บทที่ 1 ก้าวเดินของชีวิต
ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือเอ็นทรานซ์ประมาณ 2 ปี ผมเพิ่งจะขึ้นมัธยมศึกษาปลายปีที่ 4 สมัยก่อนผมยังศึกษาในระบบการศึกษาแบบเก่าคือ มัธยมศึกษาปีที่ 4 (มศ. 4) และมัธยมศึกษาปีที่ 5 (มศ.5) นั่นมันเมื่อปีพุทธศักราช 2523 ผมยังนุ่งกางเกงขาสั้นสีกากีอยู่เลย ศึกษาอยู่ที่ริมคลองประปาสามเสน พระรามหก หรือโรงเรียนสามเสนนั่นเอง ความจริงผมเรียนที่นี่มาตั้งแต่ มศ.1 แล้ว ผมเรียนสายกึ่งวิชาชีพ และเรียนเพียงครึ่งวัน ปรกติวันหนึ่งที่โรงเรียนจะมี 2 กะ คือ กะแรกหรือกะเช้า เข้าเรียนตั้งแต่เวลา 07.30 น. ถึง 12.30 น. กะสุดท้ายหรือกะกลางวัน เข้าเรียนตั้งแต่เวลา 12.30 น. ถึง 17.30 น. คาบหนึ่งจะมีห้าสิบนาที ส่วนใหญ่มักจะเรียนวิชาละ 2 คาบ เป็นการเดินเรียนคือพอจบวิชาหนึ่งก็จะรีบเก็บหนังสือและกระเป๋าแล้วรีบเดินเร็วๆ เพื่อไปเรียนอีกห้องหนึ่ง ส่วนใหญ่มักจะผ่านทางเดินไปยังอีกตึกหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกัน เพื่อให้นักเรียนตื่นตัวและกระฉับกระเฉง ไม่ง่วงนอนเวลาเรียนหนังสือ เรียกว่าระบบเดินเรียน
สมัยนั้นถือว่าโรงเรียนสามเสนจัดว่าเป็นโรงเรียนต้นแบบการศึกษาสมัยใหม่คือ สายสามัญผสมสายวิชาชีพ มีให้เลือกตั้งแต่สายวิทยาศาสตร์จนถึงสายวิชาชีพ มีทั้งการศึกษาทั่วไปแบบที่โรงเรียนอื่นมีกัน มีครูแนะแนวโดยเน้นความถนัดของผู้เรียนเป็นสำคัญว่าชอบศึกษาสายใด ทั้งนี้เพื่อปูพื้นฐานการศึกษาในอนาคตที่ต้องการเรียนชั้นที่สูงขึ้นต่อไป
ตอนผมเรียนชั้น มศ.1 ผมเรียนกะแรก และพักเพียง 15 นาที ในช่วง 10.00 น. กะหนึ่งจะเรียนประมาณหกคาบ ผมเรียนจนถึง ชั้นมศ.2 จึงเปลี่ยนมาเรียนกะกลางวัน ภายหลังจึงเปลี่ยนมาเรียนเต็มวันเมื่อผมขึ้นชั้นมศ.4 เนื่องจากเห็นว่านักเรียนมีเวลาเรียนน้อยไป และอาจไปมั่วสุมกันได้
สมัยโน้นรถเมล์ประจำทางสาย 67 วิ่งผ่านจากซอยสวนพูล ถนนพระรามสี่ มาเข้าถนนบรรทัดทอง มาออกที่ถนนเพชรบุรีก่อนเลี้ยวขวาที่สี่แยกอุรุพงศ์เพื่อเข้าถนนพระรามหก แล้ววิ่งตรงไปเรื่อยๆจนถึงคลองประปาสามเสน ผ่านหน้าโรงเรียนสามเสนเพื่อวิ่งไปสุดสายที่ถนนประดิพัทธ์ที่เต็มไปกรมต่างๆของกองทัพอากาศ
บ้านผมอยู่แถวซอยกิ่งเพชร จึงต้องเดินทะลุซอยเพื่อมาขึ้นรถเมล์สาย 67 ที่ป้ายรถเมล์ตรงข้ามกับสลัมกิ่งเพชร ใกล้กับถนนเพชรบุรี สมัยเมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว ถนนยังไม่ติดกันมากเท่ากับสมัยนี้ รถเมล์สาย 67 บางครั้งวิ่งกันมาทันกันถึงสามคันซ้อน และวิ่งแข่งขันกันเต็มท้องถนนช่วงที่รถเมล์ถึงคลองประปาสามเสน สมัยวัยรุ่นผมมักจะโหนรถเมล์เป็นประจำที่รถแน่น ท้องถนนรถวิ่งฉิ่ว เสี่ยงที่จะตกรถได้ (สมัยนั้นจะไม่มีการปิดประตูรถเมล์เหมือนสมัยนี้ จึงต้องห้อยโต่งเต่งอยู่ที่บันไดขั้นล่างสุด) แต่ผมรอดมาได้เพราะมือทั้งสองข้างจะเกาะรถแน่นเป็นพิเศษช่วงที่รถวิ่งโค้ง และโชคดีที่ใช้เพียงถุงย่าม หรือเป้พลาสติกสะพายไหล่โดยที่ไม่ต้องใส่หนังสือมากเหมือนสมัยนี้ เพราะเรียนเพียงครึ่งวันเท่านั้น แต่ผมก็ยังสนับสนุนให้มีระบบการศึกษาแบบเต็มวัน
ผมเรียนสายสามัญกึ่งวิชาชีพ คือเรียนวิชาสังคม ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ช่างปั้นดิน ช่างเขียนแบบ ช่างยนต์ ช่างเชื่อม และช่างไฟฟ้า ที่ถือว่าเป็นการศึกษาแบบประยุกต์มากในสมัยก่อน ผมไม่รู้ว่ายังมีโรงเรียนแบบนี้อีกหรือไม่ในสมัยนี้ เท่าที่จำได้ โรงเรียนสามเสนเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวที่มีการเรียนการสอนแบบสายสามัญกึ่งวิชาชีพ
จนกระทั่งขึ้นมศ.4 ผมจึงเปลี่ยนมาเรียนสายวิทยาศาสตร์ ที่สมัยนี้เรียกว่า วิทย์-คณิต มีการเรียนวิชาฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ เคมี ชิววิทยา และภาษาอังกฤษ เป็นวิชาหลักเพียง 5 วิชา เพื่อสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย โดยเป็นการสอบวัดผลครั้งเดียวในช่วงเดือนเมษายน ของทุกปี และมหาวิทยาลัยก็จะเปิดประมาณวันที่ 20 พฤษภาคม ไม่ได้มีการสอบเก็บคะแนนอะไรกันอีกให้วุ่นวาย และมีปัญหาให้นักเรียนวัยรุ่นที่เครียดจากการอ่านหนังสือติดต่อกันมาหลายปี (ม.4-ม.6) ต้องฆ่าตัวตายจากระบบการตรวจข้อสอบและประกาศคะแนนที่ไม่แน่นอนว่าติดที่คณะใด มหาวิทยาลัยไหนกันแน่ รวมทั้งค่าเล่าเรียนที่แพงลิบลิ่วเทอมละเป็นหมื่นหรือหลายหมื่น ทำให้คนจนไม่มีปัญญาหาเงินมาส่งเสียการศึกษาให้กับลูกได้ แม้ว่าจะมีเงินกู้เพื่อการศึกษาก็อาจไม่มีผู้มาค้ำประกันและไม่มีเงินมาชดใช้ได้เมื่อจบการศึกษาจากความเสี่ยงที่อาจตกงานและปัญหาเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่ตามมาได้ หลังจากผมเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ค่าใช้จ่ายเพียงทอมละไม่เกินหนึ่งพันบาท
