เมษายน 28th, 2009 โดย juljang
วันนี้มาเปิดบล็อกเฉพาะกิจนะคะ พา”น้องจอม” หรือ “ริชาร์ด” สมาชิกใหม่ของครอบครัวมาแนะนำตัวค่ะ คิดว่าเพื่อนๆ ที่สนุกบล็อกเกอร์คงอยากจะเห็นหน้าน้องจอมกัน ตามกำหนดที่หมอนัดคลอดเดิมวันที่ 4 พค. แต่ไปตรวจที่รพ. ที่จะไปคลอดแล้ว หมอนัดผ่าวันที่ 23 เมย. แต่ปรากฎว่าคิวหมอเต็ม โทรมาเลื่อนนัดเป็นวันที่ 21 เมย. แทน วันที่ 20 เมย. เลยเข้าไปเซ็นเอกสารตอนสิบโมงเช้า หมอให้ยามากินสองเม็ด เพราะต้องงดน้ำและอาหาร และให้เข้าไปรพ. ตอนเช้าเวลา 09.00 น. จริงๆ แล้วหมอนัดให้ไป 07.00 น. เพื่อเข้าไปเตรียมตัว แต่ขอหมอผ่าตอนบ่าย (แอบไปดูฤกษ์ผ่า) หมอก็จัดให้ค่ะ พอเวลาตื่นตอนเช้าเพื่อกินยาก่อนไปรพ. ปรากฎว่า ถุงน้ำคร่ำแตกค่ะ เลยต้องลุกมาอาบน้ำแต่งตัวไปรพ.อย่างกระทันหัน ทีมหมอที่จะผ่าก็เลยต้องเปลี่ยนเป็นหมอเวรแทนซะงั้น อย่างว่าอะไรจะเกิดมันก็ห้ามกันไม่ได้น้อ ไม่อยากจะเจ็บท้องคลอดก็ต้องมาเจ็บจนได้ ถึงรพ.หมอมาตรวจและก็จับเปลี่ยนเสื้อผ้าเข้าห้องผ่าตัดทันที ผ่าน้องจอมออกมาแล้ว แต่ตัวเองยังคงอยู่ในห้องผ่าตัดอยู่ ทำให้ป่ะป๊าใจไม่ดีที่ยังไม่เห็นมาม๊าออกจากห้องผ่าตัดซะที เป็นเพราะตัวเองเสียเลือดมาก เลยใช้เวลาอยู่ในห้องผ่านาน ออกจากห้องผ่าตัดกว่าจะฟื้น พอลืมตาเห็นหน้าน้องจอมก็เหมือนกะฝัน คุยอะไรกับป่ะป๊าก็จำไม่ได้ เพราะยังไม่ฟื้นดี แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี น้องจอมก็แข็งแรงดี อยู่ที่รพ.เพียงแค่ 6 วัน ก็ได้กลับบ้านแล้ว ตอนนี้ก็ยังเพลียๆ อยู่เลยค่ะ ต้องกินยาบำรุงเลือด มองตัวเองแล้วก็ซีดเซียว คงต้องใช้เวลาสักพักกว่าร่างกายจะเข้าที่ อีกประมาณอาทิตย์หรือสองอาทิตย์พี่จุลก็จะกลับมาแล้ว คิดถึงจังเล๊ย จุลก็คงจะเป็นพี่ชายที่น่ารักและช่วยดูแลน้อง (ได้บ้าง) อิอิ…
ขอขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนนะคะที่ยังแวะเวียนมาทักทายกันอยู่เสมอ ก็ยังคิดถึงทุกๆ คนอยู่นะคะ เอาภาพน้องจอมมาฝากทุกๆ คนด้วยค่ะ 

ดช.ริชาร์ด (น้องจอม) คือห์เน่
เกิดวันอังคารที่ 21 เมย. 2009
น้ำหนัก 3260 กรัม สูง 51 ซม.
มกราคม 20th, 2009 โดย juljang

ถึงเวลาที่จะต้องขออำลาพี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆ ทุกคนแล้วนะคะ คิดอยู่เหมือนกันค่ะว่า สักวันคงจะต้องหยุดเขียนบล็อก และต้องอำลาจาก เนื่องจากมีภาระที่จะต้องทำและรับผิดชอบ ช่วงนี้กลับมาหยิบตำราเรียนภาษามาทบทวน หลังจากทิ้งร้างมานาน ซึ่งมันจำเป็นต่อดำรงชีวิตในต่างแดนเป็นอย่างมาก รู้แค่งูๆ ปลาๆ ก็คงจะไปไม่ถึงไหน เลยหันกลับมาสนใจเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ที่สำคัญคือ ใกล้ถึงเวลาที่ลูกจะต้องเข้าโรงเรียนอนุบาล และมีกิจกรรมที่ผู้ปกครองจะต้องเข้าร่วม ตัวเองจะต้องออกไปสู่โลกภายนอกที่จะต้องพบปะผู้คนมากขึ้น หลังจากที่อยู่แต่บ้านเป็นแม่บ้าน ทำงานบ้านและเลี้ยงลูก หมอเด็กได้บอกให้ไปเรียนภาษาเพิ่มเติม เพราะถ้าลูกเข้าโรงเรียนแล้วแม่จะต้องคอยสอน และตรวจดูการบ้านลูก มันก็ถึงเวลาที่จะต้องให้ความสำคัญกับลูกมากขึ้นกว่าเดิม ใจก็เสียดายที่จะต้องหยุดและอำลาจาก เลยมาบอกกล่าวเป็นทางการให้ทราบนิดนึงน่ะค่ะ
ขอขอบคุณ ไพล-แม่ไทเลอร์, ก้อย-แม่ข้าวปั้น, นายทนทาน, นิด-แม่น้ำไนล์, อุ๊-ครอบครัวตัวอ., บุ๋ม-แม่น้องมีนาและน้องเตเต้, ขิง-แม่น้องแพนเค้ก, ชล-แม่น้องจริงจริง, ดา-แม่น้องปายปาย, นายไข่นุ้ย, น้องปุย-คนสวย, บ็อกคัลเลอร์, ปุย-แม่น้องปอมแปม, ผึ้ง-แม่ซีซ่าส์, พี่สาว-แม่น้องบี, ภัส-แม่น้องไทนี่, จอย-แม่หนูมะลิ, แพท(หลุยส์), หวาน, อัม-แม่ออสการ์และแดเนียล ที่มีมิตรภาพดีๆ มาให้กันเสมอ และให้กำลังใจผ่านบล็อกนี้ และขอบคุณทุกคนที่แวะมาเยี่ยมเยียนบล็อกนี้ค่ะ หวังว่าคงจะไม่ลืมกันนะคะ มีเวลาก็จะแวะไปทักทายค่ะ ขอให้ทุกคนโชคดีนะคะ

