นสบาย และไม่มีฝน ถ้ามาตอนหน้าร้อน</span> (<span lang="TH">ธันวาคม</span> – <span lang="TH">กุมภาพันธ์</span>) <span lang="TH">คงจะมีโอกาสเจอฝนค่อนข้างชุก </span></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">หลังอาหารกลางวัน ไกด์แบ่งกรุ๊ปออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่จะกลับไปยังนูซ่า เฮด ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มที่จะพักค้างแรมที่เกาะเฟรเซอร์หนึ่งคืน กลุ่มที่จะกลับนูซ่า เฮด จะขึ้นรถคันเดิมเพื่อไปดูป่าดงดิบต่อ ส่วนกลุ่มที่ค้างจะอยู่รอรถของทางรีสอร์ทเพื่อไปเที่ยวทะเลสาบอีก 2 แห่ง</span></p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://i214.photobucket.com/albums/cc90/chubbymature/EliCreek.jpg" alt="" width="270" height="180" /></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><em>Eli Creek ในโปรแกรมสำหรับ 2 Days Trip</em></span></p>
<p style="TEXT-ALIGN: left"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">จากนั้นไกด์ก็นำเราเทียวชมป่าที่อยู่ใจกลางเกาะเฟรเซอร์ พร้อมกับอธิบายรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับพันธ์ไม้แต่ละต้น บางต้นสูงชะลูดมีกาฝากเกาะติดแน่นมานานหลายสิบปี ป่าทั้งป่าในหน้าฝนดูเขียวชะอุ่ม สวยงามและรื่นรมย์ ผมชอบบรรยากาศแบบนี้เป็นพิเศษ ชุ่มชื้นและดูสดชื่นไปกับสีเขียวของต้นไม้และไอฝนที่เพิ่งเลิกตกไป พื้นดินที่เป็นทรายบางช่วงอุ้มน้ำทำให้เดินต้องคอยระวัง ไม่งั้นเท้าอาจจะจมลงไปได้</span></p>
<p style="TEXT-ALIGN: left"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">หลังจากปล่อยให้พวกเราชื่นชมกับความงดงามของธรรมชาติจนอิ่มหนำแล้ว ไกด์ก็เรียกพวกเราทั้งหมดขึ้นรถเพื่อออกเดินทางชมความงามรอบๆ ชายหาดก่อนจะเดินทางกลับนูซ่า เฮดต่อไป โดยใช้เส้นทางเดิมที่เราใช้กันเมื่อเช้านี้ ผมนั่งมองดูชายหาดและทะเลมาตลอดทาง หลังจากเราขึ้นจากเรือเฟอรรีกลับมายังฮาร์วีย์เบย์ ผมเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ได้ แต่มารู้สึกตัวอีกทีตอนใกล้ๆ จะถึงนูซ่า เฮดแล้ว</span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ไกด์จอดรถให้ผมลงตรงจุดที่รับผมเมื่อตอนเช้ามืด ผมกล่าวคำขอบคุณไกด์สำหรับทริปที่สนุกและเปิดโลกทัศน์ใหม่ของผม จากนั้นผมก็ลงจากรถเพื่อข้ามถนน ฟ้ามืดสนิท แม้ว่าจะเพิ่ง 6 โมงเย็นก็ตาม ฝนตกพรำๆ ผมยืนลังเลของริมฟุตบาทก่อนจะเลือกเดินไปยังร้านอาหารจีนที่ผมเคยซื้อของกินเมื่อวันก่อน ผมสั่งอาหารง่ายๆ มาอย่างหนึ่ง (เพราะที่ห้องพักยังมีของเหลือจากเมื่อวานในตู้เย็น) จากนั้นผมก็เดินกลับไปยังห้องพัก </span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ผมเลือกที่จะอาบน้ำก่อนจะลงมือรับประทานอาหาร ผมรู้สึกเพลียๆ อยู่เหมือนกัน เสียดายที่พรุ่งนี้ผมจะต้องเดินทางกลับแล้ว 3 วันมันช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน แม้ที่นี้จะสวยและมีอะไรต่อมีอะไรให้ทำเยอะก็ตาม แต่ในความรู้สึกผมก็ยังคงยืนยันว่า ทะเลบ้านเราสวยและมีเสน่ห์มากกว่า เสียแต่ว่าเราขาดการจัดการที่ดีในเรื่องของขยะ การรองรับนักท่องเที่ยวและการปลูกจิตสำนึกให้รักธรรมชาติเหมือนอย่างที่ประเทศออสเตรเลีย </span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ผมนั่งดูทีวีสักพัก ก่อนจะปิดเมื่อเริ่มรู้สึกง่วงนอน ผมล้มตัวลงนอนที่นอนเดิมที่นอนเมื่อคืนก่อน ฝนเริ่มตกหนัก กิ่งไม้ที่หน้าต่างไหวตามแรงลม ดูน่ากลัว แต่ตอนนี้ผมง่วงเหลือเกิน&#8230;&#8230;&#8230;..</span></p>
<p> </p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><span style="font-size: 15pt; font-family: " lang="TH"><span style="font-size: 8pt; font-family: " lang="TH">รูปภาพประกอบ<br />
</span><span style="font-size: 8pt; font-family: "><a href="http://www.fraserislandhideaway.com/images/cathedrals.jpg">http://www.fraserislandhideaway.com/images/cathedrals.jpg</a></span><span style="font-size: 8pt; font-family: "><br />
<a href="http://www.fraserislandresort.com/kingfisher_bay_resort/tours/wilderness/images/wilderness_adventure_03.jpg">http://www.fraserislandresort.com/kingfisher_bay_resort/tours/wilderness/images/wilderness_adventure_03.jpg</a></span><span style="font-size: 8pt; font-family: "><br />
<a href="http://www.fraserisland.info/images/stories/articles/fraser-island-in-brief-(1).jpg">http://www.fraserisland.info/images/stories/articles/fraser-island-in-brief-(1).jpg</a></span><span style="font-size: 8pt; font-family: "><br />
<a href="http://farm1.static.flickr.com/51/133465135_c2731f322d.jpg?v=0">http://farm1.static.flickr.com/51/133465135_c2731f322d.jpg?v=0</a></span><span style="font-size: 8pt; font-family: "><br />
<a href="http://www.totaltravel.com/images/photos/140206/419099.jpg">http://www.totaltravel.com/images/photos/140206/419099.jpg</a></span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 8pt; font-family: " lang="TH">ข้อมูล (เพิ่มเติมเฉพาะ Fraser Island)<br />
</span><span style="font-size: 8pt; font-family: "><a href="http://www.sciencesriyapai.th.gs/web-s/asu/frame9.html">http://www.sciencesriyapai.th.gs/web-s/asu/frame<span lang="TH">9.</span>html</a></span><span style="font-size: 8pt; font-family: "><br />
<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Fraser_Island">http://en.wikipedia.org/wiki/Fraser_Island</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogger.sanook.com/chubby33/2008/12/05/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-9-a-day-trip-adventure-fraser-island-the-world%e2%80%99s-heritage-part-2/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>บทที่ 8: A Day-Trip Adventure @ Fraser Island: The World’s Heritage Part 1</title>
		<link>http://blogger.sanook.com/chubby33/2008/12/05/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-8-a-day-trip-adventure-fraser-island-the-world%e2%80%99s-heritage-part-1/</link>
		<comments>http://blogger.sanook.com/chubby33/2008/12/05/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-8-a-day-trip-adventure-fraser-island-the-world%e2%80%99s-heritage-part-1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Dec 2008 13:26:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chubby33@sanook.com</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[4 Year, Life in Australia]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blogger.sanook.com/chubby33/?p=31</guid>
		<description><![CDATA[“ติ๊ดๆๆๆ”
“Good morning this is radio 104 FM broadcast from Noosa Head……”
 
ผมสะดุ้งตื่นจากเจ้าเสียงนาฬิกาที่แม้ว่าจะมีขนาดเล็กแบบพกพาแต่ขอโทษเสียงมันดังกว่านาฬิกาปลุกตัวใหญ่บางตัวด้วยซ้ำ ผมเจอเจ้านาฬิกาที่ร้านขายของเก่าในแหล่งช็อปปิ้งของนูซ่า เฮด เมื่อวานตอนเย็น ผมเห็นแล้วชอบใจและที่สำคัญราคาไม่แพง เพียง 10 เหรียญดอลล่าร์ออสเตรเลียหรือประมาณ 250 บาท (ผมได้มีโอกาสใช้เจ้านาฬิกาตัวนี้จวบจนก่อนกลับบ้านมันถึงเสียและเดินไม่ได้อีกเลยจนบัดนี้) พร้อมๆ กับเสียงรายการวิทยุจากเจ้านาฬิกา-วิทยุในห้องที่อยู่ตรงบริเวณห้องครัว (ผมเลือกเปิดเสียงดังสุด เพราะว่าผมจะได้รำคาญแล้วลุกขึ้นมาปิดมัน) ผมเหลือบมองนาฬิกามันเป็นเวลาตีห้าสิบนาที ฝนที่ตกกระหน่ำเมื่อคืนหยุดไปแล้ว ลมพัดเบาๆ กิ่งไม้ตรงหน้าต่างยังคงไหวตามแรงลม 
 
“ฮืมม&#8230;.นี้ตูตั้งนาฬิกาปลุกทำไมแต่เช้าว่ะ”
 
ผมนึกในใจพลางคิดว่าอยากจะนอนหลับอีกสักงีบ ทันใดก็พลันฉุกคิดได้ว่าตัวเองซื้อทัวร์ไว้โดยรถจะมารับตอนตีห้าครึ่ง ผมรีบลุกเข้าห้องน้ำ อาบน้ำด้วยความรวดเร็ว ก่อนอาบน้ำก็หยิบขนมปัง 2 แผ่นโยนเข้าเครื่องปิ้งขนมปัง พร้อมกับเทนมแก้วหนึ่งทิ้งไว้ (อากาศค่อนข้างเย็น ขืนดื่มนมเย็นๆ ที่หยิบจากตู้เย็น มีหวังท้องไส้ปั่นป่วนแน่ๆ) พอออกจากห้องน้ำ ขนมปังปิ้งยังคงอุ่นๆ อยู่ ผมรีบเดินไปแต่งตัวด้วยชุดที่สบายที่สุด และคว้าเสื้อแจ๊กเก็ตตัวโปรด (ปัจจุบันอยู่กับแฟนเก่าผม เธอยึดไป เพราะเธอชอบ บอกว่าเวลาใส่แล้วอุ่นและสบาย) 
 
หลังจากจัดการเจ้าอาหารเช้าอย่างเร่งด่วน ผมก็รีบคว้ากระเป๋ากล้องกับกุญแจห้อง โดยไม่ลืมดึงปลั๊กเครื่องปิ้งขนมปังและปิดเจ้านาฬิกา-วิทยุ ก่อนจะออกจากห้องพัก ผมเดินไปรอที่ถนนหัวมุมบังกะโลที่ผมพักอยู่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: 10pt; font-family: ">“<span lang="TH">ติ๊ดๆๆๆ</span>”</span></p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;" align="left"><span style="font-size: 10pt; font-family: ">“Good morning this is radio 104 FM broadcast from Noosa Head……”</span></p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;" align="left"><span style="font-size: 10pt; font-family: "> </span></p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;" align="left"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ผมสะดุ้งตื่นจากเจ้าเสียงนาฬิกาที่แม้ว่าจะมีขนาดเล็กแบบพกพาแต่ขอโทษเสียงมันดังกว่านาฬิกาปลุกตัวใหญ่บางตัวด้วยซ้ำ ผมเจอเจ้านาฬิกาที่ร้านขายของเก่าในแหล่งช็อปปิ้งของนูซ่า เฮด เมื่อวานตอนเย็น ผมเห็นแล้วชอบใจและที่สำคัญราคาไม่แพง เพียง 10 เหรียญดอลล่าร์ออสเตรเลียหรือประมาณ 250 บาท (ผมได้มีโอกาสใช้เจ้านาฬิกาตัวนี้จวบจนก่อนกลับบ้านมันถึงเสียและเดินไม่ได้อีกเลยจนบัดนี้) พร้อมๆ กับเสียงรายการวิทยุจากเจ้านาฬิกา-วิทยุในห้องที่อยู่ตรงบริเวณห้องครัว (ผมเลือกเปิดเสียงดังสุด เพราะว่าผมจะได้รำคาญแล้วลุกขึ้นมาปิดมัน) ผมเหลือบมองนาฬิกามันเป็นเวลาตีห้าสิบนาที ฝนที่ตกกระหน่ำเมื่อคืนหยุดไปแล้ว ลมพัดเบาๆ กิ่งไม้ตรงหน้าต่างยังคงไหวตามแรงลม </span></p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;" align="left"><span style="font-size: 10pt; font-family: "> </span></p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;" align="left"><span style="font-size: 10pt; font-family: ">“<span lang="TH">ฮืมม&#8230;.