ผมเรียนสายวิทย์-คณิต แบบร่อแร่มาโดยตลอด มีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งได้เข้ามาเรียนชั้น มศ.4 ห้องที่หนึ่ง (เขาจัดให้เป็นห้องคิง) เคยเรียนตอนชั้น มศ.3 ได้เกรดฉลี่ย 4.00 พอมาเรียน ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ เคมี เกรดตกลงไปอยู่ 2 กว่าๆ ก็มี แทบไม่น่าเชื่อ ส่วนผมเรียนไม่เก่ง การเรียนหนังสือได้เกรด 2 ปลายๆ แต่เมื่อมาเรียนสายวิทย์-คณิต เหลืออยู่เกรด 2 ต้นๆ คือเทอมต้นของปีผมได้เกรด 2.40 และเทอมปลายเกรด 2.10 ผมเริ่มคิดมากขึ้น และก่อนขึ้นชั้นมศ.5 ปีสุดท้าย ผมได้ตัดสินใจไปสอบเทียบเอาวุฒิการศึกษาชั้นมัธยมปลายปีที่ 5 จากกรมการศึกษานอกโรงเรียน ถ้าใครคะแนนเกินห้าสิบเปอร์เซ็นขึ้นไปถือว่าสอบผ่าน ผมจำได้ว่าผมสอบผ่านมาแบบหวุดหวิดเส้นยาแดง และเพื่อนนักเรียนห้องคิงของผมก็ไปสอบเทียบกันเกือบหมดทุกคน ปรากฎว่าเกือบทุกคนสอบผ่านหมด มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สอบไม่ผ่าน
เมื่อได้วุฒิการศึกษาชั้นมัธยมปลาย ผมได้ลาออกจากโรงเรียนสามเสนเมื่อต้นปีพศ.2524 โดยไม่ได้เรียนให้จบมศ.5 ตามเกณฑ์การเรียนปกติ และใช้เวลาอ่านหนังสืออยู่หนึ่งเดือนเต็ม เพื่อทดลองสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย ปรากฎว่าผมสอบไม่ได้ จึงต้องเข้าไปศึกษาในมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ไม่ต้องสอบเข้า สามารถรับนักศึกษาเข้าได้โดยไม่จำกัดจำนวน ผมต้องไปเรียนนักศึกษาวิชาทหารชั้นปี 2 ด้วย จึงต้องเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง (กรมการรักษาดินแดงได้กำหนดให้ชายไทยต้องศึกษานักศึกษาวิชาทหารทั้งหมดสามปี จึงไม่ต้องเข้ารับการคัดเลือกเพื่อเป็นทหารเกณฑ์รับใช้ชาติ)
ค่าเล่าเรียนหรือหน่วยกิตของมหาวิทยาลัยรามคำแหงถูกที่สุดในประเทศไทย คือ
หน่วยกิตละ 25 บาท สำหรับภาคการบรรยาย และหน่วยกิตละ 50 บาท สำหรับภาคการปฎิบัติ หรือเข้าห้องปฎิบัติการ (ราคาค่าหน่วยกิตในภาคปกตินี้ไม่มีการขึ้นอีกเลยจนถึงปัจุจุบันนี้ ปีพุทธศักราช 2552) ไม่มีภาคพิเศษ หรือนอกเวลาราชการเหมือนกับสมัยนี้ มีการบรรยายจนถึงกลางคืนหนึ่งทุ่มสองทุ่ม ผมไปเรียนเพียงช่วงแรกอาทิตย์ละไม่กี่วัน และลงทะเบียนสิบกว่าหน่วยกิตเท่านั้นเพื่อรักษาสถานภาพนักศึกษาทั้งเทอมแรกและเทอมสอง ให้สามารถศึกษาวิชาทหารหรือเรียกสั้นๆ ว่า รด. ได้ สมัยนั้นมีการพูดกันเล่นๆว่า คนเรียน รด. คือพวกที่หนีทหาร คนที่เกณฑ์ทหารคือพวกที่หนี รด.
ผมลงเรียนคณะวิทยาศาสตร์ สาขาชีววิทยา ต้องเดินขึ้นลงอาคารกงไกรลาศหลายชั้นเพื่อถ่ายรูปทำบัตรนักศึกษา ตรวจสอบเอกสารและหลักฐานการสมัครเป็นนักศึกษา จ่ายค่าเล่าเรียนหน่วยกิต ยังจำได้ว่าผู้คนหลายพันคนเดินไปในทิศทางเดียวกันจำนวนมาก ในแต่ละปีมีนักเรียนสายสามัญและสายวิชาชีพมาลงทะเบียนเป็นเรือนนับแสนคนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ระหว่างลงทะเบียนเรียนผมได้ยินเสียงผู้รับสมัครตะโกนบอกว่า ใครไม่มีเวลาไม่ต้องมาลงเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ เพราะต้องลงเรียนห้องปฎิบัติการ แม้ว่าจะไม่มีการเช็คชื่อผู้เข้าเรียน แต่อาจมีปัญหาเรื่องการสอบที่เป็นแล็ปกริ๊งได้ (ห้องปฎิบัติการที่ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา ยิสต์ หนอนพยาธิ เป็นต้น) ถ้านักศึกษาไม่เข้าเรียนจะไม่สามารถสอบแล็ปกริ๊งดังกล่าวได้เลย สมัยโน้นส่วนใหญ่นักศึกษาไม่มีเวลาเรียน มักจะทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย เมื่อใกล้สอบประมาณหนึ่งเดือนจึงจะหาซื้อคู่มือสรุปและแนวข้อสอบเก่าๆ หน้ามหาวิทยาลัย เนื่องจากมีนักศึกษามากที่สุดในประเทศไทยเช่นกัน จึงเกิดธุรกิจติวเตอร์เป็นรายวิชาอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เช่น ติวเตอร์หมู ที่โด่งดัง
