google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

laongdawja

บอกเล่าทุกเรื่องราวประทับใจ

เคล็ดลับเปล่งประกายจาก 10 ผู้หญิงทรงอิทธิพล

นีเวียเปิดตัวแคมเปญ Live your beauty เผย 10 ผู้หญิงทรงอิทธิพล สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงไทยเปล่งประกายความสวยงามจาก 3 มุมมองที่แท้จริง

กรุงเทพฯ – 6 พฤษภาคม 2552 - นายธนชัย ชัยกิตติวนิช ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด นีเวีย กล่าวว่า แม้ว่าที่ผ่านมา เราจะพบว่าผู้หญิงให้ความสำคัญกับความสวยงามภายนอกเป็นอย่างมาก แต่จากการสำรวจให้ลึกเข้าไปถึงทัศนคติของผู้หญิงในเรื่องนี้พบว่า พวกเธอมองว่าความสวยงามไม่ใช่แค่เรื่องภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ความสวยงามที่เพียบพร้อมคือ ความสวยงามที่เห็นจากภายนอก (Looking) การมีชีวิตอย่างสวยงาม (Being) และความรู้สึกที่สวยงาม (Feeling) แต่ที่ผ่านมา คุณค่าความงามเหล่านี้มิได้ถูกสื่อสารในสังคมมากเท่าไรนัก นี่เองจึงเป็นที่มาของแคมเปญ Live your beauty เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนเปล่งประกายความงามทั้ง 3 มุมมองที่มีอยู่ในตัวเองออกมา โดยได้คัดเลือกผู้หญิงทรงอิทธิพลจำนวน 10 คนที่มีมุมมองในเรื่องความสวยงามเช่นเดียวกับเรา เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงไทยทุกคนได้เปิดเผยความสวยงามใน 3 มุมมองนี้ออกมา

นีเวีย ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ดูแลความงาม ที่มุ่งแต่จะขายค่านิยมชอบความสวยงามดูดีเพียงอย่างเดียว แต่เราขอเป็นเพื่อนแท้ของผู้หญิง ที่เพิ่มความมั่นใจในตัวเอง พร้อมเปล่งประกายความสวยงามในแต่ละด้านออกมาจากใจจริง และขอเชิญร่วมแบ่งปันประสบการณ์ความสวยที่เปล่งประกายจากภายในที่เว็บไซต์ นีเวีย www.nivea.co.th ซึ่งเราจะคัดเลือกและมอบรางวัลทุกเดือนอีกด้วย” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด นีเวีย กล่าว วรัตดา ภัทโรดม หนึ่งใน 10 ผู้หญิงทรงอิทธิพลของนีเวีย ผู้ค้นพบว่าความร่ำรวยไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงกล่าวว่า ค่านิยมในโลกแห่งวัตถุอาจทำให้เราหลงทาง มองความสวยแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่ถ้าลองเปลี่ยนมุมมองว่าความสวยเกิดจากจิตใจ มีเมตตา อยากให้ผู้อื่นมีความสุข ความกรุณาอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ มุทิตาเห็นใครดีไม่อิจฉา เมื่อเขามีความสุขเราก็สุขด้วย ใช้เวลาที่ยังเหลืออยู่ให้มีประโยชน์ทั้งกับตนเองและผู้อื่นให้มากที่สุด แล้วทุกๆ วัน จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และนำความสุขแบ่งปันให้ผู้อื่น เช่นเดียวกับ สุทธาสินี พุทธินันท์ นักร้องมากความสามารถ ที่เชื่อมั่นว่า ความงามที่จิตใจ เป็นประตูที่สามารถนำทุกสิ่งทุกอย่างที่สวยงามออกมาสู่ภายนอก ชีวิตคนเราควรรู้จักปรับสมดุลให้ครบทุกๆ ด้าน ทั้งจิตใจ เรื่องงานและการดำเนินชีวิต เมื่อ 3 สิ่งรวมกัน ไม่ว่าใครก็จะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและเปล่งประกายออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ด้านผู้หญิงเก่งที่ใครรู้จักเธอในนามว่า ครูเคท เนตรปรียา ชุมไชโย กล่าวว่า ความสวยงาม คือ “การได้มีชีวิต” ถือเป็นสิ่งที่พระเจ้าได้มอบให้ บางคนชอบโทษตัวเองว่าไม่สวย รวย เก่งหมือนใคร แต่ทุกคนล้วนเกิดมามีศักยภาพแฝงในตัวเอง ขึ้นอยู่กับตัวเราจะค้นหาและพัฒนาหรือไม่ ผู้ริเริ่มโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมอันโด่งดัง “ตาวิเศษ” คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช ตัวแทนความสวยงาม คือ การแบ่งปันสิ่งดีๆ กล่าวว่า การให้ คือสิ่งสวยงามที่สุดที่มนุษย์ควรมอบให้แก่กัน ไม่ว่าอยู่อาชีพใด สามารถใช้ประสบการณ์และจุดเด่นที่มี ช่วยเหลือสังคมให้เกิดประโยชน์ได้เช่นเดียวกัน” ขณะที่ ผู้หญิงแกร่งที่ไม่ยอมแพ้ให้โชคชะตา ฐิตินาถ ณ พัทลุง กล่าวว่า ความสวย คือ การทำทุกวันให้ดีที่สุด ไม่ทำร้ายคนอื่นและตัวเองทั้งความคิด คำพูดหรือการกระทำโดยยึดหลักคำว่า “อดทน” ทุกวันนี้นิยามความสวยของใครหลายคนอาจคือรูปลักษณ์ภายนอก โดยการประเมินจากคนรอบข้าง แต่แท้จริงแล้วความงามที่สุดอยู่ภายในตัวตนของแต่ละคน ที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อ และไม่มีใครนำจากเราไปได้ เราต้องค้นหาความสวยนั้นให้ได้ เมื่อค้นพบแล้วจะไม่ตกหลุมพรางที่ทำให้ไขว้เขว จะรักตัวเองในแบบที่เป็นและรักคนที่เรารักในแบบที่เขาเป็นเช่นกัน นักธุรกิจมากความสามารถอย่าง กนกพรรณ เหตระกูล มีมุมมองในเรื่องความสวยว่า การพอใจในสิ่งที่เราเป็นนั้นดีที่สุด ไม่พยายามปั้นแต่ง เรียบง่าย ไม่ทะเยอทะยาน ไม่แข่งขัน ไม่อยากได้อยากมี อยากเป็นเหมือนคนอื่น มีความสุขในแบบที่เราเป็น และเมื่อตัวเองสุข ก็ต้องรู้จักมอบให้กับผู้อื่นด้วย อดีตซูเปอร์โมเดล ที่หันมาเป็นนักธุรกิจที่ยึดหลักสายกลาง วราลักษณ์ วาณิชย์กุล บอกว่า การได้ทำเพื่อคนอื่นแม้เรื่องเล็กน้อย ก็สร้างความสุขได้ ความสุขเป็นสิ่งที่สุดยอดของชีวิตและคนรอบข้างก็สามารถรับรู้ได้ บางคนอาจไม่ได้ดูสวยเพอร์เฟค แต่ทำไมเมื่ออยู่ใกล้กลับทำให้รู้สึกประทับใจ นั่นเพราะเขาสวยจากภายใน มีจิตใจดี มีความมั่นใจ แล้วส่งผ่านสิ่งเหล่านี้ออกมา เราต้องบอกตัวเองเสมอว่า สามารถทำได้ สามารถทำดีที่สุดและก็สามารถเป็นคนดีที่สุด นี่เป็นเสน่ห์ที่ยืนยาว ด้านพิธีกรสาวมากความสามารถผู้มองโลกในแง่ดี มีสุข แจ้งมีสุข เห็นว่า ผู้หญิงเราจะยืนหยัดได้ด้วยสมองและหัวใจของตัวเอง สำหรับเคล็ดลับความสุขนั้น ความสุขไม่ต้องแสวงหา แต่อยู่รอบๆ ตัว เพียงแค่รู้จักมองในอีกมุม ชีวิตก็จะเอ็นจอยทุกด้านได้อย่างน่าอัศจรรย์ เราสามารถเติมความสุขให้ตัวเราได้ในทุกวัน แค่เปลี่ยนที่มุมมองและความคิด อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากให้ความสุขกับตัวเอง ยังต้องรู้จักเผื่อแผ่ความสุขไปยังผู้อื่นด้วย อัจฉรา บุรารักษ์ อีกหนึ่งผู้หญิงทรงอิทธิพลของนีเวีย มองว่า รูปลักษณ์ภายนอกจริงแล้วเป็นเพียงมายาที่คนมองกำหนด เราต้องสามารถสร้างความสวยทั้งภายในและภายนอกควบคู่กัน ถึงจะเป็นเสน่ห์ที่ยั่งยืน ในอีกด้านก็ใช้ชีวิตเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น ช่วยเติมเต็มและแบ่งปันทุกครั้งที่มีโอกาส คอยสอนน้องๆ ที่ออฟฟิศเสมอว่า ต้องสวย หล่ออย่างมีมันสมอง ทุกวันที่ตื่นขึ้นมาควรคิดด้วยว่าวันนี้จะทำอะไรเพื่อพัฒนาศักยภาพตัวเองหรือองค์กร และแบ่งปันสิ่งดีให้แก่ผู้อื่น ขณะที่ สุริวิภา พูนพิพัฒน์ (กุลตังวัฒนา) เชื่อว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนทัศนคติของใครแต่เราเปลี่ยนมุมมองความคิดของตัวเองได้ อยากให้ผู้หญิงทุกคนมั่นใจในตัวเอง เพราะตราบใดที่คนส่วนมากยังกำหนดว่า คนใส่เสื้อผ้าในโลกแฟชั่นต้องสูงผอม หรือผู้ชายยังมีทัศนคติการเลือกแฟนหรือภรรยา ต้องดูจากบั้นท้ายกลมกลึง ขาเรียวยาว ใบหน้าสวย และถ้าคนอ้วนท้วมคอยคิดตามกระแสอย่างที่เป็น ก็ไม่มีทางมี