นี้ตูตั้งนาฬิกาปลุกทำไมแต่เช้าว่ะ</span>”</span></p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;" align="left"> </p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;" align="left"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><span lang="TH">ผมนึกในใจพลางคิดว่าอยากจะนอนหลับอีกสักงีบ ทันใดก็พลันฉุกคิดได้ว่าตัวเองซื้อทัวร์ไว้โดยรถจะมารับตอนตีห้าครึ่ง ผมรีบลุกเข้าห้องน้ำ อาบน้ำด้วยความรวดเร็ว ก่อนอาบน้ำก็หยิบขนมปัง 2 แผ่นโยนเข้าเครื่องปิ้งขนมปัง พร้อมกับเทนมแก้วหนึ่งทิ้งไว้ (อากาศค่อนข้างเย็น ขืนดื่มนมเย็นๆ ที่หยิบจากตู้เย็น มีหวังท้องไส้ปั่นป่วนแน่ๆ) พอออกจากห้องน้ำ ขนมปังปิ้งยังคงอุ่นๆ อยู่ ผมรีบเดินไปแต่งตัวด้วยชุดที่สบายที่สุด และคว้าเสื้อแจ๊กเก็ตตัวโปรด (ปัจจุบันอยู่กับแฟนเก่าผม เธอยึดไป เพราะเธอชอบ บอกว่าเวลาใส่แล้วอุ่นและสบาย) </span></span></p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;" align="left"><span style="font-size: 10pt; font-family: "> </span></p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;" align="left"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">หลังจากจัดการเจ้าอาหารเช้าอย่างเร่งด่วน ผมก็รีบคว้ากระเป๋ากล้องกับกุญแจห้อง โดยไม่ลืมดึงปลั๊กเครื่องปิ้งขนมปังและปิดเจ้านาฬิกา-วิทยุ ก่อนจะออกจากห้องพัก ผมเดินไปรอที่ถนนหัวมุมบังกะโลที่ผมพักอยู่ ผมรอสักครู่ก็ไม่เห็นรถที่ไหนมารับ นอกจากเจ้ารถรูปร่างเหมือนรถบรรทุกแต่ด้านหลังคล้ายๆ รถทัวร์ ที่สำคัญล้อใหญ่เหมือนไอ้ตีนโตจอดอยู่ฝั่งตรงข้าม </span></p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;" align="left"> </p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;" align="left"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ผมสงสัยและสังหรณ์ใจก็เลยลองเดินฝ่าเม็ดฝนที่ตกมาปรอยๆ (ฝนตกตลอดเวลา 4 วันที่ผมอยู่ที่ซันชายน์ โคส) ไปที่เจ้ารถคันที่ว่า ซึ่งผมก็ถูกเพราะมันคือรถที่จะนำผมไปเที่ยวเกาะเฟรเซอร์นั้นเอง คนขับบอกมา เพิ่งมาจอดรอผมได้ประมาณ 5 นาทีเท่านั้น (โล่งใจ นึกว่าจะสาย เพราะคนเกือบเต็มรถเลย) </span></p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;" align="left"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"> </span></p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;" align="left"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">หลังจากผมเลือกที่นั่งที่ว่างทางด้านหลังได้แล้ว คนขับก็ขับรถออกไปพร้อมกับอธิบายและกล่าวสวัสดีกับทุกคนบนรถ พร้อมบรีฟสั้นๆ ถึงสถานที่และจุดหมายปลายทางที่เราจะไปกัน ในจำนวนผู้โดยสารทั้งหมด จะมีบางส่วนอยู่ค้างที่เกาะหนึ่งคืน โดยเราจะแยกกันในตอนขากลับ ซึ่งตอนแรกผมก็สนใจที่อยากจะนอนค้างที่เกาะ ติดที่ว่าราคาค่อนข้างแพง ผมได้แต่หวังว่าผมจะมีโอกาสกลับมาที่นี้อีกครั้งในโอกาสหน้ากับเพื่อนๆ นักเรียนต่างชาติ (แต่ผมก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย ถือเป็นการเดินทางมายังเกาะแห่งนี้ครั้งแรกและครั้งเดียวของผมตลอดเวลาที่อยู่ที่นี้) </span></p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;" align="left"><span style="font-size: 10pt; font-family: "> </span></p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;" align="left"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ผมมารู้สึกตัวอีกที่ตอนที่เรามาถึงฮาร์วีย์เบย์ (</span><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">Hervey Bay</span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">) <span lang="TH">ซึ่งรถจะจอดให้ลงมายืดเส้นยืดสายกันก่อน ที่นี้จะเป็นท่าเรือสำหรับให้รถ 4 </span>WD <span lang="TH">(เพิ่งรู้) ที่พวกผมนั่งมาลงเรือเพื่อข้ามไปยังเกาะเฟรเซอร์อีกที ที่ฮาร์วีย์เบย์เป็นเมืองชายทะเลที่ดูเงียบๆ ผมลองถามไกด์หรือคนขับถึงหาดเรนโบว์ ก็รู้ว่านี่คือส่วนหนึ่งของหาดเรนโบว์ ผมได้แต่อึ้ง ไม่นึกว่ามันจะเงียบและดูไร้ชีวิตขนาดนี้ (ดีนะที่เปลี่ยนใจ) และเมื่อผมถามถึงซากเรือกับหน้าผาสีรุ้งว่าจะมีโอกาสได้เห็นหรือไหม แกก็ทำหน้างงๆ ก่อนจะอธิบายว่าสิ่งที่ผมอยากเห็นนะอยู่ที่เกาะไม่ใช่อยู่ที่นี้ ผมได้แต่หน้าแตกหมอไม่รับเย็บ (ตูนี่เปิ่นซะนี่กระไร)</span></span></p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;" align="left"> </p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;" align="left"> </p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;" align="left"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="AR-SA">หลังจากทุกคนขึ้นรถกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รถก็ขับไปอีกสักพักก็ถึงท่าเรือที่ว่า หลังจากรถเข้าจอดในช่องใต้ท้องเรือแล้ว (หรือจริงๆ คือเรือแพมากกว่า) ทุกคนก็ต้องลงจากรถ เพราะเป็นกฎที่ห้ามมิให้มีผู้โดยสารอยู่ภายในรถไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารเอง พวกเรายืนกันตามขอบเผื่อดูน้ำทะเลสีน้ำเงินเข้ม แม้คลื่นลมจะค่อนข้างรุนแรง แต่ก็ไมได้ทำให้ผมและคนอื่นๆ รู้สึกว่ากลัว แต่กลับรู้สึกว่าธรรมชาติช่างยิ่งใหญ่เสียนี่กระไร ไกด์บอกกับเราว่าหากพวกเรามาช่วงเดือนตุลาคม พวกเราอาจจะโชคดีได้มีโอกาสเจอกับปลาวาฬหลังค่อม (</span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">Hum<span lang="AR-SA">-</span>Back Whale) <span lang="AR-SA">ถ้านึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงปลาวาฬทีในการ์ตูนเรื่อง </span>Finding Nemo <span lang="AR-SA">ดูสิครับ (ตัวที่พ่อกับปลาความจำสั้น โดริสถูกดูดเข้าไปในท้อง) ที่จะแวะมาที่ฮาร์วียเบย์เป็นประจำทุกปี</span></span><span style="font-size: 15pt; font-family: " lang="AR-SA"> </span> </p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><img class="aligncenter" style="vertical-align: middle;" src="http://i214.photobucket.com/albums/cc90/chubbymature/Hum-BackWhale.jpg" alt="Hum-Back Whale" width="420" height="328" /></span></p>
<p class="MsoBodyText" style="text-align: center;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><em>Hum-Back Whale</em></span></p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">เรือแล่นมาได้ประมาณ 30 นาที เริ่มเห็นเกาะอยู่ข้างหน้ารำไร </span><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="AR-SA">ไกด์</span><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">จึง</span><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="AR-SA">เรียกพวกเราทั้งหมดขึ้นรถเมื่อเรือใกล้เทียบชาดหาดเกาะเฟรเซอร์ ไอร์แลนด์ หลังจากรถลงจากเรือแพข้ามฟากแล้ว ไกด์ก็เริ่มขับรถวิ่งผ่านชายหาดไปเรื่อยๆ จากที่ไกด์บอกทำให้รู้ว่าส่วนประกอบกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของพื้นดินบนเกาะเป็นทรายเกือบทั้งหมด</span></p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="AR-SA">เฟรเซอร์ ไอซ์แลนด์ ถือเป็นเกาะพื้นดินประกอบไปด้วยทรายล้วนๆ ไม่มีดินเหนียว ไม่มีดินร่วน มีแต่เพียงโขดหินริมฝั่งไม่กี่แห่ง ไม่ว่าจะย่ำย่างไปทางไหนสิ่งที่อยู่ใต้เท้าของเราก็คือเม็ดทรายนับล้านๆ จึงทำให้เกาะเฟรเซอร์เป็นเกาะที่เกิดจากทรายที่มีขนาดใหญ่เป็นอันหนึ่งของโลกแบบไร้คู่แข่ง เนื้อที่กว่า 1600 ตารางกิโลเมตร) ถือเป็นเกาะทีมีความกันดารมากแห่งหนึ่งของโลกก็ว่าได้บนเกาะไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไฟที่ใช้ทำรีสอร์ทที่มีอยู่บนเกาะได้จากเครื่องปั่นไฟ ส่วนน้ำจืดที่ใช้ได้มาจากทะเลที่อยู่บนเกาะกว่า 100 แห่ง</span></p>
<p class="MsoBodyText" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">นอกจากนั้นแล้วเกาะแห่งนี้ยังมีคุณค่าความสำคัญอย่างพิเศษสุด เมื่อเกาะเฟร์เซอร์ได้รับการยอมรับในระดับโลกและมีการประกาศให้เกาะเฟรเซอร์เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก</span><span style="font-size: 10pt; font-family: "> (World Heritage Site) <span lang="TH">เมื่อเดือนธันวาคม ปี</span> 1992 <span lang="TH">ส่วนรัฐควีนส์แลนด์นั้นให้การปกป้องเกาะแห่งนี้มาก่อนแล้ว โดยพื้นที่ราวครึ่งบนของเกาะเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ</span> Great Sandy National Park</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><img class="aligncenter" style="vertical-align: middle;" src="http://i214.photobucket.com/albums/cc90/chubbymature/fraser-island.jpg" alt="" /></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><em>ภาพถ่ายทางอากาศของ Fraser Island</em></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">มีตำนานเล่ากันว่าชาวอะบอริจิ้นกลุ่มบัทชัลลา เป็นชนกลุ่มแรกที่เคยตั้งรกรากอยู่บนเกาะเฟรเซอร์ และเรียกขานเกาะแห่งนี้ว่า</span><span style="font-size: 10pt; font-family: "> ‘<span lang="TH">คะ การี</span>’ <span lang="TH">อันหมายถึง</span> ‘<span lang="TH">สรวงสวรรค์</span>‘<span lang="TH"> ตามความเชื่อของชาวบัทชัลลา</span> ‘<span lang="TH">คะ การี</span>‘ <span lang="TH">เป็นชื่อเรียกของดวงวิญญาณที่ช่วยเทพเจ้าบีรัลสร้างโลกจนสำเร็จ เมื่อคะ การี หลงรักโลกเป็นอย่างมากจึงขออนุญาตเทพเจ้าอยู่ต่อบนโลกมนุษย์ เทพเจ้าบีรัลจึงเปลี่ยนคะ การี ให้เป็นเกาะแสนสวย อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ และมีสรรพสัตว์ไว้คอยเป็นเพื่อน นอกจากนี้ก็มีทะเลสาบใสราวกระจกกว่าร้อยแห่งไว้เป็นดวงตาส่องกลับไปยังแดนสวรรค์ที่เธอจากมา</span></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><span lang="TH">ชาวอะบอริจิ้นบัทชัลลาถูกย้ายออกจากเกาะเฟร์เซอร์เมื่อถึงยุคที่รัฐบาลเริ่มให้สัมปทานทำไม้บนเกาะเมื่อเกือบร้อยห้าสิบปีที่แล้ว เรื่องราวของ คะการี และชาวบัทชัลลาจึงเหลือไว้แต่เพียงตำนาน ปัจจุบันมีการขุดพบหลักฐานทางด้านโบราณคดีจำนวนมาก ที่สะท้อนถึงประเพณีและวัฒนธรรมโบราณของชาวอะบอริจิ้นยุคแรกๆ เกาะเฟร์เซอร์จึงนับเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณที่สำคัญอีกบริเวณหนึ่งของรัฐควีนส์แลนด์ และถือเป็น </span>Landmark <span lang="TH">ของคาบฝั่งทะเลทางด้านนี้ของรัฐควีนส์แลนด์จนทุกวันนี้</span></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ในอดีตนอกจากไม้ขนาดใหญ่ที่ขึ้นอย่างหนาแน่นบนเกาะแล้ว ต้นไม้ที่เป็นเป้าหมายหลักสำคัญคือต้นซาติเนย์</span><span style="font-size: 10pt; font-family: "> (Satinay) <span lang="TH">ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งที่ขึ้นเฉพาะบนเกาะเฟรเซอร์ ซาติเนย์เป็นท่อนซุงราคาสูงเพราะมีความทนทานเป็นพิเศษ ทำให้ป่าไม้บนเกาะถูกตัดทำลายเพื่อนำไปใช้งานในเชิงพาณิชย์มากมาย จนกระทั่งในปี 1991 รัฐบาลจึงมีคำสั่งห้ามตัดไม้ไม้บนเกาะเฟร์เซอร์ จึงทำให้ป่าไม้บนเกาะรอดพ้นการถูกให้สัมปทานในที่สุด</span></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><span lang="TH">นอกจากนี้แล้วเฟร์เซอร์ยังเคยเผชิญภัยคุกคามสำคัญครั้งหนึ่งในช่วงกลางของทศวรรษ</span> 1970<span lang="TH">  วิกฤติการณ์ดังกล่าวเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอนุรักษ์กับกลุ่มอุตสาหกรรม โดยฝ่ายหลังต้องการจะเปิดให้บริษัทเอกชนเข้าไปทำเหมืองทรายบนเกาะ โชคดีที่แนวความคิดดังกล่าวถูกคัดค้านอย่างหนัก จนรัฐบาลต้องตัดสินใจยุติโครงการ และให้การคุ้มครองพื้นที่เกาะทั้งเกาะในรูปแบบของการจัดการพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว</span> (Recreation Areas Management – RAM) <span lang="TH">รวมถึงเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติที่ให้การคุ้มครองพื้นที่ครึ่งบนของเกาะอยู่แล้ว เกาะเฟรเซอร์จึงอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ และให้ผมได้มีโอกาสได้มาฝากรอยเท้าเอาไว้นั้นเอง</span></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="AR-SA">ไกด์ขับพาเรามาหยุดตรงซากเรือขนาดใหญ่ริมหาดเซเว่นตี้ไฟว์ไมล์ หาดที่ยาวสมชื่อทางด้านตะวันออกของเกาะเฟรเซอร์ ซากเรือที่พวกเราเห็นกันอยู่ตรงหน้าบัดนี้เหลือเพียงเศษโครงที่รอวันผุพังทลาย พวกเราได้แต่สงสัยว่ามันมีความสำคัญยังไง ไกด์คงเห็นว่าเราต่างพากันทำหน้าสงสัยเลยออกปากชวนพวกเราทั้งหมดลงจากรถไปดูเจ้าซากเรือที่ว่าใกล้ๆ เมื่อพวกเราลงมาจากรถแล้วไกด์จึงเริ่มบอกเล่าถึงเรื่องราวให้พวกเราได้รับรู้กันว่า เจ้าซากเรือขนาดใหญ่ที่ว่ามีชื่อว่า</span><span style="font-size: 10pt; font-family: "> ‘<span lang="AR-SA">มาฮีโน</span>‘ <span lang="AR-SA">ซึ่งเป็นเรือบรรทุกสินค้าข้ามทะเลทัสมันที่มีชื่อเสียงในช่วงต้นศตวรรษที่</span> 19 <span lang="AR-SA">เรือลำที่ว่านี้ยังเคยถูกนำมาทำเป็นเรือพยาบาลระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งด้วย จนเมื่อถูกปลดประจำการเรือมาฮีโนได้ถูกกำหนดให้ลากไปยังอู่ที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อถอดชิ้นส่วนเป็นเศษเหล็ก แต่ระหว่างเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น เรือมาฮีโนกลับถูกพายุไซโคลนซัดจนอัปปางลงใกล้เกาะเฟร์เซอร์ในปีค</span>.<span lang="AR-SA">ศ</span>.1935 <span lang="AR-SA">ทำให้รอดพ้นจากการถูกถอดชิ้นส่วน และมาจอดยืนตระหง่านท่ามกลางลมทะเล และคลื่นที่ซัดเข้าหาตราบจนทุกวันนี้ (ต่อตอน 2)</span></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><span lang="AR-SA"><img class="aligncenter" style="vertical-align: middle;" src="http://i214.photobucket.com/albums/cc90/chubbymature/Mahenoshipwreck.jpg" alt="" width="400" height="300" /></span></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><span lang="AR-SA"><em>เรือมาฮีโนเกยตื้นบนเส้นทาง Fraser Island</em></span></span></p>
<p style="text-align: left;"> </p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: "><span lang="AR-SA"><span style="font-size: 15pt; font-family: " lang="TH"><span style="font-size: 8pt; font-family: " lang="TH">รูปภาพประกอบ<br />
</span></span><span style="font-size: 15pt; font-family: " lang="TH"><span style="font-size: 8pt; font-family: "><a href="http://www.herveybay-backpackers.com.au/images/whale_jump.jpg">http://www.herveybay-backpackers.com.au/images/whale_jump.jpg</a></span><span style="font-size: 8pt; font-family: "><br />
<a href="http://www.davidwallphoto.com/images/%7B6B7F8B0A-81DD-44EE-97E6-15C8877E4EEB%7D.jpg">http://www.davidwallphoto.com/images/%7B6B7F8B0A-81DD-44EE-97E6-15C8877E4EEB%7D.jpg</a></span><span style="font-size: 8pt; font-family: "><br />
<a href="http://joeandnancy.blogspot.com/2007/11/2007-1122-west-coast-of-fraser-island.html">http://joeandnancy.blogspot.com/2007/11/2007-1122-west-coast-of-fraser-island.html</a></span></span></span></span></p>
<p><span style="font-size: 8pt; font-family: " lang="TH">ข้อมูล (เพิ่มเติมเฉพาะ Fraser Island)<br />
</span><span style="font-size: 8pt; font-family: "><a href="http://www.sciencesriyapai.th.gs/web-s/asu/frame9.html">http://www.sciencesriyapai.th.gs/web-s/asu/frame<span lang="TH">9.</span>html</a></span><span style="font-size: 8pt; font-family: "><br />
<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Fraser_Island">http://en.wikipedia.org/wiki/Fraser_Island</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogger.sanook.com/chubby33/2008/12/05/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-8-a-day-trip-adventure-fraser-island-the-world%e2%80%99s-heritage-part-1/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Resident Evil: Trilogy เมื่อประชาชนธรรมดากลายเป็นผี</title>
		<link>http://blogger.sanook.com/chubby33/2008/12/05/resident-evil-trilogy-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://blogger.sanook.com/chubby33/2008/12/05/resident-evil-trilogy-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Dec 2008 12:50:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chubby33@sanook.com</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Movie In Memory]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blogger.sanook.com/chubby33/?p=30</guid>
		<description><![CDATA[ 
  


ก่อนจะกลายเป็นหนังเป็นอีกคนที่ติดตามเล่นเกม Resident Evil หรือในอีกชื่อ Bidhazard มาตั้งแต่สมัยยังเป็นเพลย์เวอร์ชัน 1 อยู่ (ยกเว้นภาค Resident O, Outbreak File 1-2 และ Resident Evil: Survior) ชอบในลักษณะของเกมที่ออกมาตื่นเต้นและบู๊ล้างผลาญ แถมยังน่ากลัว (ยังจำฉากเดินขึ้นบันไดในภาค 1 ได้ ยิ่งเล่นตอนดึกๆ อยู่คนเดียว หึๆ อย่าให้พูด) ถือเป็นเกมที่มันส์มาก และยากสุดๆ แม้ตอนหลังๆ จะเปลี่ยนแนวเป็นบู๊ล้างผลาญมากมาย (เช่นในเกมภาค 4) แต่เสน่ห์ของเกมในResident ก็ยังคงมีอยู่ (เหตุผลที่ต้องฉีกตัวเองออกมาน่าจะเป็นเพราะเกิดเกมส์แนวเดียวกันมากมายใน ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Silent Hill (นี้ก็เล่นครบมันทุกภาค 555+), Fata Frame, Alone In The Dark, Clock Tower และอีกหลายเกมส์ที่ดังบ้าง ดับบ้าง)
เมื่อรู้ข่าวคราวว่ามีการนำเรื่องราวใน Resident Evil (ต่อไปจะใช้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">  </p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="vertical-align: middle;" src="http://i214.photobucket.com/albums/cc90/chubbymature/51G8uhYvemL_SS500_.jpg" alt="" width="250" height="250" /></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><strong></strong></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><strong>ก่อนจะกลายเป็นหนัง</strong></span><span style="font-size: 10pt; font-family: "><br style="mso-special-character: line-break;" /><br style="mso-special-character: line-break;" /></span><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">เป็นอีกคนที่ติดตามเล่นเกม </span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">Resident Evil <span lang="TH">หรือในอีกชื่อ </span>Bidhazard <span lang="TH">มาตั้งแต่สมัยยังเป็นเพลย์เวอร์ชัน </span>1 <span lang="TH">อยู่ (ยกเว้นภาค </span>Resident O, Outbreak File 1-2 <span lang="TH">และ </span>Resident Evil: Survior) <span lang="TH">ชอบในลักษณะของเกมที่ออกมาตื่นเต้นและบู๊ล้างผลาญ แถมยังน่ากลัว</span> (<span lang="TH">ยังจำฉากเดินขึ้นบันไดในภาค </span>1 <span lang="TH">ได้ ยิ่งเล่นตอนดึกๆ อยู่คนเดียว หึๆ อย่าให้พูด) ถือเป็นเกมที่มันส์มาก และยากสุดๆ แม้ตอนหลังๆ จะเปลี่ยนแนวเป็นบู๊ล้างผลาญมากมาย (เช่นในเกมภาค </span>4) <span lang="TH">แต่เสน่ห์ของเกมใน</span>Resident <span lang="TH">ก็ยังคงมีอยู่</span> (<span lang="TH">เหตุผลที่ต้องฉีกตัวเองออกมาน่าจะเป็นเพราะเกิดเกมส์แนวเดียวกันมากมายใน ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น </span>Silent Hill (<span lang="TH">นี้ก็เล่นครบมันทุกภาค </span>555+), Fata Frame, Alone In The Dark, Clock Tower <span lang="TH">และอีกหลายเกมส์ที่ดังบ้าง ดับบ้าง)</span></span></p>
<p><span lang="TH">เมื่อรู้ข่าวคราวว่ามีการนำเรื่องราวใน </span>Resident Evil (<span lang="TH">ต่อไปจะใช้ </span>RE <span lang="TH">แทนนะครับ) มาทำเป็นภาพยนตร์ ตื่นเต้นและอยากดูตัวละครอย่าง จิล, คริส, แคลร์, ลีออง และเอด้า โลดเล่นในจอภาพยนตร์ อย่างไรก็ตาม เมื่อภาคแรกเปิดตัวเมื่อเกือบ </span>7 <span lang="TH">ปีที่แล้ว ความรู้สึกที่แว่บเข้ามาในสมองตอนนั้นก็คือ อลิซ มันเป็นใคร มีตัวละครตัวนี้ด้วยเหรอ เท่าที่จำได้ ทางผู้สร้างได้มีการนำเอริก้าที่โผล่ออกมาในเกมภาคแรกมาทำเป็นภาค </span>Prequal <span lang="TH">ในตอนที่ออก </span>RE O <span lang="TH">สำหรับ </span>Game Cube <span lang="TH">ขอเรียกสั้นว่า </span>GC</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><span lang="TH">ตอนนั้น </span>Capcom <span lang="TH">หลวมตัวไปเซ็นสัญญากับ </span>Nintendo <span lang="TH">ในการผลิตเกมให้กับ </span>GC <span lang="TH">เพียงเจ้าเดียว แต่เนื่องด้วย </span>GC <span lang="TH">ดังเฉพาะในบ้านเกิด ก็คือประเทศญี่ปุ่น แต่ไม่เกิดในหลายๆ ประเทศ ทำให้ตอนนั้นทางผู้ผลิตเกมส์ </span>RE <span lang="TH">แทบจะผูกคอตาย เนื่องจากไม่สามารถผลิตเกมส์ </span>RE <span lang="TH">ออกมาในฟอร์แมทของเกมอื่นได้ ตอนนั้นจึงเกิดภาค </span>Outbreak <span lang="TH">ออกมา </span>2 <span lang="TH">ภาค เป็นการแก้ขัดไปพลางๆ ทำให้เราไม่ได้เห็นเกมส์ </span>Resident <span lang="TH">พักใหญ่ (ภาค </span>4 <span lang="TH">ออกมาเมื่อปีที่แล้ว)</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><span lang="TH">ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เราไม่มีโอกาสเล่น </span>RE O <span lang="TH">ในฟอร์แมทของเกมส์เจ้าอื่น เนื่องจากลิขสิทธิ์เป็นของ </span>GC <span lang="TH">อยู่ในตอนนี้ แต่ผมเคยเล่นแล้ว แต่เล่นไม่รู้เรื่องเนื่องจากเป็นภาษาญี่ปุ่น เล่นได้สักพักก็ต้องเลิก เพราะไปไหนต่อไม่เป็น แถมยากอีกต่างหาก ส่วนภาค </span>5 <span lang="TH">จะออกมาในปีหน้า ซึ่งเหตุการณ์จะไปเกิดในเขตทะเลทราย เหมือนในหนังภาค </span>3 (<span lang="TH">แต่ขอโทษนะครับ ตัวเอกของเกมส์คิดว่าจะเป็นคริส)</span></span></p>
<p><span lang="TH">ตัดกลับมาที่หนัง&#8230;. หลังจากงงอยู่พักใหญ่ก็พอเดาได้ว่า ผู้สร้างหนังจากฮอลีวูดมั่วนิ่มอีกแล้ว ตัวหนังเพียงแค่นำเอาชื่อกับธีมของเนื้อหาในเกมส์มาใช้เท่านั้น จึงไม่แปลกใจว่าทำไมแฟนเกมส์ </span>RE <span lang="TH">ถึงได้รุมประนามซะเสียขนาดนั้น ผิดกับอีกเรื่องก็คือ </span>Silent Hill <span lang="TH">ที่แม้จะปรับเปลี่ยนบทตัวละครจากพ่อมาเป็นแม่ และเพิ่มตัวละครใหม่เข้ามาอีก </span>2 <span lang="TH">ตัว แต่ทีมกำกับศิลป์ทำการบ้านมาดี และคงความน่ากลัวของเกมส์ </span>Silent Hill <span lang="TH">ไว้อย่างครบถ้วน ทำให้ภาคแรกเปิดตัวและทำเงินไปได้พอท้วมๆ แต่ไปได้ดีในตอนออกเป็นดีวีดี ทำให้มีการเดินเครื่องสำหรับภาค </span>2 <span lang="TH">ซึ่งคาดว่าจะออกมาในเร็วๆ นี้</span></p>
