google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

มาตรการการควบคุมการแพร่กระจายโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009

กรกฎาคม 22nd, 2009

มาตรการการควบคุมการแพร่กระจายโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009

นับตั้งแต่มีข่าวน่าตกใจทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ เมื่อเดือนเมษายน พศ.2552 ว่ามีการระบาดเชื้อไวรัสไข้หวัดในสุกร (SWINE INFLUENZA) มาสู่คน ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว (60 กว่าราย) การระบาดครั้งแรกเกิดขึ้นในกรุงเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก ผู้คนในเมืองหลวงแห่งนี้ต่างพากันตื่นตระหนก นำผ้าหรือหน้ากากมาปิดปากและจมูกกันถ้วนหน้า รัฐบาลสั่งห้ามกิจกรรมทุกชนิดและปิดโรงเรียนเป็นเวลา 5 วัน มีการล้างทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในสถานที่ต่างๆ เพื่อหยุดยั้งสถานการณ์ของโรค มีการปิดประเทศเป็นระยะสั้นๆ สร้างความเสียหายกับเศรษฐกิจของประเทศนับมูลค่าไม่ถ้วน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวของประเทศเม็กซิโกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง การหยุดกิจกรรมทำให้ผู้คนอยู่กับบ้าน คนปรกติไม่ออกไปรับเชื้อ และคนที่ไม่ทราบว่าตนเองได้รับเชื้อออกไปแพร่กระจายโรคเสียเอง เขาใช้เวลาอยู่ 3 เดือน จำนวนผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันมีทีท่าลดลง แต่กระนั้นก็ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ราย

ขณะเดียวกันเมื่อเริ่มมีการระบาดของโรค คนไทยจากกรุงเม็กซิโกซิตี้ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ครูหรืออาจารย์ที่ไปดูงาน พ่อครัวแม่ครัวคนไทย มีการทยอยกลับประเทศไทย รัฐบาลไทยใช้วิธีการง่ายๆ คือ ตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายผู้โดยสารเข้าประเทศ (THERMOMETER SCAN) ณ สนามบินสุวรรณภูมิแห่งชาติ และให้คนไทยที่ป่วยหรือสงสัยว่าป่วยซึ่งเดินทางมาจากประเทศเม็กซิโกไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อกักตัว หรือกลับไปอยู่บ้านตนเองเพื่อกักตนเอง ไม่มีมาตรการบังคับ คนป่วยที่ยืนยันว่าเป็นโรคไข้หวัดหมู (H1N1) ก็ให้นายแพทย์รักษา ไม่มีมาตรการติดตามคนอื่นๆ ที่มากับสายการบินเครื่องนั้น (ประเทศจีนใช้วิธีการกักตัวผู้โดยสารจากสายการบินที่มาจากประเทศเม็กซิโก ทำให้เวลาต่อมายอดผู้เสียชีวิตน้อยกว่าประเทศไทยมาก) จากจุดนี้เองทำให้โรคแพร่กระจายออกไป มีผู้เสียชีวิตทุกวัน และเปลี่ยนชื่อไข้หวัดหมูมาเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตสุกรได้รับผลกระทบ เนื่องจากคนหวาดกลัว ไม่กินเนื้อสุกร

เมื่อพบว่ามีคนไทยติดโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มากขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและทีมผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุขได้ออกรณรงค์ประชาสัมพันธ์ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือมีการเดินแจกใบปลิวและแผ่นพับให้ประชาชนทราบและรักษาสุขอนามัยของตนเอง รวมทั้งระบุว่าวัยกลุ่มเสี่ยงของการติดโรคคือ เด็กและคนชรา เมื่อเด็กนักเรียนโรงเรียนใดติดเชื้อโรคชนิดนี้ ผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถสั่งปิดเรียนได้ทันที เป็นเวลา 5 วัน เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อภายในห้องเรียนและอาคารสถานที่ต่างๆ ของโรงเรียน

ต่อมามีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นรายแรกในประเทศไทย จึงเริ่มมีการรายงานผู้ติดเชื้อประมาณวันละ 200-300 คน และผู้เสียชีวิตวันละ 2-3 คน รัฐบาลก็ออกมาให้ข่าวว่าโรคนี้ทำให้ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเสียชีวิตเสียชีวิตเท่านั้น เช่น โรคมะเร็ง คนอ้วน โรคเบาหวาน โรคหืดหอบ โรคภูมิแพ้ โรคหัวใจ ส่วนคนปรกติแข็งแรง สามารถหายได้เอง โรคนี้จึงไม่น่ากลัวอย่างที่คิดกัน และได้ยกเลิกการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และไม่มีการติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายผู้โดยสารเข้าประเทศ (THERMOMETER SCAN) ณ สนามบินสุวรรณภูมิแห่งชาติ โดยอ้างว่าไม่ได้ผล เพราะผู้มีไข้อาจกินยาลดไข้หรือนำผ้าเย็นมาเช็ดใบหน้าและตามตัว อุณหภูมิร่างกายก็สามารถลดลงได้ (แสดงว่าวิธีการป้องกันไม่ให้โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่แรกไม่ได้ผลใช่หรือไม่)

ต่อมาต้นเดือนกรกฎาคม พศ.2552 กระทรวงสาธารณสุขได้หันมารณรงค์อีกว่า ให้ประชาชนใช้หน้ากากอนามัยปิดปาก โดยเฉพาะผู้ป่วยไข้หวัดหรือมีไข้ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายออกไป แพทย์ใหญ่ของกระทรวงสารณสุขได้แจ้งว่า ให้ผู้ป่วยอยู่บ้าน (ทั้งๆที่มีตัวอย่างแล้วว่าผู้ป่วยได้นำโรคไปติดต่อให้กับสมาชิกภายในครอบครัวทั้งหมด และต้องรักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาล) ประชาชนที่ปิดปากด้วยหน้ากากอนามัยเริ่มถูกคนทั่วไปมองด้วยสายตาแปลกๆ รถตู้รับส่งผู้โดยสารตามป้ายรถเมล์ได้ปฏิเสธผู้ที่สวมหน้ากากอนามัยขึ้นรถตู้ เพราะเกรงว่าผู้โดยสารอื่นๆ จะไม่ขึ้นรถตู้ และจะทำให้ตนเองขาดรายได้ รัฐบาลยังได้สั่งปิดโรงเรียนกวดวิชาและร้านอินเตอร์เน็ตเป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยอ้างว่ามีข้อมูลทางระบาดวิทยาว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นตัวแพร่โรคออกไปให้กับเด็กนักเรียน แต่การจัดแสดงดนตรีคอนเสริต์ โรงภาพยนตร์ และร้านร้องเพลงคาระโอเกะยังคงดำเนินเป็นปรกติทุกอย่าง ไม่มีการปิดกิจการ

สัปดาห์ที่สองของเดือนกรกฎาคม พศ.2552 มีผู้ป่วยติดเชื้อ 3,000 กว่าราย ผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 20 กว่าราย กระทรวงสาธารณสุขได้ออกมารณรงค์อีกว่า ให้ประชาชนปิดปากจมูกด้วยหน้ากากอนามัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและทีมงานได้เดินทางไปแจกหน้ากากด้วยตนเอง ณ เมืองทองธานี สถานที่จัดแสดงดนตรีคอนเสริต์ของนักร้องชื่อดัง บี้ เดอะสตาร์และรองนายกรัฐมนตรีซึ่งดูแลด้านกระทรวงสาธารณสุขถึงกับของบประมาณเพื่อมาจัดซื้อหน้ากากอนามัยจำนวน 70 ล้านอัน เพื่อแจกให้กับประชาชนคนไทยจำนวนทั้งหมด 60 กว่าล้านคน พร้อมทั้งปล่อยให้วัดธรรมกายมีการระดมนักเรียนทั่วประเทศจำนวน 5 แสนคน มาชุมนุมกันที่วัดเพื่อปลูกฝังคุณธรรมตั้งแต่เด็ก โดยอ้างว่าโครงการได้ประ ชาสัมพันธ์ออกไปแล้ว ไม่สามารถหยุดกิจกรรมได้ เมื่อประชาชนทั่วไปเริ่มไม่พอใจกับผลงานการควบคุมโรคนี้ของรัฐบาล จึงมีการออกสถานีโทรทัศน์เป็นเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ได้เชิญทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของกระทรวง ผู้ป่วยติดเชื้อซึ่งรักษาหายแล้ว มาออกประกาศทำความเข้าใจกับประชาชน แต่ยังไม่มีมาตรการใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่มีช่องทางคัดแยกผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เท่านั้นที่โรงพยาบาลของรัฐ เพื่อให้การตรวจผู้ป่วยกระทำได้รวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งจองวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (H1N1) จำนวน 2 ล้านโด้ส จากต่างประเทศ ให้มาฉีดกับผู้ที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในการสัมผัสกับโรค เช่น แพทย์ พยาบาล ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ขณะเดียวกันผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่าไม่สามารถควบคุมโรคนี้ได้แล้ว เป็นโรคประจำท้องถิ่นไปเสียแล้ว

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พศ.2552 นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 30 ราย ยอมรับว่าโรคนี้น่ากลัว (แตกต่างจากที่บอกครั้งแรกว่าโรคนี้ไม่น่ากลัว คนปรกติ ไม่มีโรคประจำตัวสามารถหายได้เอง) แต่สหรัฐอเมริกาเสียชีวิต 200 กว่าราย ไม่ต้องการให้คนตื่นตกใจกลัว คนป่วยก็ไปหาแพทย์ที่โรงพยาบาล หรืออยู่บ้านเพื่อไม่ให้แพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่คนอื่น ทั้งนี้วิธีการเหล่านี้ได้มีการตกผลึกจากการประชุมหารือของผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงสาธารณสุขแล้ว และจะมีการประกาศยอดผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคนี้เป็นรายสัปดาห์ เพราะการประกาศเป็นรายวันไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น ประชาชนเกิดการตื่นตระหนกและหวาดกลัว อีกทั้งต่างประเทศก็ไม่มีการประกาศเป็นรายวัน

วิธีการแก้ไขโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (H1N1) ไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงรัฐบาลใช้โมเดลการแพร่กระจายเชื้อไข้หวัดนก (H5N1) เป็นหลักการในการประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ รัฐบาลต้องเข้าใจก่อนว่าโรคนี้เป็นที่สนใจของประชาชนและทำให้ประชาชนเกิดการตื่นตระหนก หวาดกลัว ต้องบริหารราชการเชิงรุกเหมือนโรคไข้หวัดนก (H5N1) ไม่ใช่เชิงรับอย่างทุกวันนี้ ต้องบริหารในลักษณะ ในสถานการณ์การบริหารเชิงวิกฤติ (CRISIS MANAGEMENT) (ดูตารางที่ 1) โดยใช้หลักปรัชญาว่า สัตว์ป่วยต้องทำลาย คนป่วยต้องนำไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล

การควบคุม

มาตรการ (MEASURE)

โรคไข้หวัดนก (H5N1)

- เมื่อผลวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเป็นบวก ให้ทำลายสัตว์ปีกในฟาร์มที่เกิดโรคและบริเวณสัตว์ปีกในรัศมี 1 กิโลเมตร ของจุดเกิดโรค รวมทั้งฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค

- มีการจ่ายเงินค่าชดเชยให้กับจำนวนตัวสัตว์ที่ถูกทำลาย

- มีเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ประจำอำเภอและอาสาสมัครคอยเคาะประตูบ้านเพื่อตรวจสอบและค้นหาสัตว์ปีกที่แสดงอาการป่วย เมื่อพบสัตว์ป่วยโรคนี้ หรือมีอัตราการตายมากกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ ให้ทำลายและจ่ายเงินค่าชดเชยทันที

- ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกในรัศมี 5 กิโลเมตร

- มีการเอ็กซ์เรย์พื้นที่ทั่วประเทศไทยเพื่อค้นหาโรค ปีละ 2 ครั้ง

- งดใช้วัคซีนในสัตว์ปีกโดยเด็ดขาด เพราะกระทบกระเทือนอุตสาหกรรมการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกปรุงสุก การใช้วัคซีนอาจทำให้โรคแพร่กระจายออกไปอีก

โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (H1N1)

- จัดงบประมาณของรัฐบาลลงไปทุกจังหวัดทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน

- เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจากกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลรัฐและเอกชน อาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ทุกภาคส่วนทั่วประเทศ เพื่อหามาตรการวินิจโรคผู้ป่วย คัดกรองผู้เป็นโรคนี้ให้ห่างจากผู้ป่วยปรกติเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และกักตัวไว้รักษาจนกว่าจะหายขาด

- ให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของกระทรวงสาธารณสุขตรวจสอบบริเวณรอบบ้านผู้ป่วย บ้านใกล้เคียงเพื่อค้นหาผู้ป่วย รวมทั้งนำบุคคลใกล้ชิดทั้งหมดมาตรวจหาเชื้อโรคและรักษาที่โรงพยาบาล มีการทำความสะอาดและฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรค

- งดกิจกรรมทุกชนิดที่เป็นการรวมตัวของชุมชนชั่วคราว เช่น การแสดงดนตรีคอนเสริต์ กิจกรรมทางศาสนา การชมภาพยนตร์ สถานบันเทิง โรงเรียน เป็นต้น

- ค้นหาโรคในกลุ่มเสี่ยงทุกคนทั่วประเทศไทย เพื่อนำไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน รคอ้วน

โรคปอด โรคหัวใจ

- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้กับกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเด็ก และกลุ่มผู้สูงอายุ

ในกรณีที่วัคซีนมีประสิทธิภาพสูง ไม่ทำให้ผู้ถูกฉีดวัคซีนป่วยเป็นโรค หรือไม่ทำให้โรคนี้แพร่กระจายออกไป

- โรงงานอุตสาหกรรมต้องมีมาตรการเข้มงวดในการคัดกรองผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขต้องออกไปตรวจสอบมาตรการของบริษัทและค้นหาผู้ป่วยในโรงงาน

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบการนำโมเดลมาตรการควบคุมโรคไข้หวัดนก (H5N1) มาใช้กับโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (H1N1) ในสถานการณ์การบริหารเชิงวิกฤติ (CRISIS MANAGEMENT)

ปัจจุบันโรคไข้หวัดนก (H5N1) ไม่มีการแพร่ระบาดมาเป็นเวลานานเกือบ 2 ปีแล้ว มีการทำลายสัตว์ปีกไปหลายร้อยล้านตัว ค่าชดเชยตัวสัตว์เป็นเงิน 5,000 ล้านบาท มีผู้ป่วยจำนวน 25 คน เสียชีวิตจำนวน 17 คน แต่ขณะนี้มีการรายงานว่ามีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (H1N1) จำนวน 4,000 กว่าคน และผู้เสียชีวิตจำนวน 44 คน (รายงานวันที่ 22 กรกฎาคม พศ.2552) ภายหลังมีการระบาดโรคนี้ในประเทศไทยเพียง 3 เดือน จึงขอให้รัฐบาลโดยการนำของพรรคประชาธิปัตย์รีบดำเนินบริหารในสถานการณ์การบริหารเชิงวิกฤติ (CRISIS MANAGEMENT) โดยด่วน ไม่ใช่เชื่องช้าเหมือนทุกวันนี้ และขอให้มีวิสัยทัศน์กับบ้านเมืองด้วย

แรงบันดาลใจของชีวิต

กรกฎาคม 19th, 2009

แรงบันดาลใจของชีวิต

คุณกำลังหมดแรงและอ่อนล้าในชีวิตหรือไม่ รู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่มีความหมายอะไรเลย ตื่นเช้าไม่อยากลุกขึ้นจากเตียงนอน อยากนอนบนเตียงแข็งๆ หรือนุ่มๆ ให้นานที่สุด การเรียนก็แย่สุดๆ ไม่รู้ว่าจะสอบเข้าเรียนต่อได้หรือไม่ พ่อแม่แตกแยก ไม่เข้าใจลูก เพื่อนในชั้นเรียนไม่อยากคบด้วย เงินทองไม่พอใช้จ่าย มีแฟนก็ขอเลิก หรือถ้าคุณอยู่ในวัยทำงาน เจ้านายก็ไม่ดี คอยจับผิดอยู่ร่ำไป ความขัดแย้งในที่ทำงานสูง อาชีพไม่ก้าวหน้า มีครอบครัวก็หย่า ลูกไม่เชื่อฟัง ปัญหาร้อยแปดที่คุณประสบพบยากที่จะเยียวยา บ้านก็ถูกคนร้านปล้น หรือบ้านไฟไหม้หมดเนื้อหมดตัว คุณไม่สามารถหาทางออกกับชีวิตได้ หยุดก่อน หยุดคิดสักครู่หนึ่ง อย่าปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดเป็นความรู้สึกเจ็บปวดในจิตใจคุณ มันจะกัดกร่อนชีวิตลงไปทีละน้อย จนถึงจุดหนึ่งอาจระเบิดออกมา คุณจะเริ่มโทษคนอื่นว่าเป็นต้นเหตุให้คุณเป็นเช่นนี้ โทษโชคชะตาว่าเกิดมาจน เรียนหนังสือไม่เก่ง หัวไม่ดี เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดเลย ในที่สุดคุณจะเริ่มประชดชีวิต เป็นคนดีไม่ได้ ขอเป็นคนชั่วเลยดีกว่า ทำลายล้างคนอื่น หรือไม่ก็ฆ่าตัวตายไปเลย หมดหวังแล้วในชีวิตนี้ หยุดเถอะ อย่าให้ความรู้สึกด้านลบและความรู้ผิดหวังอย่างแรง (No hope) พัฒนาไปไกลขนาดนั้น ขอให้คิดก่อนเถอะ สติอยู่ที่ใด สัมปชัญญะหายไปไหน อย่าให้ความรู้สึกมานำความคิดด้านบวก

ผมเคยมีญาติลูกพี่ลูกน้อง แม่นำน้องชายคนสุดท้องหนีไป เพราะพ่อติดการพนัน ไม่ทำมาหากิน คุณปู่คุณย่าความรู้น้อยนิด เปิดร้านขายของชำ เป็นผู้อุปการะและไม่สนับสนุนให้เรียนหนังสือ ถ้าอ่านหนังสือจนดึกดื่นจะใช้ไม้กระบองตี เขาเคยคิดประชดชีวิตหรือน้อยเนื้อต่ำใจหรือไม่ เปล่าเลย เขากลับมุมานะพยายามมากขึ้นอีก ใช้อุปสรรคเป็นแรงบันดาลใจให้ก้าวเดินต่อไป ในที่สุดเขาได้เป็นทันตแพทย์ จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง และได้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งนั้น ชีวิตประสบความสำเร็จ ช่วงเย็นและวันหยุดทำคลินิก ลูกค้าแน่นขนัด มีความสุขกับการทำงานและครอบครัว

คุณอย่าปล่อยให้ชีวิตนี้ผ่านไปโดยไม่มีความหมาย ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ลองคิดซิว่าคุณถนัดด้านใด ชอบอะไรเป็นพิเศษ สามารถพัฒนาขึ้นจนเป็นอาชีพได้หรือไม่ สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวในระยะยาวได้หรือไม่ หรือจบออกมาแล้วต้องไปสอบแข่งขันคนเป็นหมื่นเป็นแสนหรือไม่ ผมเป็นคนเรียนหนังสือไม่เก่ง ความจำไม่ดี เล่นกีฬาไม่เป็น ฝึกดนตรีไม่เป็นเพลง แต่ผมมีเป้าหมายของชีวิต ใช้ความอดทนและขยันหมั่นเพียรฟันฝ่าอุปสรรคชีวิต จนกระทั่งได้เป็นสัตวแพทย์สมใจ ได้รับราชการและมีเงินทองใช้จ่ายไม่ขัดสน ลำบากในวัยเรียนเท่านั้น คุณลองคิดดูซิว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจ ให้คุณเดินไปข้างหน้าตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ อย่าลืมปรึกษาคนที่มีอยู่ในอาชีพนั้นด้วย เขาอาจบอกเคล็ดลับให้คุณเดินทางไปถึงจุดหมายได้รวดเร็วขึ้น หนทางราบเรียบขึ้น อย่าลืมสร้างแรงบันดาลใจขึ้นด้วยตัวคุณเองและคิดบวกเท่านั้น คุณจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างแน่นอน

โฮ้ง…ผู้เดียวดาย: หมู่บ้านอันแสนกว้าง (2)

กรกฎาคม 8th, 2009

ไอ้แซมได้รับการแบ่งอาหารจากไอ้ดำครึ่งหนึ่ง นายผู้ชายใจดีมักเทอาหารจนล้นชาม ให้มันกินตอนเช้ามืดก่อนไปทำงาน แต่ละครั้งมีจำนวนมากพอสำหรับสุนัขตัวเล็กสองตัว ทุกวันหลังจากตะวันเริ่มคล้อย ไอ้ดำจะเฝ้าคอยอยู่บนสนามหญ้าวงกลม เยื้องกับบ้านชั้นเดียวของนายผู้ชาย สายตาจ้องตรงไปยังถนนที่รถวิ่งแล่นผ่านเข้ามาอยู่ตลอดเวลา มันเฝ้าคอยฟังเสียงรถกระบะของนายผู้ชายนานไม่ต่ำกว่าสามถึงสี่ชั่วโมง ไอ้แซมรู้สึกถึงความจงภักดีของเพื่อนรัก ไม่ลืมบุญคุณของไอ้ดำที่ให้อาหารและบ้านอาศัยซุกหัวนอน

ทั้งสองตัวจะวิ่งเล่นกันที่สนามหญ้าอย่างสนุกสนาน เย้าหยอกกันเหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน บางครั้งวิ่งไล่กันไปจนถึงสวนใหญ่ของหมู่บ้าน มักเดินหลบอยู่หลังพุ่มไม้เมื่อเจอสุนัขตัวใหญ่ซึ่งเจ้าของปล่อยออกมาเดินเล่น ถ่ายอุจจาระโดยไม่รับผิดชอบ

วันนี้เช่นเดียวกัน หลังกินอาหารเม็ดจนอิ่มหนำสำราญ ไอ้ดำก็วิ่งนำหน้าลิ่ว ตรงไปยังสวนขนาดใหญ่กลางหมู่บ้าน วันนี้เช้าอากาศแจ่มใส สุนัขทุกตัววิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ไอ้ดำเที่ยวสูดดมไปทั่วพุ่มไม้ บางครั้งยกขาหลังถ่ายปัสสาวะกลบกลิ่นสุนัขตัวอื่นจนหมด กลิ่นปัสสาวะของสุนัขมีไว้เพื่อให้เจ้าของกลิ่นหาหนทางกลับบ้านได้ถูกนั่นเอง ถ้าเที่ยวไปถ่ายรดกลบกลิ่นตัวอื่นจะเหมือนการท้าทายกัน เพราะตัวอื่นอาจหาทางกลับบ้านไม่ได้ หรือต้องเสียเวลาอยู่นานกว่าจะค้นพบกลิ่นตัวเอง ไอ้แซมกำลังจะเข้าไปห้ามปรามแต่ไม่ทันเสียแล้ว เมื่อสุนัขวัยรุ่น อายุเพียงปีเศษ สีน้ำตาลปนขาว สูงขนาดเดียวกับไอ้ดำ มันกระโจนพรวดเดียวมายืนอยู่ต่อหน้าไอ้ดำ ขาหน้าตะกรุยหน้าดินจนกระจุยกระจายขึ้นมา

เสียงนั้นคำรามทันที ไอ้ดำมึงมาเที่ยวเยี่ยวรดใส่อาณาเขตกูทำไม

ไอ้ดำสะดุ้งตกใจเล็กน้อย มันเงยหน้าขึ้นมามอง อ้อไอ้แกละ เอ็งนั่นเอง มายืนขวางข้าเรื่องอะไร

กูถามว่ามึงมาเยี่ยวกลบกลิ่นกูทำไมสุนัขวัยรุ่นที่ชื่อไอ้แกละย้ำประโยคเดิม

ไอ้ดำดูเหมือนไม่สนใจในคำพูดไอ้แกละ นักเลงรุ่นหลังประจำซอย 53 ที่อยู่ใกล้กับสวนใหญ่กลางหมู่บ้าน มันทำสีหน้ายั่วยวน ข้าไม่รู้ว่าเป็นกลิ่นของเอ็งข้าปวดฉี่นี่หว่า

มึงก็รู้ว่านี่เป็นถิ่นของข้า วันนี้ข้ายอมไม่ได้ไอ้แกละยังคำรามต่อ คิดว่าตนเองมีพละกำลังเหนือกว่าไอ้ดำซึ่งอายุ 3 ปีกว่าแล้ว เรี่ยวแรงย่อมถดถอยกว่าสุนัขที่กำลังรุ่นหนุ่ม

ถ้าเอ็งคิดว่าแน่จริง ก็เข้ามาเลยไอ้ดำพูดจาท้าทาย พร้อมกับใช้อุ้งเท้าหน้าตบอย่างแรงไปที่ใบหน้าไอ้แกละจนหน้าหงาย ไอ้แซมยังไม่ทันห้ามปราม สุนัขทั้งสองตัวกระโดดเข้าพันตูกันดุเดือด ไม่มีใครเกรงกลัวศักดิ์ศรีของใครเลย ไอ้ดำดูจะได้เปรียบกว่า มันมีประสบการณ์การต่อสู้ช่ำชองกว่าไอ้แกละ เรี่ยวแรงทั้งคู่สูสีกัน หลังจากปะทะกันสักครู่หนึ่ง ไอ้แกละเสียหลักล้มลุกคลุกคลานถูกไอ้ดำขึ้นคร่อม มันเตรียมจะฝังรอยเขี้ยวไว้บนไหล่ไอ้แกละ แต่แล้วมีแรงมหาศาลผลักไอ้ดำกระเด็นกลิ้งลงจากตัวไอ้แกละ พร้อมทั้งเสียงตวาดดังมาว่า

ไอ้ดำหยุดได้แล้ว

ไอ้ดำรีบพลิกตัวลุกขึ้น มองไปทางเสียงตวาดนั้น พบสุนัขตัวใหญ่ สีน้ำตาลทอง พันธุ์โกลเด้นท์รีทรีฟเวอร์ อายุ 4 ปีเศษ มันเป็นสุนัขของผู้ว่าราชการจังหวัด อาศัยอยู่บ้านแรกของซอย 51 มันมีนิสัยรักความยุติธรรม ตัวใหญ่มาก สุนัขแถวนั้นไม่มีใครกล้าข่มเหง หรือท้าทายมัน พละกำลังเหลือเฟือ มันสามารถเอาชนะสุนัขตัวอื่นที่อยู่บริเวณนั้น

เมื่อเห็นสุนัขตัวอื่นขนาดใหญ่กว่ามาก ไอ้ดำก็ตาลีตาเหลือกรีบลุกขึ้น

เอ็งนั่นเอง ไอ้สุนัขผู้ว่าฯ มายุ่งอะไรด้วยไอ้ดำพูดด้วยความไม่พอใจ เห่าดังขึ้นหลายครั้ง ขู่ไม่ให้สุนัขผู้ว่าฯ เข้าใกล้

มันไม่ใช่เรื่องของข้าหรอกเอ็งก็รู้ว่าไอ้แกละมันสู้ไม่ได้ ถ้าเกิดมันบาดเจ็บขึ้นมา เจ้าของมันคงปล่อยให้ตายสุนัขผู้ว่าฯ พูดเตือนสติไอ้ดำ ขณะเดียวกันไอ้แกละได้ลุกขึ้นยืน ใบหน้ามันมีรอยขีดข่วนจากเล็บของไอ้ดำที่ตระกรุยใส่หน้า เลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อย

ปล่อยผมท่านบัดดี้ ไอ้ดำมันหยามหน้าผม มันมาเยี่ยวกลบกลิ่นของผมไอ้แกละพยายามสลัดขาหน้าให้หลุดจากเท้าที่เหยียบไว้

ท่านบัดดี้ หรือสุนัขผู้ว่าฯ หันมาร้องห้ามปราม หยุดเถอะไอ้แกละ เอ็งให้อภัยมันเถอะ ไอ้ดำมันคงไม่ตั้งใจพูดเสร็จก็มองสารรูปไอ้แกละ มันตัวผอมแห้งกรัง ต้องคอยไปเที่ยวขออาหารจากบ้านคนใจบุญที่แบ่งเศษอาหารเหลือกินให้มัน เพราะบางวันเจ้านายไอ้แกละรีบออกไปส่งลูกชายหญิงตั้งแต่เช้าตรู่ นายผู้ชายของมันตกงาน นายหญิงจึงต้องหาเงินมาใช้จ่ายเองในบ้าน ทุกอย่างประหยัดหมด ค่าอาหารของมันพลอยน้อยลงทุกที อดมื้อกินมื้อ บางวันไม่ได้อาหารลงท้องเลย การพามันไปหาสัตวแพทย์ที่ร้านคลินิกจึงเป็นไม่ได้ มันฉีดวัคซีนกันพิษสุนัขบ้าเพียงปีละครั้งเท่านั้น เจ้านายกลัวว่ามันจะเป็นบ้าไปเสียก่อน และมากัดลูกชายหญิงสองคนของเธอ นี่แหละคือเหตุผลของมนุษย์ที่สุนัขอย่างไอ้แกละไม่มีวันเข้าใจเด็ดขาด

ไอ้ดำไม่อยากตอแย มันทำท่าจะเดินออกไปจากสวนใหญ่ ไอ้แซมก็เตรียมจะเผ่นด้วย แต่บัดดี้หันมาทักก่อน คุณเป็นหมามาจากที่ไหน ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เจ้านายคุณเป็นใคร

ผมชื่อแซมอยู่บ้านเดียวกับดำไอ้แซมตอบไปอย่างพาซื่อ

ไอ้ดำพูดเสริมขึ้น ไอ้แซม โดนเจ้านายมันจับมาทิ้งที่ท้ายหมู่บ้าน

บัดดี้ได้ยินเช่นนั้น ก็รีบส่ายหัวเหมือนสังเวชใจ ถูกทิ้งอีกแล้วเมื่อไหร่หนอคนที่เป็นเจ้านายจึงจะรับผิดชอบต่อสังคมคุณระวังตัวเองด้วย เมื่อเดือนก่อนมีเจ้าหน้าที่มาไล่จับหมาไม่มีเจ้าของในหมู่บ้านเราตอนท้ายบัดดี้หันไปเตือนไอ้แซม

สุนัขทั้งสองตัวรีบวิ่งออกไปจากสวนใหญ่ร่มรื่น บัดดี้สุนัขรักความยุติธรรม มักมีประพฤติกรรมเป็นสุนัขตำรวจ เหมือนกับนายผู้ชายของมันที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด หมู่บ้านอันกว้างใหญ่แห่งนี้ก็อยู่ในเขตปกครองของเจ้านายมัน

คล้อยหลังสุนัขเพื่อนตายทั้งสองตัว ไอ้แกละรีบวิ่งกลับไปบ้านนายมัน มันนึกขอบคุณบัดดี้อยู่ในใจ ถ้าไม่ได้มันมาห้ามปราบ ป่านฉะนี้ไอ้แกละคงโดนฟัดน่วมไปทั้งตัว การที่ไอ้แกละแกล้งฮึดฮัด เพราะต้องการไว้ลายเจ้าถิ่นนั่นเอง

ขณะที่วิ่งไปท้ายหมู่บ้าน ผ่านต้นไม้ใหญ่หางนกยูงซึ่งปลูกเรียงกันไปตามทางเดินบนริมฟุตบาท ไอ้ดำกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ มันก้มหน้าดูปลอกคอที่มีเหรียญห้อยอยู่ เหรียญอันนี้เจ้านายได้ผูกแขวนไว้กับปลอกคอทุกปี เมื่อคราวที่พามันไปฉีดกันพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี มันยังนึกถึงความรู้สึกเจ็บปวดของเข็มฉีดยาที่จิ้มลงบนเนื้อสะโพกมาจนทุกวันนี้ เมื่อเจ้านายวางมันลงบนโต๊ะ มันแทบจะกระโดดลงทันที แต่ผู้ช่วยสัตวแพทย์ไวกว่า ตระครุบตัวไว้ทัน มันต้องหลับตาปี๋ลงทุกครั้ง ก่อนสัตวแพทย์จะฉีดยาลงไป เหรียญที่มันได้จึงเปรียบเสมือนเหรียญกล้าหาญ แต่มันก็นึกขอบคุณเหรียญนี้ที่ทำให้ไม่ถูกจับไปเมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อคราวที่เทศบาลตำบลได้ส่งคนมาจับสุนัขจรจัดในหมู่บ้านแห่งนี้

ไอ้ดำรู้สึกเป็นห่วงไอ้แซมเพราะนายผู้หญิงได้ปลดปลอกคอมันออก เมื่อนำไอ้แซมมาปล่อยไว้ที่ท้ายหมู่บ้าน เพื่อให้คนใจบุญสุนทานนำไปเลี้ยงไว้ที่บ้าน ถ้าไอ้แซมถูกปล่อยไว้ก่อนหน้านี้สักหนึ่งเดือน มันคงโดนจับตัวไปแล้ว สุนัขที่ถูกจับตัวไป ทุกตัวไม่เคยกลับมาอีกเลย ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร

ไอ้ดำวิ่งนำหน้า ขณะถามไอ้แซมที่วิ่งตามมาติดๆ ไอ้แซม นายผู้หญิงเคยพาเอ็งไปให้หมอฉีดวัคซีนหรือเปล่า

เคยพาไปฉีดร้านคลินิกสัตวแพทย์ทุกปีไอ้แซมก้มหน้าตอบ เท้าของมันก้าววิ่งไปตามถนนขนานกับขอบริมฟุตบาททางเท้า ความคิดถึงนายผู้หญิงชื่อ ดาวยังอยู่ในห้วงคำนึง สมองของไอ้แซมตลอดเวลา ตั้งแต่อุ้มมันอยู่บนตักตั้งแต่อายุไม่กี่เดือน ป้อนนม อาหารเหลว จนมันโตจึงเริ่มกินอาหารชนิดแข็งได้ มันแทบกลั้นน้ำตาไม่ไหว นายผู้หญิงทิ้งให้มันมาอยู่หมู่บ้านนี้หลายวันแล้ว ตลอดเวลามันได้แต่ถามตัวเองว่า ทำไมนายผู้หญิงถึงจากมันไป เป็นเพราะความซนของมัน เที่ยววิ่งกัดรองเท้าและรื้อสิ่งของเป็นว่าเล่น หรือว่านายผู้หญิงเบื่อมันแล้ว มันไม่น่ารักเหมือนตอนเล็กๆ ใช่หรือไม่ มันไม่รู้จักเหตุผลของมนุษย์เลยว่า ความจงรักภักดีอย่างเดียวที่มนุษย์เองก็ไขว่คว้าหามานานจะหาค่าเทียบไม่ได้เลยกับมันที่เป็นสุนัขตัวหนึ่ง

นายเอ็ง พาไปฉีดวัคซีนอะไรบ้างว่ะเสียงไอ้ดำยังคงดังขึ้นทำลายความเงียบ

เขาพาผมไปป้อนยาถ่ายพยาธิชนิดน้ำตอนอายุ 1 เดือน ฉีดกันไข้หัดและฉีดกันพยาธิหนอนหัวใจ เมื่อผมหย่านม อายุ 2 เดือน พอครบอายุ 3 เดือน นายหญิงก็พาผมไปฉีดกันพิษสุนัขบ้าไอ้แซมพูดรำลึกถึงความหลัง

นายผู้หญิงก็ดูแลเอ็ง..ดีนี่ไอ้ดำกล่าวชม

ใช่แต่นายใหญ่ไม่ค่อยพอใจที่นายหญิงพาผมไปหาหมอไอ้แซมนึกถึงนายใหญ่ แม่ของนายผู้หญิงที่มักบ่นกระปอดกระแปด ขณะพามันขึ้นรถไปคลีนิกสัตวแพทย์ที่อยู่ปากซอยทางเข้าหมู่บ้านคลองชลประทาน

แสดงว่าเอ็งเคยใส่ปลอกคอที่แขวนเหรียญนี้ไอ้ดำหยุดวิ่ง ก้มลงมองดูเหรียญวัคซีนกันพิษสุนัขบ้า สัตวแพทย์คลีนิกได้ให้ไว้กับนายผู้ชายของมันและนำมาแขวนไว้ที่ปลอกคอหลังจากฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าแล้ว

ไอ้แซมพยักหน้า นึกถึงภาพหนหลัง นายผู้หญิงบรรจงใส่เหรียญสีเขียวรูปสุนัข ผูกติดไว้กับปลอกคอของมัน

ข้าเห็นด้วยกับไอ้บัดดี้เอ็งต้องมีเหรียญนี้ เพื่อแสดงว่าเอ็งมีเจ้านายคอยดูแล ไม่ใช่หมาข้างถนนไอ้ดำสำทับด้วยความเป็นห่วง

ช่วงเย็นท้องฟ้าเห็นรำไร ก้อนเมฆเทาดำคล้อยต่ำ แสงทองหายไปจากท้องฟ้า ฝูงการีบบินกลับสู่รัง นกพิราบและนกกระจอกบินร่องลงที่สนามหญ้าวงกลม ปากไซร้หาแมลงและหนอนกินอาหาร ช่องหลังคาบ้านมักเป็นรังที่อยู่อาศัยของนกพิราบ มันจะคาบเศษไม้ ใบหญ้ามาก่อสร้างเป็นรังวงกลม วางไข่สีขาว ขนาดเล็กกว่าไข่ไก่เล็กน้อย ส่วนนกกระจอก นกกระจิก มักทำรังบนต้นไม้ยืนต้นสูงใหญ่ รังต้องแข็งแรง มีใบไม้บังแสงแดดและฝนได้

ไอ้ดำและไอ้แซมวิ่งเล่นสนุกสนานพร้อมกับเด็กวัยรุ่นที่ถีบจักรยาน และเล่นเตะฟุตบอลกลางสนามหญ้าวงกลม ตะวันเริ่มลับหายไป เมฆดำทึบตั้งเค้ามาแต่ไกล ฝนห่าใหญ่กำลังจะตกลงมาอีกเช่นเคย สุนัขทั้งสองตัวรีบวิ่งเข้าชายคาบ้านชั้นเดียวของนายผู้ชาย แต่ใบหน้าของไอ้ดำและดวงตาทั้งคู่ยังคงเพ่งมองไปเลนถนนที่วิ่งมายังท้ายหมู่บ้าน เพื่อรอคอยการกลับมาของนายผู้ชาย มันเฝ้ารอด้วยใจจดจ่อและเปี่ยมล้นด้วยความจงรักภักดี

พอล ครุกแมน: ย้อนรอยเศรษฐกิจประเทศไทย 1997

กรกฎาคม 8th, 2009

พอล ครุกแมน: ย้อนรอยเศรษฐกิจประเทศไทย 1997

พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล กล่าวไว้ในหนังสือเล่มล่าสุดเมื่อปี 2009 ว่า ประเทศไทยช่วงปี 1982 เป็นต้นไป มีการลงทุนเข้ามาจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโดยตรง (Direct Foreign Investment) จากญี่ปุ่น ทำให้เศรษฐกิจในไทยขยายตัวทุกปีไม่น้อยกว่า 7-8 เปอร์เซ็นต์

การลงทุนของญี่ปุ่นได้เข้านำเงินเยนเข้ามา แต่การลงทุนในไทยต้องใช้เงินบาท จึงมีการแลกเปลี่ยนจากค่าเงินเยนเป็นค่าเงินบาท เมื่อความต้องการเงินสกุลเงินบาทมีมากขึ้น ตามหลักอุปสงค์และอุปทาน (Demand and Supply) ทำให้ค่าเงินบาทแข็งมากขึ้น การส่งออกไม่ได้เปรียบในการแข่งขันกับประเทศอื่น ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องปล่อยเงินบาทเข้ามาในตลาดเงินมากขึ้น เพื่อช่วยให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง และการลงทุนในประเทศขยายตัวได้มากขึ้น มีผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนเป็นค่าสกุลเงินเยนและเงินดอลล่าร์สหรัฐอเมริกามากขึ้นเพื่อเก็บเป็นเงินทุนสำรองของประเทศ

เมื่อปี คศ.1992 รัฐบาลไทยมีนโยบายเปิดเสรีการเงิน เพื่อทำให้เกิดตลาดเสรีการค้า (FREE MARKET) มีเงินลงทุนไหลเข้ามาในไทยจำนวนมาก ช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจไทยขยายตัวมาก นักลงทุนที่เป็นลูกหลานรัฐมนตรีไทยได้ไปขอกู้เงินจากธนาคาร บริษัทเงินทุนต่างๆ ซึ่งมีการปล่อยเงินกู้ไปอย่างง่ายๆ ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ไม่สนใจว่าหลักทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันมีค่าด้อยเกินไป หรือน้อยกว่าเงินกู้หรือไม่ เงินกู้ดังกล่าวนั้นส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศทั้งสิ้นในรูปของสกุลดอลลาร์สหรัฐอเมริกา

ลูกหลานรัฐมนตรีไทย ธนาคาร และบริษัทเงินทุนต่างๆ ส่วนใหญ่มีสายสัมพันธ์อันดีต่อกันและคิดกันว่า ถ้าธนาคาร บริษัทเงินทุนต่างๆ ล้มขึ้นมา รัฐมนตรีเหล่านั้นจะได้นำเงินงบประมาณแผ่นดินมาอุ้มไม่ให้ล้มลง

เงินกู้ของลูกหลานรัฐมนตรีได้นำไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม อพาร์ทเม้นท์ และที่ดิน จนกระทั่งความต้องการซื้อจริงมีน้อยกว่าจำนวนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีการปั่นราคาขึ้นไปจนสูง มีอำนาจการซื้อไม่จริง ผู้บริโภคซื้อไปเพื่อการเกร็งกำไรในอนาคตและเป็นการกู้เงินจากธนาคาร

การขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนลูกโป่ง แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังยากจน ไม่ได้ร่ำรวยตามหลักเศรษฐกิจของ GDP (GROWTH DOMESTIC PRODUCT) ที่ขยายเพิ่มขึ้น จนกระทั่งลูกโป่งเริ่มแตกลง จำนวนอสังหาริมทรัพย์มีมากเกินไป ไม่มีใครมาซื้อ โครงการล้มลงระนาว กลายเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL, NON-PERFORMING LOAN) มีผลให้ธนาคาร และบริษัทเงินทุนต่างๆ มีปัญหาการเงิน ความเชื่อมั่นในระบบการเงินไม่มี ประชาชนแตกตื่น (PANIC) แห่ไปถอนเงินในธนาคาร มีการถอนเงินทุนจากต่างประเทศ ราคาหุ้นตกดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ใบหุ้นมีค่าเท่ากับเศษกระดาษ เจ้าหนี้ต่างประเทศเรียกเงินกู้ระยะสั้นคืน (เป็นหนี้ของภาคเอกชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นหนี้ระยะสั้นในรูปเงินสกุลดอลลาร์)

ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดผลย้อนกลับ มีเงินสกุลบาทจำนวนมากในตลาดเงินของไทย ค่าเงินจึงอ่อนค่าลง ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องนำเงินสำรองของประทศมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท เพื่อดูดสกุลเงินบาทออกจากระบบการเงินไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าจนเกินไป การกระทำดังกล่าวยิ่งทำให้เงินทุนสำรองในสกุลเงินเยนและดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาลดลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยสามารถพิมพ์สกุลเงินบาทออกมาได้ แต่ไม่สามารถพิมพ์เงินสกุลต่างประเทศได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีข้อจำกัดในการดูดซึบเงินบาทออกจากระบบการเงิน ประกอบกับกองทุนการเงินต่างประเทศได้โจมตีค่าเงินบาท ปล่อยเงินสกุลบาทเข้ามาจำนวนมาก เงินบาทจึงอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา ธนาคาร และบริษัทเงินทุนต่างๆ จึงล้มลง เพราะเกิดการตื่นตระหนกของประชาชนและเจ้าหนี้ต่างประเทศ หนี้สินได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตัว (สกุลเงินบาทอ่อนค่าลงจาก 25 บาท เป็น 50 บาทต่อ ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา)

ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม คศ.1997 รัฐบาลไทยประกาศลดค่าเงินบาทและเปลี่ยนระบบตะกร้าเงินแบบตรึงค่าเงินไว้กับสกุลเงินตราต่างประเทศไม่กี่สกุล เป็นแบบลอยตัวชนิดมีระบบการจัดการ (MANAGE FLOAT) มีการกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF, INTERNATIONAL MONETARY FUND) ถึง 76,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา และตั้งอัตราเงินกู้สูง เพื่อป้องกันไม่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง มีผลทำให้นักลงทุนไม่สามารถกู้เงินมาลงทุนได้เพราะดอกเบี้ยสูง เศรษฐกิจไทยดิ่งลงสู่ก้นเหว มีการปลดลูกจ้างจำนวนมหาศาล นักธุรกิจฆ่าตัวตายจำนวนมาก เกิดปัญหาสังคม และการก่ออาชกรรมตามมามากมาย

พอล ครุกแมน ได้ตั้งคำถามว่า วิกฤติเศรษฐกิจในไทยหรือโรคพิษต้มยำกุ้งลุกลามไปทั่วเอเชียได้อย่างไร เกิดจากคอรัปชั่น ลูกหลานรัฐมนตรีขี้โกง ธนาคารและบริษัทเงินทุนล้มบนฟูก กองทุนการเงินต่างประเทศโจมตีค่าเงินบาท ปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวการทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจไทยใช่หรือไม่ คำตอบลึกๆ คือ ไม่ใช่ แต่เกิดจากนโยบายเปิดเสรีการเงินของรัฐบาลไทยเพื่อทำให้เกิดตลาดเสรีการค้านั่นเอง

สรุปแล้วครั้งหน้าต่อไป ให้เลือกพรรคการเมืองที่มีผลงาน เคยมีฝีมือการบริหารงานการคลังและเศรษฐกิจ มองภาพโดยรวมออกเหมือนต่อจิ๊กซอ ไม่คอรัปชั่น ไม่พูดจาหาเสียงไปวันๆ มีนโยบายที่มีผลงานเห็นเป็นรูปธรรม จับต้องได้ คนไทยจะได้หายจนเสียที

<!– /* Font Definitions */ @font-face {font-family:”Angsana New”; panose-1:2 2 6 3 5 4 5 2 3 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:roman; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;} /* Style Definitions */ p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal {mso-style-parent:”"; margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; mso-pagination:widow-orphan; font-size:12.0pt; mso-bidi-font-size:14.0pt; font-family:”Times New Roman”; mso-fareast-font-family:”Times New Roman”; mso-bidi-font-family:”Angsana New”;} @page Section1 {size:612.0pt 792.0pt; margin:72.0pt 90.0pt 72.0pt 90.0pt; mso-header-margin:36.0pt; mso-footer-margin:36.0pt; mso-paper-source:0;} div.Section1 {page:Section1;} –>

โฮ้ง…ผู้เดียวดาย 1: หมู่บ้านอันแสนกว้าง (1)

กรกฎาคม 3rd, 2009

ตอนที่1 หมู่บ้านอันแสนกว้าง

ท่ามกลางอากาศเย็นชื้น เปียกชุ่มใบไม้อันเขียวขจี ต้นไม้ใหญ่ยีนสูงเด่นเป็นตะหง่านลิบลิ่ว ได้ยินเสียงรถเก๋งห้อตะบึง วิ่งผ่านเข้ามาในหมู่บ้านใหญ่โตโอฬาร สวนดอกไม้พุ่มเห็นเด่นเย็นตาไปทั่วบริเวณสองฟากถนนของหมู่บ้าน ละอองน้ำระยิบระยับเกาะอยู่ตามช่อกลีบดอกไม้ ส่งกลิ่นหอมๆไปทั่วบริเวณ สนามหญ้าเขียวชอุ่ม ชุ่มชื่นเปียกโชกจากฝนที่ตกลงมาเมื่อคืนวานนี้ ฤดูฝนมักเป็นเช่นนี้ ตกแบบไม่ลืมหูลืมตา พลอยทำให้กบ เขียด อึ่งอ่าง ร้องดังระงมไปทั่ว แต่หลังฝนตกแล้ว ท้องฟ้าแจ่มใส ความชุ่มชื้นเข้ามาแทนที่ ฝูงนก เหล่าผีเสื้อและแมลงเข้ามาดมความหอมหวลของดอกไม้ บ้างดูดน้ำหวาน บ้างคลอเคลียกันไป สนุกสนานอิ่มหนำสำราญแล้วจึงกลับที่พักรังนอน

เสียงรถวิ่งเข้าไปทางท้ายหมู่บ้าน มีรั้วกำแพงรายล้อมหมู่บ้านมิดชิด บ้านแต่ละหลังใหญ่โตมโหฬาร มีสนามหญ้าเป็นส่วนตัวรอบตัวบ้าน แสดงถึงความมีฐานะของเจ้าของบ้าน แต่ละซอยทั้งสองฝั่งถนนหมู่บ้าน ยังมีบ้านแยกลึกเข้าไปอีก บ้านพักภายในซอยหันหน้าเข้าหากันโดยมีถนนกว้างสองเลนให้รถวิ่งผ่านเข้าออกได้ บ้านแต่ละหลังจะถูกออกแบบให้ด้านหลังชนกัน หลังคาและตัวบ้านถูกออกแบบอย่างทันสมัย การดีไซน์และเครื่องตกแต่งบ้านสวยงามตามรสนิยมของเจ้าของบ้าน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหมู่บ้านแห่งนี้เป็นสถานที่ของคนร่ำรวย มีอันจะกิน

ระหว่างทางรถวิ่งไป บางครั้งต้องชลอความเร็วลง เมื่อต้องวิ่งผ่านเนินสูงกว่าถนนเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้รถวิ่งฉิวจนทำอันตรายกับคนในหมู่บ้าน หรือเสียงดังมากจากคันเร่งจนรบกวนความสุขสงบในหมู่บ้าน เสียงรถยนต์มาหยุดลงบริเวณริมทางเท้าฟุตบาท ใกล้กับสนามหญ้าวงกลมท้ายหมู่บ้านอันเงียบสงบ มีบ้านปลูกขึ้นมาเพียงสองสามหลัง ปลอดจากผู้คน ยิ่งช่วงเช้ามืดวันหยุด ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่ตื่น จึงเป็นที่ลับตาคน แม้ว่าบางคนจะตื่นขึ้นลงออกกำลังกายวิ่งเหยาะๆ ส่วนใหญ่จะมุ่งไปทางสวนขนาดใหญ่กลางหมู่บ้าน

เมื่อเครื่องยนต์ดับสนิท ประตูด้านข้างคนขับถูกเปิดออก เด็กผู้หญิงวัยสิบห้าปี ผูกเปียไว้ข้างหลัง มีน้ำตาเปอะเปี้ยนแก้มเล็กน้อย เดินออกมาด้วยท่าทางเชื่องช้า อ้อยอิ่ง ยืนด้วยความลังเลใจ ไม่กล้าเปิดประตูรถด้านหลังออก

เสียงคนขับรถหญิงวัยกลางคนดังขึ้นว่า เร็วซิลูก เดี๋ยวไปไม่ทันเรียนกวดวิชา

เด็กสาวเอื้อมมือมาปาดน้ำตา ก่อนจำใจเปิดประตูด้านหลังรถออกมา ยกมือสองข้างอุ้มสุนัขพันธุ์ทางเทอเรียตัวผู้ สีขาว น้ำหนักไม่เกินเจ็ดกิโลกรัมออกมาจากเบาะรถ เธอวางมันลงริมถนนฟุตบาท เอื้อมมือไปลูบหัวมันเบาๆ พูดด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ โชคดีน่ะ….ไอ้แซมพร้อมทั้งน้ำตาพร่างพรูออกมาอีก

เร็วเข้าลูก เดี๋ยวสาย หมู่บ้านนี้คนรวยอยู่เยอะ เดี๋ยวเขาเอามันไปเลี้ยงเองผู้เป็นแม่ร้องเสียงสำทับมาอีก เด็กสาวจึงรีบปล่อยไอ้แซม สุนัขอายุ 2 ปี โบกมือให้มันก่อนเปิดประตูเข้ามาในรถเช่นเดิม เธอเข้ามานั่งนิ่งอยู่ในรถแต่ยังไม่หยุดร้องไห้สะอึกสะอื้น

แม่ของเธอหันควับมามอง พร้อมพูดปลอบโยนไปว่า ลูกดาว หนูไม่ต้องเสียใจ คนในหมู่บ้านนี้ใจบุญสุนทาน เดี๋ยวมีคนให้อาหารมันเอง ลูกเลี้ยงมันได้ไม่ดีหรอก…..ไม่มีเวลา….ไหนจะต้องเรียนหนังสือหนัก เตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกสองสามปีข้างหน้า

ไม่มีใครทราบว่าภายในใจของเด็กสาวชื่อดาวคิดอะไรอยู่ เธอจำเป็นต้องเชื่อฟังแม่ ผู้เลี้ยงเธอมาลำพังตั้งแต่วัยเด็ก พ่อของเธอเสียชีวิตตั้งแต่สิบปีก่อน โดยอุบัติเหตุจากการหักรถหลบสุนัขจรจัดข้างถนน ทำให้รถเสียหลักพุ่งเข้าชนต้นไม้ใหญ่ริมถนนในระหว่างขับรถไปต่างจังหวัด พ่อเธอเป็นวิศวกรโยธา ได้ทิ้งมรดกเป็นบ้านไม้หนึ่งหลัง ขนาดกลาง มีสวนร่มรื่น ด้านหลังติดริมคลองชลประทาน พร้อมรถเก๋งคันเก่าที่แม่ของเธอกำลังขับอยู่ในขณะนี้ เธอเป็นลูกโทนของพ่อแม่ เมื่อพ่อเสียชีวิต ครอบครัวจึงลำบาก แม่ของเธอต้องออกหางานทำ และโชคดีที่บริษัทของพ่อเธอรับไว้เป็นเสมียนในงานธุรการ ลำพังเงินเดือนอันน้อยนิด ต้องเลี้ยงดูลูกสาว จึงไม่พอกับค่าใช้จ่ายอย่างอื่น เช่น เลี้ยงสุนัขไว้ในบ้าน ความจริงไอ้แซม เป็นสุนัขพันธุ์ทาง แม่มันเป็นสุนัขพันธุ์เทอเรียข้างบ้าน หลุดออกมาผสมกับสุนัขไทยพันธุ์ทางจรจัด รูปร่างเล็ก เตี้ย ขาสั้น ทำให้ไอ้แซมมีรูปร่างแปลกประหลาดเหมือนพ่อมัน ตัวสั้น เตี้ย ปลายหางโค้งเหมือนรูปดาบคล้ายสุนัขไทย แต่มีขนสีขาว หยิกเหมือนกำมะหยีทั่วตัว ใบหน้าขาวออกน้ำตาล มีขนและหนวดยาวเหมือนแม่ของมันที่เป็นพันธุ์เทอเรีย มันมีพี่น้องเกิดท้องเดียวกันทั้งหมดหกตัว ถูกแจกจ่ายไปกับญาติ พี่น้อง และเพื่อนฝูงให้นำไปเลี้ยงจนหมด เหลือมันตัวเดียวที่ถูกยกให้กับแม่ของดาว เพราะตอนเป็นลูกสุนัข ไอ้แซมน่ารัก ขนสีขาวเต็มตัวหงิกงอ ความซนและฉลาดของมันเป็นสาเหตุให้แม่ของดาวตัดสินใจนำมาเลี้ยงไว้ภายบ้าน ไอ้แซมโตขึ้นมาโดยไม่รู้เลยว่าพี่น้องท้องเดียวกันของมันไปอยู่ที่ไหนบ้าง

ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้น ดวงอาทิตย์เริ่มโผล่ขึ้นสู่ยอดไม้ แสงตะวันสาดส่องไปทั่วหมู่บ้านอันใหญ่โตมโหฬาร ไอ้แซมยังนอนขดตัวอยู่ที่เดิม นายหญิงได้ทิ้งมันไปแล้ว แสงแดดได้ส่องลงมาถูกตัวมัน สักพักหนึ่งมันเริ่มงัวเงียลืมตาขึ้น อ้าปากหาวหลายครั้งก่อนสลัดหัวเอาความง่วงนอนออกไปสายตามองรอบตัว เบื้องหน้าเป็นสวนพุ่มไม้กำลังออกดอก กลิ่นหอมจางๆ ของใบหญ้าผสมกลิ่นดอกไม้โชยมาแตะจมูกของมัน ไอ้แซมอดไม่ได้ที่จะผงกหัวขึ้นสูดดมเข้าไปเต็มปอด รู้สึกเคลิบเคลิ้มกับบรรยายกาศในตอนเช้าของยามสาย มันรีบลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางหวาดกลัวเล็กน้อย กลิ่นโชยหอมหวลทำให้มันเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าสถานที่แห่งนี้แปลกใหม่ ไม่คุ้นเคยกับที่มันเคยอยู่มาก่อน มีสนามหญ้าวงกลมขนาดใหญ่อยู่ตรงกันข้ามกับมันที่กำลังยืนอยู่ ริมทางฟุตบาทกว้างประมาณสองเมตร ปูด้วยอิฐแดงคอนกรีต ด้านข้างรั้วประดับประดาด้วยพุ่มไม้ดอก

ทันใดนั้นมันก็ต้องสะดุ้งตกใจ เมื่อได้ยินเสียงตะคอกคำราม ไอ้รูปหล่อ….เอ็งมาจากไหนว่ะ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน

ไอ้แซมหันไปมองตามเสียงด้านหลัง พบสุนัขพันธุ์ทางเทอเรีย สีเทาดำ ขนหยิกงอ ตัวเตี้ยระดับเดียวกับมัน

เฮ้ยข้าถามว่าเอ็งมาจากไหน ไม่ได้ยินหรือเสียงนั้นยังตะคอกดุดัน ไอ้แซมหันมาประสานสายตาสุนัขเจ้าถิ่นอย่างไม่เกรงกลัวก่อนตอบกลับไปว่า

ผมไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน นายหญิงผมหายไปไหน ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

อ้าว…..เอ็งไม่รู้หรือไง เมื่อเช้ามืดนี้ ข้าเห็นรถคันหนึ่งวิ่งมาจอดที่นี่ แล้วเขาก็เอาเอ็งมาปล่อยไว้ในหมู่บ้านข้าเสียงนั้นเริ่มพูดจานุ่มนวลลง แต่ยังแฝงไว้ด้วยอำนาจบาตรใหญ่

ไม่จริง นายหญิงไม่ทิ้งผมหรอกไอ้แซมยังเถียง

ถ้างั้นเอ็งก็มองดูว่าที่นี่ใช่แถวบ้านเอ็งหรือไม่สุนัขเจ้าถิ่นเริ่มคำรามอีก ไอ้แซมเหลียวมองออกไปรอบๆ อีกครั้งหนึ่ง มันเอาขาขยี้ตาไปมาเหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเอง ภาพที่มองเห็นเป็นสนามหญ้าวงกลมขนาดเล็ก ด้านหลังเป็นกำแพงสีอิฐสูง 2 เมตรกว่า มีเหล็กปลายแหลมอยู่บนยอด ป้องกันไม่ให้คนหรือสัตว์นอกหมู่บ้านปีนเข้ามา ด้านข้างเป็นทางเท้าริมฟุตบาท พุ่มสวนดอกไม้ และบ้านหลังใหญ่ชั้นเดียวขนาดหนึ่งร้อยตารางวา บริเวณด้านข้างริมทางเดิน มีต้นไม้ใหญ่หลายต้นปลูกแซมเรียงกันไปทีละต้นซึ่งมีพุ่มดอกไม้อยู่ริมรั้ว

ไอ้แซมทำหน้าเศร้า น้ำตาเอ่อขึ้นมาทันที มันผิดอะไรที่นายหญิงต้องทิ้งมันด้วย แม่ของนายหญิงแม้ว่าจะไม่ชอบมัน แต่ก็ยอมให้นายหญิงเอาอาหารมาให้มันกินทุกวันๆ ละสองมื้อ บางครั้งมีของแถมเป็นไม้ขัดฟันที่มีรสชาดต่างๆ เช่น เนื้อ ตับ ไก่ มันยังนึกถึงมืออันอบอุ่น นุ่มนวล ได้ยื่นลงมาลูบหัว ทำให้มันหลับตาพริ้มด้วยความสุข กลิ่นหอมจากผิวกายของนายหญิงทำให้มันจำกลิ่นได้ดีถึงจะอยู่ไกลเกือบร้อยเมตร

อย่าเสียใจไปเลย ข้าก็เหมือนกับเอ็งนั่นแหละ เจ้านายข้าเป็นใครไม่รู้ พออายุ 3 เดือน เขาก็นำข้ามาทิ้งที่นี่เสียงสุนัขเจ้าถิ่นเริ่มเบาลง น้ำเสียงตอนท้ายสั่นเครือ ก่อนพูดต่อไปว่า ตอนข้ายังเล็ก ต้องอาศัยอยู่ตามรั้วพุ่มไม้ กินอาหารเน่าเสียตามถังขยะ บางวันโชคดี มีคนนำอาหารอร่อยมาให้กิน จนกระทั่งวันหนึ่ง.สุนัขเจ้าถิ่นรำลึกถึงความหลังอันเศร้าสร้อย มีคนใจบุญนายผู้ชายของข้าที่อยู่บ้านชั้นเดียว เป็นคนเก็บข้าไปเลี้ยง ให้อาหารแถมยังพาไปฉีดวัคซีนทุกปี ได้นอนในบ้าน ไม่ต้องตากแดดตากฝนอีกต่อไป เวลาข้าป่วย…..นายผู้ชายก็พาไปหาหมอที่ร้านคลินิก

ไอ้แซมหันมามองสุนัขเจ้าถิ่นด้วยความเห็นใจที่โดนเจ้านายเก่าทิ้งตั้งแต่เด็ก แล้วคุณอยู่ที่นี่มากี่ปีแล้ว

สามปี….นายผู้ชายข้าเป็นโสด มักกลับบ้านดึกดื่นและตื่นแต่เช้าตรู่ไปทำงาน ตอนกลางคืน ข้าจะยืนคอยนายผู้ชายกลับบ้านบนสนามหญ้าวงกลมสุนัขเจ้าถิ่นหยุดพูดชั่วครู่หนึ่ง ก่อนหันมามองไอ้แซมด้วยสายตาจริงจัง เรามาเป็นเพื่อนกันดีกว่า….นายผู้ชายเรียกข้าว่า ไอ้ดำ….เอ็งล่ะชื่ออะไร

ผมชื่อแซม ยินดีที่ได้รู้จักไอ้แซมยื่นขาหน้าออกไปแตะเท้าหน้าของไอ้ดำ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาทั้งสองจึงเป็นเพื่อนสนิทกัน

ผมเกือบไม่ได้เป็นสัตวแพทย์

มิถุนายน 18th, 2009

บทที่ 1 ก้าวเดินของชีวิต

ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือเอ็นทรานซ์ประมาณ 2 ปี ผมเพิ่งจะขึ้นมัธยมศึกษาปลายปีที่ 4 สมัยก่อนผมยังศึกษาในระบบการศึกษาแบบเก่าคือ มัธยมศึกษาปีที่ 4 (มศ. 4) และมัธยมศึกษาปีที่ 5 (มศ.5) นั่นมันเมื่อปีพุทธศักราช 2523 ผมยังนุ่งกางเกงขาสั้นสีกากีอยู่เลย ศึกษาอยู่ที่ริมคลองประปาสามเสน พระรามหก หรือโรงเรียนสามเสนนั่นเอง ความจริงผมเรียนที่นี่มาตั้งแต่ มศ.1 แล้ว ผมเรียนสายกึ่งวิชาชีพ และเรียนเพียงครึ่งวัน ปรกติวันหนึ่งที่โรงเรียนจะมี 2 กะ คือ กะแรกหรือกะเช้า เข้าเรียนตั้งแต่เวลา 07.30 . ถึง 12.30 . กะสุดท้ายหรือกะกลางวัน เข้าเรียนตั้งแต่เวลา 12.30 . ถึง 17.30 . คาบหนึ่งจะมีห้าสิบนาที ส่วนใหญ่มักจะเรียนวิชาละ 2 คาบ เป็นการเดินเรียนคือพอจบวิชาหนึ่งก็จะรีบเก็บหนังสือและกระเป๋าแล้วรีบเดินเร็วๆ เพื่อไปเรียนอีกห้องหนึ่ง ส่วนใหญ่มักจะผ่านทางเดินไปยังอีกตึกหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกัน เพื่อให้นักเรียนตื่นตัวและกระฉับกระเฉง ไม่ง่วงนอนเวลาเรียนหนังสือ เรียกว่าระบบเดินเรียน

สมัยนั้นถือว่าโรงเรียนสามเสนจัดว่าเป็นโรงเรียนต้นแบบการศึกษาสมัยใหม่คือ สายสามัญผสมสายวิชาชีพ มีให้เลือกตั้งแต่สายวิทยาศาสตร์จนถึงสายวิชาชีพ มีทั้งการศึกษาทั่วไปแบบที่โรงเรียนอื่นมีกัน มีครูแนะแนวโดยเน้นความถนัดของผู้เรียนเป็นสำคัญว่าชอบศึกษาสายใด ทั้งนี้เพื่อปูพื้นฐานการศึกษาในอนาคตที่ต้องการเรียนชั้นที่สูงขึ้นต่อไป

ตอนผมเรียนชั้น มศ.1 ผมเรียนกะแรก และพักเพียง 15 นาที ในช่วง 10.00 . กะหนึ่งจะเรียนประมาณหกคาบ ผมเรียนจนถึง ชั้นมศ.2 จึงเปลี่ยนมาเรียนกะกลางวัน ภายหลังจึงเปลี่ยนมาเรียนเต็มวันเมื่อผมขึ้นชั้นมศ.4 เนื่องจากเห็นว่านักเรียนมีเวลาเรียนน้อยไป และอาจไปมั่วสุมกันได้

สมัยโน้นรถเมล์ประจำทางสาย 67 วิ่งผ่านจากซอยสวนพูล ถนนพระรามสี่ มาเข้าถนนบรรทัดทอง มาออกที่ถนนเพชรบุรีก่อนเลี้ยวขวาที่สี่แยกอุรุพงศ์เพื่อเข้าถนนพระรามหก แล้ววิ่งตรงไปเรื่อยๆจนถึงคลองประปาสามเสน ผ่านหน้าโรงเรียนสามเสนเพื่อวิ่งไปสุดสายที่ถนนประดิพัทธ์ที่เต็มไปกรมต่างๆของกองทัพอากาศ

บ้านผมอยู่แถวซอยกิ่งเพชร จึงต้องเดินทะลุซอยเพื่อมาขึ้นรถเมล์สาย 67 ที่ป้ายรถเมล์ตรงข้ามกับสลัมกิ่งเพชร ใกล้กับถนนเพชรบุรี สมัยเมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว ถนนยังไม่ติดกันมากเท่ากับสมัยนี้ รถเมล์สาย 67 บางครั้งวิ่งกันมาทันกันถึงสามคันซ้อน และวิ่งแข่งขันกันเต็มท้องถนนช่วงที่รถเมล์ถึงคลองประปาสามเสน สมัยวัยรุ่นผมมักจะโหนรถเมล์เป็นประจำที่รถแน่น ท้องถนนรถวิ่งฉิ่ว เสี่ยงที่จะตกรถได้ (สมัยนั้นจะไม่มีการปิดประตูรถเมล์เหมือนสมัยนี้ จึงต้องห้อยโต่งเต่งอยู่ที่บันไดขั้นล่างสุด) แต่ผมรอดมาได้เพราะมือทั้งสองข้างจะเกาะรถแน่นเป็นพิเศษช่วงที่รถวิ่งโค้ง และโชคดีที่ใช้เพียงถุงย่าม หรือเป้พลาสติกสะพายไหล่โดยที่ไม่ต้องใส่หนังสือมากเหมือนสมัยนี้ เพราะเรียนเพียงครึ่งวันเท่านั้น แต่ผมก็ยังสนับสนุนให้มีระบบการศึกษาแบบเต็มวัน

ผมเรียนสายสามัญกึ่งวิชาชีพ คือเรียนวิชาสังคม ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ช่างปั้นดิน ช่างเขียนแบบ ช่างยนต์ ช่างเชื่อม และช่างไฟฟ้า ที่ถือว่าเป็นการศึกษาแบบประยุกต์มากในสมัยก่อน ผมไม่รู้ว่ายังมีโรงเรียนแบบนี้อีกหรือไม่ในสมัยนี้ เท่าที่จำได้ โรงเรียนสามเสนเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวที่มีการเรียนการสอนแบบสายสามัญกึ่งวิชาชีพ

จนกระทั่งขึ้นมศ.4 ผมจึงเปลี่ยนมาเรียนสายวิทยาศาสตร์ ที่สมัยนี้เรียกว่า วิทย์-คณิต มีการเรียนวิชาฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ เคมี ชิววิทยา และภาษาอังกฤษ เป็นวิชาหลักเพียง 5 วิชา เพื่อสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย โดยเป็นการสอบวัดผลครั้งเดียวในช่วงเดือนเมษายน ของทุกปี และมหาวิทยาลัยก็จะเปิดประมาณวันที่ 20 พฤษภาคม ไม่ได้มีการสอบเก็บคะแนนอะไรกันอีกให้วุ่นวาย และมีปัญหาให้นักเรียนวัยรุ่นที่เครียดจากการอ่านหนังสือติดต่อกันมาหลายปี (ม.4-.6) ต้องฆ่าตัวตายจากระบบการตรวจข้อสอบและประกาศคะแนนที่ไม่แน่นอนว่าติดที่คณะใด มหาวิทยาลัยไหนกันแน่ รวมทั้งค่าเล่าเรียนที่แพงลิบลิ่วเทอมละเป็นหมื่นหรือหลายหมื่น ทำให้คนจนไม่มีปัญญาหาเงินมาส่งเสียการศึกษาให้กับลูกได้ แม้ว่าจะมีเงินกู้เพื่อการศึกษาก็อาจไม่มีผู้มาค้ำประกันและไม่มีเงินมาชดใช้ได้เมื่อจบการศึกษาจากความเสี่ยงที่อาจตกงานและปัญหาเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่ตามมาได้ หลังจากผมเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ค่าใช้จ่ายเพียงทอมละไม่เกินหนึ่งพันบาท

ผมเรียนสายวิทย์-คณิต แบบร่อแร่มาโดยตลอด มีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งได้เข้ามาเรียนชั้น มศ.4 ห้องที่หนึ่ง (เขาจัดให้เป็นห้องคิง) เคยเรียนตอนชั้น มศ.3 ได้เกรดฉลี่ย 4.00 พอมาเรียน ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ เคมี เกรดตกลงไปอยู่ 2 กว่าๆ ก็มี แทบไม่น่าเชื่อ ส่วนผมเรียนไม่เก่ง การเรียนหนังสือได้เกรด 2 ปลายๆ แต่เมื่อมาเรียนสายวิทย์-คณิต เหลืออยู่เกรด 2 ต้นๆ คือเทอมต้นของปีผมได้เกรด 2.40 และเทอมปลายเกรด 2.10 ผมเริ่มคิดมากขึ้น และก่อนขึ้นชั้นมศ.5 ปีสุดท้าย ผมได้ตัดสินใจไปสอบเทียบเอาวุฒิการศึกษาชั้นมัธยมปลายปีที่ 5 จากกรมการศึกษานอกโรงเรียน ถ้าใครคะแนนเกินห้าสิบเปอร์เซ็นขึ้นไปถือว่าสอบผ่าน ผมจำได้ว่าผมสอบผ่านมาแบบหวุดหวิดเส้นยาแดง และเพื่อนนักเรียนห้องคิงของผมก็ไปสอบเทียบกันเกือบหมดทุกคน ปรากฎว่าเกือบทุกคนสอบผ่านหมด มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สอบไม่ผ่าน

เมื่อได้วุฒิการศึกษาชั้นมัธยมปลาย ผมได้ลาออกจากโรงเรียนสามเสนเมื่อต้นปีพศ.2524 โดยไม่ได้เรียนให้จบมศ.5 ตามเกณฑ์การเรียนปกติ และใช้เวลาอ่านหนังสืออยู่หนึ่งเดือนเต็ม เพื่อทดลองสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย ปรากฎว่าผมสอบไม่ได้ จึงต้องเข้าไปศึกษาในมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ไม่ต้องสอบเข้า สามารถรับนักศึกษาเข้าได้โดยไม่จำกัดจำนวน ผมต้องไปเรียนนักศึกษาวิชาทหารชั้นปี 2 ด้วย จึงต้องเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง (กรมการรักษาดินแดงได้กำหนดให้ชายไทยต้องศึกษานักศึกษาวิชาทหารทั้งหมดสามปี จึงไม่ต้องเข้ารับการคัดเลือกเพื่อเป็นทหารเกณฑ์รับใช้ชาติ)

ค่าเล่าเรียนหรือหน่วยกิตของมหาวิทยาลัยรามคำแหงถูกที่สุดในประเทศไทย คือ

หน่วยกิตละ 25 บาท สำหรับภาคการบรรยาย และหน่วยกิตละ 50 บาท สำหรับภาคการปฎิบัติ หรือเข้าห้องปฎิบัติการ (ราคาค่าหน่วยกิตในภาคปกตินี้ไม่มีการขึ้นอีกเลยจนถึงปัจุจุบันนี้ ปีพุทธศักราช 2552) ไม่มีภาคพิเศษ หรือนอกเวลาราชการเหมือนกับสมัยนี้ มีการบรรยายจนถึงกลางคืนหนึ่งทุ่มสองทุ่ม ผมไปเรียนเพียงช่วงแรกอาทิตย์ละไม่กี่วัน และลงทะเบียนสิบกว่าหน่วยกิตเท่านั้นเพื่อรักษาสถานภาพนักศึกษาทั้งเทอมแรกและเทอมสอง ให้สามารถศึกษาวิชาทหารหรือเรียกสั้นๆ ว่า รด. ได้ สมัยนั้นมีการพูดกันเล่นๆว่า คนเรียน รด. คือพวกที่หนีทหาร คนที่เกณฑ์ทหารคือพวกที่หนี รด.

ผมลงเรียนคณะวิทยาศาสตร์ สาขาชีววิทยา ต้องเดินขึ้นลงอาคารกงไกรลาศหลายชั้นเพื่อถ่ายรูปทำบัตรนักศึกษา ตรวจสอบเอกสารและหลักฐานการสมัครเป็นนักศึกษา จ่ายค่าเล่าเรียนหน่วยกิต ยังจำได้ว่าผู้คนหลายพันคนเดินไปในทิศทางเดียวกันจำนวนมาก ในแต่ละปีมีนักเรียนสายสามัญและสายวิชาชีพมาลงทะเบียนเป็นเรือนนับแสนคนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ระหว่างลงทะเบียนเรียนผมได้ยินเสียงผู้รับสมัครตะโกนบอกว่า ใครไม่มีเวลาไม่ต้องมาลงเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ เพราะต้องลงเรียนห้องปฎิบัติการ แม้ว่าจะไม่มีการเช็คชื่อผู้เข้าเรียน แต่อาจมีปัญหาเรื่องการสอบที่เป็นแล็ปกริ๊งได้ (ห้องปฎิบัติการที่ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา ยิสต์ หนอนพยาธิ เป็นต้น) ถ้านักศึกษาไม่เข้าเรียนจะไม่สามารถสอบแล็ปกริ๊งดังกล่าวได้เลย สมัยโน้นส่วนใหญ่นักศึกษาไม่มีเวลาเรียน มักจะทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย เมื่อใกล้สอบประมาณหนึ่งเดือนจึงจะหาซื้อคู่มือสรุปและแนวข้อสอบเก่าๆ หน้ามหาวิทยาลัย เนื่องจากมีนักศึกษามากที่สุดในประเทศไทยเช่นกัน จึงเกิดธุรกิจติวเตอร์เป็นรายวิชาอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เช่น ติวเตอร์หมู ที่โด่งดัง

นักศึกษารามคำแหงมีโอกาสเรียนได้ถึงแปดปีจากหลักสูตรการศึกษาระดับปริญญาตรีสี่ปี ส่วนใหญ่มักจบมากกว่าสี่ปี ใครครบแปดปีแล้วยังไม่จบ ถ้าต้องการศึกษาต่อต้องสมัครเป็นศึกษาใหม่และสามารถโอนหน่วยกิตที่ตัวเองสอบผ่านได้ครึ่งหนึ่งของทั้งหมด หลักเกณฑ์การวัดผลการศึกษามีสามระดับคือ เกรด P (PASS เท่ากับสอบผ่าน) เกรด G (GOOD เท่ากับดี) และ เกรด F (FALL เท่ากับสอบตก) ใครอยากได้เกียรตินิยมต้องสะสมเกรด G ให้มากๆ ไม่เหมือนกับมหาวิทยาลัยอื่นทั่วไปที่มีห้าเกรดคือ เกรด A B C D และ F ตามลำดับ

มีการพุดกันว่าเข้าเรียนรามนั้นง่ายแต่ออกยาก หมายถึงใครๆก็สมัครเรียนรามได้ จะเรียนกี่คณะก็ได้ขอให้วันสอบไล่ไม่ตรงกันตามแผนกำหนดการสอบของมหาวิทยาลัยที่แจกก่อนการลงทะเบียน ขอให้มีวุฒิการศึกษาอย่างน้อยระดับมัธยมปลาย และคุณสมบัติตรงตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด เช่น มีใบรับรองแพทย์ ไม่เคยได้รับโทษจำคุก และไม่เป็นโรคที่รังเกียจของสังคม ก็สามารถเข้าเรียนได้โดยไม่ต้องสอบอะไรเลย แต่เวลาสอบปีแรก ปีสองเป็นวิชาพื้นฐานอาจอ่านหนังสือเอง และดูแนวข้อสอบได้ ส่วนปีสามและปีสุดท้ายถ้าไม่ได้ไปนั่งเรียนอย่างจริงจังก็อาจไม่จบได้

ผมมาเรียนได้เพียงเดือนเดียวเท่านั้นก็รู้สึกเหงา เพราะไม่มีเพื่อน และจุดหมายปลายทางของผมไม่ใช่ที่นี่ ผมต้องการเป็นสัตวแพทย์ ผมสังเกตคนรอบข้างก็มาเรียนคนเดียวเช่นกัน ไม่มีการคุยกัน บางคนอาจชำเหลืองและชะม้ายตาเหมือนอยากจะมาหาแฟน สภาพแวดล้อมการเรียนต้องช่วยเหลือตนเอง มีความเป็นอิสระในตัวเองสูง และมีระเบียบวินัยตนเองจึงสามารถเรียนจบได้ ผมไม่มีสมาธิเรียนที่นี่ อย่างที่บอกผมอยากสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยเป็นสัตวแพทย์ ช่วงนั้นผมจึงเรียนกวดวิชา 5 วิชาหลักคือ วิชาฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ เคมี ชิววิทยา และภาษาอังกฤษ สมัยโน้นกวดวิชาดังๆ จะมีไม่กี่แห่งและรวมกันอยู่แถวถนนราชดำเนินกลาง เช่น อาจารย์ทั่งทองสอนเคมี อาจารย์สกลสอนคณิตศาสตร์ โฮมอ๊อฟอิ่งลิด (Home of English) สอนภาษาอังกฤษ ผมเรียนครบทั้ง 5 วิชา จำได้ว่าผมเสียเงินค่ากวดวิชาไปทั้งหมด 3,600 บาท ถ้าเป็นสมัยนี้คงเสียไปหลายหมื่นบาทต่อคน และยิ่งต้องกวดวิชาตั้งแต่ระดับชั้นม.4 ถึง ม.6 ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าต้องใช้จำนวนมากมายเท่าใดที่ผู้ปกครองต้องลงทุนเพื่ออนาคตของลูกหลาน

ธุรกิจกวดวิชาเติบโตขึ้นแต่ละปีจำนวนมากจนกระทั่งปัจุบันมารวมศูนย์กันแถวสยาม รายได้ปีละหมื่นล้านบาท จนกระทั่งขยายตัวมาตึกแถวถนนพญาไท ข้างๆ กรมปศุสัตว์ที่ผมทำงานอยู่ในปัจจุบัน

ผมใช้เวลาในการดูหนังสืออย่างตรากตรำวันละไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง ต้องใช้กระดาษเปล่าเพื่อทำแบบฝึกหัดวิชาคำนวณที่ถือว่ายากมากคือวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ ช่วงเวลากลางคืนจะสงบที่สุด ทำให้ความจำดีมาก ผมไม่มีความจำเป็นต้องเรียนหนังสือที่โรงเรียนอีกแล้ว สามารถวางแผนในการดูหนังสือได้ ผมตัดสินใจถูกที่ลาออกจากโรงเรียนเพราะเกรดต่ำมาก ถ้าเรียนต่อไปคงสอบเอนทรานซ์ไม่ได้แน่ ที่สำคัญไม่มีเวลาดูหนังสือ ผมเริ่มบอกกับตัวเองว่ามีผู้คนจำนวนมากเป็นแสนคนที่แข่งขันกันเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมจะขี้เกียจไม่ได้เด็ดขาด และวางแผนดูหนังสือตั้งแต่บ่ายโมงจนถึงหกโมงเช้าของอีกวันหนึ่งโดยมีโคมไฟสลัวพียงหนึ่งดวงที่โต๊ะอ่าหนังสือ ถ้าเหนื่อยจากวิชาหลักคือวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ ผมก็เปลี่ยนมาอ่านวิชาเคมี ชิววิทยา และภาษาอังกฤษ ที่ถือว่าเป็นวิชารองหรือวิชาพักผ่อน ทำให้ผมสามารถอ่านหนังสือได้โดยตลอดของวัน ผมงดการรับรู้ข่าวสาร ไม่อ่านหนังสือพิมพ์และไม่ฟังพลงเป็นระยะเวลาหนึ่งปีเต็มจนถึงเดือนเมษายนของปี พศ.2525 เวียนมาถึงที่ต้องสอบเอ็นแทรนซ์อีกครั้งหนึ่ง ผมจำได้อีกว่าคืนวันก่อนเอ็นแทรนซ์เป็นคืนแรกในรอบปีที่ผมนอนเต็มอิ่มตั้งแต่สองทุ่มตรงจนถึงหกโมงเช้า

รุ่งเช้าของวันที่ 7 เมษายน พศ.2525 ผมเดินทางไปสอบที่สนามกลางคือโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี แถวถนนวิภาวดีรังสิต ใกล้บ้านผมซอยกิ่งเพชรโดยใช้เวลาเดินทางโดยรถเมล์ประจำทางไม่นานนัก ผมค่อนข้างมั่นใจมากว่าครั้งนี้จะสอบได้คณะที่ตัวเองต้องการ ก็ผมดูหนังสือและทบทวนมาวิชาละไม่ต่ำกว่าห้ารอบ (ในปีพศ.2525 มีผู้สอบเข้ามหาวิทยาลัย 90,000 กว่าคน สอบติดเพียง 10,000 กว่าคนเท่านั้น)

ผมเกิดมากับครอบครัวที่ไม่ร่ำรวย มีอาชีพจำหน่ายล็อตเตอร์รี่ หรือสลากกินแบ่งรัฐบาลนั่นเอง จึงสอนให้ผมรู้จักคำว่าขยันและอดทน ต้องไปขายอยู่แถวป้ายรถเมล์ประจำทางตรงข้ามกับอาคารจอดรถของโรงแรมเอเซีย ใกล้กับสี่แยกราชเทวี (ปัจจุบันกลายเป็นทางขึ้นลงของรถไฟฟ้า หรือสกายเทรน)

กรุงทพมหานครฯ ก็เหมือนกับเมืองหลวงใหญ่ๆทั่วไปที่รถติดเป็นแถวยาวเหยียด อากาศร้อนอบอ้าว ควันพิษสีดำจากท่อไอเสียทำให้เกิดมลภาวะ ผมต้องมาผลัดเปลี่ยนให้คุณแม่เข้าห้องน้ำในช่วงพักกลางวันเพียงวันละหนึ่งครั้งเท่านั้น ส่วนคุณพ่อเดิมทีท่านมีอาชีพเป็นช่างทาสี จนกระทั่งท่านอายุมากขึ้นจึงเลิกอาชีพช่างทาสีต้องมาทำหน้าที่พ่อบ้านแทนและมาคอยรับคอยส่งคุณแม่โดยมาแบกและถือแผงไม้ขายล็อคเตอร์รี่ ระยะทางจากบ้านพักตึกแถวใกล้ตลาดกิ่งเพชรถึงหน้าร้านจำหน่ายถ้วยชามลายครามสองห้องใหญ่ประมาณ 500 เมตร เจ้าห้องร้านเป็นผู้หญิงวัยกลางคน มีเชื้อสายจีน ท่านเมตตาให้ขายล็อตเตอร์รี่ได้โดยไม่เก็บค่าเช่าแถมยังอนุญาตให้เข้าห้องน้ำฟรีอีกต่างหาก คงเห็นเป็นคนไทยเชื้อสายจีนด้วยกันจึงเอื้อฟื้อให้เป็นพิเศษ ถึงกระนั้นท่านก็ถือว่ามีน้ำใจอันประเสริฐที่หาได้ยากยิ่งในยุคปัจจุบันนี้

ผมเองช่วงก่อนล็อตเตอร์รี่หรือหวยออก ประมาณ 3-4 วัน (หวยจะออกทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน) ก็ต้องไปช่วยขายในช่วงกลางคืนข้างร้านขายยาสองห้องใหญ่ หน้าปากซอยกิ่งเพชร ใกล้กับป้ายรถเมล์ประจำทางที่มีผู้คนเดินพลุกพล่าน ร้านขายยาขายดีมากมีคนมาซื้อตลอดเวลา เจ้าของร้านเป็นคนไทยเชื้อสายจีนเช่นกัน และเมตตาให้ขายฟรีเช่นกัน ไม่ต้องเสียค่าเช่า ความเมตตากรุณา แม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถให้โอกาสคนทำมาหากินเลี้ยงชีพ และทำให้ผมประกอบอาชีพสัตวแพทย์มาจนทุกวันนี้

คุณแม่จะมาพักกินข้าวตอนกลางคืนราวหนึ่งทุ่ม ผมกับพี่สาวที่เป็นลูกคุณลุงที่อยู่จังหวัดนครปฐม ได้มาช่วยขายหวยรัฐบาลในช่วงกลางคืนจนถึงสองทุ่มจึงให้คุณแม่และคุณพ่อมาขายต่อไป (คุณแม่ผมโดยกำเนิดเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน เกิดที่อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม คุณตาคุณยาย เป็นชาวจีน อพยพมาจากประเทศจีนผืนแผ่นดินใหญ่ ส่วนคุณพ่อเดิมท่านก็อาศัยอยู่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เช่นกัน ส่วนคุณปู่คุณย่าก็เป็นชาวจีน อพยพมาจากประเทศจีนผืนแผ่นดินใหญ่เหมือนกัน มีอาชีพปลูกผัก ต้องเดินทางโดยใช้เท้าหาบผักจากบางเลนมาขายที่ตลาดมหานาค กรุงเทพมหานครฯ เมื่อสมัยหกสิบปีที่แล้วที่ถนนหนทางยังเป็นลูกรัง การเดินทางไม่สะดวก)

ความจริงผมมีพี่น้องท้องดียวกันจำนวน 4 คน มีพี่ชายคนโต 1 คน น้องสาว และน้องชาย ถัดจากผมไปตามลำดับ ส่วนผมเป็นคนที่สอง ชีวิตในวัยเด็กชอบเล่นเต๊ะฟุตบอลกับเพื่อนในวัยเดียวกันอย่างสนุกสนานตามประสาเด็ก จนกระทั่งเร็วเข้าสู่วัยรุ่นก็กลายเป็นเงียบขรึม ไม่มีความมั่นใจในตนเอง และขี้อาย จนเหมือนเป็นคนที่เก็บกด ไม่มีสมาธิในการเรียนหนังสือจนเป็นปัญหาในภายหลังที่ทำให้เกือบเรียนไม่จบในคณะสัตวแพทยศาสตร์ที่ผมสอบได้ด้วยความยากลำบาก

พี่ชายผมสอบเอ็นทรานซ์ติดก่อนผมเพียงสองปี ได้ในคณะเกษตรศาสตร์ เชียงใหม่ เลือกเรียนในสาขาพืชสวน คงไม่อยากช่วยขายหวยรัฐบาลจึงหนีไปเรียนถึงเชียงใหม่ และต่อมาจบชีวิตลงเมื่ออายุเพียงสามสิบห้าปี ป่วยเป็นโรคร้ายที่ไม่สามารถรักษาได้จากการแพทย์แผนปัจจุบัน

ในปี พศ.2525 ที่เป็นปีฉลองกรุงเทพฯ สองร้อยปี ผมและน้องสาวสอบเอ็นทรานซ์ในปีเดียวกัน ผมสอบติดในคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนน้องสาวสอบได้คณะเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล สร้างความปลาบปลื้มให้กับคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก สามารถพูดจาโอ้อวดได้กับพ่อค้าแม่ขายย่านราชเทวีที่ท่านขายล็อตเตอรี่มานานหลายปี พ่อค้าแม่ขายเหล่านั้นมาร่วมแสดงความยินดีกับคุณแม่ ท่านบอกกับคนแถวนั้นว่า ชีวิตการศึกษาของลูกเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

บทที่ 2 นิสิตใหม่ของจุฬาฯ

นิสิตน้องใหม่ปีหนึ่งของจุฬาฯ ผู้ชายทุกคนต้องใส่เสื้อเชิรต์สีขาว กางเกงขายาวสีดำ ผูกเทคไทสีน้ำเงินมีโลโก้ของจุฬาฯ ติดอยู่ ผมยังสังกตุเห็นว่ารุ่นน้องรุ่นหลังก็ยังใส่เครื่องแบบนี้อยู่ แม้เวลาจะผ่านมาอีกยี่สิบกว่าปี ส่วนปีสองไม่บังคับ นิสิตสามารถแต่งกายชุดเรียบร้อยได้ แต่ต้องใส่รองเท้าหนังสีดำหุ้มส้น ส่วนนิสิตหญิงใส่ชุดขาว ด้านหลังมีรอยจีบคล้ายสามเหลี่ยม และนุ่งกระโปรงสีดำจนถึงปีสุดท้าย ผมลืมบอกไปว่าการเรียนสัตวแพทย์ในมหาวิทยาลัยใช้เวลาเรียนมากถึงหกปี สมัยนั้นมีเพียงสองมหาวิทยาลัยเท่านั้นที่เปิดสอนคณะสัตวแพทยศาสตร์คือ จุฬาลงกรณ์และเกษตรศสตร์ เปิดรับหลักสูตรปริญญาตรี ผู้ชายรับจำนวน 50 คน ผู้หญิงรับเพียง 10 คน ไม่มีหลักสูตรปริญญาโทและเอกเหมือนสมัยนี้ (ปัจจุบันได้มีคณะสัตวแพทยศาสตร์อีกหลายมหาวิทยาลัย โดยเริ่มขยายไปที่เชียงใหม่ มหิดล และมหาวิทยาลัยมหานคร แถวหนองจอก กรุงเทพมหานครฯ ที่เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกและแห่งเดียวที่เปิดสอนสัตวแพทย์ในระดับปริญญาตรี)

วันแรกของการเปิดเทอม จำได้ว่าเป็นวันที่ 20 พฤษภาคม 2525 ผมเดินตัวปลิวเหมือนกับตัวจะลอย เมื่อใส่ชุดนิสิตจุฬาฯ ก้าวข้ามรั้วมหาวิทยาที่นิสิตรุ่นพี่เรียกว่าในเมือง (คณะสัตวแพทยศาสตร์ เป็นคณะหนึ่งที่อยู่แยกออกมาติดกับถนนอารีดูนังต์ ใกล้กับศูนย์การค้าสยาม จึงเรียกคณะอื่นที่มักรวมกระจุกตัวอยู่ในมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ว่าในเมือง) บริเวณหน้าสระน้ำใหญ่ที่มีดอกบัวอยู่เต็มไปหมด มีดอกจามจุรีสีชมพู ที่เป็นสัญญาลักษณ์ของจุฬาฯ หล่นเกลี่ยนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ผมเดินด้วยความเขินและก้มหน้าที่ใส่ชุดนิสิตจุฬาฯ เข้ามา บังเอิญไปพบเพื่อนชั้นเดียวกันที่โรงเรียนสามเสนวิทยา เขาเป็นหัวหน้าห้องมาก่อน เรียนจนจบมัธยมศึกษาปลายหรือ มศ.5 จนจบ ส่วนผมลาออกก่อน เขาทักทายผมและเปิดดูหัวเข็มขัดโลหะสีเงินที่มีโลโก้ของจุฬาฯ คล้ายกับไม่เชื่อว่าผมสอบติดเข้ามาได้อย่างไง ส่วนเพื่อนผมคนนี้สอบติดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เราไม่ค่อยสนิทกันมากนัก

เพื่อนผมหลายคนที่โรงเรียนสามเสนวิทยา สอบติดเข้ามาหลายคน ผู้ชายสอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ส่วนผู้หญิงสอบติดคณะวิทยาศาสตร์ และมักเจอกันอยู่เสมอในช่วงที่เรียนอยู่นิสิตชั้นปี 1 และเพิ่งมาพูดคุยกันตอนเรียนที่จุฬาฯ มันก็แปลกดี สมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผมไม่ค่อยคุยกับใคร เป็นคนเงียบขรึม มีเพื่อนสนิทจริงๆ อยู่คนสองคน ชื่อเล่นว่า เม้ง กับ อ๊อก (เม้งเรียนหนังสือเกรดพอๆกับผมคือ 2 กว่าต้นๆ สอบได้สาขาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรจน์ และได้สละสิทธิ์มาเรียนบริหารธุรกิจด้านบัญชี มหาวิทยารามคำแหง ภายหลังเรียนจบสามปีครึ่ง แถมได้เกียรตินิยมอันดับสอง ส่วนอ๊อก เข้าคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปีต่อมาจึงสอบมาเรียนที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รุ่นน้องผมและมีปัญหาการเรียนเหมือนกัน ซึ่งต่อมาผมได้วางแนะนำให้จนกระทั่งเรียนจบ และมาทำงานรับราชการที่กรมปศุสัตว์อีกเช่นกัน สวรรคลิขิตแท้ๆ)

ก่อนได้เข้ามาเรียน ก็ต้องมีการสอบสัมภาษณ์เช่นกันโดยอาจาร์ยที่สอนในคณะนั้น เพื่อดูว่าทัศนคติและจิตใจเป็นปกติเหมือนคนทั่วไปหรือไม่ นอกจากนั้นมีการตรวจสภาพร่างกายว่าแข็งแรงสมบูรณ์ มีโรคประจำตัวหรือไม่ ยิ่งเป็นหมอคนหรือคณะแพทยศาสตร์ต้องมีการทดสอบสภาพจิตใจลึกๆ ว่าเป็นโรคจิตหรือไม่

ปีแรกของการศึกษาในคณะสัตวแพทยศาสตร์เป็นวิชาพื้นฐาน ผมและเพื่อนๆในชั้นเดียวกันต้องไปเรียน ในเมือง คณะวิทยาศาสตร์ ร่วมกับนิสิตชั้นปีหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ ผมได้เจอนิสิตที่สอบได้ที่หนึ่งของประเทศไทยในสาขาวิทย์-คณิต ที่สอบติดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯเขามาจากโรงเรียนวัดสุทธิวราราม เป็นลูกคนจีน มีฐานะยากจน (ทุกปีหลังการประกาศผลสอบเอ็นทรานซ์ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับจะลงข่าวในหน้าหนึ่งว่าสาขาใดที่มีนักเรียนสอบเข้าได้เป็นที่หนึ่งของประเทศ ส่วนใหญ่ที่สอบเข้าได้เป็นที่หนึ่งของประเทศมักเป็นนักเรียนจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท)

ผมไม่ได้สนใจว่าใครจะสอบได้ที่หนึ่งของประเทศ ยิ่งหนังสือพิมพ์ไปลงข่าว อาจเป็นแรงกดดันให้มีความเครียดยิ่งขึ้น แทนที่จะสอบผ่านในแต่ละวิชา กลับกลายเป็นว่าต้องสอบให้ได้คะแนนสูงๆ เหนือกว่าคนอื่นเพื่อให้ได้ เกรด A” และเกียรตินิยมในที่สุด ผมไม่ทราบว่าการลงข่าวในหนังสือพิมพ์ดังกล่าวจะเป็นผลเสียตามมาหรือไม่ (ช่วงระยะหลังปี 2547 หรือ 3-4 ปี มานี้มักจะลงข่าวผู้พิการทางด้านสายตาว่าสามารถสอบเข้าได้ในคณะของมหาวิทยาลัยชื่อดังด้วย)

เทอมแรกนิสิตคณะสัตวแพทยศาตร์ ต้องลงศึกษาในวิชาพื้นฐาน 18 หน่วยกิต เป็นวิชาเคมี ฟิสิกส์ที่เกี่ยวกับทางด้านแพทย์ ต้องเข้าห้องปฎิบัติการและมีการสอบ แล็ปกริ๊ง(มีแผ่นข้อสอบที่บรรจุคำถามและช่องว่างที่จะลงคำตอบมาให้และดูการทดลองที่อยู่บนโต๊ะเป็นหลัก มีเวลาลงคำตอบเพียง 30 วินาที ก่อนย้ายไปอีกโต๊ะหนึ่งเพื่อตอบคำถามข้อต่อไป โดยมีลูกศรชี้ว่าย้ายไปที่ไหน) นอกนั้นเป็นวิชาพื้นฐานทางด้านสัตวแพทย์ และหมวดสังคมศาตร์

เพื่อนชั้นเรียนเดียวกับผมมีผู้ชายเกือบ 50 คน ผู้หญิง 8 คน มีทั้งเฟรชชี่และฟอสซิล (เฟรชชี่ใช้เรียกนิสิตที่เพิ่งจบนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ มศ.5 ส่วนฟอสซิลใช้เรียกนิสิตที่เคยเรียนจากที่อื่นมาแล้ว อาจเป็นคณะอื่นหรือมหาวิทยาลัยอื่น มักจะเป็นนักศึกษาหรือนิสิตชั้นปีที่หนึ่งที่กลับมาสอบเอ็นทรานซ์ใหม่ เพราะได้ในคณะที่ตัวเองไม่ต้องการ ผมลืมบอกไปว่าเขามักเรียกผู้ที่เรียนในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า นิสิตและมหาวิทยาลัยอื่นว่า นักศึกษาไม่ทราบเช่นกันว่าทำไมเรียกแตกต่างกัน อาจเนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย สังเกตุไหมว่าเขียนคำ มหาวิทยาลัยอยู่ด้านหลังคำว่า จุฬาลงกรณ์ ขณะที่ผมเรียนอยู่ไม่มีตัวรอการันด้านบนตัว คงเพิ่งมาเปลี่ยนเมื่อไม่นานมานี้)

พอเรียนไปได้หนึ่งเดือนก็เริ่มมีเทศกาล รับน้องทั้งในเมืองและคณะของตนเองโดยกำหนดให้เป็นคนละวันกัน ในเมืองจะเริ่ม รับน้องก่อนคณะของตนเอง มีการเกณฑ์น้องใหม่คณะต่างๆ ให้เข้าแถวยาวเหยียดตั้งแต่เช้า แถวผู้ชายไปอีกทางหนึ่ง ส่วนแถวผู้หญิงก็ไปอยู่แถวหนึ่ง แถมยังจับแยกเพื่อนที่เรียนคณะเดียวกันให้สลับแถวกันไปจนหาไม่เจอ ผมโดนจับแยกไปให้ไปจับคู่กับสาวนิสิตคณะครุศาสตร์ จำได้ว่าเธอเป็นสาวที่หน้าตาดีที่สุดในแถวผู้หญิงนั้น ใบหน้ารูปไข่ ตาโตพอสมควร ในสายตามีแววเป็นคนร่าเริง มักหัวเราะอยู่เสมอ รูปร่างสมส่วน ไม่อ้วนไม่ผอมสูงกว่า 160 กว่าเซ็นติเมตร หลังจากทำความรู้จักกันโดยการถามชื่อเล่น พวกรุ่นพี่ ในเมืองก็สั่งให้ทุกคนถอดและนำเนคไทสีน้ำเงินที่มีโลโก้จุฬาฯ ติดอยู่มาผูกข้อมือผู้หญิงที่เป็นคู่ของตัวเอง หลังจากนั้นก็ให้แต่ละคู่เวียนกันไปตามซุ้มของรุ่นพี่คณะต่างๆ

ผมและคู่ของตัวเองมาหยุดอยู่ซุ้มหนึ่งที่รุ่นพี่พูดว่า เป็นผู้ชายสูบบุหรี่เป็นหรือไม่

ผมรีบตอบไปว่า สูบบุหรี่ไม่เป็นครับ

รุ่นพี่คนนั้นรีบยื่นบุหรี่ที่มีไฟไหม้หวอดอยู่ตอนปลายมาให้ พร้อมสำทับว่า สูบ แล้วหายใจเข้า ให้พ่นควันบุหรี่ออกมา

ผมสูบไปได้ครั้งเดียวก็เกิดอาการไอขึ้นมาและยื่นบุหรี่ส่งคืนให้ทันที กลิ่นฉุนมากเป็นอันตรายกับสุขภาพ ตั้งแต่นั้นมาผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่สูบบุหรี่อีกเลย

แต่ละซุ้มจะมีเกมส์ให้เล่น เช่น เป่าเหรียญบาทให้ทับเหรียญบาทอีกอันที่อยู่ห่างกัน โดยการเป่าเพียงสามครั้ง ผมทำได้ ก็เลยได้เงินมาสิบบาท ส่วนใหญ่เป็นเศษเหรียญบาท จำได้ว่าผ่านไปยังคณะสถาปัตยากรรมศาสตร์ เขาให้น้องใหม่ผู้ชายทุกคนเต้นเหมือนเด็กกลุ่มหนึ่งที่โฆษณาไฮเตอร์ เป็นยี่ห้อน้ำยาซักผ้าขาวในทีวีทีโด่งดังในสมัยนั้น ในทีวีเด็กน้อยคนหนึ่งเต้นไปแล้วกางเกงขาสั้นหลุด จึงหันหลังกลับและเอามือมาปิดก้นตัวเอง บังเอิญลีลาผมเต้นเหมือนที่สุดจึงโดนให้เต้นอีกครั้งเป็นรอบสอง สร้างความสนุกสนานให้กับรุ่นพี่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์เป็นอย่างมาก

อีกซุ้มหนึ่งอยู่หน้าริมสระบัวขนาดใหญ่ ด้านหน้าของจุฬาฯ มีการทำความสะอาดและขุดลอกเอาบัวใหญ่ออกจนหมด สระนี้ลึกมากประมาณ 4 เมตร ความกว้างคูณความยาวประมาณ 50 เมตรคูณ 30 เมตร ผมหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อได้ยินเสียงรุ่นพี่บอกว่า

ให้รีบกระโดดลงว่ายน้ำให้ถึงความกว้างของสระน้ำอีกฝั่งหนึ่ง

ผมรีบบอกว่า ว่ายน้ำไม่แข็ง

ได้ยินเสียงรุ่นพี่คนนั้นตอบกลับมาว่า ไม่ต้องลงสระว่ายน้ำ

ผมถอนหายใจโล่งอก และรีบไปซุ้มอื่นต่อไป

บางซุ้มให้น้องใหม่ผู้ชายใช้ปากคาบแท่งขนมยี่ห้อกูรุโก๊ะอาไว้ แล้วผู้หญิงคู่ของตัวเองกัดแท่งขนมที่ปลายให้แหลือประมาณหนึ่งข้อหรือประมาณ 2 เซ็นติเมตร โดยไม่ให้แท่งขนมหัก ส่วนใหญ่จะหักเสียก่อนเพราะผู้หญิงจะกลัวว่าปากจะสัมผัสถูกปากผู้ชายจึงรีบใช้ปากกัดแท่งปลายขนมอย่างรวดเร็ว แรงสะเทือนทำให้แท่งปลายขนมกูรุโก๊ะอีกข้างหนึ่งที่ผู้ชายคาบอยู่หักเอาได้ง่ายๆ เกมส์นี้รุ่นน้องผู้หญิงกลัวกันมาก

ผมเล่นเกมส์พร้อมกับคู่ตัวเอง ได้เงินมาประมาณหลายสิบบาทก็มอบให้เธอคนนั้นทั้งหมด (ก่อนมาถูกรับน้อง ในเมืองรุ่นพี่ที่คณะสั่งให้ทุกคนมอบเงินทั้งหมดให้กับผู้หญิงที่เป็นคู่เล่นกมส์ เพื่อแสดงความเป็นสุภาพบุรษ)

ใกล้เที่ยง รุ่นน้องทั้งหมดก็เดินออกจากซุ้มของรุ่นพี่คณะต่างๆ ผมเอ่ยปากลาเธอ คู่เล่นเกมส์ของผม เธอแสดงอาการอ้อยอิ่งเล็กน้อย คงจะซาบซึ้งที่ผมแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ มอบเงินที่เล่นได้ทั้งหมดให้เธอ ผมจำไม่ได้แม้แต่ชื่อเล่นของเธอ ภายหลังมีเพื่อนที่เรียนคณะเดียวกันกับผมมาบอกว่าเธออยากให้ผมไปที่คณะครุศาสตร์ ผมไม่ได้สนใจ ไม่ใช่ว่าผมหยิ่ง ความจริงเธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักมาก แต่ผมอยากเรียนให้จบ ไม่สนใจเรื่องอื่น (เพื่อนผมคนนี้ชอบไปรู้จักกับเพื่อนๆ ต่างคณะเสมอ เขาเป็นเพื่อนที่มาจากจังหวัดอุบลราชธานี เป็นคนจีน หลังจากเรียนจบแล้วกลับไปเปิดคลีนิกรักษาสัตว์ที่บ้านและรับสืบทอดกิจการร้านขายผ้าต่อจากพ่อ แต่งงานกับคนบ้านเดียวกัน มีลูกสามคน ผมมาพบกับเพื่อนคนนี้อีกครั้งราวปี พศ.2541 เมื่อครั้งที่ทำงานอยู่กรมปศุสัตว์ ต้องไปตรวจโรงงานฆ่าไก่เพื่อการส่งออกที่จังหวัดอุบลราชธานี)

การรับน้องในคณะสัตวแพทยศาสตร์ไม่มีอะไรมาก รุ่นพี่ตั้งแต่ชั้นปีที่สองเป็นต้นไปจนถึงปีที่หก เลือกทำซุ้มของตนเองภายในคณะ บางซุ้มมีการเขียนข้อความต่างๆ เช่น น้องใหม่น่ารักจังเลย” “ขอแสดงความยินดีกับรุ่นน้องทุกคนเป็นต้น

ผมกับเพื่อนรุ่นเดียวกันยืนเข้าแถว เดินผ่านซุ้มของรุ่นพี่ที่มาทาหน้าตาให้เปอะเปื้อนด้วยสีต่างๆและปิดตา ให้งมปลาไหล กบ แมลงสาบที่อยู่ในถัง ต้องมุดเข้าไปใต้ตึก หัวโตที่อยู่ด้านหน้าสุดของคณะ บางซุ้มให้กินขนมสีเหลืองที่ทำเป็นลักษณะเละๆ เหมือนอุจจาระคน ผมคนหนึ่งละที่ไม่ยอมกิน เอาไปฆ่าให้ตายก็ยอม บางซุ้มจะปิดตารุ่นน้องผู้หญิงแล้วเอาเศษลูกโป่งที่แตกแล้วใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ถางยางลูกโป่งออก จากนั้นเอาไปแตะที่แก้มรุ่นน้องผู้หญิงโดยขยับทั้งนิ้วโป้งและนิ้วชี้พร้อมกัน รุ่นน้องที่ถูกปิดตาจะรู้สึกเหมือนกับถูกหอมแก้ม ผมแอบขำอยู่ในใจที่เห็นบางคนนั่งตัวแข็งทือ และบางซุ้มจะถามชื่อเล่นรุ่นน้องทุกคน โดยเฉพาะรุ่นพี่ผู้ชายจะแกล้งถามรุ่นน้องผู้หญิงว่า รักพี่มั้ยถ้าตอบว่า รักก็จะมอบมงกุฎที่มีลักษณะเป็นขดลวกวงกลม ติดต้นไม้และดอกไม้ให้สวยงาม ส่วนรุ่นน้องผู้ชายจะถูกไล่ให้ลอดผ่านใต้โต๊ะที่นำมาต่อกันเป็นแถวยาว แล้วให้มาขี่หลังกันโดยให้คนข้างบนถือน้ำแข็งก้อนใหญ่ รุ่นพี่จะคอยถามว่า เย็นมั้ยรุ่นน้องข้างบนจะตอบว่า ไม่เย็นจนกว่าจะยอมแพ้จึงให้ลงมาได้

ผมจำได้ว่าผ่านเข้าไปในห้องทีวี หรือห้องนั่งเล่นของหอพักชายที่อยู่ชั้นล่างสุด (หอพักชายของคณะสัตวแพทยศาสตร์จะตั้งอยู่ด้านหลัง เป็นตึกเก่าสองชั้น มีห้องพักประมาณสิบกว่าห้อง มีห้องน้ำรวมอยู่ภายในตัวตึกทั้งชั้นล่างและชั้นบน ส่วนหอพักหญิงอยู่ถัดมาเป็นลักษณะบ้านไม้สองชั้น มีประมาณสี่ห้อง (ปัจจุบันถูกทุบทิ้งไปหมดแล้ว กลายเป็นตึกสูงนับสิบชั้นเพื่อรองรับจำนวนนิสิตที่เพิ่มขึ้นหนึ่งร้อยกว่าคน ไม่ได้จำกัดว่าจะรับผู้ชายกี่คน และผู้หญิงกี่คนอีกต่อไป ระยะหลังจึงกลายเป็นว่าส่วนใหญ่เป็นนิสิตหญิงมากกว่านิสิตชายถึงสามเท่าตัว) ใช้เป็นสถานที่รับน้องของรุ่นพี่ชั้นปีที่ 5 เขาให้ผมเป่าลูกโป่งจนกว่าจะแตก เล่นเอาหูอื้อไปเลย ส่วนเพื่อนผมที่เป็นผู้หญิงก็ใช้ริมฝีปากคาบปากลูกโป่งที่ใส่น้ำขนาดย่อม แล้วยืนบนแท่นสูง ส่วนผมก็ให้เอาปากคาบเข็มเย็บผ้า เอียงคอและกระโดดเหย็งๆ แทงลูกโป่งที่ใส่น้ำที่เพื่อนผู้หญิงยืนคาบอยู่บนแท่น แทงครั้งแรกปรากฎว่าลูกโป่งไม่แตก มีน้ำไหลออกมาจากรูลูกโป่งเข้าไปในหูผม รุ่นพี่ทุกคนหัวเราะชอบใจและแปลกประหลาดใจที่ลูกโป่งไม่แตก ผมเข็ดกับการถูกรับน้องไปอีกนาน และสัญญากับตัวเองว่าจะพยายามเรียนให้จบ ไม่กลับไปเอ็นทรานซ์ใหม่โดยเด็ดขาด

สมัยกลางปีพศ.2525 ด้านหน้าติดถนนอารีดูนังต์ มีต้นมะพร้าวสูงตะหง่านอยู่หลายต้น ต้นไทรอายุเป็นร้อยปีแตกกิ่งก้านสาขาให้ความร่มเย็น มีลมเย็นพัดผ่าน มีสนามหญ้าขนาดใหญ่อยู่หน้าตึก หัวโต(ต่อมาปีพศ.2527 ได้มีการตัดต้นไม้ทั้งหมดทิ้งและถมสนามหญ้า เพื่อปรับสภาพให้เป็นพี้นคอนกรีต และทำเป็นสนามบาสเกตบอล ปัจจุบันกลายเป็นบริเวณที่จอดรถให้กับบุคคลภายนอกที่นำสัตว์เลี้ยงประเภทสุนัข แมวมารักษายังด้านล่างของตึกหัวโตที่เป็นโรงพยาบาลรักษาสัตว์) ด้านข้างเป็นทางเดิน ทั้งสองข้างทางมีคลองเล็กๆ น้ำใสไหลเป็นทาง ไม่มีกลิ่นเหม็นหรือเน่าเสีย และมีประตูด้านข้างที่สามารถเดินทะลุผ่านโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไทไปยัง ในเมืองเพื่อไปเรียนวิชาพื้นฐานได้ (ปัจจุบันเส้นทางนี้ถูกปิดแล้ว ไม่สามารถเดินทะลุได้)

ผมลืมบอกไปว่าคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ตั้งอยู่บนต้นถนนอารีดูนังต์ หลังจากเลี้ยวขวามาจากสยามสแควร์ ด้านขวาติดกับโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท ด้านซ้ายเป็นคณะทันตแพทยศาสตร์ ส่วนด้านหลังถัดห่างออกไปเป็นคณะเภสัชกรรมที่ฝั่งตรงข้ามเป็นหอพักเจ้าจอมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปัจจุบันเป็นสถานที่ตั้งของห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง สร้างขึ้นในปีพศ.2527)

หลังจากผ่านเทศกาล รับน้องแล้ว ก็มีการหัดร้องเพลงเชียร์ของคณะในตอนเย็น ผมขี้เกียจอยู่เย็นจึงโดดซ้อมเพลงเชียร์เป็นประจำ พอเรียนจบก็กลับบ้านทันที รู้สึกเสียดายเหมือนกัน ในปีแรกจะมีมหกรรมกีฬาชั้นปีหนึ่งของคณะต่างๆมาร่วมแข่งขันกัน นัยว่าเพื่อเชื่อมความสามัคคีของคณะต่างๆ และเป็นการทำกิจกรรมร่วมกัน เนื่องจากปีแรกคณะต่างๆยังเรียนไม่หนักมากนัก

กีฬาที่แข่งขันกันมีหลายประเภท เช่น บาสเกตบอล วอลเล่ย์บอล รักบี้ ยูโด ปิงปอง เป็นต้น ผมรู้สึกขำขันที่เห็นเพื่อนรุ่นเดียวกับผมที่เป็นผู้หญิง 8 คน ต้องลงแข่งกีฬาทุกประเภท ยกตัวอย่าง บาสเกตบอล และ วอลเล่ย์บอล มีผู้เล่นตัวจริง 6 คน ส่วนสำรองก็มีเผื่อให้ 2 คน ส่วนผมไม่เล่นกีฬาเลย เพราะเล่นไม่เป็น แม้ว่าตอนเด็กๆจะชอบเต๊ะฟุตบอล แต่ก็เต๊ะมั่วๆไปอย่างงั้นเอง

แม้ว่าผมจะโดดซ้อมเพลงเชียร์ของคณะและจุฬาฯ แต่ผมก็ไปเชียร์กีฬาของคณะตัวเองหลายครั้ง บางครั้งกลับบ้านมืด ผมมีเพื่อนสนิทในชั้นปีหนึ่งอยู่สามสี่คน แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบันปีพศ.2551 พวกเราก็ยังติดต่อกันอยู่ แม้ว่านานๆ จะโทรศัพท์ (มือถือ) หากันสักครั้งหนึ่ง เนื่องจากแต่ละคนมีงานรัดตัว ตำแหน่งหน้าที่การงานและความรับผิดชอบสูงขึ้น รวมทั้งมีครอบครัวและลูกที่ต้องเลี้ยงดู บางคนก็อยู่ภาครัฐ บางคนก็อยู่ภาคเอกชน และบางคนก็ประกอบอาชีพส่วนตัว

ช่วงเช้าที่ผมก้าวเดินเข้ามา ในเมืองเพื่อเรียนวิชาพื้นฐานที่คณะวิทยาศาสตร์ ผมจะยินเสียงเพลงลอยตามมา เดิน เดินเดินเถอะลานิสิตจุฬามหาลงกรณ์เดิน เดินเดินเถอะลานิสิตจุฬามหาลงกรณ์ชิงเอาชิงชัยเถอะหน่านิสิตจุฬามหาลงกรณ์เป็นเพลงเชียร์นั่นเองที่ผมจำได้จนทุกวันนี้ และปณิธานของจุฬาฯที่ว่าจะเก็บเกี่ยววิชาความรู้ให้มากที่สุดในขณะที่เรียนอยู่และจะเป็นคนดีมีคุณธรรมของสังคมเมื่อเรียนจบออกไปแล้ว ผมภาคภูมิใจที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่นี่ เป็นนิสิตใหม่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย