google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

บล็อกในหมวดไม่มีหมวดหมู่

กรดไหลย้อน

วันจันทร์, กรกฎาคม 6th, 2009

สวัสดีค่ะ วันนี้มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับกรดไหลย้อนมาฝากกันนะคะ

 

โรคกรดไหลย้อนจากกระเพาะสู่หลอดอาหาร หรือ โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease : GERD) เป็นภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร โดยสิ่งที่ไหลย้อนส่วนใหญ่จะเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ส่วนน้อยอาจเป็นด่างหรือน้ำย่อยจากลำไส้เล็ก โดยอาจมีหรือไม่มีภาวะหลอดอาหารอักเสบก็ได้
ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการแสบยอดอก หรือมีภาวะเรอเปรี้ยวร่วมด้วย (มีความรู้สึกเหมือนมีกรด หรือน้ำย่อยรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาที่คอหรือที่ปาก) ภาวะนี้อาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบได้ ถ้าเป็นมากจนเกิดแผลรุนแรงอาจทำให้หลอดอาหารส่วนปลายตีบ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของเยื่อบุหลอดอาหาร ในบางรายที่เป็นรุนแรงอาจถึงขั้นเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้ นอกจากนี้ ในบางรายอาจมาด้วยอาการของโรคทางระบบหู คอ จมูก เช่น ไอเรื้อรัง เสียงแหบเรื้อรัง หรืออาจมีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด อาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ หรือมีกลิ่นปาก เป็นต้น
 
 
 
 
 
 
 

 

สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น

     1.หลอดอาหารส่วนปลายมีการคลายตัวที่เกิดขึ้นเอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับการกลืน ทำให้กรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารสามารถไหลย้อนกลับขึ้นไปสู่บริเวณหลอดอาหารได้ ซึ่งสาเหตุนี้จัดเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดโรค
     2.ความดันของกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณหลอดอาหารส่วนปลายลดลงต่ำกว่าคนปกติ หรือเกิดมีการเลื่อนของกระเพาะอาหารเข้าไปในหลอดอาหาร ทำให้เพิ่มโอกาสการไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหารมากขึ้น
     3.เกิดจากความผิดปกติในการบีบตัวของกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหารเอง
     4.ปัจจัยทางพันธุกรรม


จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน

อาการสำคัญคือ แสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ แล้วลามมาที่บริเวณหน้าอกหรือคอ อาการนี้จะเป็นมากขึ้นหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก หรือเมื่อโน้มตัวไปข้างหน้า ยกของหนัก หรือนอนหงาย อาการสำคัญอีกประการก็คือ อาการเรอเปรี้ยว คือมีกรดซึ่งเป็นน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก โดยผู้ป่วยอาจมีทั้ง 2 อาการหรืออาการใดอาการหนึ่งก็ได้ ในคนไทยที่เป็นโรคนี้บางครั้งอาจพบอาการนี้ไม่ชัดเจนอย่างคนในแถบตะวันตกหรืออเมริกา อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น ท้องอืด แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือกลืนลำบากในบางรายที่เป็นมาก บางรายอาจมาด้วยอาการที่ไม่ใช่อาการของหลอดอาหาร เช่น เจ็บหน้าอก จุกที่คอ มีอาการคล้ายมีอะไรติดหรือขวางอยู่บริเวณลำคอ เสียงแหบ หรือเจ็บคอเรื้อรัง หอบหืด หรือปากมีกลิ่นโดยหาสาเหตุไม่ได้

 

จะวินิจฉัยอย่างไร
โดยปกติแล้วแพทย์สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้จากอาการดังที่กล่าวมา โดยผู้ป่วยที่มีอาการทั้งแสบยอดอก และ/หรือ เรอเปรี้ยว (ทั้งนี้ไม่ควรมีอาการที่บ่งบอกว่าน่าจะเป็นโรคอื่น อาทิ น้ำหนักลด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ถ่ายเป็นเลือด หรือมีไข้) แพทย์สามารถวินิจฉัยได้ว่าผู้ป่วยมีภาวะกรดไหลย้อน และให้การรักษาเบื้องต้นได้ โดยจะติดตามดูอาการของผู้ป่วย ในบางรายอาจมีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ส่องกล้องทางเดินอาหาร ตรวจทางรังสีวิทยา การตรวจวัดการบีบตัวของหลอดอาหาร และการตรวจวัดความเป็นกรด-ด่างในหลอดอาหาร ซึ่งพบว่าได้ผลแม่นยำและดีที่สุดในปัจจุบัน

ควรปฏิบัติอย่างไรถ้าเป็นโรคนี้
โดยทั่วไปเป้าหมายของการรักษา แพทย์จะมุ่งเน้นให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น โดยรักษาอาการอักเสบของแผลในหลอดอาหารและป้องกันภาวะแทรกซ้อน การรักษาประกอบไปด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต การให้ยา การส่องกล้องรักษาและการผ่าตัด ในเบื้องต้นวิธีที่ง่ายที่สุดคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ซึ่งสามารถทำได้ดังต่อไปนี้
     1.หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา
     2.หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ อาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด อาหารไขมันสูง ช็อคโกแลต
     3.ระวังไม่ให้น้ำหนักตัวมากหรืออ้วนเกินไป
     4.ระวังอาหารมื้อเย็น ไม่กินปริมาณมากและไม่ควรนอนทันทีหลังรับประทานอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
     5.ควรรับประทานอาหารปริมาณน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง
     6.ไม่ใส่เสื้อรัดรูปเกินไป
     7.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
     8.นอนตะแคงซ้ายและนอนหนุนหัวเตียงให้สูงอย่างน้อย 6 นิ้ว
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 

 


เมื่อปฏิบัติตามคำแนะนำเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้นควรทำอย่างไร

ถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น จำเป็นต้องรับประทานยาร่วมด้วย โดยยาที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบันคือยาลดกรดในกลุ่ม Proton Pump Inhibitors (PPI) โดยที่แพทย์จะให้รับประทานยาในกลุ่มนี้เป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ ในบางรายที่เป็นมากอาจมีความจำเป็นต้องใช้ยาเป็นระยะเวลานานหลายเดือนหรือเป็นปี ซึ่งอาจจะมีการปรับการรับประทานยาแบบช่วงระยะเวลาสั้นๆ หรือไม่กี่วันตามอาการที่มี หรือกินติดต่อกันตลอดเป็นเวลานาน อย่างไรก็ดีการใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ในรายที่รับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้นอาจพิจารณาการรักษาด้วยการส่องกล้องหรือการผ่าตัด

 

 

**สำหรับยาในกลุ่มที่มีผลต่อการลดจำนวนการคลายตัวของหูรูดนั้น ยังมีอยู่จำนวนไม่มากและยังมีผลข้างเคียงอยู่พอสมควร

 

ที่มาจาก โรงพยาบาลเวชธานี

และ www.mthai.com

คอมเมนท์ให้ทีค่า

อาการปวดท้องแบบต่างๆ

วันเสาร์, มิถุนายน 20th, 2009

สวัสดีจ้า  วันนี้เรามีอาการและเรื่องเกี่ยวกับโรคไส้ติ่งอักเสบและเกี่ยวกับเรื่องปวดท้องมาฝากกันนะคะ

 

 