<p><span lang="TH"><strong>จากเกมส์มาเป็นหนังไตรภาค</strong></span></p>
<p><span lang="TH">ใน</span> RE <span lang="TH">ฉบับภาพยนตร์ เหตุการณ์เกิดขึ้นในศูนย์วิจัยใต้ดินใต้เมืองแรคคูนซีตี้ พร้อมกับการเปิดตัวละครอลิซให้คนดูให้รู้จักตัวละครตัวนี้ สำหรับความสะใจในภาคแรก คิดว่าหลายๆ คนคงดูและจำกันได้ ขอตัดไปในตอนจบที่อลิซตื่นขึ้นมาหลังจากหนีออกมาจากศูนย์วิจัยได้สำเร็จ แต่ตัวเธอก็ติดเชื้อ ที..ไวรัส และถูกนักวิทยาศาสตร์ของอัมเบลล่าจับตัวไป </span></p>
<p><span lang="TH">ในตอนจบเมื่อเธอหนีออกมาจากโรงพยาบาล และเห็นสภาพบ้านเมืองพังพินาศ ทำให้เราทราบว่า ไวรัสได้แพร่ระบาดไปในเมืองแรคคูนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว</span> (<span lang="TH">ซึ่งเป็นตอนแรกของเกมส์ในภาค </span>2 <span lang="TH">ที่กล่าวว่าหลังจากภาระกิจที่แมนชั่นกลางป่าเรียบร้อย และคริสทำการระเบิดแมนชั่นดังกล่าว แต่เขาก็ไม่อาจจะหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้ ทำให้เมืองแรคคูนกลายเป็นนรกบนดินไปอย่างช่วยไม่ได้)</span></p>
<p><span lang="TH">ใน </span>RE <span lang="TH">ภาค </span>2 <span lang="TH">หนังเปิดตัวต่อเนื่องจากภาคแรก และเปิดตัวละครที่คอเกมส์ชื่นชอบ ซึ่งก็คือจิล วาเลนไทน์ พร้อมกับการหลบหนีของอิลซ จิล และพรรคพวก พร้อมหน่วยคอมมานโดที่อัมเบลล่าส่งมาจัการความวุ่นวายในเมืองแรคคูน นำทีมโดยคาลอส (ตัวละครจากเกมส์ใน </span>RE 3 <span lang="TH">ภาค </span>Nemesis) <span lang="TH">และตัวร้ายของเกมส์</span> RE 3 <span lang="TH">ซึ่งก็คือ </span>Nemesis (<span lang="TH">เป็นตัวร้ายที่พัฒนามาจาก ที&#8230;ไวรัส ซึ่งเป็นตัวละครที่เหลือรอดจากศูนย์วิจัยใต้ดินในหนังภาคแรก แต่ถูกนักวิทยาศาสตร์ของอัมเบลล่านำตัวไปทดลอง) </span></p>
<p><span lang="TH">ทั้งหมดรวมทั้งอลิซต้องหาทางหลบหนีออกจากแรคคูนก่อนที่จะโดนถล่มด้วยอาวุธ นิวเคลียร์ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ในตอนจบเรารับรู้ว่าอลิซตายไปแล้ว แต่ถูกนักวิทยาศาสตร์จากอัมเบลล่านำศพไปทำการโคลนนิ่งขึ้นมาใหม่ และมีบางอย่างผิดปกติกับตัวเธอ ซึ่งในตอนหลังอลิซถูกช่วยออกมาโดยจิลและคาลอส</span></p>
<p><span lang="TH">ภาคล่าสุด </span>RE 3 Extinction <span lang="TH">หนังตัดมายังอนาคตข้างหน้า (ไม่ระบุว่าว่าเมื่อไหร่) หลังจากภาค </span>2 <span lang="TH">สุดท้ายอัมเบลล่าไม่สามารถยับยั้งหรือหยุดการแพร่กระจายของเชื้อ ที&#8230;ไวรัส ได้ ทำให้โลกเปลี่ยนเป็นขุมนรกที่ใหญ่ที่สุดเท่าทีเคยมีมา และมีผู้รอดชีวิตเหลืออยู่กระจัดกระจาย ในขณะเดียวกันก็เปิดตัวละครจากเกมส์ตัวใหม่ นั้นก็คือแคลร์ เรดฟิลด์</span> (<span lang="TH">คอเกมส์รู้จักเธอดีในฐานะน้องสาวคริส สำหรับแคลร์ในภาคเกมส์จะโผล่ออกมาครั้งแรกใน </span>RE 2 <span lang="TH">ประกบคู่กับลีออง</span> (<span lang="TH">ซึ่งมีการกล่าวถึงในหนังภาค </span>2 <span lang="TH">ว่าเป็นตำรวจใหม่ที่หายตัวไปอย่างลึกลับ เดาว่าน่าจะมีบทบาทในหนังภาค </span>4 <span lang="TH">อันนี้เป็นการคาดเดาของผมนะครับ ยังไม่มีการให้ข้อมูลจากทางผู้สร้าง) อีกทั้งแคลร์ยังมีภาคเกมส์เป็นของตัวเองแยกออกมาในภาค </span>Veronica <span lang="TH">ซึ่งเป็นภาคฟอร์แมทสำหรับเครื่อง </span>Sega <span lang="TH">แต่ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็น </span>Veronica X <span lang="TH">เมื่อตอนที่ </span>Capcom <span lang="TH">ตัดสินใจทำออกมาในฟอร์แมทของเพลย์ </span>2 <span lang="TH">และ </span>X Box)</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><span lang="TH">ในภาคนี้</span><span lang="TH">แคลร์เป็นผู้นำของกลุ่มที่เหลืออยู่กลุ่มสุดท้ายร่วมกับคาลอส ในขณะที่อลิซหลบหนีจากการตามล่าของอัมเบลล่าที่ต้องการตัวเธอ เนื่องจากเธอเป็นตัวการสำคัญในการหยุดยั้งการแพร่กระจายไวรัส ซึ่งในภาคนี้ตัวร้ายจะเป็น ไทรันส (ตัวร้ายจากเกมส์ในภาค </span>1-2) <span lang="TH">แต่ดูจากบทแล้วน่าจะอิงมาจากตัวไทรันส์ในเกมส์ภาค </span>2 <span lang="TH">มากกว่า</span> (<span lang="TH">เพราะเป็นซอมบี้ที่เกิดจากนักวิทยาศาสตร์) และที่สำคัญในหนังภาค </span>3 <span lang="TH">มีการเปิดตัวศัตรูคู่อาฆาตสำหรับหน่วยสตาร์ของคริสและจิล นั้นก็คือเวสเกอร์ที่ในหนังเป็นประธานของอัมเบลล่า</span> !!??(<span lang="TH">เวสเกอร์ถือเป็นอีกหนึ่งตัวละครคลาสิกของเกมส์ </span>RE <span lang="TH">มีบทบาทมากที่สุดในเกมส์ภาค </span>1 <span lang="TH">และมาปรากฎตัวอีกครั้งในภาค </span>2, Veronica X (<span lang="TH">ในภาคนี้เวสเกอร์ในรับเชื้อที..ไวรัสและมีการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นซุป เปอร์เวสเกอร์)</span>, 3 <span lang="TH">และล่าสุดในภาค </span>4) <span lang="TH">ในตอนจบมีการทิ้งทายไว้สำหรับภาคต่อไป ซึ่งคิดว่าคงมีให้ดูกันอีกอย่างแน่นอน</span></span></p>
<p><span lang="TH"><strong>หนังที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกันเกมส์</strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><span lang="TH">โดยส่วนตัวแล้วไม่ค่อยชอบหนัง </span>RE <span lang="TH">สักเท่าไหร่ แต่ยิ่งดู ยิ่งรู้สึกว่าภาคแรก เป็นภาคที่ดีที่สุดแล้ว แต่สำหรับเกมส์บอกได้เลยว่าคงติดตามเล่นไปอีกเรื่อยๆ จนกว่าจะเลิกสร้าง (คงอีกนาน) เพราะเกมส์ </span>RE <span lang="TH">เป็นเกมส์ที่ทำเงินให้กับ </span>Capcom <span lang="TH">เหลือประมาณ</span> (<span lang="TH">ไม่งั้นคงไม่ดิ้นรนทำภาคย่อยอย่าง </span>Outbreak <span lang="TH">ออกมา </span>2 <span lang="TH">ภาคตอนที่ติดสัญญาเกมส์กับ </span>GC <span lang="TH">หรอก)</span></span></p>
<p><span lang="TH">ในภาค </span>2 <span lang="TH">เนื้อหายังพอประมาณ ถูไถไปได้เรื่อยๆ เนื่องจากมีฉากแอคชั่นให้ดูเยอะกว่า ประกอบกับปัจจุบันมีหนังซอมบี้ทีแนวและเทรนด์กว่าอย่าง </span>28 Days Later <span lang="TH">และภาคต่อ </span>28 Weeks Later <span lang="TH">ออกมา ทำให้รู้สึกซอมบี้ใน </span>RE <span lang="TH">เด็กเหลือเกิน ไม่เชื่อลองไปหาหนังที่ว่าทั้ง </span>2 <span lang="TH">ภาคมาดูแล้วจะเข้าใจว่าทำไม ผีบ้าอะไร วิ่งเร็ว ฉลาด แถมติดเชื้อง่ายโคตร กัดไม่ถึง </span>2 <span lang="TH">นาทีเป็นได้เลย</span></p>
<p><span lang="TH">สำหรับภาค </span>3 <span lang="TH">บอกตรงๆ เนื้อเรื่องไม่มีอะไรเลย เหมือนเป็นภาคที่สร้างเพื่อให้หนังมันครบไตรภาค (ตามสมัยนิยม) เท่านั้น รู้สึกตอนที่ดูได้เลยว่าหนังมั่วได้ใจมาก แต่คงสะใจสำหรับคนที่ไม่เคยเล่นเกมส์มาก่อน ก็เลยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเกมส์กับหนังนั้นต่างกันแค่ไหน เอาเป็นว่าใครชอบก็ไปดูกันได้นะครับ ตอนนี้คงได้แต่รอเล่นเกมส์ภาค </span>5 <span lang="TH">ซึ่งมีกำหนดออกในปีหน้า</span> (<span lang="TH">แต่บ้านเรายังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่) คงได้บรรยากาศหลอนๆ ในแบบทะเลทรายอย่างแน่นอน</span></p>
<p><span lang="TH"><strong>ดูหนังแล้วย้อนมาดูตัว</strong></span></p>
<p><span lang="TH">ตามความเป็นจริงหนังในแนวซอมบี้นั้น ถือได้ว่าเป็นหนังที่แฝงความคิดทางการเมืองค่อนข้างชัดเจน โดยในตอนแรกหนังแนวซอมบี้ออกมาเพื่อต่อต้านระบบคอมมิวนิสต์และระบบเผด็จการ พร้อมเชิดชูระบบเสรีนิยมอย่างประชาธิปไตย โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีนัยยะแอบในการประชดสังคมที่คนผิวขาวเป็นใหญ่ ดูได้จากหนังเปิดซอมบี้อย่าง </span>Night of Living Dead <span lang="TH">ของจอร์จ เอ โรเมโร</span> (<span lang="TH">ไม่นับฉบับรีเมคที่ไม่น่ากล่าวถึงอย่างแรง) ที่ให้ตอนจบแม้ว่าตัวละครเอกจะรอดพ้นจากการเป็นอาหารของประชาชนชาวซอมบี้แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่วายโดนยิงจากคนผิวขาวที่เป็นนายอำเภอ โดยไม่มีการตะโกนตามก่อน เพียงเพราะพี่แกเป็นคนผิวดำ !!!!</span> (<span lang="TH">ถ้าอ่านในฉบับนิยายเห็นว่าตัวละครตัวนี้เป็นคนผิวขาว ส่วนในฉบับรีเมคจะเป็นผู้หญิงและหนีรอดไปได้อย่างหน้าตาเฉย) ถามว่าแรงแค่ไหน เอาเป็นว่า ตัวผู้กำกับเลือกที่จะถ่ายหนังออกมาในรูปแบบขาว-ดำ แทนที่จะเป็นฟิลม์สี เพื่อต้องการลดทอนความรุนแรงลง แต่ก็ยังมีคนบอกว่าน่ากลัวสุดๆ อยู่ดี (แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีงบซื้อฟิลม์สีมาถ่าย)</span></p>
<p><span lang="TH">จากนั้นจอร์จ เอ โรเมโรก็สานต่อความสำเร็จโดยการเข็น </span>Daw of The Dead (<span lang="TH">มีฉบับรีเมคออกมาในปี </span>2003 <span lang="TH">โดยผู้กำกับจาก </span>Slither <span lang="TH">และ </span>300) Day of The Dead, Land of The Dead <span lang="TH">และล่าสุด Diary of The Dead </span>(<span lang="TH">ล่าสุดกว่าจะมี</span> Island of The Dead ออกมาให้ชมเร็วๆ นี้) <span lang="TH">โดยในภาคล่าสุดอย่าง </span>Land of The Dead <span lang="TH">ได้มีการปรับเปลี่ยนให้ซอมบี้ฉลาดมากขึ้น และแทนที่จะแฝงนัยยะทางการเมือง หนังกลับมาเล่นงานสังคมบริโภคและความตกต่ำทางจิตใจของมนุษย์แทน</span> (<span lang="TH">เข้ากับสถานการณ์) โดยมีหนังแนวเดียวกันนี้ตามออกมาอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น</span> 28 Days Later <span lang="TH">และภาคต่ออย่าง </span>28 Weeks Later (28 Months Later จะมาในเร็วๆ นี้) <span lang="TH">รวมถึง </span>Shaun of The Dead <span lang="TH">หนังล้อเลียน </span>Dawn of The Dead <span lang="TH">ที่มีนัยยะแฝงในเรื่องสังคมวัตถุนิยมและสังคมบริโภคอีกด้วย</span></p>
<p><span lang="TH">ส่วนในหนังไตรภาคอย่าง </span>RE <span lang="TH">เราจะเห็นได้ถึงวิวัฒนาการของการทำลายล้างกันเองของมนุษย์ โดยเริ่มต้นจากการค้นคิดอาวุธชีวะภาพที่เปลียนคนเป็นสิ่งที่ไร้วิญญาณและ กระหายเลือดอย่างซอมบี้ โดยสารเคมีที่ว่าจะถูกใช้เป็นอาวุธเคมีทางการทหาร โดยมนุษย์ซึ่งในทีนี้ก็คือ อัมเบลล่า ซึ่งเป็นรูปแบบบริษัทผลิตยา ที่เบื้องหน้าผลิตยารักษาโรค แต่เบื้องหลังทำอาวุธเคมี เป็นการแฝงนัยยะของกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในการควบคุมประชาชนทั้งเมือง</span> (<span lang="TH">แรคคูน ซิตี้) อีกทั้งอำนาจในการควบคุมสื่อในการนำเสนอข่าวสารต่อสาธารณชนอีกด้วย</span></p>
<p><span lang="TH">จะเห็นได้ว่าเมื่อการควบคุมเชื้อไวรัสไม่สามารถทำได้ อัมเบลล่าเลย (แอบ) สั่งการให้รัฐบาลยิงขีปนาวุธถล่มเมืองทั้งเมือง โดยไม่สนใจถึงผลร้ายที่จะตามมา</span> (<span lang="TH">ประชดประชันการในอำนาจความรุนแรงในการก่อสงคราม) ซึ่งผลร้ายที่ตามมาก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาค </span>3 <span lang="TH">เมื่อมนุษย์แทบจะสูญพันธ์ไปจากโลก (</span>Extinction <span lang="TH">แปลว่าสาปสูญหรือว่าสูญพันธ์ในที่นี้อาจจะหมายถึงไวรัส หรือแม้แต่มนุษย์ด้วยเช่นกัน)</span></p>
<p><span lang="TH">ขณะที่ดูหนังภาคนี้อยู่นั้น รู้สึกว่าจริงๆ แล้วมนุษย์เราเองก็คือซอมบี้ที่ติดเชื้อไวรัส</span> (<span lang="TH">ความกดดันทางหน้าที่การงานและสังคม ความเห็นแก่ตัวและความรุนแรงที่แสดงออกมากขึ้นกว่าแต่ก่อน การปิดกั้นข่าวสารและการควบคุมการแสดงความเห็นของประชาชนในสังคม การแตกแยกทางความคิดที่นำไปสู่ความรุนแรงในหลายๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย) ที่กำลังกลืนกินกันเองภายในสังคม ก่อนที่จะมุ่งหน้าทำลายสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเราไปไม่เหลือซาก กลืนกินทรัพยากรที่มีอยู่บนโลกใบนี้ จนโลกเริ่มเฉาและเริ่มติดเชื้อไวรัสจากมนุษย์มากขึ้นกว่าเดิม จนในที่สุด โลกก็อาจจะกลายเป็นดั่งที่เราเห็นไนภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง ที่เห็นเด่นชัดก็คือ หนังไตรภาค </span>Mad Max, Waterworld, <span lang="TH">และหนังไตรภาคอย่าง</span> RE <span lang="TH">สุดท้ายแล้วสิ่งที่สูญพันธ์ในหนัง </span>RE 3 <span lang="TH">อาจจะไม่ใช้ไวรัสอย่างที่เราคิดก็ได้ แต่อาจจะเป็นมนุษย์เรานั้นเอง</span></p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;<br />
<span lang="TH"><strong>เล็กๆ น้อยๆ จากเกมส์และหนัง</strong></span></p>
<p>- <span lang="TH">ต้นกำเนิดเกมส์ </span>RE <span lang="TH">นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากหนังของเจ้าพ่อซอมบี้อย่าง จอร์จ เอ โรเมโร นั้นก็คือ </span>Night of The Living Dead</p>
<p>- <span lang="TH">ผู้สร้างเกมส์ </span>RE <span lang="TH">เคยกล่าวว่า เขาสนใจอยากทำภาคแยกของ เวสเกอร์ ออกมา เพราะถือว่าเป็นตัวละครที่สำคัญในเกมส์เป็นอย่างมาก แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ออกมา</span></p>
<p>- <span lang="TH">ทั้งคริส จิล แคลร์ และลีออง</span> (<span lang="TH">อาจจะรวมเอด้าอีกคน) ถือเป็นตัวละครหลักสำคัญๆ ในเกมส์ชุด </span>RE <span lang="TH">แต่ตัวละครที่ออกมามากที่สุดก็คือ คริส (ภาค </span>1, Veronica X <span lang="TH">และในภาคล่าสุดก็คือภาค </span>5 ในปีหน้า)</p>
<p>- <span lang="TH">ที่ </span>RE <span lang="TH">ดังและเป็นที่ถูกใจของบรรดานักเล่นเกมส์ทั่วโลก ก็เพราะความดิบ ความยาก และการแก้ปริศนาของเกมส์ที่ทำให้ผู้เล่นต้องคบคิดและหาทางแก้ปัญหาอยู่เสมอๆ</span></p>
<p>- <span lang="TH">ในเกมส์ </span>RE 2 <span lang="TH">ภาคล่าสุด (ภาค </span>4 <span lang="TH">และ ภาค </span>5) <span lang="TH">เริ่มมีการปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องจากซอมบี้ เป็นการฝังปรสิตในตัวชาวบ้าน ทำให้มีสภาพไม่ต่างจากซอมบี้ แต่ที่แตกต่างก็คือ พวกเขาเหล่านี้มีความกระหายเลือด และไม่บริโภคเนื้อมนุษย์เหมือนซอมบี้ แต่จะมีการดำรงชีวิตที่ปกติเหมือนชาวบ้าน แต่ถูกควบคุมโดยผู้ฝังปรสิตให้นั้นเอง แถมเนื้อหายังไปพ้องกับสังคมในโลกปัจจุบันที่มนุษย์โดนควบคุมโดยบุคคลผู้มีอำนาจทางสังคมและทางการเมือง</span></p>
<p><span lang="TH">- RE กำลังจะมีภาคอนิเมชั่น 3 มิติออกมาในตอนที่ชื่อว่า Degeneration ในรูปแบบดีวีดีภายในเดือนนี้</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">รูปภาพประกอบ<br />
</span><span style="font-size: 10pt; font-family: "><a href="http://ecx.images-amazon.com/images/I/51G8uhYvemL._SS500_.jpg">http://ecx.images-amazon.com/images/I/51G8uhYvemL._SS500_.jpg</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogger.sanook.com/chubby33/2008/12/05/resident-evil-trilogy-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Udon: ชามนี้ต้องลอง</title>
		<link>http://blogger.sanook.com/chubby33/2008/12/05/udon-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://blogger.sanook.com/chubby33/2008/12/05/udon-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Dec 2008 12:24:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chubby33@sanook.com</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Movie In Memory]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blogger.sanook.com/chubby33/?p=29</guid>
		<description><![CDATA[ 

 
ตอนที่อูด้งเข้าฉายในโรงหนังเครือเอเพ็กนั้น เคยคิดว่าจะไปดูเพราะห็นว่าได้รับคำชมและรางวัลจากประเทศบ้านเกิด (ญี่ปุ่น) แต่ในที่สุดก็ไม่ได้มีโอกาสดู เพราะหนังเข้าและออกเร็วมาก จนมาวันนี้ได้ดูหนังเรื่องนี้อีกครั้งจากการเช่าวีซีดีร้านแถวบ้าน หลังจากดูเสร็จ ก็ไม่อยากให้ความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ต้องจางหายไปอย่างรวดเร็ว เลยมานั่งเขียนเก็บซะ
พล็อตก็ไม่มีอะไรมากมาย อูด้งเป็นภาพยนตร์แนวคอมเมดี้-ดราม่า เรื่องของชายหนุ่มคสุเกะวัย 31 ปี ผู้เบื่อหน่ายบ้านเกิดของตัวเอง เพราะที่นี้ไม่มีอะไรให้เขานอกจากอูด้ง ดังนั้นเขาจึงออกเดินทางไปยังนิวยอร์คด้วยความฝันอันยิ่งใหญ่ 6 เดือนต่อมา เขากระเสือกกระสนกลับบ้าน&#8230;อย่างผู้พ่ายแพ้และเต็มได้ด้วยหนี้สิน แต่คนที่รอคอยเขาได้แก่ เพื่อนเก่า, พี่สาว, พ่อที่รู้สึกไม่พอใจ และก๋วยเตี๋ยว Udon (อูด้ง) หนึ่งชาม เมืองนี้เป็นผู้ผลิต Udon และยังชีพด้วย Udon จนสร้างชื่อเสียงไปทั่วประเทศ ในขณะเดียวกันทีนี้ยังมีอูด้งชนิดพิเศษที่นำเอาชื่อเมืองมาใช้ ซึ่งก็คือ &#8220;ซานุกิ อูด้ง&#8221; อีกด้วย
เป็นเพราะการที่เมืองมุ่งความสนใจอย่าง ก๋วยเตี๋ยว &#8220;อูด้ง&#8221; อย่างบ้าคลั่ง เป็นตัวช่วยขับดันให้โคสุเกะจากไป เขาได้เรียนรู้หลังเดินทางกลับมาอย่างไม่เป็นท่าว่า เขาและโลกอิสระที่เหลือ กำลังจะได้พบกับความน่าอัศจรรย์ของอาหารอันโอชะของท้องถิ่นแห่งนี้อีก ครั้ง!!! และไม่น่าเชื่อว่า เรื่องราวของก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามที่ชื่อ “อูด้ง” จะทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล&#8230;
อย่างที่เห็นเรื่องราวทั้งหมดก็มีอยู่แค่นั้น แต่ที่น่าสนใจก็คือ การนำเสนอของผู้กำกับคัตซึโยชิ โมโตฮิโระ ที่นำเสนอเรื่องราวในแบบเรียบง่าย แถมมีภาพหลุดโลกอย่างภาพในจิตนาการและภาพในความฝันเข้ามาเกี่ยวข้อง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="vertical-align: middle;" src="http://i214.photobucket.com/albums/cc90/chubbymature/UDON.jpg" alt="" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;; mso-fareast-font-family: 'Times New Roman'; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH;" lang="TH">ตอนที่อูด้งเข้าฉายในโรงหนังเครือเอเพ็กนั้น เคยคิดว่าจะไปดูเพราะห็นว่าได้รับคำชมและรางวัลจากประเทศบ้านเกิด</span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;; mso-fareast-font-family: 'Times New Roman'; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH;"> (<span lang="TH">ญี่ปุ่น) แต่ในที่สุดก็ไม่ได้มีโอกาสดู เพราะหนังเข้าและออกเร็วมาก จนมาวันนี้ได้ดูหนังเรื่องนี้อีกครั้งจากการเช่าวีซีดีร้านแถวบ้าน หลังจากดูเสร็จ ก็ไม่อยากให้ความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ต้องจางหายไปอย่างรวดเร็ว เลยมานั่งเขียนเก็บซะ</span></span></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH"><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;; mso-fareast-font-family: 'Times New Roman'; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH;"></span></span><span lang="TH"><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">พล็อตก็ไม่มีอะไรมากมาย อูด้งเป็นภาพยนตร์แนวคอมเมดี้-ดราม่า เรื่องของชายหนุ่มคสุเกะวัย </span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;">31 <span lang="TH">ปี ผู้เบื่อหน่ายบ้านเกิดของตัวเอง เพราะที่นี้ไม่มีอะไรให้เขานอกจากอูด้ง ดังนั้นเขาจึงออกเดินทางไปยังนิวยอร์คด้วยความฝันอันยิ่งใหญ่ </span>6 <span lang="TH">เดือนต่อมา เขากระเสือกกระสนกลับบ้าน&#8230;อย่างผู้พ่ายแพ้และเต็มได้ด้วยหนี้สิน แต่คนที่รอคอยเขาได้แก่ เพื่อนเก่า</span>, <span lang="TH">พี่สาว</span>, <span lang="TH">พ่อที่รู้สึกไม่พอใจ และก๋วยเตี๋ยว </span>Udon (<span lang="TH">อูด้ง) หนึ่งชาม เมืองนี้เป็นผู้ผลิต </span>Udon <span lang="TH">และยังชีพด้วย </span>Udon <span lang="TH">จนสร้างชื่อเสียงไปทั่วประเทศ ในขณะเดียวกันทีนี้ยังมีอูด้งชนิดพิเศษที่นำเอาชื่อเมืองมาใช้ ซึ่งก็คือ</span> &#8220;<span lang="TH">ซานุกิ อูด้ง&#8221; อีกด้วย</span></p>
<p><span lang="TH">เป็นเพราะการที่เมืองมุ่งความสนใจอย่าง ก๋วยเตี๋ยว &#8220;</span><span lang="TH">อูด้ง&#8221;</span> <span lang="TH">อย่างบ้าคลั่ง เป็นตัวช่วยขับดันให้โคสุเกะจากไป เขาได้เรียนรู้หลังเดินทางกลับมาอย่างไม่เป็นท่าว่า เขาและโลกอิสระที่เหลือ กำลังจะได้พบกับความน่าอัศจรรย์ของอาหารอันโอชะของท้องถิ่นแห่งนี้อีก ครั้ง!!! และไม่น่าเชื่อว่า เรื่องราวของก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามที่ชื่อ</span> “<span lang="TH">อูด้ง</span>” <span lang="TH">จะทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล&#8230;</span></p>
<p><span lang="TH">อย่างที่เห็นเรื่องราวทั้งหมดก็มีอยู่แค่นั้น แต่ที่น่าสนใจก็คือ การนำเสนอของผู้กำกับคัตซึโยชิ โมโตฮิโระ ที่นำเสนอเรื่องราวในแบบเรียบง่าย แถมมีภาพหลุดโลกอย่างภาพในจิตนาการและภาพในความฝันเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้ว่าดูไปอาจจะงงว่ามันเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ยังไง ก็คงคล้ายเส้นอูด้งกระมั้ง ที่ไม่มีอะไร นอกจากเส้น น้ำซุป ขิงป่น และต้นหอม ที่ดูแล้วก็ไม่น่าจะอร่อย แต่ไงมันกลับเป็นอาหารที่ชาวญี่ปุ่นนิยม เพราะความลงตัวอย่างกลมกล่อมที่นำเสนอหรือเปล่า</span></p>
<p><span lang="TH">หนังแสดงให้เห็นถึงความคลั่งไคล้ของชาวเมืองต่ออูด้ง หลังจากที่โคสุเกะนำเอาแนวคิดของการแนะนำร้านอูด้งในเมืองลงนิตยสารท้องถิ่น ทำให้เมืองซานุกิเป็นที่รู้จักดังไปทั่วเกาะญี่ปุ่น ผู้คนต่างแห่มาชิมและลิ้มลอง ทุกอย่างดูเหมือนง่ายแต่มันจะต่างอะไรกับแฟชั่น หรือเทรนด์อย่างที่ครั้งหนึ่งบ้านเราเคยบ้าไปยืนรอเพื่อซื้อขนมปังที่มีแต่ ไขมันและแป้งราคาก้อนละ </span>25 <span lang="TH">บาท (ผู้เขียนเองก็เคยไปยืนรอ เพราะอยากจะรู้ว่าให้ขนมปังธรรมดาแบบนี้มันอร่อยยังไงหว่า!!!) แต่ปัจจุบันนอกจากจะเปลี่ยนชื่อแล้ว ทุกวันนี้คนไทยก็หลงลืมไปแล้วว่าเคยมีขนมปังชื่อนี้ขายในเมืองไทยด้วย เหรอ</span>???</span></span></p>
<p><span lang="TH"><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;"><strong>ชีวิตเหมือนก๋วยเตี๋ยน้ำหนึ่งชาม</strong></span></span></p>