มกราคม 18th, 2009 โดย juljang
17-01-09
ถึงคราวที่จะต้องยอมรับความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้น และต้องทำใจยอมรับให้ได้ แม้ว่าจะทำใจยากก็ตาม ม่าม๊าก็จะพยายามเข้มแข็งเพื่อหนูริชาร์ดนะจ้ะ เมื่อวานได้ไปหาหมอเพื่ออุลตร้าซาวด์3D ตรวจดูไตของริชาร์ดอีกครั้งนั้น หมอบอกว่าไตข้างขวานั้นไม่ทำงาน และยังโตกว่าข้างซ้ายอีก หมอบอกไตข้างซ้ายทำงานเป็นปกติ ก็ไม่ต้องวิตกกังวลอะไร เพราะยังมีอีกข้างที่ทำงานอยู่ สรุปแล้วริชาร์ดมีไตข้างเดียว ที่ม่าม๊ากังวลมากเพราะหมอหวังว่าหลังคลอดออกมาแล้ว คงไม่ต้องผ่าตัดไตข้างที่ใช้งานไม่ได้ทิ้ง ถึงเวลานั้นก็คงจะต้องลุ้นกันอีกที แต่หัวอกคนเป็นแม่แล้วต้องมานั่งลุ้นจนกว่าจะได้เห็นหน้าลูกมันก็รู้สึกว่านานนะ ถึงแม้วันและเวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็วก็ตาม แต่ก็อยากจะเห็นหน้าริชาร์ดเร็วๆ และรอลุ้นกับการตรวจอย่างละเอียดหลังคลอดอีกครั้ง ป่ะป๊าเห็นม่าม๊าซึมเศร้าก็ได้แต่ปลอบใจ ป่ะป๊าบอกเขาก็เสียใจเช่นกัน แต่เราก็ไม่สามารถทำอะไร หรือไปแก้ไขมันได้ ให้คิดว่าเรายังโชคดีที่ริชาร์ดไม่ได้เป็นอะไรมากกว่านี้ ไม่ได้พิการหรือเป็นดาวน์ซินโดม เพราะหมอก็ตรวจดูริชาร์ดอย่างละเอียด อย่างอื่นก็ปกติ เพียงแค่มีไตข้างเดียวเท่านั้น จำได้ตอนที่คลอดจุล แล้วจุลไม่ยอมดื่มนมเอาแต่นอนทั้งวัน หมอต้องให้นมทางสายยาง และให้ยาเข้าทางเส้นเลือดเพื่อกระตุ้นให้กระเพาะของจุลทำงาน จุลต้องย้ายไปอยู่ที่คลีนิคเด็กโดยเฉพาะ และอยู่ห้องพิเศษ มีเด็กหลายคนที่มีปัญหาเช่นกัน มีเด็กคนนึงเตียงอยู่ใกล้ๆ กัน ต้องนอนในตู้อบ มีเครื่องตรวจวัดคลื่นหัวใจ เด็กผู้หญิงคนนั้นคลอดก่อนจุลไม่กี่วัน แต่มีปัญหาลิ้นหัวใจรั่ว ป่ะป๊ายังบอกว่าเรายังโชคดีกว่าเขาอีกนะ ที่จุลไม่ได้เป็นแบบนั้น ทุกวันนี้จุลก็สุขภาพแข็งแรงดี ไม่ค่อยได้เจ็บป่วยอะไร เมื่อก่อนเคยคิดว่าถ้ามีลูกแล้วตัวเองคงจะทุกข์ใจมาก ถ้าเห็นลูกเจ็บป่วย หรือไม่สบาย มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่อยากเห็นใครมาเจ็บไข้ได้ป่วย เจ็บป่วยธรรมดามันไม่เท่าไร หาหมอกินยาและพักผ่อนก็หาย แต่ต้องมาเจ็บไข้ด้วยโรคภัยไข้เจ็บนี่สิ มันยากจริงหนอที่จะทำใจยอมรับ เกิดเป็นมนุษย์ปถุชน รู้ว่าต้องทำใจกับสิ่งที่จะต้องเกิดกับชีวิต บางครั้งมันก็ทำใจยากลำบากนะ ก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่าได้มีอะไรเกิดขึ้นกับลูกมากกว่านี้เลยนะจ้ะ 
ปล. เมื่อวานแวะไปเม้นท์ให้ไพล-แม่ไทเลอร์ และบุ๋ม-แม่น้องมีนาและน้องเตเต้ ไม่ติดเลยค่ะ พิมพ์ไปตั้งยาวแน่ะ พอคลิกส่งกลับหายไปซะงั้น วันนี้ลองใหม่แล้วก็ไม่ได้นะคะ เลยบอกมาทางนี้แทนค่ะ
มกราคม 7th, 2009 โดย juljang
07-01-2009
เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ตอนสายๆ หิมะเริ่มตกลงมาเล็กน้อย จากนั้นก็ตกทั้งวันเลย ทำให้หิมะเริ่มหนาขึ้น หัวค่ำก็หยุดตก แถมวานนี้เป็นวันหยุดราชการของที่นี่ ป่ะป๊าเลยได้หยุดงาน ตอนบ่ายเลยพาจุลออกไปเล่นหิมะข้างนอก แต่ก็แวะเดินไปหาเพื่อนป่ะป๊าซึ่งอยู่อีกฝั่งฟากถนนด้วย จริงๆ ป่ะป๊าก็ชวนให้ออกไปด้วยกัน มันหนาวอ่ะ ไม่อยากออกไปไหน เลยให้สองคนพ่อลูกไปดีกว่า (ดีที่คราวนี้หิมะอยู่นานหน่อยไม่ละลายเร็วเหมือนคราวที่แล้ว คงเป็นเพราะอากาศหนาวติดลบด้วยล่ะ อิอิ..) สักพักสองคนพ่อลูกก็พากันกลับมาเล่นหิมะตรงสวนด้านหลังห้อง แถมเอาหิมะมาปาใส่หน้าต่างอีกต่างหาก กำลังนั่งดูทีวีอยู่เพลินๆ ยังคิดว่าใครฟ่ะมาปาหิมะ ที่ไหนได้ สามีตัวเองนี่นา อิอิ.. จุลก็เดินเล่นด้านหลังไป สักพักก็มีเด็กผู้หญิงมาเล่นด้วย 4-5 คน มารุมจุลอยู่คนเดียวอ่ะ เริ่มสนุกแล้วสิ มีเพื่อนมาเล่นด้วย แถมให้นั่งที่ลากด้วย จุลก็นั่งโดยมีคนลาก ส่วนป่ะป๊าก็ยืนรอไป เล่นไปเกือบสองชั่วโมงได้ ป่ะป๊ามาตะโกนเรียกถามจะดื่มชา-กาแฟหรือป่าว จะได้พาจุลกลับเข้าห้อง บอกพากลับมาได้เลย เพราะเตรียมไว้แล้ว แป๊บเดียวก็ได้ยินเสียงร้องไห้ไม่ยอมเดินเข้าประตูที่หน้าตึก ป่ะป๊าเลยอุ้มขึ้นมา คราวนี้ร้องลั่นกว่าเดิม แถมดิ้นอีกต่างหาก เลยโดนป่ะป๊าตีก้นให้ซะ โผมากอดม่าม๊าร้องไห้ใหญ่ ทั้งน้ำตาและน้ำมูกเลอะเสื้อม่าม๊าหมดเลย คิดไว้แล้วเชียวออกไปเล่นข้างนอกเจอเพื่อนจะไม่ยอมกลับเข้ามา หุหุ

แต่งตัวเตรียมพร้อม
เดินเล่นคนเดียว
มีสาวๆ มีเล่นด้วยแล้วคร้าบ 
ธันวาคม 26th, 2008 โดย juljang
เมื่อวันที่ 24 ธค. ครอบครัวเราได้ฉลองคริสต์มาสกัน ที่นี่จะจัดงานก่อนล่วงหน้าวันนึงค่ะ (ไม่รู้ว่าที่เยอรมนีคงจะแตกต่างกับที่อื่นหรือป่าวน้อ) โอป้า-โอม่าได้ลงมาฉลองวันคริสต์มาสด้วยและจะอยู่ยาวถึงปีใหม่เลย งานนี้จุลไม่เหงาแถมติดโอป้า-โอม่าไม่มีห่างเลย โอป้า-โอม่ามาถึงตั้งแต่บ่ายๆ วันที่ 23 ธค.แล้ว มาถึงก็ช่วยกันตกแต่งต้นคริสต์มาสกัน ปีนี้เป็นปีแรกที่ครอบครัวเราจัด ปีหน้าก็คงไปฉลองกันที่บ้านโอป้า-โอม่าเหมือนเดิม ตอนเย็นมีการมอบของขวัญให้แก่กัน คนแรกที่ได้แกะของขวัญคือ จุลจัง งานนี้ได้ของขวัญมากชิ้นกว่าใคร ส่วนใหญ่เป็นของเล่นที่ม่าม๊ารู้ว่าจุลชอบทั้งนั้น

ต้นคริสต์มาสหลังแต่งตกเสร็จแล้ว

ของขวัญจัดวางเต็มโต๊ะ
จุลได้ชุดโต๊ะ-เก้าอี้, รถบรรทุก และหมอน เป็นของขวัญจากโอป้า-โอม่า ส่วนป่ะป๊าและม่าม๊าซื้อ ตัวต่อเลโก้, กล่องไม้ และรถเฟอรารี่คันเล็กเป็นของขวัญ ปีนี้จุลแกะของขวัญเองโดยมีม่าม๊าและโอป้าช่วยนิดหน่อย

ตื่นนอนรอบบ่ายมาก็นั่งแกะห่อของขวัญคนแรกเลย

กล่องไม้ถูกใจจุลมาก แกะมาก็นั่งเล่นทันที

มัวสนใจของเล่นไม่มองกล้องซะเลยอ่ะ

ถ่ายคู่กะโอป้า-โอม่า
ใกล้จะถึงวันปีใหม่แล้ว ครอบครัวของเราขอให้เพื่อนๆ ทุกคนมีความสุขมากๆ คิดหวังสิ่งใดขอให้สมปรารถนา มีสุขภาพที่ แข็งแรงนะคะ และขอบคุณเพื่อนๆ ที่แวะมาทักทายนะคะ ไว้หลังปีใหม่แล้วคงจะว่างและจะแวะไปเยี่ยมเยียนเพื่อนๆ นะคะ คิดถึงทุกๆ คนค๊า

ธันวาคม 18th, 2008 โดย juljang
18-12-08
เวลา 09.15 น. นัดกับหมอที่เจาะตรวจถุงน้ำคร่ำอีกครั้ง ไปเจาะตรวจครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 พย. แต่ผลตรวจอุลตร้าซาวด์ 3D หมอบอกว่าไตของริชาร์ด (น้องชายจุล) สีผิดปกติ เลยต้องนัดให้มาตรวจใหม่อีกครั้ง ขับรถไปแค่ 5 นาทีก็ถึงคลีนิคแล้ว แต่ว่าอาคารจอดรถที่เคยไปจอดดันปิดให้บริการซะหนิ ก็เพราะว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีรถขับพุ่งตกลงมาจากอาคารจอดรถ ทำให้ 2 ตายายที่นั่งอยู่ในรถเสียชีวิตทันที ดูข่าวในทีวีเขาเอาพลาสติกมาคลุมรถไว้ เพราะไม่สามารถเอาศพออกจากรถได้ หลังคารถยุบ แถมคนก็มุ่งดูกันเยอะ ตำรวจเลยต้องเอารถยกมายกรถคันที่เกิดอุบัติเหตุลากไปที่อื่น คงจะเข้าเกียร์ผิดรถเลยพุ่งชนกำแพงตกลงมา
กลับมาเข้าเรื่องกันต่อดีกว่า พออาคารจอดรถปิดซ่อมแซม เลยต้องขับรถวนเผื่อจะไปจอดที่ฝั่งตรงข้ามที่เป็นShopping Center แต่ว่าอีก 3 นาทีก็จะได้เวลานัดแล้ว ป่ะป๊าเลยบอกให้ลงรถเดินไปคลีนิคก่อน ป่ะป๊ากับจุลจะตามมาทีหลัง เลยรีบเปิดประตูลงจากรถ ช่วงที่รถติดไฟแดงอยู่ จุลก็มองอย่างงงๆ ว่าม่าม๊าไปไหน ดีนะที่ไม่ร้องไห้ตาม
เข้าไปถึงคลีนิคยื่นสมุดบันทึกประจำตัวให้เจ้าหน้าที่ และก็นั่งรอ สักพักจุลกับป่ะป๊าก็เดินเข้ามา จุลเห็นของเล่นในห้องนั่งรอก็รีบลงไปนั่งเล่นทันที เสื้อกันหนาว-หมวกก็ยังไม่ทันได้ถอดเลย ต้องเรียกมาจัดการให้ก่อน แล้วถึงไปเล่น ถึงคิวหมอก็เรียกเข้าไปที่ห้องตรวจ ผลการเจาะถุงน้ำคร่ำรู้แล้วว่าทุกอย่างปกติดี เหลือแต่ซาวด์ดูไตอีกครั้งเท่านั้น คราวนี้หมอบอกว่าไตข้างซ้ายของริชาร์ดเป็นปกติดี แต่ข้างขวาผิดปกติ แต่ไม่ต้องกังวลอะไร ตราบใดที่ไตข้างหนึ่งข้างใดทำงานปกติ ก็ไม่เป็นอันตรายอะไร หมอก็เลยนัดให้อีก 4 สัปดาห์ไปตรวจใหม่อีกครั้ง ม่าม๊าลุ้นๆ ขอให้ไตของริชาร์ดปกติทั้งสองข้างเถอะนะ ตรวจเสร็จก็นั่งคุยกับหมอต่อ หมอบอกว่าริชาร์ดตัวใหญ่ ยังไงก็คงต้องได้ผ่าออก เฮ่อ..โล่งอกหน่อย เพราะใจจริงอยากจะขอหมอผ่าออกเหมือนกัน ใกล้คลอดหมอสูติฯ ประจำตัวก็คงจะส่งให้ไปตรวจที่รพ.อีกครั้ง ที่นี่ไม่มีการฝากท้องพิเศษอะไร เจ็บท้องคลอดเมื่อไรก็พาไปรพ.ได้ทันที ผดุงครรภ์เป็นคนทำคลอดให้ กรณีต้องผ่าตัดหมอจะมาตรวจและให้เซ็นเอกสารยินยอมให้ผ่าทั้งสามี-ภรรยา งานนี้ขอดมยาสลบตามเคย เพราะป่ะป๊าและม่าม๊าไม่อยากจะให้บล็อกหลังน่ะ มาได้ครึ่งทางแล้วนะ อีก 4 เดือนนะริชาร์ด เดี๋ยวเราก็จะได้เจอหน้ากันแล้วล่ะ คลอดออกมาจะหัวดำเหมือนพี่จุลหรือป่าวน๊า
จุลออกมาไม่เหมือนเด็กลูกครึ่งเลยอ่ะ เหมือนเด็กไทยมากกว่า พอโตหน่อยสีผมถึงจะเปลี่ยน แต่ยังไงก็ไม่ออกครึ่งฝรั่งมากนัก จุลจะออกไปทางอาก๋งมากกว่า ทั้งโอป้าและป่ะป๊ายิ่งชอบเรียกจุลอยู่ว่า China man อิอิ…

ธันวาคม 15th, 2008 โดย juljang
14/12/08
วันนี้มีนัดกับติ๋ง(เพื่อนรุ่นน้องคนไทย) เขาชวนไปเดินเล่นแถวบ้าน และจะได้พาจุลไปเล่นหิมะด้วย นัดเจอกันตอนบ่ายโมงครึ่ง แต่ว่ามัวแต่เสียเวลาตัดผมให้ป่ะป๊าและกว่าจะกินข้าวเที่ยงกันเสร็จกว่าบ่ายโมงแล้วอ่ะ เลยต้องโทรไปบอกน้องเขาใหม่ว่าถึงประมาณบ่ายสองโมงนะ จากนั้นก็พากันเปลี่ยนเสื้อผ้ากันและออกเดินทางก็บ่ายโมงครึ่งพอดี แต่กว่าจะถึงก็ช้าไป 5 นาทีแน่ะ จะว่าไปอากาศดีนะมีแดด ผิดกะเมื่อวานนี้ไม่มีแดดเอาซะเลย อุณหภูมิเหรอ 1 °C เห็นแดดดีอย่างนี้นะ หนาวชะมัดเลย เมื่อคืนนี้ -6 °C ไม่มีหิมะตกมา 2 วันแล้วล่ะ
ปีนี้เป็นปีแรกที่จุลได้เล่นหิมะและได้นั่งเลื่อนไม้ที่ลุงTobias สามีน้าติ๋งเอาไม้เลื่อนติดไปด้วย พากันเดินไปตรงลานเล่นสกีซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของน้าติ่งนัก เป็นลานเล่นสกีเก่าที่เลิกกิจการไปนานแล้ว ส่วนใหญ่บรรดาพ่อแม่พาลูกๆ มาเล่นกัน งานนี้จุลเล่นอย่างสนุกสนานมาก แถมนั่งเล่นคนเดียวเองก็ได้ โดยลุงTobias พาเดินขึ้นไปบนเนินและผลักไม้เลื่อนลงมา และป่ะป๊ารอรับจุลอยู่ ขำมากป่ะป๊าลองเป็นคนผลักไม้เลื่อนเองบ้าง แต่คงจะแรงไปหน่อย จุลก็หงายหลังลื่นลงไป ดีที่ลุงTobias รอรับอยู่ และจุลไม่ตกจากไม้เลื่อน จุลกลับไม่กลัวอะไรแฮ่ะ ติดใจล้มตัวลงนอนต่ออีก พากันเล่นจนถึงบ่ายสามโมงนิดหน่อย ก็เดินกลับไปห้องพักน้าติ๋งกัน ดื่มกาแฟ-กินขนม และนั่งคุยจนถึงห้าโมงกว่าๆ ก็เลยขอตัวกลับ เพราะจุลนั่งเล่นบนโซฟาไปมาสักพักทำท่าจะหลับ เลยต้องเลยเรียก บอกกลับกันได้แล้ว ก่อนกลับลุงTobias ให้รถโมเดลเฟอรารี่มาด้วยล่ะ พอจุลขึ้นรถก็หลับทันที งานนี้เล่นจนสลบไสลไปเลย ก็ไม่ได้นอนกลางวันนี่นา

ได้นั่งเลื่อนยิ้มแฉ่งเชียว

ลุงโทเบียสพานั่งเลื่อนลื่นลงมา
ธันวาคม 9th, 2008 โดย juljang
08 ธค. 51
วันนี้เกิดศึกระหว่างม่าม๊าและจุลขึ้น จุลเลยโดนม่าม๊าฟาดไปทีนึง ว่าจะไม่ตีแล้วเชียวนะ ก็จุลจังมัวแต่ห่วงดูการ์ตูนมิกกี้เมาส์เรื่องโปรด เลยไม่ยอมกินข้าวเที่ยง วางตั้งโต๊ะไว้ให้เรียบร้อย ก็ยังไม่ตักกินเอง ม่าม๊ารีดผ้าอยู่ก็ต้องคอยเรียกให้กิน จุลก็ยังนิ่งเฉย ต้องเดินไปป้อนถึงจะกิน กินไปได้หน่อยเดียวก็บอกว่าพอแล้ว ยังไม่ถึงครึ่งเลย พอบังคับให้กินอีกคำ จุลก็ส่ายหน้าบอกไม่เอา พร้อมกับเท้ามาเตะโดนช้อนอีก ม่าม๊าก็มือไวเช่นกัน มือก็ฟาดลงไปที่ขาเล็กๆ ซะ จุลไม่ร้องแสดงว่าไม่เจ็บ ม่าม๊าเลยบอกว่าถ้ากินไม่หมดก็ไม่ต้องดูทีวีแล้วกัน พร้อมกับหันไปปิดทีวีทันที เท่านั้นล่ะจุลร้องอย่างคนเจ็บปวดทันที พร้อมกับเรียกหา”มิกกี้เมาส์” กำลังดูอยู่ดีๆ ก็ปิดทีวี อยากร้องไห้ก็ร้องไป ม่าม๊าก็ไปรีดผ้าต่อ จุลร้องไปก็แอบมองม่าม๊าที พอรู้ว่าถูกจ้องอยู่ ก็เอามือมาปิดหน้า ทำอย่างนี้อยู่หลายรอบ สุดท้ายก็หัวเราะออกมา แต่ยังไงม่าม๊าก็ไม่เปิดทีวีให้อยู่ดี

เดี๋ยวนี้จุลเริ่มดื้อมาก พูดไม่ค่อยจะฟังเท่าไร แต่ถ้าป่ะป๊าอยู่ล่ะก็ ทำตัวดีขึ้นมาหน่อย พออยู่กันสองคนรึ รบกันประจำ ม่าม๊าโมโหมากๆ ก็จะดุเสียงดังใส่ ยิ่งท้องอารมณ์ก็แปรปรวนได้ง่าย จุลอยากดื้อรั้นกับม่าม๊านี่นา ทั้งๆ ที่พยายามระงับอารมณ์แล้วน๊า มันก็ยังมีหลุดมาได้ ช่วงนี้จุลติดป่ะป๊ามากด้วย สองอาทิตย์ที่ผ่านมาป่ะป๊าไปทำงานกะบ่าย เพราะงานที่ทำมีน้อยลง เลยไปช่วยงานแผนกอื่น จุลก็เลยได้เล่นกับป่ะป๊า และบางครั้งออกไปซื้อขายกันช่วงเช้า จุลก็เลยติดใจได้นั่งรถเที่ยว พอถึงเวลาป่ะป๊าไปทำงานก็ร้องไห้ตามป่ะป๊าประจำ เวลาป่ะป๊ากลับมา ม่าม๊าก็จะรายงานว่าจุลทำอะไรบ้าง เพราะป่ะป๊าจะถามประจำ ม่าม๊าเล่าให้ป่ะป๊าฟัง จุลจะเฉไฉไปทางอื่น หรือไม่ก็จะทำเป็นเอาหนังสือมาเปิดถามโน้นนี่ ไม่ให้ม่าม๊าพูดกับป่ะป๊า และมาจับให้หันหน้าไปทางอื่น ป่ะป๊าบอกจุลฉลาดนะ รู้ว่าตัวเองจะต้องโดนป่ะป๊าดุ พยายามเรียกร้องความสนใจไปทางอื่น พอป่ะป๊าถามว่าดื้อกับม่าม๊าหรือป่าว จุลก็จะยอมรับ เฮ่อ แต่ก็ทำอีกน่ะนะ มีลูกชายก็เฮี้ยวจริงๆ จะมีเพิ่มอีกคน ก็คงต้องเหนื่อยเพิ่มอีกเท่าตัวเชียว หุหุ ทำไงได้น้อ เป็นแม่คนก็ต้องมีความอดทนและอดกลั้นในความซนของลูก ซึ่งมีทั้งความน่ารัก และน่าตีสลับกันบ้าง แต่มันก็มีความสุขไปอีกแบบนึงเน่อะ
พฤศจิกายน 30th, 2008 โดย juljang
29 พย. 2008
วันนี้มีนัดจะต้องไปรับญาติ มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้อง ทำงานอยู่ที่บ.เบนซ์ที่ปักกิ่ง มาทำโปรเจกค์ที่บ.เบนซ์ สำนักงานใหญ่ ที่Stuttgart มาแค่สองอาทิตย์เอง แต่ก็ได้เจอกันแล้วครั้งนึง น้าพัดแวะมากินข้าวด้วย วันจะกลับก็เลยบอกจะไปส่งขึ้นเครื่อง เพราะว่าน้าพัดของจุลยังไม่ได้เจอป่ะป๊าเลย น้าพัดบอกอยากไปเดินถ่ายรูปที่งานWeihnachtsmarkt-Esslingen เป็นงานขายของเกี่ยวกับวันคริสต์มาสน่ะค่ะ จัดที่ตัวเมืองที่พวกเราอยู่กัน จริงๆ น้าพัดก็มาเดินเที่ยวและซื้อของเรียบร้อยแล้ว แต่มาตอนเย็นหลังเลิกงาน ซึ่งมันก็มืดแล้วเลยอดถ่ายรูปโบถส์เก่าแก่ประจำเมือง
เรานัดเจอกันที่โรงแรมประมาณ 10.00 น. แหมน้าพัดจุลเนี่ยโทรมาขอเลื่อนนัดเป็น 11.30 น. บอกขอตัวไปซื้อของฝากเพื่อนก่อน แล้วจะมีเวลาไปเดินถ่ายรูปและกินข้าวทันมั้ยเนี่ย รับเสร็จขับรถไปเมืองEsslingen กว่าจะหาที่จอดรถได้ก็ต้องวนหา เพราะอาคารจอดรถส่วนใหญ่เต็มหมด โชคดีที่ไปเจอที่จอดรถข้างทางว่างเลยได้จอดรถกัน แต่ว่าต้องเดินไกลหน่อย

จุลแต่งตัวเสร็จก่อนเพื่อนเลยนั่งรอ

อากาศหนาวมากจนต้องใส่ถุงมือและหมวก
ผู้คนพากันเดินชมและเลือกซื้อของ

น้าพัดถ่ายรูปกะม่าม๊าและจุล

รูปนี้จุลมันทะเล้นดี

ถ่ายครอบครัวซะหน่อย

ขอยืนดูรถไฟหน่อยนะครับ

บ้านโบราณเก่าแก่มาก แต่ยังรักษาดีอยู่เลย

หอนาฬิกาใจกลางเมือง

โบสถ์เก่าแก่
ถ่ายรูปกันเสร็จแล้วก็หาร้านอาหารกัน ป่ะป๊าอยากจะพาน้าพัดไปกินอาหารเยอรมัน แต่ว่าร้านคนเต็มหมด เลยเดินย้อนกลับไปทางเดิมที่พากันเดินมา เพราะเห็นมีร้านอาหารจีนอยู่ ดูแล้วมีโต๊ะว่าง เลยรีบเข้าไปกัน ม่าม๊าสั่งข้าวผัดไก่ จะได้กินกะจุล ส่วนป่ะป๊ากับน้าพัดพากันสั่งผัดหมี่เหลืองใส่เป็ดย่าง ทุกคนพากันกินเสร็จเหลือแต่ม่าม๊ากับจุลที่กินกันช้า ได้ป่ะป๊ามาช่วยกิน รีบจ่ายตังค์และก็รีบไปกันทันที
ไปถึงสนามบินStuttgart ก่อนบ่ายสามโมงนิดหน่อย เอากระเป๋าใส่รถเข็นและจับจุลนั่งบนกระเป๋าเดินทาง แต่จุลดันกลัวตก ม่าม๊ากับป่ะป๊าเลยพากันจับมือจุลและน้าพัดเข็นรถไป คราวนี้จุลยิ้มออกได้ แต่พอเข้าไปในตัวอาคารแล้ว น้าพัดต้องไปเช็คอิน จับจุลลงมายืน พอจุลเห็นน้าพัดเข็นรถไปเท่านั้นล่ะ ได้เรื่องทันที แหกปากร้องจะนั่งๆ ลั่นอาคารเลย แม่เจ้าเอ๊ย ม่าม๊าอุ้มมาปลอบก็เอาไม่อยู่ แสบแก้วหูมาก ป่ะป๊าเลยจัดการพาไปเดินดูรถเบนซ์รุ่นเก่าที่เอามาจอดโชว์อยู่ ก็ค่อยยังชั่วหน่อย แต่พอน้าพัดเช็คอินเสร็จ และจะเข็นรถเอาไปเก็บข้างนอกอาคาร จุลก็เดินไปนั่งบนรถอีก ประเภทว่าจะนั่งให้ได้อ่ะ อุ้มขึ้นมาก็ร้องอีกจนได้ เลยต้องรีบร่ำลากับน้าพัด และพาจุลกลับทันที

จุลกับรถเข็นเจ้าปัญหานั่งแล้วไม่ยอมลง
พฤศจิกายน 25th, 2008 โดย juljang
เริ่มฉีดยาเข็มแรกตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา ได้ยาชุดเล็กมาใช้แก้ขัดไปก่อน เพราะจริงๆ แล้วจะต้องให้หมอสูติฯ ที่เป็นคนส่งตัวไปตรวจเป็นคนออกใบเบิกยาให้ มันฉุกเฉินจริงๆ ก็ถึงได้ให้หมอประจำบ้านเป็นคนออกใบเบิกยาแทน วันนี้ติดต่อหมอสูติฯ แล้ว พรุ่งนี้ให้ไปเอาใบเบิกยาได้ ระยะเวลาที่จะต้องฉีดประมาณ 6 เดือนครึ่ง จะว่าโรคนี้อันตรายมั้ย? ถ้าเป็นมากก็เป็นอันตรายเช่นกัน เพราะถ้าสูบฉีดเข้าสู่หัวใจแล้ว ก็ทำให้หัวใจวายได้ พยายามศึกษาหาข้อมูลว่าโรคนี้เกิดจากอะไร ส่วนใหญ่เกิดจากการนั่งนานๆ เช่น การนั่งบนเครื่องบินระยะเวลานานๆ จะทำให้เลือดที่ขาไหลเวียนไม่สะดวก ดังนั้น จึงควรที่จะลุกเดินบ่อยๆ อีกสาเหตุนึงอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ ตอนนี้รอผลตรวจเลือดอย่างละเอียดจากหมออยู่ ว่าตัวเองเป็นเกิดจากสาเหตุอะไร? สมัยก่อนนั่งรถทัวร์กลับสกลฯ ขาจะบวมประจำเลย ประมาณ 2 วันถึงจะหายดี และช่วงที่ทำงานที่ด่านเก็บเงินค่าผ่านทาง (กทพ.) ก็เริ่มมีอาการขาบวมดึง จะเป็นจ้ำขาวๆ ทั้งสองข้าง หาหมอรักษาได้ยามากินก็ไม่หายขาด หมอบอกว่าเกิดจากกระดูกสะบ้าหัวเข่าผิดปกติ รักษาจนขี้เกียจไปหาหมอ เลยเลิกไปหา แต่อยู่ๆ อาการก็หายไปเอง ไม่มีอาการเกือบ 4 ปี จนมาท้องจุลนี่ล่ะ ถึงมามีอาการเท้าบวมอีกครั้ง ทีแรกคิดว่าเกิดจากอาการบวมน้ำของคนท้อง เพราะว่าเท้าบวมทั้งสองข้าง พอเข้าสู่เดือนที่ 7 ของการตั้งครรภ์ ไม่คิดว่าจะมีอาการปวดขาข้างซ้าย เดินๆ อยู่ก้าวเดินไม่ออก ปวดขาขึ้นมาทันทีจนต้องหยุดพัก พยายามกัดฟันรีบซื้อของให้เสร็จและป่ะป๊าจุลเป็นคนพยุงเดินไปขึ้นรถ รีบพากลับบ้าน พอถึงบ้านจะเปลี่ยนเสื้อผ้า ค่อยๆ ถอดกางเกงออก เห็นว่าขาข้างซ้ายตั้งแต่บริเวณต้นขาจนถึงปลายเท้า เป็นสีเขียวคล้ำเพราะเลือดไม่เดิน ป่ะป๊าจุลต้องรีบมานวดให้ สักพักก็ดีขึ้น แต่ยังนิ่งนอนใจไม่รีบไปหาหมอ เนื่องจากวันนั้นเป็นวันเสาร์ คลีนิคหมอปิด พอวันอาทิตย์ก็ยังมีอาการปวดอยู่ เลยบอกป่ะป๊าไปหาหมอที่โรงพยาบาลกัน ไม่อยากจะทิ้งไว้ ช่วงนั้นป่ะป๊าจุลยังทำงานบริษัทเดิม ต้องไปทำงานวันจันทร์-ศุกร์ ไม่อยู่บ้าน ดีที่ตัดสินใจกันถูก พอไปรพ.หมอตรวจท้องก่อน และเช็คคลื่นหัวใจลูกก่อน ดูว่ามีอะไรผิดปกติกับเด็กหรือไม่ จากนั้นถึงส่งตัวไปอีกหมอ หมอได้อุลตร้าซาวด์ที่ขาอย่างละเอียด บอกให้นอนรพ.ทันที ป่ะป๊าจุลต้องกลับบ้านจัดการเก็บข้าวของเครื่องใช้และเสื้อผ้ามาให้ เวลาที่มีอาการผิดปกติอะไรให้รีบหาหมอจะดีที่สุด อย่างน้อยอยู่ในความดูแลของหมอก็ถือว่าปลอดภัยกว่า

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ท
การรักษาตอนที่อยู่รพ.นั้น 2 วันแรก หมอไม่ให้ขยับตัวไปไหน นอกจากให้นอนอยู่บนเตียงเพียงอย่างเดียว ห้องน้ำก็เข้าไม่ได้ แต่ก็มีสุขาเคลื่อนที่มาตั้งไว้ข้างเตียง ล้างหน้าแปรงฟัน พยาบาลต้องมาคอยบริการให้ แต่ยังไม่วายแอบเดินไปเข้าห้องน้ำเอง เลยโดยพยาบาลดุนิดหน่อย ห้ามลุกเดินไปไหน นอนอยู่รพ.ได้ 5 วัน เลยขอหมอกลับบ้าน ไม่อยากอยู่รพ. ถ้าใครเจ็บป่วยอยู่ต่างบ้านต่างเมืองคงจะรู้ดี ว่ามันเหงาและหดหู่แค่ไหน ไม่มีญาติมาเฝ้า เพื่อนก็มาเยี่ยมอยู่บ้าง ยังไงมันก็ไม่เหมือนบ้านเรา ถึงจะอยู่รพ .เหมือนอยู่รพ.เอกชนก็ตาม พยาบาลทุกคนดูแลเอาใจใส่ดีมาก แต่ก็อยากให้มีญาติมานอนเฝ้าไข้อยู่ดี หมออนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ต้องหัดฉีดยาเอง เพราะถ้าฉีดยาเองไม่ได้ ก็ต้องนอนอยู่รพ.ต่อ ด้วยความอยากกลับก็ต้องใจแข็งฉีดยาเอง วันละ 2 เข็ม ช่วงนั้นฉีดจนขาเป็นรอยช้ำไปหมดทั้ง 2 ข้าง กว่าจะหายจากรอยจ้ำๆ ก็ใช้ระยะเวลานานเหมือนกัน มาท้องคราวนี้ก็ฉีดยาอีก แต่ยังดีแค่วันละเข็ม ฉีดเพื่อป้องกันไม่ให้เลือดจับตัวเป็นลิ่มไปอุดตันการไหลเวียนของเส้นเลือดอีก คราวนี้ก็ต้องทำเป็นลูกอีก รู้ว่าโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นตั้งแต่ท้องแรกแล้ว แต่ความที่อยากมีลูกอีกคน ก็ต้องยอมเสี่ยงอีกครั้งที่จะเป็นโรคนี้ ผลการตรวจเลือดออกมาเป็นอีก แต่ยังไม่แสดงอาการออกมาเท่านั้นเอง จริงๆ แล้วต้องฉีดยาเข้าที่ท้อง ยังใจไม่กล้าพอที่จะฉีดเข้าที่ท้อง กลัวจะจิ้มไปโดนเจ้าตัวเล็ก เลยไม่เอาดีกว่า ขอฉีดที่ต้นขาแทน

เข็มฉีดยาอันเล็กๆ แต่จิ้มแล้วมันก็เจ็บนะ
ทั้งจุลและเจ้าตัวเล็กที่จะเกิดมา ม่าม๊าอยากบอกให้รู้ว่า เป็นเพราะม่าม๊ารักลูกมากนะ ถึงต้องใจกล้ายอมที่ฉีดยารักษาและป้องกันโรคนี้ ไม่มีใครจะรู้ได้ว่าโรคนี้มันจะเกิดขึ้นกับเราตอนไหน จนกว่ามันจะแสดงอาการออกมา การตรวจเช็คสุขภาพประจำปีก็สำคัญเช่นกัน ยิ่งมีอายุมากขึ้น โรคภัยก็เริ่มถามหา ตอนนี้ม่าม๊าก็จะต้องเริ่มห่างเหินจากคอมฯ บ้างแล้วล่ะ เพราะชอบนั่งอยู่หน้าจอนานๆ ป่ะป๊าบอกถึงจะหนาวอย่างไร ก็ให้ออกไปเดินสูดอากาศข้างนอก เป็นการออกกำลังกายบ้าง เพราะหมอก็บอกให้เดินให้เยอะๆ ถึงจะขี้เกียจไปบ้าง แต่ก็จะพยายามค่ะ
ปล. อาจจะห่างหายไปบ้างนะคะ นั่งหน้าคอมฯ นานๆ ไม่ได้แล้วค่ะ แต่ก็คิดถึงเพื่อนๆ ทุกคนนะคะ มีเวลาจะแวะไปเยี่ยมเยียนเพื่อนๆ ค่ะ และขอขอบคุณเพื่อนๆ ที่เป็นห่วงนะคะ