อาการปวดของไส้ติ่งแบบมาตรฐาน จะเริ่มปวดทั่วๆ บอกตำแหน่งแน่นอนไม่ได้ มักเป็นรอบๆ สะดือ อาจเป็นพักๆ หรือตลอดเวลาก็ได้ แต่โดยทั่วไปมักเป็นแบบตลอดเวลา หลังจากนั้นประมาณ 6-10 ชั่วโมง อาการปวดจะย้ายมาที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา ต่ำกว่าสะดือ ปวดตลอดเวลา อาจมีไข้ขึ้น มีเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย อาการปวดแบบมาตรฐาน(classical symptom) จะพบประมาณ 25% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออาจไม่เป็นแบบนี้ เช่น อาจไม่มีย้ายจุดปวด อาจปวดเป็นพักๆ ได้ (กรณีระยะแรก หรือเป็นชนิดที่อยู่หน้าหรือหลังลำไส้เล็ก pre-ileal or post-ileal type) แต่ประเด็นสำคัญคือปวดด้านขวาล่างๆ กดเจ็บ เดินตัวงอ มีเบื่ออาหาร มักปวดตลอดเวลา            อาการเบื่ออาหารเป็นอาการที่สำคัญมาก พบเกือบ 100% ฉะนั้น ถ้าปวดท้องแต่ไม่เบื่ออาหาร กินข้าวได้ดี โอกาสเป็นไส้ติ่งอักเสบแทบจะไม่มี ถ้าไส้ติ่งแตก ไข้จะสูงลอย 40 องศา ปวดทั่วท้องทั้งซ้ายและขวา ท้องจะแข็งเกร็งไปหมด เดินไม่ไหว ต้องนอนนิ่งๆการรักษา            ไม่ว่าไส้ติ่งจะแตกหรือไม่ ต้องทำการผ่าตัดสถานเดียวปวดท้องทั่วไปจากโรคอื่นๆ โดยทั่วไป มักปวดเป็นพักๆ             ถ้าเป็นจากโรคแผลในกระเพาะ มักปวดใต้ลิ้นปี่ สัมพันธ์กับอาหาร โดยจะท้องอืด เหมือนอาหารไม่ย่อย หรือปวดจุกเสียดก็ได้ มักเป็นหลังอาหาร( คือทานอาหารแล้วแย่ลง) แต่ถ้าเป็น แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น อาจเป็นที่ใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงขวา มักปวดจุกเสียดก่อนอาหาร พอทานอาหารแล้วจะดีขึ้น            อาการปวดจากถุงน้ำดี มักเป็นที่ชายโครงขวา อาจมีร้าวไป บริเวณมุมล่างของสะบักขวาหรือบริเวณระหว่างสะบัก จะมีลักษณะที่สำคัญ คือ จะมีอาการแน่นหรืออืด หลังทานอาหารมันๆ (Fat Intolerance) หรือมีปวดท้องหลังอาหารเย็นเป็นพักๆ ที่ชายโครงขวา (Biliary Colic)            ปวดจากนิ่วในท่อไต อาการปวดจะเป็นพักๆ มากบริเวณเอวด้านหลังอาจร้าวมาขาหนีบ หรือบริเวณอัณฑะ ร่วมกับมีปัสสาวะเป็นเลือด หรือเป็นสีน้ำล้างเนื้อ            ปวดจากปีกมดลูก หรือรังไข่ จะปวดบริเวณท้องน้อย ไม่สัมพันธ์กับอาหาร มักมีเลือดหรือตกขาวผิดปกติ ทางช่องคลอดร่วมด้วย           จะสังเกตว่าอาการปวดท้อง ในระยะแรกไม่ว่าจะเป็นไส้ติ่ง หรือโรคอื่นๆ ก็ตาม จะแยกกันยาก ต้องใช้การสังเกตอาการ ดังนั้น ในกรณีที่เริ่มปวดท้องที่ยังไม่ทราบว่าเป็นอะไร อย่าเพิ่งกินยาแก้ปวด ควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยก่อน เพราะการกินยาแก้ปวดจะทำให้ แพทย์วินิจฉัยแยกโรคลำบาก เนื่องจากยาจะบดบังอาการปวด

 

 เป็นไงกันบ้างคะ ได้รับความรู้กันอย่างทั่วถึงรึเปล่าเอ่ย  ยังไงก็คอมเมนท์ให้หน่อยนะคะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สุภาษิตอังกฤษ-ไทย

วันพุธ, มิถุนายน 10th, 2009

 สวัสดีค่า  วันนี้เอาสุภาษิตภาษาอังกฤษและแปลเป็นไทยมาฝากกันค่ะ เผื่ออ่านแล้วเพื่อนจะได้ข้อคิดอะไรกันบ้าง

  • Self-conquest is the greats of victory.

การชนะใจตนเอง คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

  • So much to do ,so little done.

งานยิ่งทำมากเท่าใด ก็ยิ่งเสร็จน้อยเท่านั้น

  • Heaven ne’er helps the men who will not act.

สวรรค์ไม่เคยช่วยบุคคลผู้ซึ่งไม่ทำงาน

  • Never give advice unless asked.

อย่าให้คำแนะนำจนกว่าจะถูกขอร้อง

  • Nevre give advice in a crowd

อย่าให้คำแนะนำท่ามกลางฝูงชน

  • Grey hair is a of age, not of wisdom.

ผมหงอกเป็นสัญญาลักษณ์ของอายุ ไม่ใช่ปัญญา

  • Well begun is half done.

เริ่มต้นดีเหมือนงานนั้นเสร็จไปครึ่งหนึ่ง

  • A bird in the hand is worth two in the bush.

นกตัวเดียวในมือมีค่าเท่ากับนกสองตัวในพุ่มไม้

  • Birds of a faether will flock together.

นกที่มีขนอย่างเดียวกัน ย่อมจะอยู่รวมกัน

  • Blood is thicker than water.

เลือดข้นกว่าน้ำ

  • Better is half a loaf than no bread.

ขมนปังครึ่งก้อนดีกว่าไม่มีเลย

  • While I breathe , I hope.

ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ ฉันก็ยังมีหวัง

  • When tha cat’s away the mice will play.

เมื่อแมวไม่อยู่หนูก็ยังคะนอง

  • Spare the rod and spoil the child.

ทิ้งไม้เรียวจะทำให้เด็กเสีย

  • It is a wise father that know his own child.

พ่อที่ฉลาดเท่านั้นจึงจะรู้จักบุตรของตนดี

  • The less men think, the more they talk.

คนที่คิดน้อยมักพูดมาก

  • A bad officer is more danggerous than hundred bandits.

เจ้าหน้าที่ชั่วคนเดียว เป็นอันตรายมากกว่าโจร 100 คน

  • Disappointment is the nurse of wisdom.

ความผิดหวังเป็นสิ่งค้ำชูสติปัญญา

  • No one can disgrace us but ourselves.

ไม่มีใครทำให้เราเสียเกียรติได้ นอกจากตัวเอง

 

1. A bad workman always blames his tools.
คนงานเลวมักตำหนิเครื่องมือของตน

2. Absence makes the heart grow fonder.
ไม่พบกันทำให้หัวใจเกิดรักมากขึ้น

3. Actions speak louder than words.
การกระทำดังกว่าคำพูด

4. Adam’s ale is the best brew.
น้ำเปล่าเป็นน้ำที่ดีที่สุด

5. A drowning man will clutch at a straw.
คนกำลังจมน้ำจะคว้าแม้เส้นฟาง

6. A fool and his money are soon parted.
คนโง่กับเงินไม่ช้าก็พลัดพราก

7. A fool believes everything.
คนโง่เชื่อทุกอย่าง

8. A friend in need is a friend indeed.
เพื่อนยามจำเป็นคือเพื่อนแท้

9. A good face is a letter of recommendation.
หน้าตาดีเป็นหนังสือแนะนำตัว

10. A good friend is my nearest relation.
เพื่อนดีเป็นญาติชิดสนิทสุด

11. A liar is worse than a thief.
คนโกหกเลวกว่าหัวขโมย

12. A miss is as good as a mile.
ขาดไปนิดเท่ากับขาดไปไมล์

13. An honest man’s word is as good as his bond.
คำพูดของคนซื่อสัตย์ก็ดีเท่ากับคำสัญญาของเขา

14. An hour in the morning is worth two in the evening.
หนึ่งชั่วโมงตอนเช้าเท่ากับสองชั่วโมงตอนค่ำ

15. A penny saved is a penny earned.
ประหยัดสตางค์ก็เท่ากับหาสตางค์ได้

16. Ask a silly question and you’ll get a silly answer.
ถามคำถามโง่ ๆ ก็จะได้รับคำตอบโง่ ๆ

17. A still tongue makes a wise head.
ลิ้นที่นิ่งเงียบทำให้หัวฉลาด

18. A trouble shared is a trouble halved.
ปัญหาที่แบ่งปัน เป็นปัญหาที่เหลือครึ่งเดียว

19. A truly great man never puts away the simplicity of a child.
คนที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงไม่เคยละทิ้งความเรียบง่ายของเด็กเลย

