หนังสือ “บ้านแตกแต่ใจไม่สลาย ”
Broken home, but not broken harth
โดยศาสตราจารย์ พ.ญ.อุมาพร ตรังคสมบัติ
เริ่มเล่าก๊านเลยนะคร่ะ………….
*********หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ พ่อ แม่ทุกคนต้องอ่าน ทั้งที่หย่าแล้ว กำลังอย่า และไม่เคยคิดที่จะหย่า**********
หนังสือเรื่องนี้จะกล่าวถึง การครองรักของคู่รัก หรือทางออกของชีวิตคู่ที่จบด้วยการอย่าร้าง แล้วสุดท้ายผลกระทบที่เกิดจาการหย่า
ร้างนั้นไม่ได้ไปเกิดที่ใคร นอกจาก ตัวคุณ คู่สมรส และสุดท้ายนั่น คือ ลูกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
จากสถิติการสำรวจในสหรับอเมริกาพบว่า
*** เด็กมากกว่าหนึ่งล้านคนต่อปี จะต้องประสบปัญหาการหย่าร้างของพ่อแม่***
*****ในการหย่าร้างครั้งแรก ร้อยละ 20 จะต้องลงเอยด้วยการหย่าร้างหรือแยกทางกัน ภายใน 5 ปี ร้อยละ 30 จะหย่าร้างหรือแยก
กันภาย
ซึ่งในไทยเราเองจากการสำรวจที่ผ่านมานั้น จากการสำรวจในมัธยมปลายทั่วประเทศพบว่า ร้อยละ 5 มาจากครอบครัวที่พ่อแม่หย่าร้างหรือแยกทางกัน ซึ่งเด็กในปัจจุบันเติบโตมาพร้อมกับ สภาพบ้านแตก ซึ่งแสดงว่าเด็กๆในยุคนี้ต้องเผชิญปัญหาบ้านแตกแยกมากกว่าเด็กในยุคที่ผ่านมา นั้นก้แสดงว่า จะเกิดปํยหาอื่นๆตามมาอีกมากมายจากการหย่าร้างที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
หนังสือเล่มนี้มีการเขียนบอกสำหรับคู่รักที่อยู่ในระหว่างการหย่า หรือการจัดการกับความรู้สึกก่อนที่จะหย่า ว่า จากการวิจัยที่พบว่า
***เด็กจากครอบครัวที่พ่อแม่อยู่ด้วยกันแต่มีความขัดแย้งกันสูงจะมีปัญหาในการปรับตัวมากกว่าเด็กที่พ่อแม่หย่าร้างกัน***
****ครอบครัวที่พ่อแม่ทำร้าบร่างกายกันบ่อยๆ จะปรับตัวและรู้สึกสบายใจขึ้นหากพ่อแม่ตัดสินใจแยกทางกัน***
****หลังการหย่า หากความขัดแย้งลดลง เด็กจะปรับตัวดีขึ้น แต่หากความขัดแย้งนั้นยังคงมีอยู่ เด็กจะตรึงเครียดมากและการปรับตัวก็จะแย่ลงเพราะเด็กต้องเผชิญกับปัญหาทั้ง 2 อย่าง คือ การปรับตัวกับการหย่าร้างของพ่อแม่ และการต้องเผชิกับการทพเลาะวิวาทของพ่อแม่****
ในท้ายๆของแต่ละบทจะมี กรณีตัวอย่างของเด็กทีได้รับผลกระทบจากการหย่าร้างมาเป็นตัวอย่างประกอบ เช่น
เด็กที่ขี้โมโห
