กลิ่นไอที่คิดถึง
กรกฎาคม 10th, 2009
ผมเดินออกจากบ้าน ลัดเลาะเข้าตรอกแคบๆ ตรอกเส้นนี้เมื่อก่อนมันคือกับดักคนเซ่อซ่าโดยแท้จริง เพราะฝาท่อขรุขระบ้าง แตกไปบ้างจนเป็นช่องโหว่พอให้ขาคนได้เหยียบพลาดลงไปได้ มันเป็นเส้นทางหนึ่งที่ต้องใช้ความคุ้นเคยในการเดิน ตอนนี้ทางเทศบาลมาจัดการกับฝาท่อเก่าและเปลี่ยนมันเป็นฝาคอนกรีตใหม่ที่ดูแข็งแรงขึ้น
พอเดินเข้าตรอกเล็กๆ ผมก็รู้สึกถึงกลิ่นเค็มที่ลอยมาแตะจมูก ผมสูดกลิ่นนั้นเข้าไปอย่างเต็มที่ อากาศริมทะเลมักจะชื้นเสมอ ยิ่งในฤดูมรสุม อากาศแถบนี้จะมีละอองน้ำเค็มปะปนอยู่อย่างมาก กลิ่นทะเล กลิ่นชีวิตชายฝั่งทะเล กลิ่นของบ้าน มันไม่ใช่กลิ่นที่หอมหวล แต่มันเป็นกลิ่นและละอองไอที่ผมเคยคุ้นและคิดถึงมาโดยตลอด
เช้าตรู่ของที่นี่ จังหวะชีวิตยังคงเหมือนเดิม เรือลำเล็กๆทยอยเข้าฝั่ง ขนผลผลิตจากท้องทะเลกลับมาด้วย ผมเดินลงชายหาด ฤดูนี้ น้ำทะเลจะแห้งตอนเช้าและขึ้นเต็มฝั่งในตอนเย็น เชือกและสมอที่โยงเรือไว้จึงโผล่ให้เห็นระเกะระกะตามชายหาด จำนวนเรือที่ไม่ได้ออกจากฝั่งมีมากขึ้นทุกที ผลผลิตที่น้อยลงและค่าน้ำมันที่แพงขึ้น บางทีได้ไม่คุ้มกับที่จ่าย
อาจจะดีก็ได้ที่เป็นอย่างนี้ ปล่อยให้ทะเลได้พักฟื้นบ้าง พักเติมสิ่งมีชีวิตให้เต็มเปี่ยมท้อง ให้สิ่งมีชีวิตได้เติบโตแพร่พันธ์ หากทุกคนร่วมใจกันแบบนั้นมันก็คงดี แต่ก็ต้องมีคนบางส่วนและครอบครัวที่จะไม่มีอะไรมาเติมท้อง ข้อแลกเปลี่ยนอันนี้จึงไม่เคยถูกยกขึ้นมาขบคิดแต่ไหนแต่ไร
“กำลังร้องไห้อยู่หรือ?” ผมถามเบาๆกับพื้นทรายแน่นๆ
ผมไม่รู้ว่าเธอร้องไห้หรือเปล่า ไม่รู้ว่าเธอตอบว่าอะไร เราพูดกันคนละภาษา แต่ธรรมชาติสื่อสารกับเราผ่านสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น จากสิงที่เกิดขึ้นบ้านผม ผมว่าทะเลบ้านผมกำลังร้องไห้ ธรรมชาติที่อื่นก็กำลังร้องไห้และเกรี้ยวกราดเช่นกัน
ผมนั่งลงบนพื้นทรายชื้นๆ มองเปลือกหอยที่กระจายเกลื่อนอยู่ทั่วไป เปลือกปูที่เจ้าตัวจากไปแล้ว ก้อนทรายที่ปูลมขุดขึ้นมากองไว้เพื่อสร้างรูที่อยู่อาศัยก็กระจายอยู่เต็มพื้นที่ ผมรู้สึกดีที่ผมยังได้เห็นพวกมัน มันบอกผมว่าที่นี่ยังคงมีชีวิตอยู่ แม้จะไม่สมบูรณ์เหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังคงมี
“ได้มาเยอะไหมฮะ” ผมถามพี่คนหนึ่งที่ขึ้นมาจากเรือ ผิวของเขากร้านแดดเป็นสีน้ำตาลเข้ม
เขาชี้ไปที่ตะกร้าหมึกที่วางไม่ไกล ตะโกนมาว่า ได้มาเท่านี้แหละ
แม้ว่าเราจะไม่รู้จักกัน แม้ว่าพี่จะไม่รู้จักผม ไม่รู้ว่าไอ้นี่มันมาจากไหน แต่คนที่นี่อัธยาศัยดีเสมอ
ตะกร้าพลาสติกบรรจุหมึกที่แยกขนาดแล้วสามตะกร้า จากเรือหนึ่งลำ ลำอื่นๆก็คงได้ประมาณเดียวกัน เมื่อก่อนก็คงได้กันเท่านี้ แต่จำนวนเรือที่ได้มีมากกว่าวันนี้ แม้ทะเลจะถูกกระทำอย่างรุนแรงมาโดยตลอด แต่เธอก็ยังใจดีกับคนชายฝั่งอย่างพวกเรา เรายังคงมีกิน แม้ไม่รู้ว่าจะอีกนานเท่าไรก็ตาม
ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ วันนี้มีเมฆเยอะ ผมจึงไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้น เห็นเพียงแสงที่บอกว่าบริเวณบ้านของผมได้หมุนมาจนพบดวงอาทิตย์อีกครั้ง แสงอาทิตย์สะท้อนกับผิวน้ำเรียบๆ น้ำทะเลที่นี่เรียบนิ่งและสงบเสมอหากไม่ใช่ฤดูมรสุม ผมน่ะหลงรักกระจกที่สะท้อนแสงอาทิตย์และท้องฟ้าตรงหน้านี้มาก ผมไม่เคยเบื่อที่จะมองมัน
แดดเริ่มแรงขึ้น อุ่นมากขึ้น วันใหม่เวียนมาทุกวัน ลุงคนหนึ่งถือแก้วกาแฟมานั่งดื่มบนเขื่อนด้านหลังผม เขามารอเรือที่ขึ้น ผมยิ้มกับภาพนั้น ผมอยากมีเช้าแบบนั้นอย่างลุง กินกาแฟริมทะเล กินกาแฟที่บ้าน อารมณ์แบบนี้ใช่ว่าทุกคนจะมีได้ และผมก็ดีใจที่ลุงได้เริ่มเช้าวันใหม่แบบนั้น
“อ้าว …” ผมอุทานออกมาเมื่อเห็นคุณป้าคนหนึ่งนั่งลงบนเขื่อนเช่นกัน
ผมเดินขึ้นจากหาดขึ้นไปหาท่าน ยกมือไหว้ท่าน ท่านถามว่ามาตั้งแต่เมื่อไร ผมตอบท่านว่า เมื่อคืนฮะ
คุณป้าท่านนี้เป็นแม่ของเพื่อนผมสมัยเรียน เจอหน้าผมทีไรก็จะถามผมว่า มาตั้งแต่เมื่อไร เป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็จะเล่าข่าวคราวของลูกชายท่านให้ฟัง ผมก็ได้อัพเดทข่าวของเพื่อนๆสมัยมัธยมก็ตอนกลับมาบ้านนี่ละ
“เมื่อไรจะแต่งงานลูก” ป้าถามผม เพราะลูกป้าเพิ่งแต่งไปนั่นเอง คำถามใหม่นี้จึงถูกถามมา
ผมยิ้มให้ท่าน ส่ายหัว ตอบไปว่า ผมสบายดี อยู่แบบนี้ผมก็สบายดี
ผมนั่งคุยกับท่านไม่นาน ก่อนจะขอตัวกลับบ้าน ผมออกมานานแล้ว ป่านนี้คนที่บ้านก็คงมองหาผมแล้ว
ผมมองทะเลข้างหน้าอีกครั้ง เมื่อวานผมยังอยู่ในป่าคอนกรีต วันนี้ผมอยู่ในที่ ๆ เปิดกว้าง วันอื่นผมอาจจะอยู่ที่อื่น
อืมม วันใหม่เวียนมาทุกวัน แต่ใจผมรู้ดีว่าผมอยากอยู่ที่ไหนมากที่สุดเมื่อเช้าวันใหม่เริ่มขึ้น