20. Attack is the best form of defence.
โจมตีเป็นรูปแบบที่ดีที่สุดของการป้องกัน

21. Better be a fool than a knave.
เป็นคนโง่ดีกว่าเป็นคนโกง

22. Better be envied than pitied.
ให้เขาอิจฉาดีกว่าให้เขาสงสาร

23. Better be safe than sorry.
ปลอดภัยดีกว่าเสียใจ

24. Better late than never.
มาสายดีกว่าไม่มา

25. Charity begins at home.
ใจบุญสุนทานเริ่มต้นที่บ้าน

26. Civility costs nothing.
ความสุภาพไม่เสียค่าอะไรเลย

27. Do as you would be done by.
ทำอย่างที่อยากได้รับการกระทำตอบ

28. Doing is better than saying.
การกระทำดีกว่าคำพูด

29. Don’t meet troubles half-way.
อย่าเผชิญปัญหาแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ

30. Easier said than done.
พูดง่ายกว่าทำ

31. Easy come,easy go.
มาง่ายไปง่าย

32. Eat to live and not live to eat.
กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน

33. Even a worm will turn.
แม้หนอนมันยังสู้

34. Every little helps.
เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ช่วยได้

35. Every man is his own worst enemy.
ทุกคนเป็นศัตรูที่เลวที่สุดของตนเอง

36. Every man to his trade.
(ทุกคนมีความถนัดของตนเอง)

37. Experience is the mother of wisdom.
ประสบการณ์เป็นมารดาของความเฉลียวฉลาด

38. First impressions are the most lasting.
ประทับใจครั้งแรกตรึงตรายาวนานที่สุด

39. Forbidden fruit is sweet.
ผลไม้ต้องห้ามช่างหอมหวาน

40. Forewarned is forearmed.
เตือนล่วงหน้าเท่ากับติดอาวุธไว้ล่วงหน้า

41. From the sublime to the ridiculous is only a step.
จากสูงส่งสู่ต่ำต้อยเพียงก้าวเดียว

42. God helps them that help themself.
พระเจ้าช่วยคนที่ช่วยตนเอง

43. Great oaks from little acorns grow.
ต้นโอ๊คใหญ่เติบโตจากต้นเล็ก

44. Half a loaf is better than no bread.
ขนมปังแข็งเพียงครึ่งก้อนก็ดีกว่าไม่มีเลย

45. He that knows little, often repeats it.
คนรู้น้อยมักพูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ

46. He that knows nothing, doubts nothing.
คนที่ไม่รู้อะไรเลย ไม่สงสัยอะไรเลย

47. Home is where the heart is.
บ้านคือที่ซึ่งดวงใจอาศัยอยู่

48. Hunger is the best sauce.
ความหิวเป็นน้ำจิ้มที่ดีที่สุด

49. If a job’s worth doing, it’s worth doing well.
ถ้างานควรค่าแก่การทำ ก็ควรทำให้ดี

50. If at first you don’t succeed, try, try, try again.
หากครั้งแรกไม่สำเร็จ พยายาม พยายาม พยายามอีกครั้ง

51. If you can’t be good, be careful.
ถ้าดีไม่ได้ ก็ขอให้ระมัดระวัง

52. If you want a thing well done, do it yourself.
ถ้าอยากให้งานดี ต้องทำด้วยตนเอง

53. It is easy to be wise after the event.
มันง่ายที่จะฉลาดหลังเหตุการณ์

54. It is no use crying over spilt milk.
ไม่มีประโยชน์ที่จะร้องไห้ถึงนมที่หกไปแล้ว

55. It’s too late to shut the stable door after the horse has bolted.
สายเกินไปที่จะปิดประตูคอก หลังจากม้าถูกลักไปแล้ว

56. It takes two to make a quarrel.
ทะเลาะกันต้องมี 2 ฝ่าย

57. Jack of all trades, master of none.
ทำงานหลายอย่าง แต่ไม่เก่งสักอย่าง

58. Keep something for a rainy day.
จงเก็บอะไรไว้เผื่อวันฝนตกบ้าง

59. Knowledge is power.
ความรู้คืออำนาจ

60. Know thyself.
จงรู้จักตัวเอง

61. Live and learn.
จงมีชีวิตและศึกษาเล่าเรียน

62. Love makes the world go round.
ความรักทำให้โลกหมุนไป

63. Manners maketh man.
กิริยามารยาท ทำให้คนเป็นคน

64. Many hands make light work.
หลายมือทำให้งานเบา

65. Moderation in all things.
เดินสายกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง

66. More haste, less speed.
ยิ่งเร่งยิ่งช้า

67. Music is the food of love.
ดนตรีเป็นอาหารแห่งความรัก

68. Never put of till tomorrow what you can do today.
อะไรที่ทำวันนี้ได้ก็อย่าเอาไว้ทำพรุ่งนี้

69. Never too late to learn.
ไม่สายเกินไปที่จะเรียนรู้

70. No love like the first love.
ไม่มีรักใดเหมือนรักแรก

71. No time like the present.
ไม่มีเวลาใดเหมือนปัจจุบัน

72. Opportunity seldom knocks twice.
โอกาสมักไม่มาสองครั้ง

73. Patience is a virtue.
ความอดทนเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง

74. Punctuality is the politeness of princes.
ตรงต่อเวลาเป็นความสุภาพของเจ้าชาย

75. Rome was not built in a day.
กรุงโรมมิได้สร้างเสร็จในวันเดียว

76. The darkest hour is just before the down.
โมงยามที่มืดมิดที่สุดคือช่วงก่อนรุ่งอรุณ

77. The eyes are the window of the soul.
ดวงตาเป็นหน้าต่างของจิตใจ

78. The first step is the hardest.
ก้าวแรกยากที่สุด

79. There is more than one way to skin a cat.
มีมากกว่าหนึ่งวิธีที่จะถลกหนังแมว

80. There’s a black sheep in every flock.
มีแกะดำอยู่ในทุกฝูงแกะ

81. There’s many a good tune played on an old fiddle.
มีเพลงดี ๆ มากมายที่เล่นบนสายพิณเก่า

82. There’s no place like home.
ไม่มีที่ใดเหมือนบ้าน

83. There’s nowt so queer as folk.
ม่มีอะไรแปลกประหลาดเท่าผู้คน

84. There will be sleeping enough in the grave.
มีการนอนที่เพียงพอในหลุมศพ

85. Time and tide wait for no man.
เวลาและกระแสน้ำไม่คอยใคร

86. To deceive oneself is very easy.
โกหกตัวเองนั้นง่ายมาก

87. Tomorrow never comes.
พรุ่งนี้ไม่เคยมาถึงเลย

88. Travel broadens the mind.
การเดินทางเปิดใจให้กว้างขึ้น

89. True love never grows old.
รักแท้ไม่เคยแก่ชรา

90. Truth fears no trial.
สัจจะไม่กลัวการพิสูจน์

เป็นยังไงคะ โดนไหมเอ่ย  ยังไงก็คอมเมนท์หน่อยเน้อ

รู้ทัน “มะเร็งกระดูก”

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 31st, 2009

มะเร็ง” โรคร้ายที่เป็นสาเหตุการตายที่สำคัญในปัจจุบัน มะเร็งส่วนใหญ่สามารถบำบัดได้ และหลายชนิดที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยเฉพาะถ้าได้รับการบำบัดตั้งแต่เริ่มแรก… วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับมะเร็งกระดูก” มะเร็งที่พบได้น้อยมาก แต่ถ้าหากเป็นแล้ว อาการมักจะรุนแรงและกระจายไปสู่อวัยวะอื่นได้รวดเร็วมาก ส่วนใหญ่จะพบในคนอายุต่ำกว่า 35 ปี โดยเฉพาะในช่วงอายุ 10 - 20 ปี

         

ทั้งนี้ มะเร็งกระดูกถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ… “มะเร็งที่แพร่กระจายมาจากมะเร็งของอวัยวะอื่น” เช่น จากต่อมลูกหมาก เต้านม ไทรอยด์ ฯลฯ โดยมักเกิดที่กระดูกแบนๆ เช่น กระดูกเชิงกราน กระดูกซี่โครง กระดูกกระโหลกศีรษะ เป็นต้น และ “มะเร็งที่เกิดกับกระดูกโดยตรง” คือ มะเร็งที่เกิดจากเซลล์ของกระดูก ซึ่งพบได้น้อยกว่าชนิดแรก มักจะเป็นที่กระดูกของแขน ขา เป็นส่วนใหญ่ ส่วนน้อยเกิดบริเวณกระดูกขากรรไกร          สำหรับสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งกระดูกนั้น เช่นเดียวกับมะเร็งชนิดอื่นๆ คือยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่มีสาเหตุบางประการซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดมะเร็งของกระดูกได้ เช่น กระดูกได้รับอันตรายจากการหกล้ม และผู้ที่ได้รับสารกัมมันตรังสีบางอย่าง เช่น เรเดียม สตรอนเซียม ก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งของกระดูกได้มากกว่าคนธรรมดา

อาการ

 
 
 
 
 
 
 

 


          จะพบว่ามีก้อนแข็งหรือปุ่มยื่นออกมาจากกระดูก ก้อนจะโตเร็ว ต่อมาจะมีอาการปวดร่วมด้วย บางรายมาด้วยอาการกระดูกหักแตกได้ง่ายจากการกระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อย การวินิจฉัย
          แพทย์จะตรวจร่างกายอย่างละเอียด มักต้องอาศัยการเอ็กซเรย์ร่วมด้วย บางรายแพทย์อาจตัดชิ้นเนื้อไปตรวจดูทางพยาธิวิทยา เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำ และวางแผนการรักษาต่อไป 
การรักษา
          โดยทั่วไปอาศัยการผ่าตัดเป็นหลัก และอาจใช้การฉายแสงหรือยาเคมีบำบัดร่วมด้วยในบางกรณี 
  ข้อพึงปฏิบัติ
          มะเร็งกระดูก แม้พบได้น้อย แต่เมื่อเป็นแล้วจะมีความรุนแรงมาก ผู้ป่วยจะมีอาการทรุดอย่างรวดเร็ว การวินิจฉัยโรคเร็ว และให้การรักษาโดยฉับพลัน จึงเป็นหัวใจของความอยู่รอด ดังนั้น เมื่อความผิดปกติเกิดขึ้นแก่กระดูก เช่น มีก้อนเกิดขึ้นบริเวณแขน ขา กระดูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กวัยเรียน ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว อย่าลังเลใจ เพื่อแพทย์จะได้แนะนำและให้การรักษาต่อไป

 

 
 
 
 
 
 
 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
-
uboncancer.org
- nci.go.th

 

คอมเมนท์กันเยอะๆนะจ้ะ

 

ใครอยากรู้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมก็เขียนมาในคอมเมนท์ได้จะหามาให้ได้จ้า

 

ปรัชญาชีวิต

วันศุกร์, พฤษภาคม 22nd, 2009

สิ่งที่แข็งที่สุด เอาชนะได้ด้วยสิ่งที่อ่อนที่สุด
เมื่อประตูบานหนึ่งปิด อีกบานหนึ่งก็เปิด
แต่บ่อยครั้งที่เรามัวแต่จ้องประตูบานที่ปิดจนไม่ทันเห็นว่ามีอีกบานที่เปิดอยู่
อย่ามัวค้นหาความผิดพลาด จงมองหาหนทางแก้ไข

อารมณ์ขันเป็นสิ่งยอดเยี่ยมที่สุดที่ช่วยรักษาสิ่งอื่นได้
เพราะทันทีที่เกิดอารมณ์ขัน
ความรำคาญและความขุ่นข้องหมองใจจะมลายไป
กลับกลายเป็นความเบิกบานแจ่มใสของจิตใจเข้ามาแทนที่

อย่ากลัวที่จะนั่งหยุดพักเพื่อคิด
1 นาทีที่คุณโกรธเท่ากับคุณได้สูญเสีย 60 วินาทีแห่งความสงบในจิตใจไปแล้ว
หนทางเดียวที่จะรักษาภาพพจน์ได้คือการซื่อสัตย์ตลอดเวลา

ผู้ชนะไม่เคยลาออก และผู้ลาออกก็ไม่เคยชนะ
ออกซิเจนสำคัญต่อปอดเช่นไร ความหวังก็เป็นเช่นนั้นต่อความหมายของชีวิต

การมีชีวิตอยู่นานเท่าใดมิใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญก็คือ มีชีวิตอยู่อย่างไร
เราเข้าใจชีวิตเมื่อมองย้อนหลังเท่านั้น แต่เราต้องดำเนินชีวิตไปข้างหน้า