Tags:

รองเท้า เป็นทั้งปัจจัยที่จำเป็นและเครื่องประดับ ปัจจุบันรองเท้ามีหลากสไตล์ หลายรูปแบบ แล้วใส่อย่างไรถึงจะสวย สะดุดตา เหมาะกับรูปทรงของเท้า คุ้มค่ากับราคา เหมาะกับโอกาสที่สวมใส่

เท้า รองเท้า

ก่อนอื่นต้องรู้จักรูปเท้าของตัวเองก่อน

เท้าเรียวได้สัดส่วน เลือกใส่รองเท้าได้ทุกสไตล์ ใส่แบบไหนก็ดูดี

เท้าแบนราบ ไม่ค่อยมีเนื้อหนัง เลือกรองเท้าลายสานหรือมีลวดลายด้านหน้า เพื่ออำพรางส่วนที่เป็นจุดอ่อน ไม่ควรเลือกรองเท้าที่เปิดให้เห็นเนื้อหนังมากๆ เพราะจะยิ่งเน้นจุดด้อย

ปลายเท้าบาน กว้าง หลีกเลี่ยงรองเท้าคัตชูด้านหน้าสูงเพราะทำให้เท้าดูตัน และรองเท้าสไตล์หัวแหลม สุดเปรี้ยว เพราะจะบีบเท้า เหมาะกับรองเท้าที่มีหัวกว้างหรือหัวเหลี่ยม

เท้าอวบอูม แบบสาวเจ้าเนื้อ เลี่ยงรอง เท้าที่เปิดให้เห็นเนื้อเท้าเพราะจะยิ่งอวดความใหญ่โต ควรเลือกรองเท้าสีเข้มเพื่ออำพรางเท้าให้เล็กลง และเน้นไม่สูงจนเกินไป ถ้ากังวลว่าจะเชยเลือกที่มีลวดลายเล็กน้อย หรือสายรัดข้อเท้าเส้นบางๆ เพิ่มความเก๋ไก๋

อีกสิ่งที่ไม่ควรละเลยคือความสูงของรองเท้า เลือกรองเท้าที่ใส่แล้วโค้งรับพอดีกับฝ่าเท้า ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป เพื่อสุขภาพเท้าที่ดีและมั่นใจทุกย่างก้าว