นักศึกษารามคำแหงมีโอกาสเรียนได้ถึงแปดปีจากหลักสูตรการศึกษาระดับปริญญาตรีสี่ปี ส่วนใหญ่มักจบมากกว่าสี่ปี ใครครบแปดปีแล้วยังไม่จบ ถ้าต้องการศึกษาต่อต้องสมัครเป็นศึกษาใหม่และสามารถโอนหน่วยกิตที่ตัวเองสอบผ่านได้ครึ่งหนึ่งของทั้งหมด หลักเกณฑ์การวัดผลการศึกษามีสามระดับคือ เกรด P (PASS เท่ากับสอบผ่าน) เกรด G (GOOD เท่ากับดี) และ เกรด F (FALL เท่ากับสอบตก) ใครอยากได้เกียรตินิยมต้องสะสมเกรด G ให้มากๆ ไม่เหมือนกับมหาวิทยาลัยอื่นทั่วไปที่มีห้าเกรดคือ เกรด A B C D และ F ตามลำดับ
มีการพุดกันว่าเข้าเรียนรามนั้นง่ายแต่ออกยาก หมายถึงใครๆก็สมัครเรียนรามได้ จะเรียนกี่คณะก็ได้ขอให้วันสอบไล่ไม่ตรงกันตามแผนกำหนดการสอบของมหาวิทยาลัยที่แจกก่อนการลงทะเบียน ขอให้มีวุฒิการศึกษาอย่างน้อยระดับมัธยมปลาย และคุณสมบัติตรงตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด เช่น มีใบรับรองแพทย์ ไม่เคยได้รับโทษจำคุก และไม่เป็นโรคที่รังเกียจของสังคม ก็สามารถเข้าเรียนได้โดยไม่ต้องสอบอะไรเลย แต่เวลาสอบปีแรก ปีสองเป็นวิชาพื้นฐานอาจอ่านหนังสือเอง และดูแนวข้อสอบได้ ส่วนปีสามและปีสุดท้ายถ้าไม่ได้ไปนั่งเรียนอย่างจริงจังก็อาจไม่จบได้
ผมมาเรียนได้เพียงเดือนเดียวเท่านั้นก็รู้สึกเหงา เพราะไม่มีเพื่อน และจุดหมายปลายทางของผมไม่ใช่ที่นี่ ผมต้องการเป็นสัตวแพทย์ ผมสังเกตคนรอบข้างก็มาเรียนคนเดียวเช่นกัน ไม่มีการคุยกัน บางคนอาจชำเหลืองและชะม้ายตาเหมือนอยากจะมาหาแฟน สภาพแวดล้อมการเรียนต้องช่วยเหลือตนเอง มีความเป็นอิสระในตัวเองสูง และมีระเบียบวินัยตนเองจึงสามารถเรียนจบได้ ผมไม่มีสมาธิเรียนที่นี่ อย่างที่บอกผมอยากสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยเป็นสัตวแพทย์ ช่วงนั้นผมจึงเรียนกวดวิชา 5 วิชาหลักคือ วิชาฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ เคมี ชิววิทยา และภาษาอังกฤษ สมัยโน้นกวดวิชาดังๆ จะมีไม่กี่แห่งและรวมกันอยู่แถวถนนราชดำเนินกลาง เช่น อาจารย์ทั่งทองสอนเคมี อาจารย์สกลสอนคณิตศาสตร์ โฮมอ๊อฟอิ่งลิด (Home of English) สอนภาษาอังกฤษ ผมเรียนครบทั้ง 5 วิชา จำได้ว่าผมเสียเงินค่ากวดวิชาไปทั้งหมด 3,600 บาท ถ้าเป็นสมัยนี้คงเสียไปหลายหมื่นบาทต่อคน และยิ่งต้องกวดวิชาตั้งแต่ระดับชั้นม.4 ถึง ม.6 ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าต้องใช้จำนวนมากมายเท่าใดที่ผู้ปกครองต้องลงทุนเพื่ออนาคตของลูกหลาน
ธุรกิจกวดวิชาเติบโตขึ้นแต่ละปีจำนวนมากจนกระทั่งปัจุบันมารวมศูนย์กันแถวสยาม รายได้ปีละหมื่นล้านบาท จนกระทั่งขยายตัวมาตึกแถวถนนพญาไท ข้างๆ กรมปศุสัตว์ที่ผมทำงานอยู่ในปัจจุบัน
ผมใช้เวลาในการดูหนังสืออย่างตรากตรำวันละไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง ต้องใช้กระดาษเปล่าเพื่อทำแบบฝึกหัดวิชาคำนวณที่ถือว่ายากมากคือวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ ช่วงเวลากลางคืนจะสงบที่สุด ทำให้ความจำดีมาก ผมไม่มีความจำเป็นต้องเรียนหนังสือที่โรงเรียนอีกแล้ว สามารถวางแผนในการดูหนังสือได้ ผมตัดสินใจถูกที่ลาออกจากโรงเรียนเพราะเกรดต่ำมาก ถ้าเรียนต่อไปคงสอบเอนทรานซ์ไม่ได้แน่ ที่สำคัญไม่มีเวลาดูหนังสือ ผมเริ่มบอกกับตัวเองว่ามีผู้คนจำนวนมากเป็นแสนคนที่แข่งขันกันเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมจะขี้เกียจไม่ได้เด็ดขาด และวางแผนดูหนังสือตั้งแต่บ่ายโมงจนถึงหกโมงเช้าของอีกวันหนึ่งโดยมีโคมไฟสลัวพียงหนึ่งดวงที่โต๊ะอ่าหนังสือ ถ้าเหนื่อยจากวิชาหลักคือวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ ผมก็เปลี่ยนมาอ่านวิชาเคมี ชิววิทยา และภาษาอังกฤษ ที่ถือว่าเป็นวิชารองหรือวิชาพักผ่อน ทำให้ผมสามารถอ่านหนังสือได้โดยตลอดของวัน ผมงดการรับรู้ข่าวสาร ไม่อ่านหนังสือพิมพ์และไม่ฟังพลงเป็นระยะเวลาหนึ่งปีเต็มจนถึงเดือนเมษายนของปี พศ.2525 เวียนมาถึงที่ต้องสอบเอ็นแทรนซ์อีกครั้งหนึ่ง ผมจำได้อีกว่าคืนวันก่อนเอ็นแทรนซ์เป็นคืนแรกในรอบปีที่ผมนอนเต็มอิ่มตั้งแต่สองทุ่มตรงจนถึงหกโมงเช้า
รุ่งเช้าของวันที่ 7 เมษายน พศ.2525 ผมเดินทางไปสอบที่สนามกลางคือโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี แถวถนนวิภาวดีรังสิต ใกล้บ้านผมซอยกิ่งเพชรโดยใช้เวลาเดินทางโดยรถเมล์ประจำทางไม่นานนัก ผมค่อนข้างมั่นใจมากว่าครั้งนี้จะสอบได้คณะที่ตัวเองต้องการ ก็ผมดูหนังสือและทบทวนมาวิชาละไม่ต่ำกว่าห้ารอบ (ในปีพศ.2525 มีผู้สอบเข้ามหาวิทยาลัย 90,000 กว่าคน สอบติดเพียง 10,000 กว่าคนเท่านั้น)
ผมเกิดมากับครอบครัวที่ไม่ร่ำรวย มีอาชีพจำหน่ายล็อตเตอร์รี่ หรือสลากกินแบ่งรัฐบาลนั่นเอง จึงสอนให้ผมรู้จักคำว่าขยันและอดทน ต้องไปขายอยู่แถวป้ายรถเมล์ประจำทางตรงข้ามกับอาคารจอดรถของโรงแรมเอเซีย ใกล้กับสี่แยกราชเทวี (ปัจจุบันกลายเป็นทางขึ้นลงของรถไฟฟ้า หรือสกายเทรน)
กรุงทพมหานครฯ ก็เหมือนกับเมืองหลวงใหญ่ๆทั่วไปที่รถติดเป็นแถวยาวเหยียด อากาศร้อนอบอ้าว ควันพิษสีดำจากท่อไอเสียทำให้เกิดมลภาวะ ผมต้องมาผลัดเปลี่ยนให้คุณแม่เข้าห้องน้ำในช่วงพักกลางวันเพียงวันละหนึ่งครั้งเท่านั้น ส่วนคุณพ่อเดิมทีท่านมีอาชีพเป็นช่างทาสี จนกระทั่งท่านอายุมากขึ้นจึงเลิกอาชีพช่างทาสีต้องมาทำหน้าที่พ่อบ้านแทนและมาคอยรับคอยส่งคุณแม่โดยมาแบกและถือแผงไม้ขายล็อคเตอร์รี่ ระยะทางจากบ้านพักตึกแถวใกล้ตลาดกิ่งเพชรถึงหน้าร้านจำหน่ายถ้วยชามลายครามสองห้องใหญ่ประมาณ 500 เมตร เจ้าห้องร้านเป็นผู้หญิงวัยกลางคน มีเชื้อสายจีน ท่านเมตตาให้ขายล็อตเตอร์รี่ได้โดยไม่เก็บค่าเช่าแถมยังอนุญาตให้เข้าห้องน้ำฟรีอีกต่างหาก คงเห็นเป็นคนไทยเชื้อสายจีนด้วยกันจึงเอื้อฟื้อให้เป็นพิเศษ ถึงกระนั้นท่านก็ถือว่ามีน้ำใจอันประเสริฐที่หาได้ยากยิ่งในยุคปัจจุบันนี้
ผมเองช่วงก่อนล็อตเตอร์รี่หรือหวยออก ประมาณ 3-4 วัน (หวยจะออกทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน) ก็ต้องไปช่วยขายในช่วงกลางคืนข้างร้านขายยาสองห้องใหญ่ หน้าปากซอยกิ่งเพชร ใกล้กับป้ายรถเมล์ประจำทางที่มีผู้คนเดินพลุกพล่าน ร้านขายยาขายดีมากมีคนมาซื้อตลอดเวลา เจ้าของร้านเป็นคนไทยเชื้อสายจีนเช่นกัน และเมตตาให้ขายฟรีเช่นกัน ไม่ต้องเสียค่าเช่า ความเมตตากรุณา แม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถให้โอกาสคนทำมาหากินเลี้ยงชีพ และทำให้ผมประกอบอาชีพสัตวแพทย์มาจนทุกวันนี้
คุณแม่จะมาพักกินข้าวตอนกลางคืนราวหนึ่งทุ่ม ผมกับพี่สาวที่เป็นลูกคุณลุงที่อยู่จังหวัดนครปฐม ได้มาช่วยขายหวยรัฐบาลในช่วงกลางคืนจนถึงสองทุ่มจึงให้คุณแม่และคุณพ่อมาขายต่อไป (คุณแม่ผมโดยกำเนิดเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน เกิดที่อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม คุณตาคุณยาย เป็นชาวจีน อพยพมาจากประเทศจีนผืนแผ่นดินใหญ่ ส่วนคุณพ่อเดิมท่านก็อาศัยอยู่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เช่นกัน ส่วนคุณปู่คุณย่าก็เป็นชาวจีน อพยพมาจากประเทศจีนผืนแผ่นดินใหญ่เหมือนกัน มีอาชีพปลูกผัก ต้องเดินทางโดยใช้เท้าหาบผักจากบางเลนมาขายที่ตลาดมหานาค กรุงเทพมหานครฯ เมื่อสมัยหกสิบปีที่แล้วที่ถนนหนทางยังเป็นลูกรัง การเดินทางไม่สะดวก)
ความจริงผมมีพี่น้องท้องดียวกันจำนวน 4 คน มีพี่ชายคนโต 1 คน น้องสาว และน้องชาย ถัดจากผมไปตามลำดับ ส่วนผมเป็นคนที่สอง ชีวิตในวัยเด็กชอบเล่นเต๊ะฟุตบอลกับเพื่อนในวัยเดียวกันอย่างสนุกสนานตามประสาเด็ก จนกระทั่งเร็วเข้าสู่วัยรุ่นก็กลายเป็นเงียบขรึม ไม่มีความมั่นใจในตนเอง และขี้อาย จนเหมือนเป็นคนที่เก็บกด ไม่มีสมาธิในการเรียนหนังสือจนเป็นปัญหาในภายหลังที่ทำให้เกือบเรียนไม่จบในคณะสัตวแพทยศาสตร์ที่ผมสอบได้ด้วยความยากลำบาก
พี่ชายผมสอบเอ็นทรานซ์ติดก่อนผมเพียงสองปี ได้ในคณะเกษตรศาสตร์ เชียงใหม่ เลือกเรียนในสาขาพืชสวน คงไม่อยากช่วยขายหวยรัฐบาลจึงหนีไปเรียนถึงเชียงใหม่ และต่อมาจบชีวิตลงเมื่ออายุเพียงสามสิบห้าปี ป่วยเป็นโรคร้ายที่ไม่สามารถรักษาได้จากการแพทย์แผนปัจจุบัน
ในปี พศ.2525 ที่เป็นปีฉลองกรุงเทพฯ สองร้อยปี ผมและน้องสาวสอบเอ็นทรานซ์ในปีเดียวกัน ผมสอบติดในคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนน้องสาวสอบได้คณะเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล สร้างความปลาบปลื้มให้กับคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก สามารถพูดจาโอ้อวดได้กับพ่อค้าแม่ขายย่านราชเทวีที่ท่านขายล็อตเตอรี่มานานหลายปี พ่อค้าแม่ขายเหล่านั้นมาร่วมแสดงความยินดีกับคุณแม่ ท่านบอกกับคนแถวนั้นว่า ชีวิตการศึกษาของลูกเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