เราไม่อาจล้างมือที่แปดเปื้อนซ้ำได้เป็นครั้งที่ 2 ในสายน้ำไหล(สุภาษิต ทิเบต)
ไม่มีสิ่งใดช่วยให้คุณได้เปรียบคนอื่นมากเท่ากับการควบคุมอารมณ์
ให้สงบนิ่งอยู่ตลอดเวลาในทุกสถานการณ์

ความอดทนคือเพื่อนสนิทของสติปัญญา
พรสวรรค์ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ คือ การที่เราสามารถเอาใจเขามาใส่ใจเราได้
ในธรรมชาติไม่มีสิ่งใดดีพร้อม แต่ทุกอย่างก็สมบูรณ์แบบในตัวเอง
ต้นไม้อาจบิดเบี้ยวโค้งงออย่างประหลาด แต่ก็ยังคงความงดงาม

มักพูดกันว่ากาลเวลาเปลี่ยนทุกสิ่ง
แต่จริงๆแล้ว คุณต้องเปลี่ยนทุกสิ่งด้วยตนเอง

 

เป็นยังไงบ้างคะ

โดนใจมั้ย

อิอิ

คอมเมนท์ให้หน่อยเน้อ

วันพยาบาลสากล

วันพุธ, พฤษภาคม 13th, 2009

ความเป็นมาของวันพยาบาลสากล

          สภาพยาบาลระหว่างประเทศ (International Council of Nurses, ICN) ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพพยาบาล ได้กำหนดให้วันที่ 12 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันพยาบาลสากล (International Nurses Day) โดยเริ่มครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2514 (ค.ศ.1971) ทั้งนี้ วันที่ 12 พฤษภาคม เป็นวันเกิดของมิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ผู้ก่อกำเนิดวิชาชีพการพยาบาล และเป็นผู้ที่มีอุดมการณ์ ตั้งใจจะบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อมวลมนุษย์อย่างแท้จริง จนได้รับการยกย่องและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

จุดประสงค์ของการกำหนดวันพยาบาลสากล
          วันพยาบาลสากลถูกกำหนดขึ้น เพื่อสดุดีคุณงามความดีของมิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ที่ทำประโยชน์อย่างมากมายให้แก่มวลมนุษย์ รวมทั้งเพื่อเป็นการยกย่อง ให้เกียรติ และให้คนยึดถือเอาเป็นแบบอย่าง อีกทั้งยังมีจุดมุ่งหมายให้พยาบาลทั่วโลก ร่วมมือจัดกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์แก่สาธารณชน และกำหนดแนวทางเพื่อให้พยาบาลทั่วโลกรณรงค์แก้ไขปัญหาสุขภาพในแต่ละปี
ประวัติ มิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล
          มิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล เป็นชาวอังกฤษ เกิดเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ.1820 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ครอบครัวของมิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล จัดว่ามีฐานะ จึงทำให้เธอได้รับการศึกษาอย่างดี มิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล มีความตั้งใจที่จะเป็นพยาบาล ดังนั้นเมื่อเธออายุได้ 20 ปี ได้ขอบิดามารดาเรียนพยาบาล แต่ไม่ได้รับการอนุญาต เนื่องจากในสมัยนั้นงานพยาบาลไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร แต่เธอก็ยังมุ่งมั่นที่จะทำงานเสียสละเพื่อดูแลผู้เจ็บป่วย จนหาโอกาสได้ไปเยี่ยม และดูงานตามโรงพยาบาลต่างๆ ในทวีปยุโรป จนสุดท้ายมิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ก็ได้เข้าศึกษาอบรมวิชาพยาบาลที่ประเทศเยอรมนี ได้ดังใจฝัน
          ต่อมาในปี ค.ศ.1857 เกิดสงครามไครเมียขึ้น มิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ได้อาสาสมัครไปช่วยดูแลทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม เธอเสียสละทรัพย์สิน และขอเรี่ยไรจัดหาเครื่องเวชภัณฑ์ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือทหาร อีกทั้งยังได้ออกตระเวนตรวจเยี่ยม เพื่อรักษาและให้กำลังใจทหารแม้ในเวลาค่ำคืน จนได้รับสมญานามว่า “สุภาพสตรีแห่งดวงประทีป” (The lady of the lamp)

          ภายหลังสงครามสิ้นสุด มิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ได้ริเริ่มพัฒนากิจการพยาบาลให้ก้าวหน้า จนในที่สุดได้มีผู้ร่วมกันก่อตั้งกองทุนการศึกษาสำหรับพยาบาล “ไนติงเกล” เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน จากนั้นมิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ก็ได้รับการยอมรับให้เป็นผู้จัดระเบียบด้านสุขภาพในกองทัพประเทศอังกฤษ และวางแผนงานด้านสุขาภิบาลในประเทศอินเดีย จนก่อตั้งโรงเรียนพยาบาลที่เป็นต้นแบบของโรงเรียนพยาบาลทั่วโลก นอกจากนี้มิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ยังได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในฐานะผู้บุกเบิกวิชาชีพการพยาบาลอีกด้วย

วันพยาบาลสากลในประเทศไทย
          สำหรับในประเทศไทยนั้น สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย ได้เข้าเป็นองค์กรสมาชิกของสภาพยาบาลระหว่างประเทศ เมื่อ พ.ศ.2504 (ค.ศ.1961) และได้จัดกิจกรรมวันพยาบาลสากลเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2529 (ค.ศ.1986) โดยรองศาสตราจารย์ ดร.วิเชียร ทวีลาภ นายกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยในขณะนั้น ได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และองค์การยูนิเซฟ จัดกิจกรรมวันพยาบาลสากล และในปีต่อๆ มาก็มีการจัดกิจกรรมเนื่องในวันพยาบาลสากลมาโดยตลอด โดยมีจุดประสงค์สำคัญ เพื่อสดุดีมิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล บูรพาจารย์แห่งการพยาบาล รำลึกถึงพระคุณของท่าน และประกาศเกียรติคุณ เพื่อให้ประชาชนได้ทราบ อีกทั้งยังเป็นการเผยแพร่บทบาทของพยาบาลต่อสุขภาพของประชาชนให้ทราบเป็นประจำทุกปี
 
 
 

 

คำขวัญประจำวันพยาบาลสากล
          ทุกๆ ปี จะมีการตั้งคำขวัญเนื่องในวันพยาบาลสากล ซึ่งคำขวัญของแต่ละปี ได้แก่
            พ.ศ.2528 สุขภาพอนามัยสตรี (Nurses and Women Health)
            พ.ศ.2529 เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคแก่เด็กทุกคน (Universal Child Immunization)
            พ.ศ.2530 บทบาทของพยาบาลกับการดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพ (Occupational Health)

            พ.ศ.2531 ช่วยแม่ลูกสุขสันต์ในวันเกิด (Help Her Have a Happy Birth-Day)

           พ.ศ.2532 สุขภาพวัยเรียนต้องเพียรส่งเสริม (School Health)

           พ.ศ.2533 พยาบาลและสิ่งแวดล้อม (Nurses and the Environment)

           พ.ศ.2534 พยาบาลเชิงรุก - เพื่อสุขภาพจิตของปวงประชา (Mental Health and Nursing)

           พ.ศ.2535 สุขกาย สุขใจ ในวัยทอง (Health Ageing)

           พ.ศ.2536 คุณภาพการพยาบาล และความคุ้มค่า (Quality, Cost and Nursing)

            พ.ศ.2537 ครอบครัวสุขสันต์ - วันพยาบาลสากล (Health Families for Healthy Nation)

            พ.ศ.2538 พยาบาลเสริมสร้างวิถี - สู่สุขภาพสตรี (Women’ Health: Nurses Pave the Way)

            พ.ศ.2539 เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า พยาบาลพัฒนางานวิจัย (Better Health Through Nursing Research)

            พ.ศ.2540 อนาคตประเทศจะสดใส เยาวชนไทยต้องสุขภาพดี (Healthy Young People = A Brighter Tomorrow)

           พ.ศ.2541 สุขภาพชุมชนไทยดี ทุกคนมีส่วนร่วม (Partnership for Community Health)

            พ.ศ.2542 อดีตที่ผ่านมาบอกความก้าวหน้าในอนาคต (Celebrating Nursing Past - Claiming the Future)

            พ.ศ.2543 เพื่อท่าน…พยาบาลพร้อมดูแล (Nurses - Always There for You)

            พ.ศ.2544 พยาบาลพร้อมช่วยท่าน : ร่วมป้องกันความรุนแรง (Nurses, Always There for You : United Against Violence)

            พ.ศ.2545 พยาบาลพร้อมช่วยท่าน : ร่วมกันดูแลครอบครัว (Nurses, Always there for you : Caring For Families)

           พ.ศ.2546 พยาบาลพร้อมช่วยท่าน : ร่วมต้านมลทินเอดส์ (Nurses : Fighting AIDS Stigma; Caring For All)

            พ.ศ.2547 พยาบาลเคียงข้างผู้ยากไร้ รวมน้ำใจต้านความจน (Nurses : Working With The Poor, Against Poverty)

            พ.ศ.2548 พยาบาลปกป้องปวงประชา : ห่างไกลยาไร้มาตรฐาน (Nurses for Patient Safety: Targeting Counterfeit and Substandard Medicines)

            พ.ศ.2549 พยาบาลปลอดภัย ประชาไทยมีสุข (Safe staffing saves lives)

            พ.ศ.2550 สิ่งแวดล้อมปลอดภัย การพยาบาลไทยมีสุข ประชาราษฎร์เป็นสุข (Positive Practice Environments: Quality Workplaces - Quality Patient Care)

            พ.ศ.2551 พยาบาลก้าวนำ สร้างสรรค์บริการสุขภาพปฐมภูมิเพิ่มพูนคุณภาพบริการชุมชน (Delivering Quality, Serving Communities: Nurses Leading Primary Health Care)

            พ.ศ.2552 พยาบาลก้าวนำ สร้างสรรค์นวัตกรรมการดูแล เพิ่มพูนคุณภาพบริการชุมชน  (Delivering Quality, Serving Communities: Nurses Leading Care Innovations)

กิจกรรมในวันพยาบาลสากล

          ในสถานพยาบาล หน่วยงานการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง จะร่วมกันจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพยาบาล เช่น

          1. จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ นิทรรศการเกี่ยวกับสุขภาพ และกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพอื่นๆ

          2. จัดให้มีการตรวจสุขภาพ และคัดกรองโรค

          3. จัดกิจกรรมรณรงค์ให้มีการดูแลสุขภาพในครอบครัว

          4. จัดประชุมวิชาการเกี่ยวกับการแพทย์ และการพยาบาล

          5. ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์พยาบาลแก่ประชาชน

          6. ให้การบริการพยาบาลแก่ประชาชน

          7. จัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิต

          นอกจากวันพยาบาลสากลจะเป็นวันที่มีความสำคัญต่อผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลทั่วโลกแล้ว สำหรับประชาชนคนทั่วไป ก็ควรต้องรำลึกถึงความสำคัญของวันนี้ และยกย่องมิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ในฐานะปฐมบูรพาจารย์วิชาการพยาบาลของโลกเช่นกัน

 

ที่มา: www.kapook.com

คอมเมนท์ด้วยนะจ้ะ 

วิธีช็อปปิ้งอย่างมีสติ

วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 7th, 2009
  • ออกไปช็อปปิ้งเมื่อคุณจำเป็นต้องซื้อของบางอย่างเท่านั้นและขอให้ตรงดิ่งไปยังร้านหรือแผนกขายของที่คุณต้องการทันที

  • อย่าเดินชมสินค้าที่ร้านอื่นหรือแผนกอื่น

  • อย่าออกไปช็อปปิ้ง ถ้าคุณกำลังรู้สึกเหนื่อย เครียด เศร้า เหงาหรืออารมณ์ไม่ค่อยอยู่กับร่องรอย

  • หางานอดิเรกทำสักอย่างลองทำไปเรื่อยๆจนกว่าจะพบสิ่งที่ถูกใจอาจจะต้องใช้เวลาสักพักกว่าคุณจะรู้ว่างานอดิเรกอะไรที่คุณทำแล้วรู้สึกเพลิดเพลินจนอาจลืมช็อปปิ้งได้

  • ถ้าคุณคิดว่านิสัยช็อปกระหน่ำของคุณอาจเข้าขั้นเสพติด ขอให้รีบจัดการปัญหานี้โดยด่วน ลองเข้าไปหาข้อมูลที่www.debtorsanonymous.org ซึ่งจะช่วยประเมินว่าอาการบ้าช็อปของคุณอยู่ขั้นไหนถ้าอาการของคุณเข้าขั้นอันตรายคุณอาจไปปรึกษาคุณหมอประจำตัวเพื่อให้ช่วยแนะนำจิตแพทย์ให้ก็ได้

  • การซื้อของให้คนอื่นก็ส่งผลให้คุณช็อปกระหน่ำเช่นกันจงเลิกพฤติกรรมนี้ด่วนเพราะความมีน้ำใจต่อญาติมิตรอาจมีค่ามากกว่าการซื้อของขวัญให้

  • ลองนึกว่าคุณอยากได้อะไรมากที่สุดและเริ่มเก็บเงินสำหรับซื้อของชิ้นนั้นซื้อด้วยเงินสด อย่าจ่ายด้วยเครดิตการ์ดจะเป็นการซื้ออย่างมีความสุข โดยไม่ต้องรู้สึกผิด

                                                                   

 

ที่มา: หนังสือคู่สร้างคู่สม        ปีที่30                ฉบับที่ 637         ประจำวันที่1-10พฤษภาคม        ทศ1  2552 

 

คอมเมนท์ให้หน่อยนะคะ ได้โปรดเถอะ

ตรวจโรคด้วยตัวคุณ

วันอังคาร, เมษายน 21st, 2009

ตรวจโรคต่างๆ นานาด้วยตัวเอง              

 ลิ้น ให้แลบลิ้นมาจนสุด ถ้ามีจุดสีขาว สีเหลือง หรือสีส้ม กระจายอยู่ทั่วลิ้น นั่นแปลว่า

คุณอาจมีกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไปแล้ว และอาจกำลังจะเป็นกรดไหลย้อน ทีนี้มื้อต่อๆ ไปก็

แค่กินรสเผ็ดให้น้อยลงหน่อย หรือไม่ก็ลองกินยาลดกรดแต่ปรึกษาหมดก่อนก็ดีนะ

        รักแร้ เมื่อไหร่ที่ผิวน้องจั๊กกะแร้เริ่มสากและดำขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ เป็นไปได้ว่าคุณมีฮอร์โมน