<p><span lang="TH"><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;"><span lang="TH">หนังตัดสลับกับการนวดแป้ง การทำเส้นอูด้งของพ่อโคสุเกะซึ่งถ่ายทอดออกมาอย่างงดงาม การดูแลเอาใจใส่และการซื่อสัตย์ต่ออาชีพและการทำอูด้ง พร้อมๆ กับฉากน่ารักๆ ที่มีเด็กคอยมาขออูด้งทานอยู่เป็นประจำทุกวัน ซึ่งพ่อของโคสุเกะก็ยินดีที่จะให้ทานฟรี แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องล้างชามมาคืนหลังจากทานเสร็จแล้ว นอกจากนี้ผู้กำกับยังถ่ายทอดให้เรารู้อีกด้วยว่า พ่อโคสุเกะจะขับรถนำเอาเส้นอุด้งที่ทำเสร็จใหม่ๆ ไปยังโรงเรียนและโรงพยาบาลประจำเมืองเป็นประจำทุกวัน</span></p>
<p><span lang="TH">ความสัมพันธ์ที่ห่างเหินของพ่อและลูกชาย ยังคงเป็นหัวใจหลักของอูด้งเหมือนหนังญี่ปุ่นเรื่องก่อนหน้านี้อย่าง </span>The Village Album (<span lang="TH">ความห่างเหินกันระหว่างพ่อที่เป็นตากล้องประจำหมู่บ้านและลูกชายที่อยาก เป็นผู้กำกับภาพยนตร์) หรืออย่างล่าสุด </span>Hula Girls (<span lang="TH">ความขัดแย้งของแม่กับลูกสาว) พร้อมกับการแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของร้านอูด้งแต่ละร้านในเมืองที่พวกโค สุเกะเดินทางชิม ไม่ว่าจะเป็นการให้ลวกเส้นเอง หรือ </span>self service <span lang="TH">หรือการที่ลูกค้าสามารถเอาของสดมาให้ทางร้านทำเองก็ได้ หรือแม้แต่การที่ลูกค้าต้องพกพาเอาอุปกรณ์ในการกินการปรุงมาเอง</span> (<span lang="TH">มีฉากที่ลูกค้ากินอูด้งจากถุงพลาสติกโดยการใช้มือ เป็นฉากที่น่ารักและขำๆ ในแบบชาวบ้านอีกฉาก)</span></p>
<p><span lang="TH">หนังมีฉากที่น่าประทับใจอยู่หลายฉาก แต่ส่วนตัวผมชอบฉากที่โคสุเกะเอาเส้นอูด้งไปส่งที่โรงเรียน และคอยดูตรงหน้าต่าง เพื่อดูว่าเด็กเหล่านั้นมีความสุขกับการได้กินเส้นอูด้งเพียงไร ฉากที่โคสุเกะเห็นพ่อยิ้มเป็นครั้งแรกในตลอดเวลาที่ผ่านมาในฉากที่ต่อเนื่อง จากฉากที่กล่าวไปแล้วในข้างต้น หรือฉากที่เด็กซึ่งมาขออูด้งพ่อโคสุเกะทานเป็นประจำพาน้องสาวตัวเองมาด้วย</span></p>
<p><span lang="TH">หนังยังแสดงให้เห็นถึงการคลั่งไคล้อย่างขีดสุดของอูด้ง พร้อมกับการถดถอยในเวลาต่อมา นอกจากนั้นยังแสดงให้เห็นถึงผลที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้งตามทาง ร้านที่ต้องการรองรับลูกค้าที่มากขึ้นทำให้รสชาติและเส้นไม่ได้มาตราฐาน เหมือนเคย (เอาเปรียบผู้บริโภค) และบางร้านที่ต้องปิดตัวเองลงเพราะว่ารบกวนเพื่อนบ้าน เนื่องจากรถยนต์และบรรดาผู้ที่เดินทางมาชิมสร้างความเดือดร้อนให้แก่ละแวก เพื่อนบ้าน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราพบเห็นอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าในโลกปัจจุบันหรือว่าใน อนาคต</span></p>
<p><span lang="TH">ผู้กำกับยังใช้การทำเส้นอูด้งของพ่อโคสุเกะมาเปรียบเทียบกับ ย่อหน้าข้างบน เป็นการเปรียบเทียบการทำอย่างพอเพียง หรือพอประมาณ และการทำในรูปแบบธุรกิจ โดยไม่สนใจว่าผลที่ตามนั้นจะเป็นยังไง ซึ่งส่วนตัวผมค่อนข้างชอบการเปรียบเทียบแบบนี้พอสมควร</span></p>
<p><span lang="TH">สำหรับบทสรุปและการเดินทางของตัวละครในเรื่องนี้ ผมขอไม่เล่าดีกว่า อยากให้เพื่อนๆ ลองไปเช่ามาดูเอง อาจจะดีกว่า เพราะอย่างที่บอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นคอมเมดี-ดราม่า เพราะฉะนั้นหลายๆ ฉากที่สามารถทำให้ซึ้งได้ แต่ผู้กำกับกลับเลือกที่จะไม่ให้มันฟูมฟายเหมือนกับหนังฮอลลีวูด ทำให้หลายๆ ฉาก เราอาจจะน้ำตาซึม แต่ก็ยิ้มให้กับภาพที่ปรากฎอยู่ต่อหน้าเรา</span></p>
<p><span lang="TH">ว่าแต่ใครที่ดูแล้วอยากทานอูด้งบ้างครับ ผมคนหนึ่งละที่อยากจะทานอูด้งร้อนๆ ดูสักชาม ลองดูนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่าหนังที่เรียบๆ ง่ายๆ แต่มีสีสันฉูดฉาดแอบซ่อนอยู่นั้น มันกลมกล่อมแค่ไหน เหมือนกับอูด้งร้อนๆ ชามหนึ่งที่เรียบง่ายแต่อร่อย หากเราใส่ใจและทำมันด้วยใจ เหมือนกับที่หนังเรื่องนี้ได้แสดงให้เราเห็นอยู่ตลอดเวลานั้นเอง</span></span></span></p>
<p><span lang="TH"><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;"></span></span></p>
<p><span lang="TH"><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;"></span></span></p>
<p><span lang="TH"><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;"></span><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">รูปภาพประกอบ<br />
</span></span><span lang="TH"><span style="font-size: 10pt; font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;; mso-fareast-font-family: 'Times New Roman'; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH;"><a href="http://nighty.exteen.com/images/UDON.jpg">http://nighty.exteen.com/images/UDON.jpg</a></span></span></p>
<p> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogger.sanook.com/chubby33/2008/12/05/udon-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Reign Over Me: สารพันวิธีลืม (พวก) เธอ</title>
		<link>http://blogger.sanook.com/chubby33/2008/12/05/reign-over-me-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1-%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%98%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://blogger.sanook.com/chubby33/2008/12/05/reign-over-me-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1-%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%98%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Dec 2008 12:06:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chubby33@sanook.com</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Movie In Memory]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blogger.sanook.com/chubby33/?p=28</guid>
		<description><![CDATA[ 
 


 
 
 
 
คิดว่าหลายๆ คนคงเคยประสบหรือเผชิญกับประสบการณ์บางอย่างที่อาจจะหนักหนาสาหัสและพยายาม ที่จะลืมมันไปจากความทรงจำ เพราะยิ่งจำมันทำให้เรายิ่งรู้สึกเจ็บปวดและทุกข์ทรมาน แต่จะมีใครบางที่สามารถลืมเลือนเหตุการณ์นั้น นอกเสียจากว่าคนๆ นั้นจะตัดขาดจากสิ่งที่คุ้นเคย ปิดกั้นที่จะรับรู้หรือรับฟังความเห็นใจจากคนรอบข้าง แต่นั้นคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องราวที่ว่าหรือเปล่า
หากใครลองได้หยิบหนัง Reign Over Me (เพื่อเพื่อน ด้วยหัวใจ) จากแผงในร้านเช่าวีซีดีหรือร้านขายดีวีดี คุณอาจจะได้รับรู้เรื่องราวของชายนายหนึ่ง นายชาร์ลี ฟรายแมน (อีกหนึ่งบทบาทดราม่าของนักแสดงตลก อดัม แซนด์เลอร์) หมอทันตฯ ผู้สูญเสียเมียและลูกรวม 4 ชีวิตจากเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน จนทำให้เขาปิดกั้นผู้คนที่เขารู้จักและสนิทสนมด้วย เผื่อที่จะได้ไม่ต้องรับรู้เรื่องราวในอดีตที่ตามหลอกหลอนเขาตลอดหลังเหตุการณ์ดังกล่าว 
วันหนึ่งโชคชะตาทำให้เขาได้พบกับเพื่อนเก่าสมัยเรียนขณะอยู่บนท้องถนนในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ค อลัน จอห์นสัน (รับบทโดย ดอน เชียเดิล) ทันตแพทย์ฝีมือดี ผู้มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงานหรือชีวิตครอบครัว แต่ลึกๆ เขากำลังมีปัญหาในใจเล็กๆ ไม่ต่างกัน รอยยิ้ม เสียงหัวเราะและมิตรภาพเก่าๆหวนคืนกลับมาอีกครั้ง และมันก็อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยลบความโศกเศร้าที่มีอยู่เต็มหัวใจของคนทั้งคู่ให้มลายจางหายไปได้
วิธีลืม (พวก) เธอที่ไม่ธรรมดา
Reign Over Me เป็นผลงานกำกับล่าสุดของผู้กำกับ-นักแสดง ไมค์ บินเดอร์ (The Upside of Anger) ที่นำเสนอผลกระทบหลังจากเหตุการณ์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><span lang="TH"><img style="vertical-align: middle;" src="http://i214.photobucket.com/albums/cc90/chubbymature/18754412.jpg" alt="" width="296" height="400" /></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><span lang="TH">คิ</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: "><span lang="TH">ดว่าหลายๆ คนคงเคยประสบหรือเผชิญกับประสบการณ์บางอย่างที่อาจจะหนักหนาสาหัสและพยายาม ที่จะลืมมันไปจากความทรงจำ เพราะยิ่งจำมันทำให้เรายิ่งรู้สึกเจ็บปวดและทุกข์ทรมาน แต่จะมีใครบางที่สามารถลืมเลือนเหตุการณ์นั้น นอกเสียจากว่าคนๆ นั้นจะตัดขาดจากสิ่งที่คุ้นเคย ปิดกั้นที่จะรับรู้หรือรับฟังความเห็นใจจากคนรอบข้าง แต่นั้นคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องราวที่ว่าหรือเปล่า</span></span></p>
<p><span lang="TH">หากใครลองได้หยิบหนัง </span>Reign Over Me (<span lang="TH">เพื่อเพื่อน ด้วยหัวใจ) จากแผงในร้านเช่าวีซีดีหรือร้านขายดีวีดี คุณอาจจะได้รับรู้เรื่องราวของชายนายหนึ่ง นายชาร์ลี ฟรายแมน</span> (<span lang="TH">อีกหนึ่งบทบาทดราม่าของนักแสดงตลก อดัม แซนด์เลอร์) หมอทันตฯ ผู้สูญเสียเมียและลูกรวม </span>4 <span lang="TH">ชีวิตจากเหตุการณ์วินาศกรรม </span>11 <span lang="TH">กันยายน จนทำให้เขาปิดกั้นผู้คนที่เขารู้จักและสนิทสนมด้วย เผื่อที่จะได้ไม่ต้องรับรู้เรื่องราวในอดีตที่ตามหลอกหลอนเขาตลอดหลังเหตุการณ์ดังกล่าว </span></p>
<p><span lang="TH">วันหนึ่งโชคชะตาทำให้เขาได้พบกับเพื่อนเก่าสมัยเรียนขณะอยู่บนท้องถนนในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ค อลัน จอห์นสัน (รับบทโดย ดอน เชียเดิล) ทันตแพทย์ฝีมือดี ผู้มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงานหรือชีวิตครอบครัว แต่ลึกๆ เขากำลังมีปัญหาในใจเล็กๆ ไม่ต่างกัน รอยยิ้ม เสียงหัวเราะและมิตรภาพเก่าๆหวนคืนกลับมาอีกครั้ง และมันก็อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยลบความโศกเศร้าที่มีอยู่เต็มหัวใจของคนทั้งคู่ให้มลายจางหายไปได้</span></p>
<p><span lang="TH"><strong>วิธีลืม (พวก) เธอที่ไม่ธรรมดา</strong></span></p>
<p>Reign Over Me <span lang="TH">เป็นผลงานกำกับล่าสุดของผู้กำกับ-นักแสดง ไมค์ บินเดอร์ (</span>The Upside of Anger) <span lang="TH">ที่นำเสนอผลกระทบหลังจากเหตุการณ์ </span>11 <span lang="TH">กันยา ผ่านตัวละครอย่างชาร์ลี ฟรายแมน จากมุมมองของ อลัน จอห์นสัน หนังนำเสนอโดยการเปิดเรื่องราวของอลันก่อนที่จะนำเข้าสู่เรื่องราวของอลันในเวลาต่อมา ในตอนแรกนั้นชาร์ลีไม่สามารถจดจำได้ว่าอลันคือใคร เราจึงได้เห็นอาการอีหลักอีเหลื่อระหว่างชาร์ลีและอลัน หลังจากนั้นอลันมักจะชวนชาร์ลีออกไปเทียวเป็นเพื่อนด้วยเสมอๆ อาจจะมีบางในบางครั้งที่ชาร์ลีโกรธจะตะคอกใส่อลัน ยามที่อลันกล่าวถึงภรรยาและลูกของเขา หรือพูดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอาการทางจิต (หนังแสดงให้เห็นว่าชาร์ลีมีอาการของคนที่ปิดกั้นตัวเองออกจากสังคม และไม่สุงสิงกับใครนอกจากเจ้าของอพาร์ทเมนต์และนักบัญชีประจำครอบครัว) แต่ในวันรุ่งขึ้นชาร์ลีก็จะเป็นคนไปหาอลันทุกครั้ง</span></p>