สีผิวก็สำคัญ

ผิวค่อนข้างคล้ำ เลือกใส่รองเท้าสีกลางๆ ไม่อ่อนหรือสดจนเกินไป หรือเลือกเฉดสีเข้มๆ เช่น น้ำตาลเข้ม น้ำเงินกรมท่า น้ำตาลทอง ฟ้า ม่วง เทา เขียวเข้ม

ผิวสองสี เลือกรองเท้าโทนสีผสมที่ดูไม่ร้อนแรงหรือเย็นตาจนเกินไป เช่น น้ำตาลอมแดง ชมพูอมส้ม แดงเลือดนก

ผิวขาวซีด ควรเลือก สีค่อนข้างเข้ม หรือหม่นเล็กน้อย เช่น แดงเข้ม เหลืองอมน้ำตาล น้ำตาลไหม้ เพื่อขับสีผิวให้ดูเข้มขึ้น หลีกเลี่ยงสีพาสเทลเพราะจะยิ่งทำ ให้เท้าดูซีด

ผิวขาวเหลือง รองเท้าโทนสีร้อนจะช่วยขับผิวให้โดดเด่นสุขภาพดี หลีกเลี่ยงสีขุ่นๆ อย่างน้ำตาลหรือเทาเข้ม เพราะจะทำให้ผิวหมองไม่สดใส

เลือกแบบรองเท้าตามสไตล์คุณได้แล้วที่งานอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์ เซล แฟร์ 2009 วันที่ 30 ก.ค.-2 ส.ค. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

Tags:

เตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นเลขานุการที่ดี

เลขานุการ ผู้ช่วยมือขวาของนักบริหารอาชีพที่เสมือนเป็นผู้ช่วยจัดการระบบการทำงานของเหล่านักบริหารให้มีประสิทธิภาพ คือ เลขานุการ ด้วยสภาวะการทำงานที่ต้องอาศัยความรอบคอบและความถูกต้องในการตัดสินใจ การมีเลขานุการที่มีความชำนาญและมีความรอบรู้ในสายงานจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากสำหรับนักบริหารที่ต้องการผ่อนภาระที่มีอยู่จำนวนมากให้เป็นระเบียบเรียบร้อยหน้าที่โดยทั่วไปของเลขานุการ คือ การรับเรื่องต่าง ๆ และตรวจสอบรายละเอียดก่อนที่จะเสนอนายจ้าง ร่างและทำหนังสือโต้ตอบ สรุปบันทึกการนัดหมาย รายงานการประชุม บอกเรื่องราวต่างๆ ด้วยการจดชวเลขและพิมพ์ดีด ดูแลเก็บเอกสารและช่วยเหลือรายจ้างในงานอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

การเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานในตำแหน่งเลขานุการที่ดี
1. ต้องรอบรู้เกี่ยวกับระบบงานในองค์กรเป็นอย่างดี
2. มีความละเอียดรอบคอบ ความคล่องตัว
3. มีบุคลิกลักษณะดี อดทน มีความรับผิดชอบ สามารถเก็บความลับได้เป็นอย่างดี
4. มีความสามารถในการฟังและจดจำรายละเอียดเรื่องราวต่าง ๆ ได้แม่นยำ
5. สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ MS Office ได้ดี
6. ในบางองค์กรที่มีการติดต่อธุรกิจกับต่างประเทศ หากมีทักษะและความสามารถในการ พูด ฟัง อ่าน เขียน ภาษาต่างประเทศจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

ในแง่หนึ่งหากจะกล่าวว่า เลขานุการ เป็น ตำแหน่งมือขวา ที่ต้องคอยช่วยเหลือและรอบรู้การบริหารงานทั้งหมดของผู้เป็นนายเจ้าคงไม่ผิดไปจากความจริงมากนัก เพราะเลขานุการจะต้องทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยทุกอย่างของนายจ้าง ความรับผิดชอบให้หน้าที่และการทำงาน

โอกาสและความก้าวหน้า ในตำแหน่งเลขานุการ ความกระตือรือร้นในการปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ รวมไปถึงการติดตามข่าวสารการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวงการธุรกิจ การรู้จักประยุกต์ข่าวสารที่ได้รับมามาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดจะเป็นการเปิดโอกาสให้กับตนเองในการเลื่อนฐานะไปสู่ตำแหน่งที่สูงกว่าได้ เช่น การเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยฝ่ายบริหาร เลขานุการของผู้จัดการใหญ่ หรือเป็นหัวหน้าแผนกต่าง ๆ เป็นต้น 

 


                                       

Tags:

เทคนิคการแต่งหน้า

Posted by laongdaw9@sanook.com on ก.ค.-29-09

เทคนิคการแต่งหน้า

การแต่งหน้าสำหรับตอนกลางวัน

  • ลงครีมรองพื้นชนิดเหลวที่เหมาะกับสภาพผิวเพียงบางๆ
  • ปกปิดริ้วรอยและรอยคล้ำใต้ดวงดาด้วครีมรอบพื้นรอบดวงตาและปกปิดริ้วรอยชนิดแท่ง และเกลี่ยให้เนียนเรียบ
  • ทาทับแป้งฝุ่นให้ทั่วใบหน้า
  • ใช้แปรงปัดขนคิ้ววาดให้ดูเป็นรูปคิ้วสวยงามแต่ไม่คมชัดจนเกินไป
  • ใช้ดินสอเขียนขอบตาวาดเส้นตามแนวขอบตาด้านบน
  • ทาตาด้วยที่ทางตาสีอ่อนหรือสีกลางจากขอบตาจนถึงคิ้ว
  • ทางสีเข้มเพื่อเพิ่มความเ่ด่นบนดวงตา เกลี่ยให้ทั่วแนวโหนกคิ้วเพื่อให้ดวงตาเป็นรูปอัลมอนด์ สามารถใช้สีเดียวกันนี้ทาไล้ไปตามแนวขอบตาด้านล่างได้
  • ปัดมาสคาร่าที่ขนตาด้านบนและด้านล่าง
  • ปัดที่ทาแก้มแบบฝุ่นบางๆ ที่ได้บริเวณโหนกแก้มไปจนถึงแนวเส้นผม
  • ใช้ดินสอเขียนขอบปากวาดรูปปากแล้วทาลิปสติกสีกลางหรือสีเข้มสำหรับวันทำงาน และสีอ่อนสำหรับวันพักผ่อน
 
 

การแต่งหน้าสำหรับตอนกลางคืน

  • ทาครีมรองพื้นให้หนากว่าตอนกลางวัน โดยใช้ฟองน้ำชุบน้ำหมาดๆ กับแป้งแข็ง ผสมรองพื้นเกลี่ยให้เนียนเรียบทั่วใบหน้า
  • ปกปิดริ้วรอยและรอยคล้ำใต้ดวงตาด้วยครีมรองพื้นรอบดวงตา และ ปกปิดริ้วรอยชนิดแท่ง
  • ปัดทับด้วยแป้งฝุ่นอีกครั้ง
  • ใช้ดินสอเขียนคิ้วสีเข้มกว่าสีคิ้วธรรมชาติ เขียนคิ้วให้ได้สัดส่วนและดูเป็นธรรมชาติ
  • ทาตาด้วยที่ทาตาสีอ่อนจากขอบตาจนถึงคิ้ว
  • ทาสีเข้มเป็นเส้นบางๆ บริเวณรอบพับบนเปลือกตา จะำทำให้ดวงตาดูโตขึ้นและโหนกคิ้วดูเด่นขึ้น
  • เกลี่ยด้วยที่ทาตาสีกลางเพื่อเน้นความงามและทำให้ดวงตาแลดูคมเข้มขึ้น
  • วาดไฟน์ไลเนอร์สีดำที่ขนตาด้านบน โดยเริ่มจากหัวตาเป็นเส้นบางๆ ก่อนแล้วเริ่มวามให้หนาขึ้นตรงบริเวณม่านตา จากนั้นลากเส้นต่อในแนวเฉียงขึ้นเหนือหางตา
  • ใช้ดินสอเขียนขอบตาวาดที่ขอบตาด้านล่าง
  • ไม่ควรเขียนขอบตาจนถึงหางตาเพราะจะทำให้ดวงตาเล็กลง
  • ปัดมาสคาร่า 2 ครั้งที่ขนตาบนและล่าง
  • ปัดแก้มด้วยที่ทาแก้มแบบฝุ่นสีกลางและสีเข้มบริเวณใต้โหนกแก้ม ปัดสีอ่อนกว่าทับสีเข้ม บริเวณกลางแก้ม และเกลี่ยขึ้นไปจนถึงบริเวณแนวเส้นผม
  • วาดรูปปากด้วยดินสอเขียนขอบปาก แล้วจึงทาลิปสติก
 
 

การแต่งหน้าสำหรับวัยผู้ใหญ่

  • ใช้ครีมรอบพื้นชนิดเหลวสำหรับการรอบพื้นแบบบาง และครีมรอมพื้นชนิดอัดแข็งสำหรับการรองพื้นแบบหนาเพื่อเพิ่มความชุ่นชื้น
  • ปกปิดรอบคล้ำใต้ดวงตาด้วยครีมรองพื้นรอบดวงตาและปกปิดริ้วรอยชนิดแท่ง
  • เนื่องจากสีผิวจะเปลี่ยนไปตาวัย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องตรวจดูสีของครีมรองพื้นด้วย โดยควรตรวจดูทุก 3-4 ปี เพื่อให้เข้ากับผิว
  • ตบท้ายด้วยการปัดแป้งฝุ่น หากทาแป้งหนาเกินไป ริ้วรอยต่างๆจะถูกเน้นให้เด่นชัดขึ้น
  • ตกแต่งรูปคิ้ว หากจะใช้ดินสอเขียนคิ้ว ควรหลีกเลี่ยงสีดำเพราะจะดูเข้มเกินไป
  • ให้ที่ทาตาสีอ่อนที่ดวงตาตั้งแต่ขอบตาจนจรดคิ้ว
  • เกลี่ยด้วยที่ทาตาสีกลางบริเวณรอยพับของเปลือกตา แล้วเกลี่ยไปจนถึงโหนกคิ้ว ไม่ควรใช้ที่ทาตาสีมุก เพราะสีมุกจะเน้นรอยย่นของผิวที่แห้งและรอยย่นตามวัยให้เด่นชัดขึ้น
  • แนะนำให้ใช้ที่ทาตาสีม่วง เทา หรือสีเขียว เกลี่ยบริเวณขอบตา ไม่ควรทาสีใดๆ บริเวณขอบตาด้านล่าง เพราะจะทำให้ดวงตาดำคล้ำ ดูเหมือนอิดโรยและอดนอนมากขึ้น
  • ใช้ดินสอเขียนขอบตาวาดตามแนวขอบตาและเกลี่ยเบาๆ โดยหลีกเลี่ยงสีเข้ม แนะนำให้ใช้สีม่วง น้ำเงิน หรือน้ำตาล
  • ปัดมาสคาร่า 2 ครั้ง เลือกสีน้ำตามเข้มหรือสีฟ้า เพราะสีดำจะเข้มเกินไป
  • เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหน้าก็จะหย่อนยานตามวัย การปัดที่ทาแก้มแบบแป้งฝุ่นด้วยวิธีที่ถูกต้อง จะช่วยพรางความหย่อนยานโดยช่วยยกพวงแก้มขึ้นได้
  • ปัดแก้มจากพวงแก้มจนถึงแนวเส้นผม โดยเน้นเฉพาะบริเวณกลางพวงแก้ม
  • เฉดสีที่ทาแก้มที่ควรใช้คือ สีชมพูอ่อนและสีพีช
  • เพื่อป้องกันไม่ให้ลิปสติกซึมเลอะขอบปาก ให้ทาครีมรองพื้นที่ริมฝีปากแล้วปัดทับด้วยแป้งฝุ่น
  • ใช้ดินสอเขียนขอบปากเพื่อเน้นริมฝีปาก แนะนำให้เลือกสีที่ใกล้เคียงกับสีลิปสติกที่คุณใช้อยู่
  • สำหรับลิปสติก แนะนำเฉดสีชมพูและแดงในเฉดสีกลางไปจนถึงสีสด
 
 