อินซูลินในเลือดมากเกินไป และนั่นคืออาการของโรคเบาหวาน ให้รีบไปตรวจเลือดดู จะได้รู้ว่าตกลง

เราเป็นเบาหวานหรือใช้โรลออนมากไป

        หนังศีรษะ ถ้าคุณไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์แต่งผมเลย แต่ก็ยังเจอผมร่วงเยอะ จนผมเริ่มบางผิด

ปกตินั่นอาจเป็นผลของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ รีบไปปรึกษาหมอ เพื่อวัดระดับการทำงานของต่อม

ไทรอยด์ ถ้ามีอะไรผิดปกติจะได้รีบรักษา

        ขนหน้าท้อง ถ้าจู่ๆ ขนอ่อนๆ ที่ท้องน้อยที่เคยบางๆ พอเซ็กซี่ กลับเส้นหนา หรือ ดกขึ้น นี่คือ

สัญญาณหนึ่งของโรค Polycystic Ovarian Syndrome (PCOS) หรือ การมีถุงน้ำจำนวนมาก

ในรังไข่ ทำให้ระดับฮอร์โมนเพศชายสูงขึ้นขนเลยดกและหนาขึ้นนั้นเอง รีบไปหาหมอสูตินารีแพทย์

ของคุณ

        ตา ไม่ได้อดนอนแต่ใต้ตาดำปิ๊ดเป็นหมีแพนด้า คุณอาจจะกำลังเป็นภูมิแพ้อยู่ก็ได้ เพราะเวลา

ร่างกายเราเปิดรับสารที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ จะเกิดปฏิกิริยาปล่อฮิสตามีน และที่อาการปรากฏให้เห็น

ได้ชัดก็คือ เกิดเป็นรอยคล้ำๆ ในบริเวณที่ผิวบอบบางที่สุด ก็คือผิวใต้ดวงตานั้นเอง

 

เป็นไงกันบ้างเอ่ย

ยังไงๆก็คอมเมนท์ให้หน่อยนะคะ

ขอร้อง พลีสสสสสสสสสส!!!

เปลี่ยนลุคอย่างฉลาด

วันพฤหัสบดี, เมษายน 9th, 2009

ถ้าคุณนึกอยากปฏิบัติการเปลี่ยนลุคกับเขาบ้าง 

 

ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดที่ต้อง

 

จำไว้ให้ดีคือการเดินทางสายกลาง แปลงโฉม

 

แต่พอประมาณเยี่ยงคนฉลาดไม่

 

จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองแบบสุดขั้วจนเข้าขั้น

 

เอ็กซ์ตรีม  เพราะผลลัพธ์ที่ได้อาจ

 

ทำให้คนรอบข้างตกตะลึงเพราะความแปลก

 

มากกว่าสวยก็ได้

 

 

กฎของการแปลงโฉมเปลี่ยนลุคมีข้อควรปฏิบัติและ

 

ข้อห้าม  ดังนี้

 

 

วิธีแปลงโฉมอย่างคนฉลาด

 

-ลงทุนซื้อกระจกบานใหญ่ที่ส่องได้เต็มตัว เห็นครบทุกมุมทั้ง360

 

องศา ก่อนออกจากบ้านทุกครั้งให้สำรวจตัวเองทุกองศารับรอง

 

งานนี้ไม่มีพลาด

 

-ก่อนทำตัวเป็นสาวใจเด็ด ลุกขึ้นมาหั่นผมยาวให้สั้นกุดในแบบ

 

ทรงสกินเฮดแล้วต้องมานั่งเสียเซลฟ์ไปอีก2ปี ลองเปลี่ยนลุคแบบ

 

ง่ายๆแถมไม่ต้องเสียเงินด้วยการแสกผมให้สูงขึ้นหรือต่ำลงจาก

 

เดิม หรือจะเปลี่ยนมาแสกผมข้างใหม่เลยก็ได้แต่ถ้าอยากดูสวย

 

เซอร์แบบสาวฮิปปี้ จะลองม้วนผมเป็นลอนแล้วแสกกลางแบบ

 

“น้องปาล์มมี่” ก็น่ารักไม่น้อย

 

-หรือจะลองรวบผมตึงแบบเป็นหางม้าก็ไม่เลว การรวบผมเป็นวิธี

 

เปลี่ยนทรงผมที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่ง ถ้าต้องการแนวสดใสแบบสาว

 

น้อยให้รวบสูงๆ แต่ถ้าอยากดูสวยสง่า เป็นการเป็นงานล่ะก็ควรจะ

 

รวบผมต่ำๆแค่ระดับท้ายทอย

 

-แต่ถ้าอยากจะตัดผมจริงๆขอให้ประเดิมด้วยผมม้า การตัดผม

 

ทรงหน้าม้า ไม่ว่าจะเป็นม้าเต่อแบบวัยใส ม้าระดับคิ้วหรือม้ายาว

 

แนวปัดๆล้วนช่วยแปลงโฉมให้คุณได้ แถมยังช่วยกระชากวัยลงได้

 

อีกหลายปี

 

-สำหรับหน้าตาให้เริ่มด้วยการกันคิ้วให้ได้รูป คิ้วสวยช่วยปรับ

 

โหงวเฮ้ง ทำให้โครงหน้าเด่น หน้าตาดูสว่างไสวและดูเป็นคนมี

 

สุขภาพดี จากนั้นลองต่อขนตาแบบกึ่งถาวร  เอาให้เด้งวิ้งๆชนิดที่

 

“หนูแหวน” ต้องชิดซ้าย ขนตาเด้งๆทำให้คุณดูเปรี้ยวและเซ็กซี่ขึ้น

 

โดยไม่ต้องทำอะไรมาก

 

-ลงทุนเข้าคอร์สนวดหน้าก็ไม่เลว สปาหรือเครื่องสำอางแบรนด์

 

ดังๆมักจะมีบริการปรนนิบัติฟื้นฟูผิวหน้าสูตรเร่งรัด เช่น นวดหน้า

 

,ขัดหน้า,อบไอน้ำ,ดูดสิวเสี้ยน,มาสก์หน้า ฯลฯ หลังจากจบคอร์ส

 

ผิวหน้าของคุณจะดูเนียนนุ่ม สวยเปล่งปลั่งจนแทบไม่มีใครเชื่อว่า

 

คุณกำลังเซ็งชีวิตหรือเพิ่งอกหักมาหมาดๆ

 

-ทาเล็บสีสวยๆ เล็บมือและเล็บเท้าที่สะอาดอะอ้าน ตัดแต่ง

 

เรียบร้อยพร้อมเคลือบสีสวยงาม ช่วยเพิ่มสง่าราศีให้มือกับเท้า

 

ของคุณได้เป็นอย่างดี ถ้าคุณเป็นสาวหวาน หรือออกแนวขี้อาย

 

ควรเลือกทาเล็บสีอ่อนๆหรือจะทาแบบฝรั่งเศส(เคลือบเล็บด้วย

 

กลอสสีใสๆแต่ส่วนปลายเล็บให้ทาสีขาวสะอาดตา)แต่ถ้าคุณแน่ใจ

 

ว่าตัวเองเปรี้ยวพอ จะทาสีแดงสดก็คงไม่มีใครว่า

 

-หาเสื้อผ้าสีสดๆหรือมีลวดลายสดใสมาใส่บ้าง เสื้อผ้าสีสด จะ

 

ช่วยขับผิวแถมยังช่วยทำให้อารมณ์สดชื่นขึ้นด้วย ถ้าคุณอยากสวย

 

โดดเด่น เราขอแนะนำสีแดงเพราะในบรรดาสีสันทั้งหมด ที่สุดของ

 

ความสวย เซ็กซี่ เร้าใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและอำนาจ คงไม่มีสี

 

ใดเกินหน้าสีแดงแน่ๆ

 

-ถ้ามีงบเหลือจะลองลงทุนกับเสื้อผ้าและเครื่องประดับระดับ

 

แบรนด์เนมดังก็ได้  “คุณนายวิคตอเรีย” ภรรยาพี่เบค เธอแนะนำ

 

ไว้ว่า ถ้าคุณชอบแต่งตัวเรียบๆ ขอให้เพิ่มแว่นกันแดด หิ้วกระเป๋า

 

แล้วก็ใส่รองเท้าแบรนด์เนมเท่านั้น รับรองว่าสวยเริ่ดได้แน่นอน

 

-ถ้าคุณชอบแต่งตัวเรียบๆ ขอให้เพิ่มแว่นกันแดด หิ้วกระเป๋าแล้วก็

 

ใส่รองเท้าแบรนด์เนมเท่านั้น รับรองว่าสวยเริ่ดได้แน่นอน

 

-ถ้าหากคุณชอบรองเท้าส้นแบนหรือรองเท้าแตะ ลองเปลี่ยนสไตล์

 

หาซื้อรองเท้าส้นสูงแบบสวยๆและคุณภาพดีหรือจะถอยส้นสูง

 

แบรนเนมมาใส่สักคู่ได้ก็ยิ่งดี รับรองได้ว่าคุณจะเปรี้ยวจี๊ดทันตา

 

เห็น แถมส้นสูงยังช่วยให้ดูขายาวและเพรียวขึ้นอีกด้วย สรุปง่ายๆ

 

ว่า ยิ่งสูง ยิ่งแพง ก็ยิ่งสวย

 

-เปลี่ยนบุคลิก ท่าทาง หัดยืนและนั่งให้ตัวตรง สง่างามดุจนางพญา หัดเชิดหน้า ตั้งศีรษะให้ตรง อย่าเอียงซ้ายหรือเอียงขวา เหยียดหลังให้ตรง แขม่วพุงและยืดอกขึ้น เชื่อไหมว่าท่าทางเชิ่ดๆเริ่ด จะทำให้หายใจได้ดีขึ้น แถมยังทำให้คุณดูผอมลงได้ประมาณ2กิโลกรัมทีเดียว

 

 

 

การแปลงโฉมที่น่าเศร้า ห้ามเลียนแบบเด็ดขาด

 

 

1.หั่นผมจนสั้นกุดแบบทรงสกินเฮดหรือต่อผมจนยาวเฟื้อย

 

2.ย้อมผมทองหรือสีเจ็บๆอย่างสีม่วงหรือสีบานเย็นหรือทำไฮไลท์สัก7สีคุณอาจจะคิดว่าตัวเองเปรี้ยวเข็ดฟังหรือเข้าข่าย30-40ยังแจ๋ว แต่อันที่จริง ท่านผู้ชมหรือคนรอบข้างเขาไม่ได้คิดเหมือนคุณแน่ๆ  ถ้าไม่เชื่อ ลองส่องกระจกบานใหญ่มองดูตัวเองนานๆแล้วคุณจะเกิดดวงตาเห็นธรรมได้

 

3.ฉีดคอลลาเจน ทำริมฝีปากอวบอิ่มให้ดูเซ็กซี่เหมือน “แอนเจลิน่า โจลี” สาวไทยอย่างเราไม่ควรเลียนแบบดาราฝรั่ง หากปากหนาเกินไปชาวบ้านอาจจะคิดว่าคุณเป็นโรคเริมก็เป็นได้

 

4.แต่งเล็บแฟนซี ประเภทติดเลื่อมแพรวพราว เพนท์เล็บเป็นหน้าเอลวิส หรือลายเกาะสวาทหาดสวรรค์ มีต้นมะพร้าวติดอยู่ทุกเล็บ ถ้าอยากเสียเงินแก้เซ็ง ให้ไปทำเล็บสีสวยๆที่ร้านหรูๆหรือครีมบำรุงสำหรับทามือให้เนียนนุ่มน่าสัมผัสจะคุ้มค่ามากกว่า

 

5.ฉีดโบท็อกซ์เพื่อให้หน้าไม่เหี่ยววิธีนี้เห็นผลทันใจอยู่ได้หลายเดือน ถ้าคุณคิดแบบนี้ขอบอกว่า คิดผิด โบท็อกซ์ทำให้หน้าตึงและกลบเกลื่อนริ้วรอยได้จริง แต่หน้าตึงๆด้วยฤทธิ์โบท็อกซ์นั้น ไม่ว่าจะดูมุมไหนก็เหมือนใส่หน้ากากเพราะดูแข็งและไม่เป็นธรรมชาติสุดๆ

 

 

 

หวังว่าเกร็ดที่เรานำมาฝาก คงจะช่วยเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ที่สวยครบสูตรได้โดยไม่ทำให้คนรอบข้างตกใจเอานะคะ

 

ยังไงก็คอมเม้นท์ให้หน่อยเน้อ…

 

ใครไม่คอมเม้นท์ขอให้ แต่งยังไงก็ไม่สวย  อิอิ

 

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือคู่สร้างคู่สม

 

 

 

วิธีสังเกตเพชรเทียม

วันจันทร์, มีนาคม 23rd, 2009
หวัดดีคร่า
วันนี้มีวิธีการสังเกตเพชรเทียมมาฝากกันเน้อ
มาอ่านกันเร้ยยยยยยยย

1.ราคาต่ำกว่าปกติมาก

 

 

2.มีการกระจายของแสงดีมาก น้ำสวย แวววาว

 

 

เล่นสีสันมากกว่าเพชรแท้จนผิดสั้งเกต

 

 

3.ความแข็งน้อยกว่าทับทิม ไพลิน เขียวส่อง

 

 

ยกเว้นพวกแซปไฟร์สังเคราะห์ไร้สี บางชนิดอ่อนกว่า

 

 

พลอยตระกูลควอตซ์เสียอีกจึงทำให้

 

 

เป็นรอยขีดข่วนและมัวเร็ว

 

 

4.ความถ่วงจำเพาะค่อนข้างสูง มักจะสูงกว่าเพชร

 

 

ดังนั้นเพชรเทียมที่มีน้ำหนักเท่ากับเพชรจะดู

 

 

มีขนาดเล็กกว่าเพชร

 

 

5.การเจียระไนเหลี่ยมไม่ละเอียดเท่าเพชร

 

 

6.สีตรงส่วนล่างของเพชรเทียม เช่น

 

 

Cubic Zirconiaจะมีสีส้ม และ

 

 

Yagจะมีสีน้ำเงินอมม่วง

 

 

 

 

 

 

ที่มา หนังสือคู่สร้างคู่สม ฉบับที่629 และ กรมทรัพยากรธรณี

เปนไงบ้างล่ะ

ยังงัยก้อได้โปรดคอมเม้นกันหั้ยหน่อยเน้อ

 

 

 

 

 

คัยไม่คอมเม้นขอหั้ยราคาน้ำมันขึ้น