คือพ่อแม่หย่าร้างกันไปได้สักพักหนึ่ง ประมาณเกือบ 4 ปีน่าจะได้ เด็กคนนี้มีอาการขี้โมโห ชอบทำลายข้าวของ เขาอาศัยอยู่กับพ่อแต่มีย่าดูแลอีกทีเพราะพ่อต้องไปต่างประเทศบ่อยๆๆๆๆๆ แม่ก็ไปๆมาๆ จากการวิเคราะหืสภาพปัญหาของเด็กคนนี้ ทราบว่า เด็กคนนี้รู้สึกว่าตนเป็นของใครบางคน เพราะโดยทั่วๆไปเด็กจะต้องรู้สึกว่าตยเป็นของพ่อและแม่ ตอนนี้เด้กคนนี้อายุ 8 ปี ถ้าปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดกับเด้กที่อยู่ในช่วงอายุ 5-10 ปี ก็จะทำให้เด้กเกิดความไม่มั่นคงในอารมณ์ และในการพัฒนาบุคลิคได้ ซึ่ง การขาดแม่คนนี้ทำให่เขานั้นคิดถึงพ่อ และเกิดความชะงักในพัมนาการ ตามทฤษฎีจิตวิทยา วึ่งเด็กวัย 3-5 ปี จะติดใจพ่อแม่ที่เป็นเพศตรงข้าม แต่เด็กคนนี้ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่อย่างสม่ำเสมอจึงเกิดความห่างเหินและเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมซึ่งตามความเป็นจริง เด็กชายในช่วง 3-5 ปี จะรู้สึก ติดใจแม่ แต่ในที่วุดความรู้สึกนั้นจะลดลง หันมาชื่นชมพ่อ เลียนแบบพ่อ และในที่สุด ก็สามารถสร้างความผูกพันที่เหมาะสม และเกิดพัฒนาการสำหรับเพศของตน เด็กหญิงก็จะเปลี่ยนจากการผูกพันกับพ่อเป็นพิเศษ มาใกล้ชิดกับแม่และเลียนแบบพฟติกรรมที่เหมาะสมจากแม่ ซึ่งถ้าขากในช่วงนี้ไปในอนาคตอาจเกิดปัญหาความสัมพันธ์กับเพศชายได้ เพราะเมื่อแม่ไม่อยู่เธอยังคงไม่มีโอกาสที่จะทำตามพัฒนาการนั้น เธอจึงยังติดพ่ออยู่ และพฟติกรรมก้าวร้าวที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะเธอไม่สามารถจัดการกับอารมณืของเธอได้ ไม่มีคนมารับฟัง ช่วยเธอคิดกแก้ปัญหา เธอจึงแสดงมันออกมาเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแทนการแสดงความรู้สึกเหล่านั้น
บางครั้งในการหย่าร้างของผู้ใหย่ก็มักจะนำลูกมาเป็นเครื่องมือ หรือเป็นสื่อกลางในการสอดแนมฝ่ายตรงข้ามว่า มีแฟนใหม่หรือยัง ทำอะไรอยู่ หรือบางครั้งก็แก้แค้นฝ่ายตรงข้ามดดยการไม่ให้ลูกไปพบปะพูดคุย หรือเล่าเรื่องที่ไม่ดีของฝ่ายตรงข้ามให้ลุกฟังมากเกินวัยของลุก ซึ่งการที่เด็กรับรู้เรื่องขัดแย้งของผุ้ใหญ่มากเกินไปจะทำให้เด็กกังวลมากยิ่งขึ้น และการที่พ่อ/แม่สอนให้ลูกเกลียดฝ่ายตรงข้าม ว่าเป็นคนไม่ดี ซึ่งอาจทำให้เด็กเหล่านี้ไม่พอใจตนเอง เกลียดตัวเองก้มี เพราะเขาเติบดตมาด้วยความเกลียดพ่อ และแม่ของเขา
ดังนั้น แม้คุณรักไม่รักพ่อ/แม่ของลูกแล้วก้ตามแต่จงให้อิสรภาพแก่ลูกที่จะรัก
***เด็กที่พ่อแม่หนชย่าร้างกันไม่ได้พบกับความสูญเสียเพียงครั้งเดียว
แต่สูญเสียหลายครั้ง
ไม่ได้มีการสูญเสียเพียงครั้งเดียว
แต่สูญเสียหลายสิ่ง***
เด็กที่ครอบครัวหย่าร้างจำเป็นต้องมีปัญหาหรือไม่
งานวิจัย 92 เรื่องที่ทำในเด็ก 13,000คนตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ พบว่า เด็กที่พ่อแม่หย่าโดยเฉลี่ยแล้วจะแย่กว่าเด็กทั่วไป คือเด็กจะมีปัญหาการเรียน ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ ภาพลักษณ์แห่งตนไม่ดี มีปัญหาความสัมพันธ์กับพ่อแม่และเพื่อน
เด็กที่พ่อแม่หย่าร้างมีภาวะซึมเศร้าสูงร้อยละ 65 มากกว่าเด็กที่พ่อแม่อยู่ด้วยกันที่มีเพียงร้อยละ 21
อาจสรุปได้ว่า
-
การหย่าร้างเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กมีปัยหาสุขภาพจิต
-
เด้กที่พ่อแม่หย่าร้างจะมีโอกาสเกิดปัญหามากกว่าเด็กทั่วไปถึง 3 เท่า
-
แต่เด็กที่พ่อแม่หย่าร้างส่วนใหญ่(ร้อยละ 70)จะปรับตัวได้ดี
-
มีเด็กส่วนน้อยเท่านั้น(ร้อยละ 30 )ที่มีปัญหารุนแรง
สิ่งที่เด็กๆเครียด
จากการศึกษาของมหาวิทยาลัย Arizone state university ในเด็กอายุ 10-15 ปีพบว่า สิ่งที่คิดว่าเป็นความตึงเครียดมากที่สุดในการหย่าร้างมี 10 ประการ คือ
-
พ่อหรือแม่บอกว่าเขาหย่ากันเพราะหนุ
- พ่อแม่ทำร้ายร่างกายกัน
- ญาติๆพูดถึงสิ่งที่ไม่ดีดกี่ยวกับพ่อแม่ให้หนูฟัง
- พ่อบอกว่าไม่อยากให้หนูใช้เวลากับแม่
- พ่อกับแม่ทพเลาะกันต่อหน้าหนู
- พ่อพูดสิ่งที่ไม่ดีเกี่ยวกับแม่
- หนูต้องจากหลายสิ่งที่หนูชอบ เช่น สัตว์เลี้ยง
- แม่ดุไม่มีความสุข
- พ่อถามหฯหลายอย่างเกี่ยวกับตัวแม่และสิ่งที่แม่ทำ
- เพื่อนบ้านชอบพูดเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่ก้เป็นความเครียดสำหรับเด็กและอาจทำให้เด็กเกิดปัญหาได้
ปัญหาที่พบบ่อยในเด็กที่พ่อแม่หย่าร้างกัน ได้แก่
-
มีอารมณ์เศร้าและวิตกกังวล
-
มีพฤติกรรมเกเร ก้าวร้าว และวิตกกังวล
-
มีปัญหาความสัมพันธ์กับพ่อแม่ ผู้ใหญ่คนอื่นๆและเพื่อน
-
มีอัตราการใช้สุรา บุหรี่ กัญชา สูงกว่าเด็กจากครอบครัวทั่วไป เพราะเด็กพึ่งเพื่อนมาก มีวิการปรับตัวแย่ และพ่อแม่ก็ไม่ค่อยได้มาควบคุมสอดส่องเด็กมากเท่าที่ควร นอกจากนี้พ่อแม่เองก็ใช้สุราและสารเสพติดมากกว่าพ่อแม่ทั่วไปด้วย
-
วัยรุ่นหญิงมีโอกาสตั้งครรภ์ในขณะยังเป๋นนักเรียนสูงกว่าวัยรุ่นจากครอบครัวทั่วไป 2 เท่า
-
มีผลการเรียนต่ำลง
-
อัตราการเรียนหนังสือไม่จบจะสูงกว่าเด็กจากครอบครัวทั่วไป 2 เท่าและโอกาสที่จะได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยก็ต่ำตามด้วย
กลกไกที่ทำให้เด็กมีปัญหา
-
การสูญเสียพ่อแม่ การหย่าร้างคือการสูญเสีย นอกจากจะสูญเสียการเลี้ยงดูแล้วยังสูญเสียหลายสิ่ง เช่น แบบอย่างที่ดี การชี้นำโอกาสหลายอย่างที่พ่อแม่หยิบยื่นให้ การที่พ่อแม่เสียชีวิตกับการเดินจากไปของพ่อแม่นับเป็นการสูญเสียทั่งคู่ แต่จากการวิจัยพบว่า เด็กที่พ่อแมหย่าร้างจะมีปัญหามากกว่าที่พาอแม่เสียชีวิต แต่หากมีผู้ใหย่ที่มาทำหน้าที่แทนพ่อหรือแม่ที่จากไป เด็กก็จะสามารถพัมนาไปได้ดีขึ้น
-
การเงินที่แย่ลง ครอบครัวที่หย่าร้างและมีพ่อหรือแม่หาเลี้ยงเพียงคนเดียวมักมีความจำกัดด้านการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของลูกได้มาก
-
ความตรึงเครียดที่มากขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อเด็กบ่อยๆ เช่น เปลี่ยนบ้าน โรงเรียน ความสัมพันธ์กับผุ้อื่นก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย เด็กยิ่งเครียดมากเท่าไหร่ก้จะปรับตัวได้มากขึ้นเท่านั้น
-
พ่อแม่ปรับตัวไม่ดี การปรับตัวของเด็กจะดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการปรับตัวของพ่อแม่ด้วย
-
ประสิทธิภาพของแม่ หลังการหย่าร้างพ่อแมหลายคนมีประสิทธิภาพการเลี้ยงลูกลดลง การควบคุมวินัยอย่างสม่ำเสมอและทำให้เด็กเกิดปัญหาพฤติกรรมได้ยาก
-
ความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่ ความขัดแย้งทั้งหลังและก่อนหย่าจะส่งผลต่อการปรับตัว พัฒนาการทางด้านจิตใจและบุคลิกภาพของเด็ก
เด็กจะปรับตัวได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัย ต่อไปนี้
-
ปัจจัยเกี่ยวกับตัวเด็ก เช่น เพศ อายุ ระดับพัฒนาการของเด็กดดยเฉพาะระดับสติปัญญา พื้นอารมร์และบุคลิกภาพ
-
ปัจจัยเกี่ยวกับพ่อแม่ ชเน บุคลิกภาพของพ่อแม่ วิการปรับตัวรวมถึงภาวะสุขภาพจิตของพ่อแม่
-
ปัจจัยด้านความสัมพันธ์ เช่น ความสัมพันธ์ที่มีต่อพ่อและแม่ก่อนหย่า ความสัมพันธ์ที่พ่อแม่มีต่อกัน
-
การปรับตัวของพ่อ/แม่ที่เป็นฝ่ายเลี้ยงดูลูก ถ้าพ่อ/แม่มีการปรับตัวที่ดีก็จะทำหน้าที่การเลี้ยงลูกได้ดี เด็กก้จะปรับตัวได้ง่าย
-
ความสัมพันธ์ของเด้กกับพ่อ/แม่ที่ไม่ได้เลี้ยงดู โอกาสที่ติดต่อกับพ่อแม่มีมากเด้กก็จะปรับตัวได้มากขึ้นตามไปด้วย
การร่วมมือระหว่างพ่อและแม่ในการเลี้ยงดูลูก ถ้าพ่อแม่ร่วมมือกันได้ดี เด็กจะไม่รู้สึกขาดมากเท่าไหร่นัก
สัญญาณอันตราย
เป็นปฎิกิริยาที่เกิดขึ้นหลังการหย่าร้าง ได้แก่
-
เด็กที่มีปัญหาเกิน 6 เดือน ควรปรึกษาแพทย์
-
เด็กที่มีอารมณ์แย่ลงเรื่อยๆ ร้องไห้มาก หมกมุ่น กังวล ไมสบายใจ
-
มีความวิตกกังวลสูง กลัวในเรื่องที่ไม่เคยกลัวมาก่อน เช่น กลัวฟ้าผ่า กลัวความมืด กลัวพ่อแม่จากไป
-
เด็กไม่สามารถทำกิจกรรมที่เคยทำได้ เช่น การช่วยเหลือตนเองตามวัย
-
การเรียนแย่ลง
-
มีการเล่นซ้ำซาก โดยที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการหย่าร้าง การที่พ่อแม่จะกลับมาคืนดีกัน
-
มีการกระตุ้นตนเอง เช่น ดูดนิ้ว ดึงผม โขกศรีษะ โยกตัวหรือว่าเล่นอวัยวะเพศ
-
มีอารมณ์หงุดหงิด ก้าวร้าว รุนแรง
-
แยกตัวอยู่โดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อน
-
ขี้อายมากขึ้น ขาดความเชื่อมั่นและชอบพูดว่าตนเองไม่ดี
-
มีพฤติกรรมทำร้ายตนเอง เช่น กรีดตนเอง ดึงผม
-
มีพฤติกรรมซ้ำๆแบบย้ำคิดย้ำทำ เช่น ล้างมือบ่อยๆ
-
ดื่มสุรา หรือใช้สารเสพติด
-
เด็กผู้หญิงมีกิริยายั่วยวน หรือพยายามที่จะตีสนิทกับผู้ชาย
มีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากเหตุผลที่รู้สึกว่าตนเองแย่ ตนเองถ฿กทอดทิ้ง ไม่เป็นที่ยอมรับ เด็กต้องการทำให้ตนเองรู้สึกมีค่ามากขึ้น ทั้งพยายามแสวงหาความรักและการยอมรับจากบุคคลอื่นๆ
สัญญาณอันตรายนี้ เป็นปฎิกิริยาที่เกิดขึ้นในระยะต้นของการหย่าร้าง เกิดได้ทั้งเด็กหญิง เด็กชาย แต่อาจจะมีความรุนแรงที่ต่างกัน เช่น
-
เด็กชายอาจมีความก้าวร้าวมากกว่าเด็กหญิง
-
เด็กหญิงจะรู้สึกเศร้าและกังวลมากกว่า รวมทั้งมีพฤติกรรมทางเพศเร็วกว่า
-
ปฎิกิริยาทั้งหมดจะอยู่ประมาณ 6 เดือน- 1 ปี ในเด็กหญิง
-
ปฎิกิริยาทั้งหมดจะอยู่ประมาณ 1-2 ปีในเด็กชาย
การหย่าร้างหรือความขัดแย้งของพ่อแม่จะมีผลกระทบต่อเด้กชายมากกว่าเด็กหญิง แต่การที่เด็กชายมีการปรับตัวที่แย่ในตอนแรกอาจเป็นเพราะ เด็กส่วนใหญ่มีแม่เป็นผู้เลี้ยงดู ซึ่ง เด็กที่พ่อหรือแม่เป็นผู้เลี้ยงดูนั้น จะมีการปรับตัวดีกว่าเด็กที่อยู่กับพ่อหรือแม่คนละเพศ ดังนั้นในช่วงแรกเด็กหญิงจึงค่อนข้างจะดี แต่เด็กชายจะมีปัญหาค่อนข้างมาก
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ เด็กหญิงจะมีปัญหาในการแยกตัวออกมาเป็นอิสระจะรู้สึกไม่มั่นคงในตัวเอง นับถือตนเองต่ำ วัยรุ่นหญิงจะมีเพศสัมพันธ์ช่วงสั้นๆกับผุ้ชายหลายคน โดยเฉพาะผู้ชายที่อายุมากกว่า ไม่กล้ามีความสัมพันธ์ระยะยาวเพราะกลัวว่าจะถูกทรยศ หรือถูกนอกใจ
เด็กชายที่มีแม่เป็นผู้เลี้ยงดูนั้นจะชอบเล่นกับเด็กหญิงและเด็กที่อายุมากกว่า มีการแสดงออกทางอารมณ์น้อยกว่า มีจินตนาการในการเล่นน้อยกว่า และแยกตัวมากกว่าเด็กหญิง สาเหตุที่มีความแตกต่างกันเช่นนี้เชื่อว่าเพราะเด็กขาดแบบฉบับผู้ชายในชีวิต