บทที่ 2 นิสิตใหม่ของจุฬาฯ
นิสิตน้องใหม่ปีหนึ่งของจุฬาฯ ผู้ชายทุกคนต้องใส่เสื้อเชิรต์สีขาว กางเกงขายาวสีดำ ผูกเทคไทสีน้ำเงินมีโลโก้ของจุฬาฯ ติดอยู่ ผมยังสังกตุเห็นว่ารุ่นน้องรุ่นหลังก็ยังใส่เครื่องแบบนี้อยู่ แม้เวลาจะผ่านมาอีกยี่สิบกว่าปี ส่วนปีสองไม่บังคับ นิสิตสามารถแต่งกายชุดเรียบร้อยได้ แต่ต้องใส่รองเท้าหนังสีดำหุ้มส้น ส่วนนิสิตหญิงใส่ชุดขาว ด้านหลังมีรอยจีบคล้ายสามเหลี่ยม และนุ่งกระโปรงสีดำจนถึงปีสุดท้าย ผมลืมบอกไปว่าการเรียนสัตวแพทย์ในมหาวิทยาลัยใช้เวลาเรียนมากถึงหกปี สมัยนั้นมีเพียงสองมหาวิทยาลัยเท่านั้นที่เปิดสอนคณะสัตวแพทยศาสตร์คือ จุฬาลงกรณ์และเกษตรศสตร์ เปิดรับหลักสูตรปริญญาตรี ผู้ชายรับจำนวน 50 คน ผู้หญิงรับเพียง 10 คน ไม่มีหลักสูตรปริญญาโทและเอกเหมือนสมัยนี้ (ปัจจุบันได้มีคณะสัตวแพทยศาสตร์อีกหลายมหาวิทยาลัย โดยเริ่มขยายไปที่เชียงใหม่ มหิดล และมหาวิทยาลัยมหานคร แถวหนองจอก กรุงเทพมหานครฯ ที่เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกและแห่งเดียวที่เปิดสอนสัตวแพทย์ในระดับปริญญาตรี)
วันแรกของการเปิดเทอม จำได้ว่าเป็นวันที่ 20 พฤษภาคม 2525 ผมเดินตัวปลิวเหมือนกับตัวจะลอย เมื่อใส่ชุดนิสิตจุฬาฯ ก้าวข้ามรั้วมหาวิทยาที่นิสิตรุ่นพี่เรียกว่าในเมือง (คณะสัตวแพทยศาสตร์ เป็นคณะหนึ่งที่อยู่แยกออกมาติดกับถนนอารีดูนังต์ ใกล้กับศูนย์การค้าสยาม จึงเรียกคณะอื่นที่มักรวมกระจุกตัวอยู่ในมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ว่าในเมือง) บริเวณหน้าสระน้ำใหญ่ที่มีดอกบัวอยู่เต็มไปหมด มีดอกจามจุรีสีชมพู ที่เป็นสัญญาลักษณ์ของจุฬาฯ หล่นเกลี่ยนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ผมเดินด้วยความเขินและก้มหน้าที่ใส่ชุดนิสิตจุฬาฯ เข้ามา บังเอิญไปพบเพื่อนชั้นเดียวกันที่โรงเรียนสามเสนวิทยา เขาเป็นหัวหน้าห้องมาก่อน เรียนจนจบมัธยมศึกษาปลายหรือ มศ.5 จนจบ ส่วนผมลาออกก่อน เขาทักทายผมและเปิดดูหัวเข็มขัดโลหะสีเงินที่มีโลโก้ของจุฬาฯ คล้ายกับไม่เชื่อว่าผมสอบติดเข้ามาได้อย่างไง ส่วนเพื่อนผมคนนี้สอบติดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เราไม่ค่อยสนิทกันมากนัก
เพื่อนผมหลายคนที่โรงเรียนสามเสนวิทยา สอบติดเข้ามาหลายคน ผู้ชายสอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ส่วนผู้หญิงสอบติดคณะวิทยาศาสตร์ และมักเจอกันอยู่เสมอในช่วงที่เรียนอยู่นิสิตชั้นปี 1 และเพิ่งมาพูดคุยกันตอนเรียนที่จุฬาฯ มันก็แปลกดี สมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผมไม่ค่อยคุยกับใคร เป็นคนเงียบขรึม มีเพื่อนสนิทจริงๆ อยู่คนสองคน ชื่อเล่นว่า เม้ง กับ อ๊อก (เม้งเรียนหนังสือเกรดพอๆกับผมคือ 2 กว่าต้นๆ สอบได้สาขาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรจน์ และได้สละสิทธิ์มาเรียนบริหารธุรกิจด้านบัญชี มหาวิทยารามคำแหง ภายหลังเรียนจบสามปีครึ่ง แถมได้เกียรตินิยมอันดับสอง ส่วนอ๊อก เข้าคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปีต่อมาจึงสอบมาเรียนที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รุ่นน้องผมและมีปัญหาการเรียนเหมือนกัน ซึ่งต่อมาผมได้วางแนะนำให้จนกระทั่งเรียนจบ และมาทำงานรับราชการที่กรมปศุสัตว์อีกเช่นกัน สวรรคลิขิตแท้ๆ)
ก่อนได้เข้ามาเรียน ก็ต้องมีการสอบสัมภาษณ์เช่นกันโดยอาจาร์ยที่สอนในคณะนั้น เพื่อดูว่าทัศนคติและจิตใจเป็นปกติเหมือนคนทั่วไปหรือไม่ นอกจากนั้นมีการตรวจสภาพร่างกายว่าแข็งแรงสมบูรณ์ มีโรคประจำตัวหรือไม่ ยิ่งเป็นหมอคนหรือคณะแพทยศาสตร์ต้องมีการทดสอบสภาพจิตใจลึกๆ ว่าเป็นโรคจิตหรือไม่
ปีแรกของการศึกษาในคณะสัตวแพทยศาสตร์เป็นวิชาพื้นฐาน ผมและเพื่อนๆในชั้นเดียวกันต้องไปเรียน “ในเมือง” คณะวิทยาศาสตร์ ร่วมกับนิสิตชั้นปีหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ ผมได้เจอนิสิตที่สอบได้ที่หนึ่งของประเทศไทยในสาขาวิทย์-คณิต ที่สอบติดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯเขามาจากโรงเรียนวัดสุทธิวราราม เป็นลูกคนจีน มีฐานะยากจน (ทุกปีหลังการประกาศผลสอบเอ็นทรานซ์ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับจะลงข่าวในหน้าหนึ่งว่าสาขาใดที่มีนักเรียนสอบเข้าได้เป็นที่หนึ่งของประเทศ ส่วนใหญ่ที่สอบเข้าได้เป็นที่หนึ่งของประเทศมักเป็นนักเรียนจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท)
ผมไม่ได้สนใจว่าใครจะสอบได้ที่หนึ่งของประเทศ ยิ่งหนังสือพิมพ์ไปลงข่าว อาจเป็นแรงกดดันให้มีความเครียดยิ่งขึ้น แทนที่จะสอบผ่านในแต่ละวิชา กลับกลายเป็นว่าต้องสอบให้ได้คะแนนสูงๆ เหนือกว่าคนอื่นเพื่อให้ได้ “เกรด A” และเกียรตินิยมในที่สุด ผมไม่ทราบว่าการลงข่าวในหนังสือพิมพ์ดังกล่าวจะเป็นผลเสียตามมาหรือไม่ (ช่วงระยะหลังปี 2547 หรือ 3-4 ปี มานี้มักจะลงข่าวผู้พิการทางด้านสายตาว่าสามารถสอบเข้าได้ในคณะของมหาวิทยาลัยชื่อดังด้วย)
เทอมแรกนิสิตคณะสัตวแพทยศาตร์ ต้องลงศึกษาในวิชาพื้นฐาน 18 หน่วยกิต เป็นวิชาเคมี ฟิสิกส์ที่เกี่ยวกับทางด้านแพทย์ ต้องเข้าห้องปฎิบัติการและมีการสอบ “แล็ปกริ๊ง” (มีแผ่นข้อสอบที่บรรจุคำถามและช่องว่างที่จะลงคำตอบมาให้และดูการทดลองที่อยู่บนโต๊ะเป็นหลัก มีเวลาลงคำตอบเพียง 30 วินาที ก่อนย้ายไปอีกโต๊ะหนึ่งเพื่อตอบคำถามข้อต่อไป โดยมีลูกศรชี้ว่าย้ายไปที่ไหน) นอกนั้นเป็นวิชาพื้นฐานทางด้านสัตวแพทย์ และหมวดสังคมศาตร์
เพื่อนชั้นเรียนเดียวกับผมมีผู้ชายเกือบ 50 คน ผู้หญิง 8 คน มีทั้งเฟรชชี่และฟอสซิล (เฟรชชี่ใช้เรียกนิสิตที่เพิ่งจบนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ มศ.5 ส่วนฟอสซิลใช้เรียกนิสิตที่เคยเรียนจากที่อื่นมาแล้ว อาจเป็นคณะอื่นหรือมหาวิทยาลัยอื่น มักจะเป็นนักศึกษาหรือนิสิตชั้นปีที่หนึ่งที่กลับมาสอบเอ็นทรานซ์ใหม่ เพราะได้ในคณะที่ตัวเองไม่ต้องการ ผมลืมบอกไปว่าเขามักเรียกผู้ที่เรียนในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า “นิสิต” และมหาวิทยาลัยอื่นว่า “นักศึกษา” ไม่ทราบเช่นกันว่าทำไมเรียกแตกต่างกัน อาจเนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย สังเกตุไหมว่าเขียนคำ “มหาวิทยาลัย” อยู่ด้านหลังคำว่า “จุฬาลงกรณ์” ขณะที่ผมเรียนอยู่ไม่มีตัวรอการันด้านบนตัว “ณ” คงเพิ่งมาเปลี่ยนเมื่อไม่นานมานี้)
พอเรียนไปได้หนึ่งเดือนก็เริ่มมีเทศกาล “รับน้อง” ทั้งในเมืองและคณะของตนเองโดยกำหนดให้เป็นคนละวันกัน ในเมืองจะเริ่ม “รับน้อง” ก่อนคณะของตนเอง มีการเกณฑ์น้องใหม่คณะต่างๆ ให้เข้าแถวยาวเหยียดตั้งแต่เช้า แถวผู้ชายไปอีกทางหนึ่ง ส่วนแถวผู้หญิงก็ไปอยู่แถวหนึ่ง แถมยังจับแยกเพื่อนที่เรียนคณะเดียวกันให้สลับแถวกันไปจนหาไม่เจอ ผมโดนจับแยกไปให้ไปจับคู่กับสาวนิสิตคณะครุศาสตร์ จำได้ว่าเธอเป็นสาวที่หน้าตาดีที่สุดในแถวผู้หญิงนั้น ใบหน้ารูปไข่ ตาโตพอสมควร ในสายตามีแววเป็นคนร่าเริง มักหัวเราะอยู่เสมอ รูปร่างสมส่วน ไม่อ้วนไม่ผอมสูงกว่า 160 กว่าเซ็นติเมตร หลังจากทำความรู้จักกันโดยการถามชื่อเล่น พวกรุ่นพี่ “ในเมือง” ก็สั่งให้ทุกคนถอดและนำเนคไทสีน้ำเงินที่มีโลโก้จุฬาฯ ติดอยู่มาผูกข้อมือผู้หญิงที่เป็นคู่ของตัวเอง หลังจากนั้นก็ให้แต่ละคู่เวียนกันไปตามซุ้มของรุ่นพี่คณะต่างๆ
ผมและคู่ของตัวเองมาหยุดอยู่ซุ้มหนึ่งที่รุ่นพี่พูดว่า “เป็นผู้ชายสูบบุหรี่เป็นหรือไม่”
ผมรีบตอบไปว่า “สูบบุหรี่ไม่เป็นครับ”
รุ่นพี่คนนั้นรีบยื่นบุหรี่ที่มีไฟไหม้หวอดอยู่ตอนปลายมาให้ พร้อมสำทับว่า “สูบ แล้วหายใจเข้า ให้พ่นควันบุหรี่ออกมา”
ผมสูบไปได้ครั้งเดียวก็เกิดอาการไอขึ้นมาและยื่นบุหรี่ส่งคืนให้ทันที กลิ่นฉุนมากเป็นอันตรายกับสุขภาพ ตั้งแต่นั้นมาผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่สูบบุหรี่อีกเลย
แต่ละซุ้มจะมีเกมส์ให้เล่น เช่น เป่าเหรียญบาทให้ทับเหรียญบาทอีกอันที่อยู่ห่างกัน โดยการเป่าเพียงสามครั้ง ผมทำได้ ก็เลยได้เงินมาสิบบาท ส่วนใหญ่เป็นเศษเหรียญบาท จำได้ว่าผ่านไปยังคณะสถาปัตยากรรมศาสตร์ เขาให้น้องใหม่ผู้ชายทุกคนเต้นเหมือนเด็กกลุ่มหนึ่งที่โฆษณาไฮเตอร์ เป็นยี่ห้อน้ำยาซักผ้าขาวในทีวีทีโด่งดังในสมัยนั้น ในทีวีเด็กน้อยคนหนึ่งเต้นไปแล้วกางเกงขาสั้นหลุด จึงหันหลังกลับและเอามือมาปิดก้นตัวเอง บังเอิญลีลาผมเต้นเหมือนที่สุดจึงโดนให้เต้นอีกครั้งเป็นรอบสอง สร้างความสนุกสนานให้กับรุ่นพี่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์เป็นอย่างมาก
อีกซุ้มหนึ่งอยู่หน้าริมสระบัวขนาดใหญ่ ด้านหน้าของจุฬาฯ มีการทำความสะอาดและขุดลอกเอาบัวใหญ่ออกจนหมด สระนี้ลึกมากประมาณ 4 เมตร ความกว้างคูณความยาวประมาณ 50 เมตรคูณ 30 เมตร ผมหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อได้ยินเสียงรุ่นพี่บอกว่า
“ให้รีบกระโดดลงว่ายน้ำให้ถึงความกว้างของสระน้ำอีกฝั่งหนึ่ง”
ผมรีบบอกว่า “ว่ายน้ำไม่แข็ง”
ได้ยินเสียงรุ่นพี่คนนั้นตอบกลับมาว่า “ไม่ต้องลงสระว่ายน้ำ”
ผมถอนหายใจโล่งอก และรีบไปซุ้มอื่นต่อไป
บางซุ้มให้น้องใหม่ผู้ชายใช้ปากคาบแท่งขนมยี่ห้อกูรุโก๊ะอาไว้ แล้วผู้หญิงคู่ของตัวเองกัดแท่งขนมที่ปลายให้แหลือประมาณหนึ่งข้อหรือประมาณ 2 เซ็นติเมตร โดยไม่ให้แท่งขนมหัก ส่วนใหญ่จะหักเสียก่อนเพราะผู้หญิงจะกลัวว่าปากจะสัมผัสถูกปากผู้ชายจึงรีบใช้ปากกัดแท่งปลายขนมอย่างรวดเร็ว แรงสะเทือนทำให้แท่งปลายขนมกูรุโก๊ะอีกข้างหนึ่งที่ผู้ชายคาบอยู่หักเอาได้ง่ายๆ เกมส์นี้รุ่นน้องผู้หญิงกลัวกันมาก
ผมเล่นเกมส์พร้อมกับคู่ตัวเอง ได้เงินมาประมาณหลายสิบบาทก็มอบให้เธอคนนั้นทั้งหมด (ก่อนมาถูกรับน้อง “ในเมือง” รุ่นพี่ที่คณะสั่งให้ทุกคนมอบเงินทั้งหมดให้กับผู้หญิงที่เป็นคู่เล่นกมส์ เพื่อแสดงความเป็นสุภาพบุรษ)
ใกล้เที่ยง รุ่นน้องทั้งหมดก็เดินออกจากซุ้มของรุ่นพี่คณะต่างๆ ผมเอ่ยปากลาเธอ คู่เล่นเกมส์ของผม เธอแสดงอาการอ้อยอิ่งเล็กน้อย คงจะซาบซึ้งที่ผมแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ มอบเงินที่เล่นได้ทั้งหมดให้เธอ ผมจำไม่ได้แม้แต่ชื่อเล่นของเธอ ภายหลังมีเพื่อนที่เรียนคณะเดียวกันกับผมมาบอกว่าเธออยากให้ผมไปที่คณะครุศาสตร์ ผมไม่ได้สนใจ ไม่ใช่ว่าผมหยิ่ง ความจริงเธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักมาก แต่ผมอยากเรียนให้จบ ไม่สนใจเรื่องอื่น (เพื่อนผมคนนี้ชอบไปรู้จักกับเพื่อนๆ ต่างคณะเสมอ เขาเป็นเพื่อนที่มาจากจังหวัดอุบลราชธานี เป็นคนจีน หลังจากเรียนจบแล้วกลับไปเปิดคลีนิกรักษาสัตว์ที่บ้านและรับสืบทอดกิจการร้านขายผ้าต่อจากพ่อ แต่งงานกับคนบ้านเดียวกัน มีลูกสามคน ผมมาพบกับเพื่อนคนนี้อีกครั้งราวปี พศ.2541 เมื่อครั้งที่ทำงานอยู่กรมปศุสัตว์ ต้องไปตรวจโรงงานฆ่าไก่เพื่อการส่งออกที่จังหวัดอุบลราชธานี)
การรับน้องในคณะสัตวแพทยศาสตร์ไม่มีอะไรมาก รุ่นพี่ตั้งแต่ชั้นปีที่สองเป็นต้นไปจนถึงปีที่หก เลือกทำซุ้มของตนเองภายในคณะ บางซุ้มมีการเขียนข้อความต่างๆ เช่น “น้องใหม่น่ารักจังเลย” “ขอแสดงความยินดีกับรุ่นน้องทุกคน” เป็นต้น
ผมกับเพื่อนรุ่นเดียวกันยืนเข้าแถว เดินผ่านซุ้มของรุ่นพี่ที่มาทาหน้าตาให้เปอะเปื้อนด้วยสีต่างๆและปิดตา ให้งมปลาไหล กบ แมลงสาบที่อยู่ในถัง ต้องมุดเข้าไปใต้ตึก “หัวโต” ที่อยู่ด้านหน้าสุดของคณะ บางซุ้มให้กินขนมสีเหลืองที่ทำเป็นลักษณะเละๆ เหมือนอุจจาระคน ผมคนหนึ่งละที่ไม่ยอมกิน เอาไปฆ่าให้ตายก็ยอม บางซุ้มจะปิดตารุ่นน้องผู้หญิงแล้วเอาเศษลูกโป่งที่แตกแล้วใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ถางยางลูกโป่งออก จากนั้นเอาไปแตะที่แก้มรุ่นน้องผู้หญิงโดยขยับทั้งนิ้วโป้งและนิ้วชี้พร้อมกัน รุ่นน้องที่ถูกปิดตาจะรู้สึกเหมือนกับถูกหอมแก้ม ผมแอบขำอยู่ในใจที่เห็นบางคนนั่งตัวแข็งทือ และบางซุ้มจะถามชื่อเล่นรุ่นน้องทุกคน โดยเฉพาะรุ่นพี่ผู้ชายจะแกล้งถามรุ่นน้องผู้หญิงว่า “รักพี่มั้ย” ถ้าตอบว่า “รัก” ก็จะมอบมงกุฎที่มีลักษณะเป็นขดลวกวงกลม ติดต้นไม้และดอกไม้ให้สวยงาม ส่วนรุ่นน้องผู้ชายจะถูกไล่ให้ลอดผ่านใต้โต๊ะที่นำมาต่อกันเป็นแถวยาว แล้วให้มาขี่หลังกันโดยให้คนข้างบนถือน้ำแข็งก้อนใหญ่ รุ่นพี่จะคอยถามว่า “เย็นมั้ย” รุ่นน้องข้างบนจะตอบว่า “ไม่เย็น” จนกว่าจะยอมแพ้จึงให้ลงมาได้
ผมจำได้ว่าผ่านเข้าไปในห้องทีวี หรือห้องนั่งเล่นของหอพักชายที่อยู่ชั้นล่างสุด (หอพักชายของคณะสัตวแพทยศาสตร์จะตั้งอยู่ด้านหลัง เป็นตึกเก่าสองชั้น มีห้องพักประมาณสิบกว่าห้อง มีห้องน้ำรวมอยู่ภายในตัวตึกทั้งชั้นล่างและชั้นบน ส่วนหอพักหญิงอยู่ถัดมาเป็นลักษณะบ้านไม้สองชั้น มีประมาณสี่ห้อง (ปัจจุบันถูกทุบทิ้งไปหมดแล้ว กลายเป็นตึกสูงนับสิบชั้นเพื่อรองรับจำนวนนิสิตที่เพิ่มขึ้นหนึ่งร้อยกว่าคน ไม่ได้จำกัดว่าจะรับผู้ชายกี่คน และผู้หญิงกี่คนอีกต่อไป ระยะหลังจึงกลายเป็นว่าส่วนใหญ่เป็นนิสิตหญิงมากกว่านิสิตชายถึงสามเท่าตัว) ใช้เป็นสถานที่รับน้องของรุ่นพี่ชั้นปีที่ 5 เขาให้ผมเป่าลูกโป่งจนกว่าจะแตก เล่นเอาหูอื้อไปเลย ส่วนเพื่อนผมที่เป็นผู้หญิงก็ใช้ริมฝีปากคาบปากลูกโป่งที่ใส่น้ำขนาดย่อม แล้วยืนบนแท่นสูง ส่วนผมก็ให้เอาปากคาบเข็มเย็บผ้า เอียงคอและกระโดดเหย็งๆ แทงลูกโป่งที่ใส่น้ำที่เพื่อนผู้หญิงยืนคาบอยู่บนแท่น แทงครั้งแรกปรากฎว่าลูกโป่งไม่แตก มีน้ำไหลออกมาจากรูลูกโป่งเข้าไปในหูผม รุ่นพี่ทุกคนหัวเราะชอบใจและแปลกประหลาดใจที่ลูกโป่งไม่แตก ผมเข็ดกับการถูกรับน้องไปอีกนาน และสัญญากับตัวเองว่าจะพยายามเรียนให้จบ ไม่กลับไปเอ็นทรานซ์ใหม่โดยเด็ดขาด
สมัยกลางปีพศ.2525 ด้านหน้าติดถนนอารีดูนังต์ มีต้นมะพร้าวสูงตะหง่านอยู่หลายต้น ต้นไทรอายุเป็นร้อยปีแตกกิ่งก้านสาขาให้ความร่มเย็น มีลมเย็นพัดผ่าน มีสนามหญ้าขนาดใหญ่อยู่หน้าตึก “หัวโต” (ต่อมาปีพศ.2527 ได้มีการตัดต้นไม้ทั้งหมดทิ้งและถมสนามหญ้า เพื่อปรับสภาพให้เป็นพี้นคอนกรีต และทำเป็นสนามบาสเกตบอล ปัจจุบันกลายเป็นบริเวณที่จอดรถให้กับบุคคลภายนอกที่นำสัตว์เลี้ยงประเภทสุนัข แมวมารักษายังด้านล่างของตึก “หัวโต” ที่เป็นโรงพยาบาลรักษาสัตว์) ด้านข้างเป็นทางเดิน ทั้งสองข้างทางมีคลองเล็กๆ น้ำใสไหลเป็นทาง ไม่มีกลิ่นเหม็นหรือเน่าเสีย และมีประตูด้านข้างที่สามารถเดินทะลุผ่านโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไทไปยัง “ในเมือง” เพื่อไปเรียนวิชาพื้นฐานได้ (ปัจจุบันเส้นทางนี้ถูกปิดแล้ว ไม่สามารถเดินทะลุได้)
ผมลืมบอกไปว่าคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ตั้งอยู่บนต้นถนนอารีดูนังต์ หลังจากเลี้ยวขวามาจากสยามสแควร์ ด้านขวาติดกับโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท ด้านซ้ายเป็นคณะทันตแพทยศาสตร์ ส่วนด้านหลังถัดห่างออกไปเป็นคณะเภสัชกรรมที่ฝั่งตรงข้ามเป็นหอพักเจ้าจอมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปัจจุบันเป็นสถานที่ตั้งของห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง สร้างขึ้นในปีพศ.2527)
หลังจากผ่านเทศกาล “รับน้อง” แล้ว ก็มีการหัดร้องเพลงเชียร์ของคณะในตอนเย็น ผมขี้เกียจอยู่เย็นจึงโดดซ้อมเพลงเชียร์เป็นประจำ พอเรียนจบก็กลับบ้านทันที รู้สึกเสียดายเหมือนกัน ในปีแรกจะมีมหกรรมกีฬาชั้นปีหนึ่งของคณะต่างๆมาร่วมแข่งขันกัน นัยว่าเพื่อเชื่อมความสามัคคีของคณะต่างๆ และเป็นการทำกิจกรรมร่วมกัน เนื่องจากปีแรกคณะต่างๆยังเรียนไม่หนักมากนัก
กีฬาที่แข่งขันกันมีหลายประเภท เช่น บาสเกตบอล วอลเล่ย์บอล รักบี้ ยูโด ปิงปอง เป็นต้น ผมรู้สึกขำขันที่เห็นเพื่อนรุ่นเดียวกับผมที่เป็นผู้หญิง 8 คน ต้องลงแข่งกีฬาทุกประเภท ยกตัวอย่าง บาสเกตบอล และ วอลเล่ย์บอล มีผู้เล่นตัวจริง 6 คน ส่วนสำรองก็มีเผื่อให้ 2 คน ส่วนผมไม่เล่นกีฬาเลย เพราะเล่นไม่เป็น แม้ว่าตอนเด็กๆจะชอบเต๊ะฟุตบอล แต่ก็เต๊ะมั่วๆไปอย่างงั้นเอง
แม้ว่าผมจะโดดซ้อมเพลงเชียร์ของคณะและจุฬาฯ แต่ผมก็ไปเชียร์กีฬาของคณะตัวเองหลายครั้ง บางครั้งกลับบ้านมืด ผมมีเพื่อนสนิทในชั้นปีหนึ่งอยู่สามสี่คน แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบันปีพศ.2551 พวกเราก็ยังติดต่อกันอยู่ แม้ว่านานๆ จะโทรศัพท์ (มือถือ) หากันสักครั้งหนึ่ง เนื่องจากแต่ละคนมีงานรัดตัว ตำแหน่งหน้าที่การงานและความรับผิดชอบสูงขึ้น รวมทั้งมีครอบครัวและลูกที่ต้องเลี้ยงดู บางคนก็อยู่ภาครัฐ บางคนก็อยู่ภาคเอกชน และบางคนก็ประกอบอาชีพส่วนตัว
ช่วงเช้าที่ผมก้าวเดินเข้ามา “ในเมือง” เพื่อเรียนวิชาพื้นฐานที่คณะวิทยาศาสตร์ ผมจะยินเสียงเพลงลอยตามมา “เดิน… เดิน…เดินเถอะลา…นิสิตจุฬา…มหาลงกรณ์…เดิน… เดิน…เดินเถอะลา…นิสิตจุฬา…มหาลงกรณ์…ชิงเอาชิงชัย…เถอะหน่า…นิสิตจุฬา…มหาลงกรณ์” เป็นเพลงเชียร์นั่นเองที่ผมจำได้จนทุกวันนี้ และปณิธานของจุฬาฯที่ว่าจะเก็บเกี่ยววิชาความรู้ให้มากที่สุดในขณะที่เรียนอยู่และจะเป็นคนดีมีคุณธรรมของสังคมเมื่อเรียนจบออกไปแล้ว ผมภาคภูมิใจที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่นี่ เป็นนิสิตใหม่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย