google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

กลิ่นไอที่คิดถึง

กรกฎาคม 10th, 2009

 

ผมเดินออกจากบ้าน ลัดเลาะเข้าตรอกแคบๆ ตรอกเส้นนี้เมื่อก่อนมันคือกับดักคนเซ่อซ่าโดยแท้จริง เพราะฝาท่อขรุขระบ้าง แตกไปบ้างจนเป็นช่องโหว่พอให้ขาคนได้เหยียบพลาดลงไปได้ มันเป็นเส้นทางหนึ่งที่ต้องใช้ความคุ้นเคยในการเดิน ตอนนี้ทางเทศบาลมาจัดการกับฝาท่อเก่าและเปลี่ยนมันเป็นฝาคอนกรีตใหม่ที่ดูแข็งแรงขึ้น

พอเดินเข้าตรอกเล็กๆ ผมก็รู้สึกถึงกลิ่นเค็มที่ลอยมาแตะจมูก ผมสูดกลิ่นนั้นเข้าไปอย่างเต็มที่ อากาศริมทะเลมักจะชื้นเสมอ ยิ่งในฤดูมรสุม อากาศแถบนี้จะมีละอองน้ำเค็มปะปนอยู่อย่างมาก กลิ่นทะเล กลิ่นชีวิตชายฝั่งทะเล กลิ่นของบ้าน มันไม่ใช่กลิ่นที่หอมหวล แต่มันเป็นกลิ่นและละอองไอที่ผมเคยคุ้นและคิดถึงมาโดยตลอด

เช้าตรู่ของที่นี่ จังหวะชีวิตยังคงเหมือนเดิม เรือลำเล็กๆทยอยเข้าฝั่ง ขนผลผลิตจากท้องทะเลกลับมาด้วย ผมเดินลงชายหาด ฤดูนี้ น้ำทะเลจะแห้งตอนเช้าและขึ้นเต็มฝั่งในตอนเย็น เชือกและสมอที่โยงเรือไว้จึงโผล่ให้เห็นระเกะระกะตามชายหาด จำนวนเรือที่ไม่ได้ออกจากฝั่งมีมากขึ้นทุกที ผลผลิตที่น้อยลงและค่าน้ำมันที่แพงขึ้น บางทีได้ไม่คุ้มกับที่จ่าย

อาจจะดีก็ได้ที่เป็นอย่างนี้ ปล่อยให้ทะเลได้พักฟื้นบ้าง พักเติมสิ่งมีชีวิตให้เต็มเปี่ยมท้อง ให้สิ่งมีชีวิตได้เติบโตแพร่พันธ์ หากทุกคนร่วมใจกันแบบนั้นมันก็คงดี แต่ก็ต้องมีคนบางส่วนและครอบครัวที่จะไม่มีอะไรมาเติมท้อง ข้อแลกเปลี่ยนอันนี้จึงไม่เคยถูกยกขึ้นมาขบคิดแต่ไหนแต่ไร

“กำลังร้องไห้อยู่หรือ?” ผมถามเบาๆกับพื้นทรายแน่นๆ
ผมไม่รู้ว่าเธอร้องไห้หรือเปล่า ไม่รู้ว่าเธอตอบว่าอะไร เราพูดกันคนละภาษา แต่ธรรมชาติสื่อสารกับเราผ่านสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น จากสิงที่เกิดขึ้นบ้านผม ผมว่าทะเลบ้านผมกำลังร้องไห้ ธรรมชาติที่อื่นก็กำลังร้องไห้และเกรี้ยวกราดเช่นกัน

ผมนั่งลงบนพื้นทรายชื้นๆ มองเปลือกหอยที่กระจายเกลื่อนอยู่ทั่วไป เปลือกปูที่เจ้าตัวจากไปแล้ว ก้อนทรายที่ปูลมขุดขึ้นมากองไว้เพื่อสร้างรูที่อยู่อาศัยก็กระจายอยู่เต็มพื้นที่ ผมรู้สึกดีที่ผมยังได้เห็นพวกมัน มันบอกผมว่าที่นี่ยังคงมีชีวิตอยู่ แม้จะไม่สมบูรณ์เหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังคงมี

“ได้มาเยอะไหมฮะ” ผมถามพี่คนหนึ่งที่ขึ้นมาจากเรือ ผิวของเขากร้านแดดเป็นสีน้ำตาลเข้ม
เขาชี้ไปที่ตะกร้าหมึกที่วางไม่ไกล ตะโกนมาว่า ได้มาเท่านี้แหละ
แม้ว่าเราจะไม่รู้จักกัน แม้ว่าพี่จะไม่รู้จักผม ไม่รู้ว่าไอ้นี่มันมาจากไหน แต่คนที่นี่อัธยาศัยดีเสมอ

ตะกร้าพลาสติกบรรจุหมึกที่แยกขนาดแล้วสามตะกร้า จากเรือหนึ่งลำ ลำอื่นๆก็คงได้ประมาณเดียวกัน เมื่อก่อนก็คงได้กันเท่านี้ แต่จำนวนเรือที่ได้มีมากกว่าวันนี้ แม้ทะเลจะถูกกระทำอย่างรุนแรงมาโดยตลอด แต่เธอก็ยังใจดีกับคนชายฝั่งอย่างพวกเรา เรายังคงมีกิน แม้ไม่รู้ว่าจะอีกนานเท่าไรก็ตาม

ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ วันนี้มีเมฆเยอะ ผมจึงไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้น เห็นเพียงแสงที่บอกว่าบริเวณบ้านของผมได้หมุนมาจนพบดวงอาทิตย์อีกครั้ง แสงอาทิตย์สะท้อนกับผิวน้ำเรียบๆ น้ำทะเลที่นี่เรียบนิ่งและสงบเสมอหากไม่ใช่ฤดูมรสุม ผมน่ะหลงรักกระจกที่สะท้อนแสงอาทิตย์และท้องฟ้าตรงหน้านี้มาก ผมไม่เคยเบื่อที่จะมองมัน

แดดเริ่มแรงขึ้น อุ่นมากขึ้น วันใหม่เวียนมาทุกวัน ลุงคนหนึ่งถือแก้วกาแฟมานั่งดื่มบนเขื่อนด้านหลังผม เขามารอเรือที่ขึ้น ผมยิ้มกับภาพนั้น ผมอยากมีเช้าแบบนั้นอย่างลุง กินกาแฟริมทะเล กินกาแฟที่บ้าน อารมณ์แบบนี้ใช่ว่าทุกคนจะมีได้ และผมก็ดีใจที่ลุงได้เริ่มเช้าวันใหม่แบบนั้น

“อ้าว …” ผมอุทานออกมาเมื่อเห็นคุณป้าคนหนึ่งนั่งลงบนเขื่อนเช่นกัน
ผมเดินขึ้นจากหาดขึ้นไปหาท่าน ยกมือไหว้ท่าน ท่านถามว่ามาตั้งแต่เมื่อไร ผมตอบท่านว่า เมื่อคืนฮะ
คุณป้าท่านนี้เป็นแม่ของเพื่อนผมสมัยเรียน เจอหน้าผมทีไรก็จะถามผมว่า มาตั้งแต่เมื่อไร เป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็จะเล่าข่าวคราวของลูกชายท่านให้ฟัง ผมก็ได้อัพเดทข่าวของเพื่อนๆสมัยมัธยมก็ตอนกลับมาบ้านนี่ละ

“เมื่อไรจะแต่งงานลูก” ป้าถามผม เพราะลูกป้าเพิ่งแต่งไปนั่นเอง คำถามใหม่นี้จึงถูกถามมา
ผมยิ้มให้ท่าน ส่ายหัว ตอบไปว่า ผมสบายดี อยู่แบบนี้ผมก็สบายดี
ผมนั่งคุยกับท่านไม่นาน ก่อนจะขอตัวกลับบ้าน ผมออกมานานแล้ว ป่านนี้คนที่บ้านก็คงมองหาผมแล้ว

ผมมองทะเลข้างหน้าอีกครั้ง เมื่อวานผมยังอยู่ในป่าคอนกรีต วันนี้ผมอยู่ในที่ ๆ เปิดกว้าง วันอื่นผมอาจจะอยู่ที่อื่น

อืมม วันใหม่เวียนมาทุกวัน แต่ใจผมรู้ดีว่าผมอยากอยู่ที่ไหนมากที่สุดเมื่อเช้าวันใหม่เริ่มขึ้น

 

 

บ้านที่เต็มไปด้วยรองเท้าเล็กๆ

กรกฎาคม 10th, 2009

 
ตีห้าครึ่ง ผมลุกขึ้นจากที่นอน ที่นี่ผมไม่จำเป็นต้องตื่นเช้าแต่ผมก็เต็มใจที่จะตื่นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ผมระวังเสียงฝีเท้าไม่ให้ทำเสียงดังเกินไปในบ้านเงียบๆ เวลานี้ บ้านหลังนี้น่าจะมีคนอยู่แค่สามคน และเช้ามืดอย่างนี้ เขาก็ออกไปนอกบ้านเหลือแต่เธอคนเดียวกับผมอีกคน

ผมเดินอย่างเบาที่สุดเพื่อไปดูลาดเลา ดูเหมือนว่าเธอจะยังหลับสนิท ร่างของเธอยังคงเหมือนเดิม น่ากอดและดูอุ่นเหมือนเดิม ผมควานหากุญแจประตูบ้านในความมืด จนเจอสิ่งที่ต้องการ หน้าตาอย่างนี้ต้องเป็นกุญแจบ้านแน่นอน บ้านนี้มีกุญแจหน้าตาเหมือนกุญแจบ้านอยู่หลายชุด กุญแจบ้านญาติมั่ง บ้านข้างๆมั่ง และบ้านนี้เองก็มีกุญแจซะหลายชุด มันสะดวกดีเวลาที่มีคนอยู่บ้านเยอะ แต่เวลานั้นไม่ใช่วันนี้

ผมเดินงมในความมืดไปยังประตูบ้าน หลายคนอาจจะเคยย่องเข้าบ้านตอนดึก กรณีผมนี่ออกตอนเช้ามืด แม้จะคุ้นเคยกับสถานที่มาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ผมก็ไม่วายเตะโต๊ะตัวเล็กๆเข้าจนได้ จากขนาดและรูปทรงของมัน ผมคาดว่ามันคือโต๊ะที่ผมเคยใช้นั่งสมัยเด็กๆ

“ใครเอามาวางไว้ตรงนี้วะ”

ผมสบถอยู่คนเดียวเบาๆ ด้วยความที่มันอยู่ผิดที่ผิดทางจากคราวที่แล้วที่ผมจำได้

ผมไขประตูบ้านทดลองกุญแจ มันเปิดได้แฮะ ผมโผล่หน้าไปดูเหตุการณ์ภายนอก เงยหน้าดูท้องฟ้าก่อนสิ่งอื่น ฟ้ายังไม่สว่าง แม้ว่าจะมีเมฆแต่ยังไม่มีวี่แววของฝน นั่นนับว่าเป็นเวลาที่ดี

ผมเริ่มควานหารองเท้าใส่สักคู่ ผ้าใบคู่ที่ใส่มามันน่าอึดอัดเกินไป รองเท้าคู่แรกที่ผมหยิบได้มันเล็กกว่าฝ่ามือผมซะอีก คู่ที่สองผมใส่ได้ครึ่งเท้า อีกสองสามคู่ต่อมาก็เป็นผ้าใบขนาดเล็กพอๆกัน

“ทำไมมีแต่คู่เล็กๆล่ะเนี่ย” ผมงึมงำอยู่คนเดียว

กลางดึกเมื่อคืน ผมว่าผมเข้าบ้านไม่ผิดนะ ที่นอนที่แม้จะไม่ได้นอนมาหลายเดือนมันก็ยังคงมีกลิ่นของผมติดอยู่ ไม่ผิดแน่ๆ แต่ไอ้รองเท้าคนแคระนี่มันของใครกัน

ผมยอมจำนนในที่สุด เดินไปเปิดไฟเพดานเพื่อจะได้หารองเท้าใส่ให้ได้ พอห้องสว่าง ผมจึงได้เห็นว่าบนที่วางรองเท้า มีรองเท้าเรียงรายอยู่หลายคู่ เป็นรองเท้าแตะบ้าง รองเท้านักเรียนบ้าง รองเท้าลูกเสือบ้าง ขนาดมันน่ารักจนผมยิ้มออกมาคนเดียว บ้านเรามีคนแคระมาอยู่ด้วยจริงๆ

พอเห็นรองเท้าผมก็นึกออกแล้วว่าเจ้าของเป็นใคร ดูท่าพวกมันคงไม่อยู่แน่ๆ ไม่งั้นผมคงได้ยินเสียงพวกมันแล้วเมื่อคืน

“คิดถึงแฮะ”

ผมหยิบรองเท้าขึ้นมาดู ดูเหมือนว่ามันจะใหญ่กว่าที่ผมจำได้ และดูท่าแล้วเจ้าคนแคระพวกนี้จะกลายเป็นยักษ์ในไม่ช้า

โต๊ะเขียนหนังสือตัวเล็กที่ผมเคยนั่งก็มีอุปกรณ์เครื่องเขียนวางอยู่ กระเป๋านักเรียนวางอยู่ไม่ไกล ชั้นหนังสือเปลี่ยนชุดหนังสือเป็นหนังสือคนแคระไปแล้ว ทุกอย่างดูน่ารักน่าเอ็นดูไปหมด บรรยากาศของบ้านหลังนี้ เปลี่ยนไปตามประชากรที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนผมก็รักมัน ผมรักอากาศที่ไหลเวียนในบ้านหลังนี้

“จะออกไปทะเลรึลูก” เขามาโผล่หน้าตรงประตูที่ผมเปิดไว้ ในมือมีถุงขนมและกับข้าวอยู่หลายถุง
“ฮะ พระอาทิตย์ขึ้นรึยัง?” ผมถาม
พ่อบอกว่า วันนี้เมฆมาก ผมคงไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นแน่ๆ
ไม่เป็นไรฮะ ผมบอกพ่อว่างั้น
ทะเลหน้าฝนก็อย่างนี้ ผมรู้ดี หากวันไหนได้เห็นพระอาทิตย์เต็มดวงงาม นั่นถือว่าเป็นโชคดี หากเห็นเพียงแสงของมันทะลุผ่านเมฆหนาๆ นั่นเป็นเรื่องปกติ และวันนี้ก็เป็นวันปกติวันหนึ่งของทะเลหน้าฝนนั่นเอง

ผมค่อยๆเรียงรองเท้าคู่เล็กๆที่ผมทำกระจุยกระจายตะกี้ให้เข้าที่ของมัน พลางนึกถึงเจ้าของรองเท้าไปด้วย
ผมคิดถึงพวกมันจริงๆนะเนี่ย บ้านหลังนี้ตอนที่มีเจ้าพวกนี้อยู่คงจะสนุกสนานทีเดียว ผมได้ยินวีรกรรมของพวกมันมาเยอะ มากมายจนอยากจะมาอยู่ในบรรยากาศนั้นด้วยตัวเองมากกว่าได้ยินการบอกเล่าทางเสียง

“แล้วไว้เจอกัน”

ผมบอกเบาๆกับรองเท้าสองสามคู่นั้น ราวกับว่ามันจะเก็บข้อความของผมไว้ให้เจ้าของได้

 

 

ผจญภัย ?

มิถุนายน 15th, 2009

 

“ยังไม่กลับอีกรึ” ผมได้ยินเสียงทักก่อนใบหน้า

ด้วยความที่ผมเปิดประตูห้องทำงานไว้ เพื่อประหยัดไฟค่าเครื่องปรับอากาศ ห้องผมจึงเปิดโล่งให้ใครโผล่หน้าเข้ามามองก็ได้โดยไม่ต้องเคาะประตู

บางทีผมถึงกับสะดุ้งได้เหมือนกันหากทำงานเพลินๆ

 

ผมส่ายหัว เขาถามว่าทำอะไรอยู่มันเย็นมากแล้ว

ผมยกหาง เอ๊ย ผมยกงานที่ค้างคาสะสมไว้ให้เค้าดู เขาหัวเราะอย่างเข้าใจ

บนแผ่นกระดาษ เวลาส่งงานมันครบกำหนดไปแล้ว ไอ้ตัวดีเพิ่งมานั่งทำมันงกๆ

 

ผมดีใจที่เห็นเขาหัวเราะได้ เพราะเมื่อเช้าเขาดูหงุดหงิดมากกับคำต่อว่าของคนที่ฝากงานพวกเราไว้

เราตัดสินใจทำงานนั้นเร็วกว่าที่เธอกำหนดไว้ เพียงเพื่อจะให้มันเสร็จครบถ้วนก่อนเธอจะกลับมาจากต่างประเทศ เธอจะได้ไม่ต้องเหนื่อย เราคิดแค่นั้น

แต่นั่นดูเหมือนว่าจะไม่ใช่วัตถุประสงค์ของเธอ เพราะการกำหนดเวลาไว้ของเธอมันก็มีเหตุผลของมัน

ผมเองก็ทราบถึงเหตุผลนั้น และก็คิดแล้วว่ามันน่าจะโอเคอยู่ แต่ก็นั่นละฮะ มันไม่ตรงกับที่เธอต้องการ

บางที เราก็มองอะไรแค่มุมเดียว แล้วลืมเลือนถึงความคิดอื่นที่มันวางไว้อยู่

นั่นเป็นสาเหตุที่ผมโดนระเบิดลงกลางที่ทำงานตั้งแต่เช้า

อารมณ์เธอน่ะใช่ย่อยซะเมื่อไร บางทีผมถึงกับสภาพรุ่งริ่งได้เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็เป็นเรื่องของงาน

จบจากนั้น มันก็คือจบ ไม่มีมาติดใจกัน

 

เขาเองก็หงุดหงิดเมื่อผมบอกกล่าวเขา แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ระเบิดจะลงแค่ลูกเดียว

มันมาลงที่ผมไปแล้ว แจ็คพ็อต ฮ่าๆ

ดีเหมือนกัน ระเบิดลงก็ดี จะได้รู้ว่าบางอย่างผมก็ไม่ควรคิดเองหรือคิดแทนมากไป แม้ว่านั่นจะมาจากความหวังดีก็ตามที

ระเบิดลงที่ผมก็ดี จะได้มีคนเสียความรู้สึกแค่คนเดียว

 

แต่ละวันของที่ทำงานผม มันเหมือนการผจญภัย

ผมไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมมีหลุมหลบภัยไม่มากนัก แต่ก็ไม่ใช่ไม่มี

ผมรู้ว่า หากผมมีสติดีๆ ผมก็จะพ้นภัยจากอารมณ์ตัวเอง

ผมรู้ว่า หากผมทำงานดีๆ ผมก็จะรอดพ้นจากกับระเบิดเหล่านี้ และผมก็จะอยู่รอด

ผมรู้ว่า หากผมตั้งใจและมีความสุขกับงาน แม้ผมจะโดนระเบิดกี่ลูก ผมก็จะโอเค

 

จะหมดวันอีกแล้วฮะ

 

 


MusicPlaylist
MySpace Music Playlist at MixPod.com

day by day

มิถุนายน 11th, 2009

 

หกนาฬิกากี่นาทีจำไม่ได้

ผมลืมตาขึ้นเอง ไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุกแต่อย่างใด

ร่างกายสบายขึ้น คงเพราะได้นอนหลับแบบสนิท

หลังจากที่เมื่อวาน ผมอ่อนเพลียทั้งวัน เพราะคืนก่อนหน้าแทบไม่ได้หลับ

ทำไมไม่หลับไม่นอน ?

 

อืมม มันครบรอบหนึ่งปีของการจากไปของใครคนหนึ่ง

ผมทำใจกับความเสียใจได้แล้ว แต่ความรู้สึกผิดยังคงติดอยู่ในใจผม

ความรู้สึกผิดที่ผมไม่มีโอกาสใด ๆ ที่จะแก้ไขมันได้อีกแล้ว

เพราะเธอได้จากไปแล้ว .. อย่างไม่มีวันกลับ

แม้ว่าผมจะคิดเข้าข้างตัวเองแค่ไหน แต่คำแก้ตัวไม่ได้ช่วยเปลี่ยนอะไรที่ผ่านมาได้

ผมได้แต่บอกตัวเองว่า .. ผมจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

 

แล้วมันก็ผ่านไป วันแบบนั้น

จริง ๆ ผมก็คิดถึงเธอประจำ เมื่อเดินผ่านสถานที่ที่นั้น

ร่างของเธอที่เคยนอนอยู่ตรงนั้น วันนั้นผมปิดตาที่จะไม่มอง

ผมอยากเก็บภาพที่ดี ๆ ของเธอไว้ในความทรงจำมากกว่า

 

เมื่อวาน สุขภาพจิตของผมกลับมาสู่ภาวะปกติ

วิ่ง เดิน ยิ้ม หัวเราะ บ่น หงุดหงิด ได้อย่างปกติ

แม้ว่าจะเกิดอะไรที่ไม่ปกติขึ้นตอนเย็น แต่นั่นก็ถือว่า ไม่แปลกอะไรมากนัก ที่สักวันผมก็คงเจอเหตุการณ์แบบนี้เข้าจนได้

ในมหาวิทยาลัยที่มีน้องหมาเป็นเจ้าที่กระจายเป็นหย่อม ๆ บางหย่อมเป็นชุมชนเล็กน่ารักใจดี บางหย่อมเป็นชุมชนใหญ่ ที่คงผ่านภาวะการต่อสู้แย่งชิงมาพอสมควร จึงมีนิสัยโหดนิดหน่อย

ผมดันไปเดินผ่านจมูกมันนั่นเอง

คอยดูนะ เดี๋ยวว่าง ๆ จะกลับไปกัดขาหลังมันตอบ มางับน่องผมซะได้

คอยดูนะ จำหน้าได้ด้วย

ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ผมว่างั้นนะ

ค่อยห่วงผมอีกที ตอนที่ผมกลับมาบอกว่า ไอ้ตัวดีมันน้ำลายฟูมปากแล้วในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้าละกันนะฮะ

 

แล้ววันแต่ละวันก็ผ่านไป

ผมไม่เคยหวังว่า แต่ละวันมันจะเป็นอย่างไร

ผมคิดเพียงว่า หากวันนี้ ผมได้ทำสิ่งดีๆ หรือได้รู้สึกดีๆ นั่นถือว่าเป็นต้นทุนและกำไรของชีวิตผม

 

และวันนี้ ก็เริ่มขึ้นแล้วฮะ

 

 

 

Me and you and everyone we know

มิถุนายน 8th, 2009

 

“(ชื่อผม)”

ผมหันไปตามเสียงเรียก

เธอบอกว่าจะมารับไปกินข้าวเที่ยง

ผมหยิบกระเป๋าตังค์ มือถือ และกุญแจห้องทำงาน

เธอยืนเล่นแมกเนทที่ติดอยู่เต็มฝาตู้ทำงาน แซวว่าผมคงต้องหาตู้ใหม่มาเพิ่ม

ผมหัวเราะในคอเบาๆ ไม่ได้ตอบอะไรไปมากกว่านั้น

คนรอบตัวผมมีไม่มากนัก

ของฝากบนฝาตู้เหล็ก มันเป็นที่ระลึกจากคนเหล่านั้นแม้กระทั่งจากคนที่จากลากันไปแล้ว

 

ระหว่างทางไปกินข้าว เธอพูดคุยเจื้อยแจ้ว

บ่นบ้าง พูดถึงบ้าง กับคนรอบตัวเธอ

คนรอบตัวเธอ ก็คนรอบตัวผมนั่นละ

บางครั้งเราคิดตรงกัน บางครั้งเราคิดต่างกัน

นั่นคือสิ่งปกติของสังคมคน ที่มีทั้งเหตุผลและอารมณ์ผสมกันไป

ผมเคยตกอยู่ตรงกลาง ระหว่างเธอและพวกเขาเหล่านั้นที่ผมก็รู้จัก

มันเป็นเรื่องยากในการตัดสินใจที่จะทำอะไรสักอย่างในตอนนั้น

จำได้ว่า เธอเคยโกรธผมไปเลย เพื่อนที่เธอรักมากคนนี้ละ เธอแทบไม่มองหน้าผม

 

เธอยังคงเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ต่อไป เรามีเครื่องดื่มคนละแก้วในมือ

ผมดีใจ ที่วันนี้ผมยังมีเธออยู่ ท่ามกลางกลุ่มคนกลุ่มเดิมรอบตัวเรา

 

มันต้องการอะไรมากเหมือนกัน กว่าจะมาถึงจุดนี้

จุดที่ผมจะจับมือเธอได้ เธอจะกอดเอวผมได้ โดยไม่มีอะไรต้องค้างคาใจกันมากนัก

รักจะอยู่ด้วยกัน รักจะเป็นเพื่อนกัน มันก็ต้องผ่านสิ่งต่างๆไปให้ได้ ผมคิดว่างั้น

 

“เปรี้ยวไหม?” เธอถามถึงชามะนาวในมือผม

ลองมั้ยล่ะ ผมยื่นไปตรงหน้าเธอ เธอก้มลงชิมอย่างอยากรู้

ก่อนเบ้ปาก และตีผมเบาๆ บ่นว่าเปรี้ยวจริง ทำไมไม่บอกแต่แรก

ฮ่า ๆ เปรี้ยวของเรา กับเปรี้ยวของ(ชื่อเธอ) มันไม่เท่ากัน เลยอยากให้ชิมเอง

ผมตอบเธอไปว่างั้น

 

ฮะ .. หากไม่ได้อยู่ในภาวะเดียวกัน หากไม่ได้สวมรองเท้าของเขา ไม่มีใครรู้ได้ว่ามันเป็นอย่างไร

มันจะรู้สึกอย่างไร

 

ผมไม่รู้ว่า หากผมเป็นเธอในวันนั้น และเธอเป็นผมในวันเดียวกัน .. ผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ไม่มีใครรู้ เพราะเราไม่เคยคิดถึงกันและกันบ่อยนัก

เราคิดแต่เรื่องของตัวเราเอง

ผมเองก็เช่นกัน ผมก็เป็นอย่างนั้นประจำ

 

“ชิมมั่งได้ป่ะ” ผมถามเธอ

เธอยื่นมาให้ผมดื่ม .. ผมเบ้หน้า มันไม่ใช่รสชาติที่ผมชอบ

เธอหัวเราะแบบเข้าใจ

 

อืมม .. แค่เข้าใจในธรรมชาติของกันและกัน บางทีอะไร ๆ มันคงจะง่ายขึ้น

 

อืมม ไม่หรอก .. ผมพึมพำ ไม่มีอะไรจะเรียบง่ายอย่างนั้น

อะไรนะ .. เธอถาม

ผมส่ายหัว บอกว่าไม่มีอะไร

 

ผมยิ้มให้เธอ รู้สึกดีใจที่วันนี้ยังมีเธอ

 

…………………..

 

แล้วตอนที่เธอไม่อยู่หนึ่งปีนี่ ผมจะไปกินกาแฟกับใครละเนี่ย .. แค่คิดก็เหงาแล้ว

 

 

Tear & Rain

มิถุนายน 2nd, 2009

 

 

น้ำตา … ฝน

ผมสัมผัสมันไปพร้อมๆ กัน

ผมไม่ได้เจ็บเท่าเมื่อคืนวานมานานหลายปี

 

เจ็บด้วยความรู้สึกหลากหลาย ล้วนแต่เป็นความผิดของตนเอง

ผมไม่สามารถหาเหตุผลใดๆ มาปลอบใจให้ตัวเองรู้สึกดี เพราะมันไม่มี

ผมไม่เคยให้น้ำตามันหลั่งไหลออกมามากเท่านี้ มานานหลายปี

 

ผมเจ็บ เพราะรู้ว่า คุณก็คงไม่โกรธผมบ่อยนัก แต่ผมกลับทำให้คุณโกรธได้

คำขอโทษเท่าไรก็ไม่พอ และผมก็พูดอะไรไม่ออก

ผมเชื่อในเรื่องการกระทำ ว่ามันแสดงให้รับรู้ได้ดีกว่าคำพูดเพ้อ

และบางอย่างที่ผ่านมา ผมได้ทำบกพร่องไปจริงๆ

ผมขอโทษ

 

 

 

  

เมื่อเช้า คุณบอกว่า คุณเจ็บยิ่งกว่า เพราะรู้ว่าผมคงเสียใจ .. ขอบคุณฮะ ขอบคุณ

ผมดีใจ ที่ผมมีคุณในชีวิต

 

 

…………..

ปล. ผมไม่สามารถช่วยใครได้มากนักเมื่อคืน เพราะผมเองก็รู้สึกย่ำแย่เต็มที

วันนี้ผมรู้สึกดีขึ้นแล้ว เพราะผมยอมรับในสิ่งที่ตัวเองทำ ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง

ผมไม่ได้ถือทิฐิใดๆ ผมไม่ได้โกรธเขา เพราะเขามีเหตุมีผลเสมอ และครั้งนี้ก็เช่นกัน

หากจะโกรธ ก็คือตัวเอง

ผล มาจากเหตุ สิ่งที่ผมรู้สึกย่ำแย่วันนี้ ก็มาจากเหตุที่ผมทำเอง

 

 

 

 

ลมฝนกลิ่นหอมเย็น

พฤษภาคม 30th, 2009

 

 

ลมฝนคืนนี้

 

มีกลิ่นหอมมะลิ

 

 

ผมวางช่อมะลิไว้ข้างหน้าต่าง

มะลิที่คุณเอามาให้ ขอบคุณนะ

 

 

 

ทางเลือกวันฝนตก

พฤษภาคม 25th, 2009

 

 

“อ้าวฝนตกตั้งแต่เมื่อไรน่ะ”  เสียงทักของคนร่วมโต๊ะอาหาร ทำให้ผมหันไปมองด้านนอก

บนพื้นยางมะตอยสีดำมัน ผิวน้ำสะท้อนดวงไฟ กระเพื่อมเป็นจังหวะที่เม็ดฝนตก

ดูเหมือนว่ามันจะเป็นจังหวะที่ถี่พอสมควร

“ฝนเม็ดโตเลยทีเดียว” ผมพึมพำ

เม็ดมันอ้วนพอที่จะทำให้แต่ละเม็ดที่มันหยดลงสัมผัสตัวผมเปียกเป็นหยดกว้าง

น่าเสียดายที่มันต้องมาหยดลงบนตัวผม แทนที่จะลงบนสิ่งที่ต้องการมันมากกว่า

แต่ทำอย่างไรได้ ฝนคงเลือกที่ตกไม่ได้ ส่วนผมเองที่เลือกได้ ก็ดันอยู่ในภาวะเลือกไม่ได้อีกในคืนนี้

 

“(ชื่อผม) ไม่ได้เอาร่มมาอะดิ” เธอแซว

อืมม ผมพยักหน้า

เธอเสนอจะให้ร่มนั้นแก่ผม เพราะเธออยู่ไกล เธอบอกว่าเราอยู่ห่างกัน ฝนตกที่นี่ แต่อาจจะไม่ตกที่นั่น

ผมยิ้มให้เธอ มองใบหน้าที่คล้ำไปของเธอที่เธอพร่ำบ่นนักหนาว่าไปตากแดดมาจนผิวเสีย

ผมไม่เห็นว่ามันจะมีสเน่ห์น้อยลงแต่อย่างใด สเน่ห์ของเธอมันมากกว่าสีผิวที่เปลี่ยนไป

ผมปฏิเสธข้อเสนอนั้น ผมเสี่ยงให้เธอเปียกฝนไม่ได้

ใครจะรู้ว่า คืนนี้อาจจะตกทั่วฟ้าก็ได้

 

เราแยกกัน หลังจากที่ผมยอมซื้อร่มใหม่ในร้านวัทสัน

ร่มสีลูกกวาด ลายการ์ตูน มันไม่เหมาะกับผมนัก แต่มันดีพอที่จะทำให้เธอสบายใจ

ผมหย่อนช็อคโกแล็ตที่ซื้อติดมือมาจากร้านในถุงใส่ของๆเธอ

เธอจะชอบมัน

 

ผมเดินลากรองเท้าแตะเข้าตึก

หัวไม่เปียก ตัวไม่เปียก แต่กางเกงที่ลากพื้นและซึมน้ำมาจนถึงแข้ง ก็ลากพื้นของป้าแม่บ้านเปียกเป็นทางยาว

หากผมเดินวนสักหลายรอบ พื้นคงสะอาดขึ้น

 

หากเป็นวันอื่น ผมก็คงเลือกเดินตากฝน

ฝนเม็ดอ้วนๆ ทำให้ผมเปียกได้แบบพอดีเมื่อถึงที่พัก

แต่วันนี้ ผมเลือกที่จะไม่ตากมัน

เธอคงเป็นห่วง หลายคนคงเป็นห่วง หากผมเปียกฝนในวันนี้

 

อืมม จะว่าไปผมก็เลือกได้น่ะละ

เลือกที่จะทำตามใจตัวเอง หรือทำอย่างใจคนอื่น

วันนี้ผมเลือกอย่างหลัง

 

 

..

พฤษภาคม 24th, 2009

 

 

ขอบคุณเจ้าของดอกไม้ดอกนี้

มันยังสวยงามดีอยู่วันนี้

ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเมื่อวาน แม้ว่ามันจะเป็นวันที่วุ่นวายก็เถอะนะ

 

 

 

 

“บทเพลงแห่งรัก ยังคงจะอยู่ในใจของเรา

ต้องทน ต้องร้องเพลงเศร้า คนเดียว”

ผมฮัมเพลง เรดิโอ ของพาราด็อกซ์ เบาๆ

มันเหมาะดีกับที่ทำงานเงียบๆ แบบวันนี้

ที่ทำงานวันอาทิตย์นี่ เหงาชะมัด

 

 

 

เช้าของคืนที่ฝนไม่ตก

พฤษภาคม 21st, 2009

 

 

เกือบหกโมงเช้า

 

ผมลืมตาพร้อมเสียงมือถือปลุก

 

ท้องฟ้าด้านนอกสวยดี

 

อืมม .. วันนี้ น่าจะเป็นวันที่อากาศดี

 

 

ผมพึมพำกับตัวเอง ก่อนล้มตัวนอนอีกครั้ง