<p><span lang="TH">ในขณะเดียวกันอลันเองก็มีปัญหาลึกๆ ภายในครอบครัวระหว่างเขาและภรรยา เจนิน (เจด้า พินเกต สมิทธ จาก </span>Demon Knight, Set It Off, The Matrix 2-3 <span lang="TH">และ</span> Collateral) <span lang="TH">ที่เขารู้สึกวาเจนินมักจะบังคับหรือสั่งให้เขาทำโน้นทำนี้อยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกับ เขาก็มีปัญหากับคนไข้ประจำอย่างดอนน่า รีมาร์ (โดย แซฟรอน บิวโรว์ จาก </span>The Deep Blue Sea <span lang="TH">และ </span>Troy) <span lang="TH">ที่ขู่จะฟ้องเขาฐานล่วงละเมิดทางเพศ เพียงเพราะเขาไม่ยอมให้เธอเป่าปี่ให้ จนทำให้อลันต้องแอบหลบไปพบกับจิตแพทย์สาวแองเจิลล่า (โดยสุดสวย ลิฟ ไทเลอร์ จาก </span>The Lord of The Ring 1-3, Armageddon <span lang="TH">และเร็วๆ นี้ใน </span>The Incredible Hulk) <span lang="TH">โดยกุเรื่องว่ามาปรึกษาปัญหาให้เพื่อนทุกครั้ง</span></p>
<p><span lang="TH">หลังจากที่ชาร์ลีได้รับรู้ความทุกข์ของชาร์ลี เขาคิดว่าชาร์ลีควรจะหาหาใครสักคนที่เขาสามารถปรึกษาได้ ดังนั้นอลันจึงพยายามแนะนำชาร์ลีให้พบกับจิตแพทย์ ในตอนแรกชาร์ลียืนกรานที่จะไม่ไปพบกับจิตแพทย์ แต่สุดท้ายชาร์ลีก็ยอมทำตามที่อลันบอก โดยอลันเป็นคนพาชาร์ลีไปพบกับแองเจิลล่า (ทำให้เขารู้ว่า ดอนน่า เป็นคนไข้ของเธอ) แต่การรักษาก็ไม่ได้มีความคืบหน้า จนแองเจิลล่าแนะนำให้ชาร์ลีควรจะระบายความในใจของเขาให้ใครสักคนได้รับรู้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นเธอหรือใครก็ตาม ซึ่งชาร์ลีเลือกที่จะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้กับอลันได้รับรู้</span></p>
<p><span lang="TH">ในคืนนั้นเองชาร์ลีก็คิดถึงแต่ภรรยาและลูกเมียที่จากไป ทำให้เขารู้สึกทนต่อไปอีกไม่ไหว จึงลุกขึ้นไปหยิบปืนที่เก็บไว้มาเพื่อที่จะยิงตัวตาย แต่เขาหาลูกปืนไม่พบ จึงออกไปนอกบ้าน และหาเรื่องกับแทกซี่ เพื่อต้องการให้ตำรวจยิงเขาในขณะที่เขาพยายามจะยิงตำรวจ</span> (<span lang="TH">ด้วยปืนที่ไม่มีลูก) ในที่สุดชาร์ลีก็ถูกตำรวจจับกุมแทน ทำให้เขาต้องรับการประเมินผลทางจิตและถูกส่งฟ้องศาล โดยมีพ่อและแม่ของภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้วเห็นดีด้วย เนื่องจากทั้งคู่พยายามมาหาชาร์ลี แต่เขาหลบหน้าตลอดเวลา ในตอนจบหลังจากที่พ่อและแม่ภรรยาได้เข้าใจความรู้สึกลึกๆ ของชาร์ลีแล้ว ทั้งคู่ก็ตกลงกันว่าจะไปยกฟ้องชาร์ลี ส่วนชาร์ลีย้ายออกจากอพาร์ทเมนต์ไปอยู่ที่ใหม่</span></p>
<p><span lang="TH">ส่วนอลันเองหลังจากเรื่องของชาร์ลีเรียบร้อย เขาก็ตัดสินใจกลับไปคืนดีกับภรรยา และดำเนินชีวิตทำแบบที่ตัวเองต้องการในท้ายที่สุด</span></p>
<p><strong><span lang="TH">สังคมที่เปลี่ยนแปลงหลัง </span>9/11<br />
</strong><br />
<span lang="TH">อย่างที่ทราบกันว่าหลังจากเหตุการณ์วินาศกรรมสะเทือนขวัญระดับโลกในวันที่ </span>11 <span lang="TH">กันยา </span>2001 <span lang="TH">ทั่วโลกก็ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แต่ทีส่งผลกระทบรุนแรงก็คงไม่พ้นชาติอเมริกา ความหวาดระแวง ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในรัฐบาล เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวมในประเทศอเมริกา รวมถึงปัญหาทางด้านเชื้อชาติ โดยเฉพาะชนชาวมุสลิมที่อาศัยในประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพทางชนชาติอย่างอเมริกา</span></p>
<p><span lang="TH">ในส่วนของวงการภาพยนตร์ได้มีการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แต่ที่เด่นๆ ก็คงหนีไม่พ้นหนังออสการ์ปีล่าสุดอย่าง </span>Crash <span lang="TH">ที่นำเสนอเรื่องราวปัญหาทางเชื่อชาติอย่างชัดเจน ตามติดด้วย </span>Bable, Fahrenheit 9/11 (<span lang="TH">สารคดีสมคบคิดแฉพฤติกรรมลับลมคมนัยของรัฐบาลและประธานาธิบดีสหรัฐคน ปัจจุบัน)</span>, United 93 <span lang="TH">และ </span>World Trade Center (<span lang="TH">ในความเป็นจริงเคยมีหนังที่นำเสนอเรื่องราวปัญหาทางด้านเชื้อชาติอีกเรื่อง ที่เด่นและน่าสนใจ แต่สร้างก่อนเหตุการณ์ </span>9/11 <span lang="TH">หลายปี ก็คือ </span>The Siege <span lang="TH">ของผู้กำกับ เอ็ดเวิด ชวิค เจ้าของงานกำกับเจ๋งๆ อย่าง </span>Blood Diamond, The Last Samurai, Legends of The Fall <span lang="TH">และ </span>Glory)</p>
<p><span lang="TH">แม้ว่า </span>Reign Over Me <span lang="TH">จะเลือกนำเสนอเรื่องราวของคนธรรมดาอย่างชาร์ลีควบคู่ไปกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับบุคคลรอบๆ ข้างตัวเขา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความไม่เข้าใจกันอลันและเจนิน ที่ต่างก็ไม่ยอมเปิดใจให้ต่างฝ่ายรู้ว่าคิดยังไง เปรียบได้กับผู้คนในสังคมที่นับวันเริ่มไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ไม่ยอมพูดจา ไม่หันหน้าเข้าหากัน</span></p>
<p><span lang="TH">พฤติกรรมของดอนน่าที่อยากมีเซ็กส์กับอลัน หลังจากหย่าร้างไม่นานหลังจากพบว่าสามีที่แต่งงานกับมาร่วม </span>10 <span lang="TH">ปี จะมีเมียน้อยอีกคน ดอนน่ารับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจากการที่เธอเห็นสามีเดินจู้จี้กับหญิงอื่น ทำให้เธอตัดสินใจสะกดรอยตามไป จนไปถึงบ้านหลังที่ </span>2 <span lang="TH">ของสามี หลังจากสอบถามเพื่อนบ้านละแวกนั้นทำให้เธอรับรู้สิ่งที่เธอไม่อาจรับได้ ก็คือ ทั่งคู่อยู่กินกันมาร่วม </span>5 <span lang="TH">ปี</span></p>
<p><span lang="TH">สำหรับชาร์ลีหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาตัดสินใจตัดขาดตัวเองออกจากชีวิตที่เคยเป็นมา ดำเนินชีวิตในรูปแบบที่ไม่รับรู้ว่าตนเองเคยมีครอบครัวที่มีความสุขมากแค่ไหน จมปลักอยู่กับตัวเอง นั่งเล่นเกม ทำห้องครัวใหม่ทุกๆ </span>3 <span lang="TH">เดือน</span> (<span lang="TH">ไปหาเหตุผลในหนังนะครับ) การที่ชาร์ลีเลือกที่จะสนิทสนมกับอลัน เพราะเขาอยากมีใครสักคนที่ไม่รู้เรื่องราวเบื้องหลังก่อนเหตุการณ์ </span>11 <span lang="TH">กันยา หรือรู้จักครอบครัวของเขาน้อยทีสุด เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องนึกถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับครอบครัวตัวเอง ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม</span></p>
<p><span lang="TH">ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาร์ลีเลือกที่จะไม่พบหน้ากับพ่อตาและแม่ยายของตน เพราะทั้งคู่พยายามพูดแต่ลูกสาวและหลานๆ ที่จากไป นั้นแต่จะรั้งทำให้ชาร์ลีรู้สึกเจ็บปวดและทุกข์ระทมในจิตใจ แม้ว่าในตอนสุดท้ายที่ชาร์ลีตัดสินใจบอกความรู้สึกลึกๆ กับพวกเขา ว่าเหตุที่เขาไม่อยากจดจำภรรยาและลูกๆ ที่จากไป เพราะว่าทุกวันที่เขาเดินอยู่บนท้องถนน เขาเห็นแต่หน้าภรรยาและลูกๆ ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ภาพของพวกเขาก็แจ่มชัดกว่ารูปที่ทั้งคู่พกในกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้กระทั่งสุนัขที่ครอบครัวเขาเลี้ยงไว้ ชาร์ลีก็ยังเห็นสุนัขพันธ์เยอรมันเชพเพิร์ดเป็นหน้าสุนัขพุดเดิ้ลที่เมียและลูกสาวนำขึ้นเครื่องไปด้วยนั้น (ตรงนี้อาจจะรู้สึกขำนะครับ แต่ถ้าดูในหนังแล้วจะรู้สึกได้เลยว่า มันคงเศร้าแค่ไหน)</span></p>
<p><span lang="TH">ไมค์เลือกที่จะนำเสนอเรื่องราวต่างๆ แบบในหนังด้วยวิธีการที่เรียบง่าย และไม่ฟูมฟาย บางครั้งไมค์ก็ปล่อยให้ภาพที่เห็นในจออ้อยอิ่งไปเรื่อยๆ บางครั้งก็ตัดต่อฉับไว แต่ทุกครั้งจะต้องมีการปล่อยภาพไว้เฉยๆ แตกต่างจากหนังเรื่องก่อนของเขาที่ผมได้ดูก็คือ </span>The Upside of Anger <span lang="TH">แต่สิ่งที่เห็นบ่อยในหนังของไมค์ก็คือ การปล่อยภาพแบบลองช๊อตทุกครั้งที่มีโอกาส นอกจากนี้ ไมค์เลือกที่จะถ่ายภาพนิวยอร์คด้วยมุมของสายตามนุษย์ แตกต่างจากหนังเรื่องอื่นๆ ที่มักมีภาพมหานครนิวยอร์คในมุมสูงเสมอๆ ทำให้ภาพของเมืองนิวยอร์คใน </span>Reign Over Me <span lang="TH">ดูเงียบเหงาและอ้างว้าง</span></p>
<p><span lang="TH">หลังเหตุการณ์ </span>9/11 <span lang="TH">หลายๆ คนเลือกที่จะลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเดินหน้าต่อไป แต่มีอีกหลายคนเลือกที่จะจดจำ และนำมันมาเป็นบทเรียนในการดำรงชีวิตของตนเอง แต่ก็ยังมีกลุ่มคนบางคนเลือกที่จะแก้แค้น เพียงเพราะคำว่าผลประโยชน์และการรักษาหน้าของตนเองไว้เท่านั้น โดยไม่เคยคิดสำรวจตนเองว่าในอดีตนั้น เคยทำอะไรไว้บ้าง เข้าทำนองว่า ไม่รู้จักจำได้หรือเปล่าเอ่ย</span>?</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">รูปภาพประกอบ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><a href="http://img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/63/30/39/18754412.jpg">http://img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/63/30/39/18754412.jpg</a></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ข้อมูล</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: "><a href="http://www.thai2551.com/product/detail.php?pid=2119">http://www.thai2551.com/product/detail.php?pid=2119</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogger.sanook.com/chubby33/2008/12/05/reign-over-me-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1-%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%98%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Chocolat หวานขมอยู่ที่ใจเราเอง</title>
		<link>http://blogger.sanook.com/chubby33/2008/12/05/chocolat-%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://blogger.sanook.com/chubby33/2008/12/05/chocolat-%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Dec 2008 11:19:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chubby33@sanook.com</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Movie In Memory]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blogger.sanook.com/chubby33/?p=27</guid>
		<description><![CDATA[
 
ช็อคโกแลตขนมหวานที่ทุกคนชื่นชอบ ไม่ว่าใครลองได้ลิ้มชิมรสก็จะติดใจในรสชาติหวานปนขมของมันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น แต่ใครละจะคาดฝันว่า รสหวานปนขมของมัน บางครั้งก็สามารถนำมาตีความจนกลายเป็นหนังแนวตลก-ดราม่าที่เกี่ยวกับรสชาติอย่างหนึ่งของชีวิตคนเราที่มีความพึงพอใจกับความเปลี่ยนแปลงในตัวบุคคล ความผูกพัน หรือถิ่นฐาน เป็นเรื่องราวของความลุ่มหลง อดกลั้น และการปลดปล่อยความรู้สึกที่แอบซ่อนเร้นอยู่ในตัวออกมา โดยมีร้านขายช็อคโกแลตร้านหนึ่งเป็นตัวกระตุ้น
ตัวหนังได้เข้าชิงออสการ์ถึง 5 รางวัลด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ดารานำหญิงยอดเยี่ยม (จูเลียต บิน็อช) ดาราประกอบฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม (จูดี้ แดนซ์) บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะพลาดไปหมดทั้ง 5 รางวัลที่ได้เข้าชิงก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าและสิ่งดีๆ ที่หนังเรื่องนี้มอบให้กับผู้ชมลดลง
หวานนัก&#8230;รักช็อคโกแลต
Lansquenet คือ ชุมชนของชาวฝรั่งเศสที่ยึดมั่นในขนบประเพณีมานานนับร้อยปี เรื่องราวต่างๆ ได้เกิดขึ้นที่นี่ พร้อมๆ กับสายลมเหนือที่พัดผ่านมา พร้อมการมาถึงของวีแอนน์ โรเชอร์ (จูเลียต บิน็อช) หญิงม่ายคนหนึ่งที่ต้องพาชีวิตของตนเองกับลูกสาวของเธออานุ๊ค (วิคตอเร่ ธิวิซอล) ทั้งสองได้เปิดร้านขายช็อคโกแลตที่มีรสชาติอันชวนให้พิศวงงงงัน ขนมของพวกเธอได้ปลุกความอยากกระหายของชาวเมือง ทุกคนที่ลิ้มลองต่างก็เกิดความรู้สึกแปลกใหม่ และลุกขึ้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองใหม่
ไม่นานกิตติศัพท์ของวีแอนน์ก็เลื่องลือไปทั่ว และแน่นอนเมื่อมีชื่อเสียงก็ย่อมต้องมีศัตรู โดยเฉพาะเคาน์ท เดอ เรย์โนด์ (อัลเฟรด โมลิน่า) นายกเทศมนตรีผู้เชื่อมั่นว่าช็อคโกแลตของวีแอนน์ กำลังจะทำลายเมืองอย่างช้าๆ การเผชิญหน้าของทั้งคู่ จึงเสมือนการต่อสู้ของนักอนุรักษ์นิยม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center"><img style="VERTICAL-ALIGN: middle" src="http://i214.photobucket.com/albums/cc90/chubbymature/Chocolat.jpg" alt="" width="200" height="288" /></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: left"> </p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: left"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ช็อคโกแลตขนมหวานที่ทุกคนชื่นชอบ ไม่ว่าใครลองได้ลิ้มชิมรสก็จะติดใจในรสชาติหวานปนขมของมันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น แต่ใครละจะคาดฝันว่า รสหวานปนขมของมัน บางครั้งก็สามารถนำมาตีความจนกลายเป็นหนังแนวตลก</span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">-<span lang="TH">ดราม่าที่เกี่ยวกับรสชาติอย่างหนึ่งของชีวิตคนเราที่มีความพึงพอใจกับความเปลี่ยนแปลงในตัวบุคคล ความผูกพัน หรือถิ่นฐาน เป็นเรื่องราวของความลุ่มหลง อดกลั้น และการปลดปล่อยความรู้สึกที่แอบซ่อนเร้นอยู่ในตัวออกมา โดยมีร้านขายช็อคโกแลตร้านหนึ่งเป็นตัวกระตุ้น</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: left"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ตัวหนังได้เข้าชิงออสการ์ถึง </span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">5 <span lang="TH">รางวัลด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ดารานำหญิงยอดเยี่ยม </span>(<span lang="TH">จูเลียต บิน็อช</span>) <span lang="TH">ดาราประกอบฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม </span>(<span lang="TH">จูดี้ แดนซ์</span>) <span lang="TH">บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะพลาดไปหมดทั้ง </span>5 <span lang="TH">รางวัลที่ได้เข้าชิงก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าและสิ่งดีๆ ที่หนังเรื่องนี้มอบให้กับผู้ชมลดลง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: left"><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">หวานนัก</span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">&#8230;<span lang="TH">รักช็อคโกแลต</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: left"><strong></strong><span style="font-size: 10pt; font-family: ">Lansquenet <span lang="TH">คือ ชุมชนของชาวฝรั่งเศสที่ยึดมั่นในขนบประเพณีมานานนับร้อยปี เรื่องราวต่างๆ ได้เกิดขึ้นที่นี่ พร้อมๆ กับสายลมเหนือที่พัดผ่านมา พร้อมการมาถึงของวีแอนน์ โรเชอร์ </span>(<span lang="TH">จูเลียต บิน็อช</span>) <span lang="TH">หญิงม่ายคนหนึ่งที่ต้องพาชีวิตของตนเองกับลูกสาวของเธออานุ๊ค </span>(<span lang="TH">วิคตอเร่ ธิวิซอล</span>) <span lang="TH">ทั้งสองได้เปิดร้านขายช็อคโกแลตที่มีรสชาติอันชวนให้พิศวงงงงัน ขนมของพวกเธอได้ปลุกความอยากกระหายของชาวเมือง ทุกคนที่ลิ้มลองต่างก็เกิดความรู้สึกแปลกใหม่ และลุกขึ้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองใหม่</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: left"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ไม่นานกิตติศัพท์ของวีแอนน์ก็เลื่องลือไปทั่ว และแน่นอนเมื่อมีชื่อเสียงก็ย่อมต้องมีศัตรู โดยเฉพาะเคาน์ท เดอ เรย์โนด์ </span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">(<span lang="TH">อัลเฟรด โมลิน่า</span>) <span lang="TH">นายกเทศมนตรีผู้เชื่อมั่นว่าช็อคโกแลตของวีแอนน์ กำลังจะทำลายเมืองอย่างช้าๆ การเผชิญหน้าของทั้งคู่ จึงเสมือนการต่อสู้ของนักอนุรักษ์นิยม กับคนรุ่นใหม่ที่แสวงหารสชาติหวานหอมของเสรีภาพ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: left"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ตลอดเวลาที่ช็อคโกแลตของวีแอนน์ได้เข้าไปอยู่ในชีวิตของคนเมืองนี้ เธอต้องเกี่ยวพันกับคนมากหลาย รวมทั้งหญิงชราเจ้าอารมณ์อย่างอาร์มานด์ </span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">(<span lang="TH">จูดี้ เดนซ์</span>) <span lang="TH">กับลูกสาวที่เข้ากันไม่ค่อยได้แคโรลีน </span>(<span lang="TH">แครี่ แอนน์ มอสส์</span>) <span lang="TH">ตลอดจนหญิงสาวขี้โรคโจเซฟิน </span>(<span lang="TH">ลีน่า โอลิน</span>) <span lang="TH">กับสามีของเธอเซอร์เก </span>(<span lang="TH">ปีเตอร์ สตอร์แมร์</span>) <span lang="TH">รวมไปถึงชายหนุ่มนักเดินทางเรือพเนจรที่มีอะไรพิเศษในตัวอย่างรูกซ์ </span>(<span lang="TH">จอห์นนี่ เด็ปป์</span>) <span lang="TH">ซึ่งได้ปลุกให้ความปรารถนาในใจของวีแอนน์ ลุกโชนขึ้นอย่างไม่อาจหักห้าม</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: left"><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">รสหวานที่แอบไว้ด้วยความขม</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: left"><strong></strong><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">จริงๆ เคยคิดจะหยิบหนังเรื่องช็อคโกแลตมาดูหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีโอกาสซะที จนได้มาดูผ่านทางเคเบิลที่บ้านนี้แหล่ะ เลยตั้งใจดูมันให้เป็นเรื่องเป็นราว แม้ว่าหนังจะผ่านมา </span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">8 <span lang="TH">ปีแล้ว </span>(<span lang="TH">เข้าฉายในปี </span>2000) <span lang="TH">แต่เนื้อหาและสารที่หนังต้องการสื่อให้กับผู้ชมก็ยังไม่เคยล้าสมัย</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: left"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">จูเลียต บิน็อช ดูมีเสน่ห์ล้นมากในหนังเรื่องนี้ </span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">(<span lang="TH">เธอเคยคว้ารางวัลออสการ์จากการเข้าชิงครั้งแรกในด้าน ดาราประกอบหญิงยอดเยี่ยมจาก </span>The English Patient <span lang="TH">ในปี </span>1996) <span lang="TH">รอยยิ้มของเธอทำให้หนังเรื่องนี้ดูสดใส ส่วนในเรื่องการแสดง ก็ไม่เสียชื่อ แม้เธอจะเล่นในแบบสบายๆ แต่สายตาครุ่นคิดและเก็บงำบางอย่างไว้ โดยเฉพาะความรู้สึกที่ต้องแสดงออกทางแววตาของเธอ ซึ่งก็ต้องสื่อให้คนดูรับรู้ถึงความรู้สึกภายใน ที่ไม่สามารถแสดงออกมาทางอากัปกริยาต่างๆ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: left"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ส่วนดาราสมทบคนอื่นก็เล่นได้ดีตามบททีได้มา ที่ดูเด่นก็เห็นจะเป็นจูดี้ แด๊นซ์ ในบทของหญิงชราผู้โหยหาความรักและความเข้าใจจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะลูกสาวตัวเองแคโรลีนที่รับบทโดยแครี่</span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">-<span lang="TH">แอนด์ มอสส์ กับบทเบาๆ </span>(<span lang="TH">หลังจากสาวนักบู๊ระห่ำจากเดอะ แมททริกซ์</span>) <span lang="TH">อย่างบทแม่บ้านท่าทางเรียบร้อย ผู้มีทิฐิต่อแม่บังเกิดเกล้า จนท้ายสุดชีวิตเธอต้องพบกับการสูญเสียครั้งสำคัญในชีวิต ที่ไม่อาจเรียกร้องอะไรกลับคืนมาได้ สุดท้ายก็คือ จอห์นนี่ เดปป์ กับบทยิบซี้เร่ร่อนที่โผล่มาแว่บ ๆ แล้วก็ลาจากเอาดื้อ ๆ ก่อนจะมาโผล่ในบทสรุปตอนท้ายอีกที</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: left"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">นอกจากนี้ผู้กำกับยังเลือกเสนอนัยยะในหนังหลายต่อหลายอย่าง แต่ที่เห็นเด่นชัดก็คงจะเป็นการที่ให้วีแอนด์แต่งชุดสีสันสดใส </span><span style="font-size: 10pt; font-family: ">(<span lang="TH">โดยเฉพาะรองเท้าแดงแปร๊ดคู่นั้น</span>) <span lang="TH">ที่ขัดอย่างแรงกับชาวบ้านที่นิยมใส่เสื้อผ้าสีทึมๆ ทำให้วีแอนด์ดูแตกต่าง และแปลกแยกจากชาวบ้านทั่วไปอย่างเห็นเด่นชัดเลยทีเดียว หรือการให้อานุ๊คลูกสาวของวีแอนด์สร้างเพื่อนในจิตนาการเป็นจิงโจ้ ทำให้เราเห็นถึงสภาพจิตใจของเด็กที่เปราะบาง ไร้เพื่อนสนิท เพราะต้องเร่ร่อนย้ายบ้านตลอดเวลา แต่ในตอนท้าย ภาพจิ้งโจวิ่งไปตามทางบนท้องถนนก่อนจะเลือนหายไป แสดงให้เห็นถึงว่าต่อไปนี้เธอกับแม่ไม่ต้องเร่ร่อนอีกต่อไปแล้ว</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: left"><span style="font-size: 10pt; font-family: ">Chocolat <span lang="TH">เป็นหนังที่ดีสนุก และไม่น่าเบื่อทั้งๆ ที่การนำเสนอนั้นเรียบและง่าย ไม่มีมุมกล้องที่หวือหวา ไม่มีดนตรีประกอบคอยเร้าอารมณ์ คล้ายกับการทำช็อคโกแลตที่ต้องอาศัยความละเมียดละไม ความปราณีต รวมถึงการละเลียด ลิ้มชิมรสชาติของช็อคโกแลตที่แม้จะหวานแต่ก็ซ่อนเร้นรสชาติอื่นๆ เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเผ็ดร้อนหรือว่าขมก็ตาม เปรียบเสมือนกับชีวิตที่มีผ่านร้อน ผ่านหนาว ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ใจของเราเอง ว่าแล้วอยากลองชิมช็อคโกแลตสักกล่องไหมครับ</span>&#8230;</span></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: left"> </p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: left"> </p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: left"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">รูปภาพประกอบ<br />
</span><span style="font-size: 10pt; font-family: "><a href="http://i17.tinypic.com/5ykke81.jpg">http://i17.tinypic.com/5ykke81.jpg</a></span></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: left"><span style="font-size: 10pt; font-family: " lang="TH">ข้อมูล<br />
</span><span style="font-size: 10pt; font-family: "><a href="http://www.siamzone.com/movie/m/321">http://www.siamzone.com/movie/m/<span lang="TH">321</span></a></span><span style="font-size: 10pt; font-family: "><br />
<a href="http://www.pantip.com/cafe/library/bookcase/preview/586.html">http://www.pantip.com/cafe/library/bookcase/preview/586.html</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogger.sanook.com/chubby33/2008/12/05/chocolat-%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