การแต่งหน้าสำหรับผู้สวมแว่นตา

  • แต่งหน้าให้ทั่วใบหน้าโดยไม่เว้นแม้แต่แก้มหรืิอริมฝีปาก
  • ตรวจดูสีของกรอบแว่นด้วยว่าเป็นโทนสีร้อนหรือสีเย็น เพื่อแต่งหน้าให้กลมกลืนไปกับขอบแว่น
  • คิ้วควรจะอยู่ในระดับเดียวกันกับกรอบแว่น หรือสูงกว่าเล็กน้อย
  • สีของที่ทาตาสามารถเลือกเฉดสีเข้มขึ้นเล็กน้อยได้ เพราะกระจกแว่นจะลดความเข้มของสีลง
  • สร้างความสมดุลระหว่างความเข้มของสีที่ทาตา เพื่อให้ดูกลมกลืนไปกันได้กับแว่นตา
  • ใช้ดินสอเขียนขอบตาพอประมาณ ควรจะใช้ชนิดสีมากกว่าสีดำหรือน้ำตาล
  • อย่าลืมปัดมาสคาร่าเป็นอันขาด
  • หากใส่แว่นกรอบใหญ่ ควรปัดแก้มบริเวณโหนกแก้มด้วย เพื่อที่จะได้มองเห็นผ่านเลนส์แว่นตา
  • หากกรอบแว่นสีเข้ม ควรจะทำให้เครื่องสำอางบนใบหน้ากลมกลืนกันด้วยการใช้ลิปสติกสีเข้ม
 
 

การแต่งหน้าสำหรับวัยรุ่น

  • เริ่มต้นด้วยการใช้แป้งแข็งผสมรองพื้นให้ทั่วใบหน้า ควรเลือกสีที่เข้ากับสีผิวเพื่อความเป็นธรรมชาติ
  • ปัดขนคิ้วให้เข้ารูป
  • ใช้ดินสอเขียนขอบตาวาดเส้นตามแนวขอบตาแล้วเกลี่ยเบาๆ แนะนำให้ใช้สีน้ำเงินหรือสีน้ำตาล
  • ปัดมาสคาร่าสีน้ำตาลเพียงครั้งเดียว
  • ปัดแก้มบางๆ ด้วยที่ทาแก้มเฉดสีชมพู หรือสีพีช
  • ทาปากด้วยเชียร์ กลอสส์ หรือลิปสติกสีธรรมชาติ
 
 

การแต่งหน้าสไตล์แอ็บแบ๊ว

  • ก่อนแต่งหน้าทามอยซ์เจอไรเซอร์เพิ่มความชุ่มชื้นให้ใบหน้าทุกครั้ง แต่ต้องรอสัก 10 นาทีให้ครีมบำรุงซึมซาบเข้าสู่ผิวก่อนจะเริ่มแต่งหน้า
  • ทาแป้งฝุ่นอัดแข็งเนื้อบางเบาหรือ loose powder โดยเลือกเนื้อแป้งที่สีกลมกลืนกับผิว อย่าพยายามใช้โทนสีขาวที่อ่อนกว่าผิวจริงของตัวเองมาก เพราะจะทำให้หน้าวอกดูเฟค
  • ปัดแก้มด้วยบลัชออนสีชมพูหรือสีพีช โดยเน้นปัดที่โหนกแก้ม ไล้จากขอบหน้ามาถึงประมาณกลางลูกตาดำ แล้วปัดวนเป็นวงกลมๆ จะช่วยให้ใบหน้าดูมีเลือดฝาก สุขภาพดี มีเสน่ห์ น่าหอม
  • ทาอายชาโดว์สีน้ำตาลอ่อนเมทาลิค หรือสีเบจเป็นสีพื้นให้ทั่วเปลือกตา
  • เขียนขอบตาให้คมชัด โดยใช้ดินสอเขียนขอบตาสีน้ำตาลหรือดำ วาดจากหัวตาไปจนถึงหางตา แล้วตวัดปลายชี้ขึ้นเล็กน้อย 
  • ดัดขนตา ซึ่งต้องดัดตั้งแต่โคนขนตาขึ้นไปกลางขนตา และก็ดัดที่ปลายขนตารวม 3 steps แล้วปัดมาสคาร่าชนิดเพิ่มความหนาและความยาว 
  • ทาริมฝีปากด้วยลิปบาล์มเพิ่มความชุ่มชื้น แล้วทับด้วยลิปกลอส หรือลิปเจลสีชมพูอ่อนๆ

 

                                   

Tags:

“มารยาททางสังคม”
           มารยาท หรือ มรรยาท หมายถึง กิริยาวาจาที่ถือว่าสุภาพเรียบร้อย ถูกกาละเทศะ ส่วนคำว่า มารยาทในสังคม จะหมายถึง กรอบหรือระเบียบแบบแผนที่ควรประพฤติหรือควรละเว้นในส่วนที่เกี่ยวกับผู้อื่น รวมทั้งชุมชนหรือคนหมู่มาก โดยเหตุที่มนุษย์เราไม่สามารถอยู่ลำพังคนเดียวในโลกได้ ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้อื่นไม่มากก็น้อย ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีกฎกติกากำหนดแบบแผนในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งทุกชาติทุกประเทศต่างก็มีแบบอย่างทางวัฒนธรรมที่เรียกกันว่า มารยาททางสังคมนี้ทั้งสิ้น เพียงแต่รายละเอียดอาจจะแตกต่างกันบ้าง อย่างไรก็ดี ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีปัจจุบัน อาจทำให้คนสมัยนี้หันไปพึ่งพาเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ และมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นน้อยลง อันเป็นเหตุให้ละเลยหรือเพิกเฉยต่อมารยาทที่พึงมีต่อกัน แต่สิ่งเหล่านี้ ก็ยังจำเป็นต่อการอยู่ร่วมกันในทุกสังคม ดังนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนำสิ่งละอันพันละน้อยเกี่ยวกับมารยาททางสังคมมาเสนอ เพื่อเป็นเกร็ดความรู้ และประโยชน์ในทางปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

            -การกล่าวคำว่า “ ขอบคุณ ” เมื่อผู้อื่นให้สิ่งของ /บริการ หรือเอื้อเฟื้อทำสิ่งต่างๆให้ไม่ว่าจะโดยหน้าที่ของเขาหรือไม่ก็ตาม เช่น บริกรเปิดประตูให้ คนลุกให้นั่งหรือช่วยถือของให้เราในรถประจำทาง คนช่วยกดลิฟท์รอเรา หรือช่วยหยิบของที่เราหยิบไม่ถึงให้ เป็นต้น โดยปกติจะใช้คำว่า “ ขอบคุณ ” กับผู้ที่อาวุโสกว่า และใช้คำว่า “ ขอบใจ ” กับผู้อายุน้อยกว่าเรา แต่ปัจจุบันมักใช้รวมๆกันไป

             -เอ่ยคำว่า “ ขอโทษ ” เมื่อต้องรบกวน /ขัดจังหวะผู้อื่น เช่น เขากำลังพูดกันอยู่ และต้องการถามธุระด่วน ก็กล่าวขอโทษผู้ร่วมสนทนาอีกคน แต่ควรเป็นเรื่องด่วนจริงๆ หรือกล่าวเมื่อทำผิดพลาด /ทำผิด หรือทำสิ่งใดไม่ถูก ไม่เหมาะสมโดยไม่ตั้งใจ เช่น เดินไปชนผู้อื่น หยิบของข้ามตัวหรือศีรษะผู้อื่น เป็นต้น

             สำหรับคนไทย เมื่อเอ่ยคำว่า “ ขอบคุณ ” หรือ “ ขอโทษ ” ต่อผู้ที่อาวุโสกว่า เช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ ผู้ใหญ่ มักจะยกมือไหว้พร้อมกันไปด้วย เช่น กล่าวขอบคุณพร้อมยกมือไหว้พ่อแม่ที่ท่านซื้อของให้ เป็นต้น

             -ในการรับประทานอาหารไม่ว่าจะในหรือนอกบ้าน ไม่ควรล้วงแคะ แกะเกาในโต๊ะอาหาร หากจะใช้ไม้จิ้มฟัน ควรใช้มือป้องไว้ ควรใช้ช้อนกลางตักอาหารจากจานรวม และแบ่งอาหารใส่จานของตนพอประมาณ ไม่มากจนรับประทานไม่หมด ถ้าไอหรือจาม ควรใช้มือหรือผ้าป้องปาก หากต้องคายอาหารก็ควรใช้มือป้องปาก และใช้กระดาษเช็ดปากรองรับ แล้วพับให้มิดชิด และไม่ควรเคี้ยวอาหารเสียงดัง และไม่ควรสูบบุหรี่จนรบกวนผู้อื่น

             -การรับประทานอาหารแบบสากล เมื่อเข้าที่นั่งแล้วให้คลี่ผ้าเช็ดมือวางบนตัก ไม่ควรเริ่มรับประทานอาหารก่อนแขกผู้ใหญ่หรือเจ้าภาพ ใช้เครื่องใช้ในการรับประทานเฉพาะที่จัดไว้ให้เฉพาะคน ใช้ช้อนกลางตักอาหารจานกลาง ห้ามใชัช้อนของตนตักจากจานกลาง ถ้าต้องการสิ่งที่ไกลตัว อย่าโน้มหรือเอื้อมมือไปหยิบข้ามเครื่องใช้ในการรับประทานอาหารของผู้อื่น หรืออย่าข้ามหน้าคนอื่นไป หากจำเป็นควรขอให้บริกรหยิบให้ การหยิบเครื่องใช้ในการรับประทานอาหารให้หยิบจากด้านนอกเข้ามาก่อนเสมอ โดยจับส้อมมือซ้าย และมีดมือขวา ถ้าไม่มีมีด ใช้ส้อมอย่างเดียวให้ถือส้อมด้วยมือขวา จานขนมปังจะอยู่ทางซ้ายให้ใช้มือซ้ายช่วยบิรับประทานทีละคำ อย่าบิไว้หลายชิ้นและอย่าใช้มีดหั่นขนมปัง อย่าทาเนยหรือแยมบน

              ขนมปังทั้งแผ่นหรือทั้งก้อนแล้วกัดกิน การกินซุปให้หงายช้อนตักออกจากตัวและรับประทานจากข้างช้อน อย่ากินปลายช้อน อย่าซดเสียงดัง ถ้าจะตะแคงถ้วยให้ตะแคงหงายออกจากตัว อาหารเนื้อสัตว์ ให้ตัดแต่พอคำและกินโดยใช้ส้อมช่วย น้ำดื่มให้วางทางขวามือเสมอ ก่อนลุกจากเก้าอี้ให้ทบผ้าเช็ดปากวางไว้บนโต๊ะ

              -ในการไปชมมหรสพ เช่น คอนเสิร์ต หนังหรือละคร ควรเข้าแถวซื้อตั๋วตามลำดับก่อน-หลัง ไม่แทรกหรือตัดแถวผู้อื่น หรือฝากเงินคนที่อยู่ข้างหน้าโดยที่ตัวเองไม่ได้ยืนเข้าแถว เว้นแต่ผู้นั้นสนิทสนมกันและมีเหตุจำเป็นทำให้ไม่ยืนเข้าแถวไม่ได้ ไม่ควรพาเด็กเล็กเกินไปชมการแสดง เพราะจะส่งรบกวนและทำความรำคาญให้ผู้อื่น ไม่ควรลุกจากที่นั่งโดยไม่จำเป็น อย่าส่งเสียงสนทนากันดังๆ หรือวิพากษ์วิจารณ์การแสดง หรือแสดงอาการสนุกสนาน เป่าปาก ตบมือจนเกินกว่าเหตุ เพราะเป็นการกระทำที่ไม่สุภาพ หญิงชายไม่ควรเกี้ยวพาราสี หรือกอดจับต้องกันเมื่ออยู่ในโรงมหรสพ เมื่อไอ จาม หรือถ่มน้ำลาย ต้องทำด้วยกิริยาปกปิด มิให้เกิดเสียงดังรบกวนคนอื่น

              -ในการเดินกับผู้ใหญ่ ถ้าเดินนำ ให้เดินห่างพอสมควร อยู่ด้านใดก็แล้วแต่สถานที่อำนวย แต่โดยปกติจะเดินอยู่ทางด้านซ้ายของผู้ใหญ่ หากเดินตาม ให้เดินเยื้องไปทางซ้ายของผู้ใหญ่เช่นกัน และเดินด้วยความสำรวมไม่ว่าเดินนำหรือตาม

              -การแนะนำบุคคลให้รู้จักกัน มีหลักทั่วๆไปว่า แนะนำผู้อาวุโสน้อยต่อผู้อาวุโสมาก พาชายไปแนะนำให้รู้จักผู้หญิง ยกเว้นชายนั้นจะเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ หรือมีตำแหน่งระดับสูง พาหญิงโสดไปรู้จักหญิงที่แต่งงานแล้ว แนะนำผู้มาทีหลังต่อผู้มาก่อน ถ้าเสมอกันก็ให้แนะนำตามความเหมาะสม

              -การสวดมนต์ ฟังพระสวด ฟังเทศน์ฟังธรรม หรือขณะพูดกับพระสงฆ์ ให้แสดงความเคารพด้วย การประนมมือ ที่เรียกว่า อัญชลี คือประนมมือให้นิ้วมือแนบชิดกัน ฝ่ามือราบปลายนิ้วตั้งขึ้น แขนแนบตัวระดับอก ไม่กางศอก ทั้งหญิงชายปฏิบัติเหมือนกัน

              -การไหว้ (วันทา) มี ๓ ระดับ คือ ถ้าไหว้พระ เช่น พระรัตนตรัย ปูชนียวัตถุหรือปูชนียสถานให้แสดงความเคารพโดยประนมมือให้นิ้วหัวแม่มือจรดระหว่างคิ้ว ถ้าไหว้ผู้มีพระคุณหรือผู้อาวุโส ที่เคารพนับถือ เช่น พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ครูอาจารย์ ประนมมือให้นิ้วหัวแม่มือจรดปลายจมูก ถ้าไหว้บุคคลทั่วไป ให้นิ้วหัวแม่มือจรดปลายคาง ถ้า กราบ(อภิวาท) พระพุทธรูปหรือพระสงฆ์ ต้องกราบ ๓ ครั้งแบมือ หากกราบคนไม่ว่าจะเป็นคนเป็น หรือคนตาย กราบ ๑ ครั้ง ไม่แบมือ

              -การจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ให้ประธานในพิธี (จะยืนหรือคุกเข่าแล้วแต่สถานที่) จุดเทียนเล่มซ้ายมือ (ของประธาน)ก่อน แล้วค่อยจุดเล่มขวา จากนั้นจึงจุดธูป แล้วกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ หากมีพระบรมฉายาลักษณ์และธงชาติด้วย เมื่อกราบแล้ว ถอยออกมาแล้วทำความเคารพด้วยการคำนับเพียงครั้งเดียว ส่วนคนอื่นๆในที่นั้น เมื่อประธานลุกไปประกอบพิธี ให้ยืนขึ้น และเมื่อจุดเทียนเล่มแรก ให้ทุกคนประนมมือจนเสร็จพิธี เมื่อประธานกลับลงมานั่ง จึงนั่งตามที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงบางส่วนของมารยาททางสังคมอันเป็นหลักประพฤติปฏิบัติโดยทั่วไป ซึ่งหวังว่าจะเป็นแนวทางให้ท่านได้นำไปใช้ประโยชน์ในโอกาสต่างๆต่อไปตามสมควร

Tags:

18 เคล็ดลับสุขภาพดี

Posted by laongdaw9@sanook.com on ก.ค.-29-09

 

สุขภาพดีอาจจะหาซื้อไม่ได้แต่เป็นเจ้าของได้แน่นอน ถ้าสาวๆ ทำตามเคล็ดลับเหล่านี้

 

   1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง
ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

   2. ผลไม้กับมื้ออาหาร
ก่อนทานอาหารควรจะเรยีกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

   3. อย่าปล่อยให้หิว
ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน

   4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน
ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

   5. นาฬิกาชีวภาพ
หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวรเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ

   6. ความเครียดทำลายผิว
ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง

   7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก
เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก

   8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง
หลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่

   9. เท้าและข้อเท้าบวม
ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

   10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน
เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย

   11. ดื่มน้ำเร็ว…อันตราย
ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

   12. แดดอ่อนตอนเช้า
แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก

   13. เบาหวานอย่าทานไข่
ถ้าสมาชิกในครอบครัวคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

   14. อยากผอมต้องน้ำเย็น
การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม

   15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น
ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน

   16. ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ
สำหรับหนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

   17. ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร
สำหรับที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ 

   18. หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม
ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ

 

Tags:

 

บุคลิกภาพที่ดีของคนยุคใหม่

คนหนุ่มสาวยุคใหม่นี้รูปร่างหน้าตาดูสวยงามดีกันไปหมดทุกคน ไปไหนมาไหนทำให้ดูเพลินจำเริญตาไม่น่าเบื่อ ไม่รู้เป็นเพราะว่ามนุษย์เรามีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนทำให้ความไม่สวยไม่งามด้านสรีระค่อยๆ หดหายไปจากโครโมโซมหมดแล้ว หรือว่าเป็นเพราะคนหนุ่มสาวยุคนี้เขาเรียนรู้วิธีตกแต่งร่างกายกันเป็นอย่างดี ยังไงก็ไม่ทราบ แต่ผลลัพธ์ก็คือ ทำให้ดิฉันรู้สึกสนุกกับการไปไหนมาไหนมากขึ้น เพราะว่าจะได้พบเห็นคนสวยๆ งามๆ อยู่ตลอดเวลานั่นเอง

แต่หลายครั้งก็พบว่า คนสวยๆ งามๆ นั้น หลายคนก็เป็นคนที่ไม่น่ารักเอาเสียเลย ถามใครๆ ดูก็ได้ความตรงกัน นั่นเป็นเพราะคนหนุ่มสาวส่วนหนึ่ง มัวแต่สนใจเรื่องความงามของหน้าตา เนื้อตัว เสื้อผ้า หน้า ผม จนพากันลืมความงามด้านกิริยา วาจา ใจ ไปอย่างน่าเสียดาย ทำให้ความสวยงามที่มีนั้นกลับกลายเป็น “สวยแต่รูป จูบไม่หอม” ไปเสีย คะแนนนิยมที่ใครต่อใครแอบให้ในใจเกือบเต็มสิบเมื่อแรกเห็น ก็จำต้องถดถอยลงมาเหลือคาบเส้นเมื่อได้สัมผัสใกล้ชิดยิ่งขึ้นในเวลาต่อมา

หนุ่มสาวเหล่านี้คงลืมไปว่า “บุคลิกภาพที่เหมาะสมกับวัย” เป็นส่วนสำคัญในการเสริมเสน่ห์และสร้างเอกลักษณ์ให้แต่ละคนดูโดดเด่นขึ้นมาได้เป็นอย่างดีที่สุด

บุคลิกภาพ ไม่ใช่แค่แต่งตัวดี
มีความเข้าใจผิดว่า การแต่งกายดีๆ ก็ทำให้บุคลิกภาพดีได้แล้ว ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น การแต่งกายดูดีเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพต่างหาก ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะต่อให้คุณแต่งกายดีวิเศษแค่ไหน หากถ้อยคำหรือการกระทำของคุณมันไม่ชวนฟังชวนดูเอาเสียเลย เครื่องแต่งกายก็ช่วยไม่ได้ค่ะ ต่อให้คุณแบกยี่ห้อ 20 ดีไซน์เนอร์เอกของโลกไว้ก็เถอะ

ในทางที่ถูกคือ เมื่อคุณแต่งกายดีงาม คุณควรรู้ตัวเสมอว่าคนทั่วไปจะให้ความสนใจกับคุณเป็นพิเศษอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น การแต่งกายดีต้องเป็นสิ่งที่เตือนใจคุณให้ระวังกิริยาวาจาให้มากขึ้น ไม่ใช่ทำให้คุณปล่อยตัวตามสบาย นึกจะพูดจะทำอะไรก็ทำโดยไม่ยั้งคิด เพราะมั่นใจว่า “ฉันแต่งตัวดี” อย่างนั้นต้องบอกเลยว่า คุณมีโอกาสพลาดได้มากทีเดียว

บุคลิกที่เหมาะสม ต้องดูกาลเทศะ
คนหนุ่มสาวมักมีไฟในการทำสิ่งต่างๆ อยู่มาก ความคล่องตัวจึงค่อนข้างสูง หนำซ้ำความมั่นใจก็สูงยิ่งขึ้นไปอีก จึงมีโอกาสทำผิดได้ง่าย เนื่องจากความกล้าตัดสินใจอย่างชนิดรวดเร็ว เฉียบขาดนั่นเอง ดิฉันจึงอยากขอให้คุณหนุ่มสาวไฟแรงทั้งหลายช่วยคิดใคร่ครวญให้ดีก่อนทำอะไร ด้วยว่าเป็นกาลเทศะใด หรือว่ามีใครอยู่ใกล้หรือเกี่ยวข้องด้วยบ้าง

บ่อยทีเดียวที่พบว่า ความมั่นใจของคนๆ หนึ่งกลับเป็นสิ่งทำลายบุคลิกภาพของเขาลงในสายตาของบุคคลอื่นรอบตัว คุณๆ คงเคยพบเห็นหนุ่มสาวที่อยู่ในวงสนทนาของผู้ใหญ่แล้วมักจะพูดแทรก หรือคอยร่วมแสดงทัศนะอยู่ตลอดเวลา บางคนถึงขั้นผูกขาดวงสนทนาไว้ให้เป็นเวทีปราศรัยส่วนตัวเลยก็มี อย่างนี้ก็เสียคะแนนเรื่องกาลเทศะไปโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เลยล่ะค่ะ เพราะว่าวงสนทนาของผู้ใหญ่มักเป็นไปเพื่ออรรถรสในการสนทนาสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งโดยมากจะมีประสบการณ์หรือความเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก่อน หลายเรื่องมีแง่มุมที่ “รู้กัน” อยู่เฉพาะในวงผู้ใหญ่

การที่คนรุ่น “จูเนียร์” ได้มีโอกาสนั่งในวงสนทนาของบรรดา “ซีเนียร์” นั้น เป็นเวลาที่ควรจะฟังให้มากกว่าพูด เพื่อเก็บสะสมประสบการณ์ แนวคิดแง่มุมของ “ซีเนียร์” ทั้งหลาย จะได้ประโยชน์และได้รับความนิยมมากกว่าการอวดฉลาด กระโดดเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็น เพราะว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว ความคิดแบบ “จูเนียร์” นั้น มักจะไม่เข้าประเด็น…ก็ไม่รู้เรื่องราวทั้งหมดเท่ากับผู้ใหญ่ทั้งหลายนี่คะ จะไปออกความเห็นได้เข้าท่าเข้าทางง่ายๆ ก็ผิดไปล่ะ…เป็นเหตุให้ทั้งวงต้องหยุดมาเล่าเรื่องราวต่างๆ ย้อนให้ “เด็กๆ” ที่ไม่รู้ความฟัง บ่อยๆ อย่างนี้ก็ทำเขากร่อยกันจนเข็ดไปเลย…ก็ต้องเข้าใจนะคะว่า ทำไมผู้ใหญ่ถึงไม่ค่อยชอบ

ความมั่นใจเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นสำหรับคนหนุ่มสาว แต่ต้องอยู่คู่กับความพอดีหรือความเหมาะสมด้วย การฝึกตัวเองให้คุ้นเคยกับความพอดี ทำได้โดยเริ่มจากการใส่ใจผู้อื่นรอบตัวให้มากขึ้น หมั่นสังเกตอารมณ์ ความรู้สึกของเขา ให้ความเคารพกับผู้อื่นให้มากเหมือนกับที่เคารพตัวเอง แล้วคุณก็จะค่อยๆ พบจุดที่เป็นความพอดีได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยการพัฒนาบุคลิกภาพที่เหมาะสมให้คุณด้วย

ดิฉันเชื่อว่า พลังของคนหนุ่มสาวนั้นมีความหมายมากสำหรับโลกในวันพรุ่งนี้ การที่คนหนุ่มสาวจะฝึกตนให้รู้จักความเหมาะควรเสียแต่ในวันนี้ ย่อมบ่งชี้ได้ว่า โลกในวันข้างหน้าของเราจะเป็นโลกแห่งความพอเหมาะพอดี ไม่ขาดๆ วิ่นๆ อย่างในทุกวันนี้

                                           

Tags:

ยินดีต้อนรับสู่ สนุก! บล็อกเกอร์ คุณสามารถเขียนเรื่องขึ้นมาใหม่ หรือแก้ไขข้อความเหล่านี้ เพื่อเริ่มต้นการบล็อกของคุณ

ขอให้สนุก!กับการเขียนบล็อกค่ะ

Tags: