<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.5.1" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>manystory</title>
	<link>http://blogger.sanook.com/manystory</link>
	<description>บอกเล่าทุกเรื่องราวประทับใจ</description>
	<lastBuildDate>Tue, 16 Sep 2008 12:24:00 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>เรื่องผีปอบ</title>
		<description>นานแล้วที่เราไม่ได้เขียนเรื่องสยองขวัญให้เพื่อนๆได้อ่านกัน

เนื่องจากงานมันยุ่งๆอะ วันนี้ว่างๆก็เลยจะเอาเรื่องที่เราเจอมาบอกเล่ากันเราเป็นคนอีสาน เราอยู่จ.มุกดาหาร จะมีญาติตามจังหวัดไกล้เคียงมากมาย เช่น ร้อยเอ็ด สารคาม อุบล ทางบ้านเรามีความเชื่อเรื่องผีปอบมาก เราเคยเห็นหมอธรรม(หมอผี)เขามาไล่ปอบที่บ้านเรานะ จะมีไม้ง่ามให้คนถือคนละข้าง(เป็นไม้ปลุกเสก) ไม้ง่ามจะแกว่งเองแล้วก็นำทางหมอธรรมไปยังจุดที่มีผีปอบอยู่.....

เรื่องที่เราจะเล่าไม่ได้มีแค่นี้ แม่เราเคยเล่าว่าพี่สาวของยายเราเป็นปอบ

คนที่เรียนวิชาหรือมนต์ดำทางภาคอิสานเราเรียนไว้เพื่อทำมาค้าขายให้รวยซะมากกว่าที่จะปลุกเสกอวัยวะเพศตัวเองเพื่อมัดใจชาย ที่มีปอบมากมายก็เพราะต้องการให้ค้าขายดีเลยไปเรียนวิชาผิดๆมา พี่สาวยายของฉันเหมือนกันแม่บอกว่าท่านไปเรียนวิชาค้าขายร่ำรวยมา จะขายอะไรก็ขายดี ไม่ว่าจะปลาร้า ข้าวสาร วัว ควาย โอ้ย..ขายดีมาก ใช้เวลาไม่กี่เดือนพี่สาวของยายฉันก็ร่ำรวยมาก มีบ้านหลายหลัง มีนาหลายไร่(พี่สาวของยายฉันสมมติว่าชื่อยายหอมแล้วก้นนะ) ต่อมาไม่นานลูกหลานยายหอมก็เกิดล้มป่วย ตายไปบ้าง ยังมีชีวิตบ้าง ต่างคนก็บอกว่าชอบฝันเห็นยายหอมมาหา เอาพานธูปเทียนกะไข่ต้มมาให้ แต่หน้าตายายหอมในฝันน่ากลัวมาก ลูกหลานแกก็ไม่กล้ารับ เพราะกลัวแกมาก ในฝันนั้นยายหอมก็มีทีท่าว่าโมโห บอกกับลูกหลานว่าถ้าใครไม่รับของxxx xxxจะกินให้มันตายเลย...ลูกหลานแกหลายคนก็ฝันแปลกๆแบบนี้หลายคน บางคนก็ไปพึ่งวัดให้พระปัดรังควานให้

จนวันนึงยายหอมเกิดไม่สบาย ยายของฉันจึงต้องไปดูแล

เพราะลูกหลานแก พากันย้ายไปอยู่ที่อื่นบาง ตายบ้าง ป่วยบ้าง ยายจึงไปดูแลยายหอมอยู่2-3วัน แต่ที่บ้านยายหอมก็ไม่น่ากลัวนะ ยังมีลูกสาวกับลูกเขยคอยดูแลอยู่บ้าง พอยายฉันกลับมาก็เล่าให้แม่กับตาฟังว่า ยายหอมเป็นปอบเพราะรักษาของไม่ได้ พยายามเอาของมาให้ยาย มาเข้าฝันยายหลายทีบอกว่าถ้าไม่รับเดี๋ยวจะกินให้ตาย ยายก็ไม่รับและไม่อยากคิดอะไรมาก หลังจากนั้นไม่นานยายฉันก็เริ่มไม่สบาย และนอนใหลตายในที่สุด ...</description>
		<link>http://blogger.sanook.com/manystory/2008/09/16/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%9a/</link>
			</item>
	<item>
		<title>เรื่องเปรต</title>
		<description>...เปรต...ทุกท่านคงรู้จักคำนี้ดี...แต่ท่านเคยเจอหรือไม่.?

ข้าพเจ้าอยู่ในจังหวัดหนึ่งของภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งความเป็นอยู่ของประชากรในภาคนี้ยังอยู่กันแบบเกื้อกูลเหมือนสมัยเก่า และยังแฝงไปด้วยความลึกลับที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ ข้าพเจ้าได้เกิดและโตในถิ่นที่อยู่นี้ จนข้าพเจ้าเข้าใจดีในเรื่อองบางอย่างว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนเท็จ ภาพเปรตที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ ทั้งในหนังและ คลิปวีดีโอที่สร้างขึ้นมาหลอกชาวบ้าน ก็เกิดจากจินตนาภาพที่ใกล้เคียงกับความจริงตามพระไตรปิฎก ข้าพเจ้าก็หาเชื่อเรื่องแบบนี้ไม่จึงดำเนินชีวิตตามความต้องการของตนเอง

จนมาเย็นวันหนึ่งข้าพเจ้าก็ตั้งวงสังสรรค์ กับเพื่อนบ้านเหมือนเช่นเคย

หลังจากเสร็จการงานแล้ว กว่าจะรวมตัวกันได้พระอาทิตย์ก็เริ่มลับฟ้าแล้ว สิ่งที่พูดกันในวงเหล้า ก็คงไม่พ้นเรื่องหญิง เรื่องทะลึ่งต่างๆ จนพอดึกและเมาได้ที่กันแล้วเพื่อนข้าพเจ้าคนหนึ่งได้เอ่ยออกมาว่า..พวกเอ็งกลัวผีกันไหม?..ก็ตามประสาคนเมา..."ผีเผอมีที่ไหนกัน....ข้าไม่กลัวอยู่แล้ว.." "แต่ว่าข้าได้ยินคนแถวหมู่บ้านเหนือคุยกันว่าเจอเปรตน่ะ"...."ไม่จริงหลอก...ชาวบ้านเขาคงหลอกเราเล่นละมั้ง"...พอเมาจนจะกลับบ้านไม่ไหวกันแล้วก็ได้เวลากลับบ้านแต่ก่อนกลับบ้านข้าพเจ้าต้องไปบ้านแม่ยอดยาหยีของข้าพเจ้าก่อนขอให้เห็นหน้าก่อนเข้าบ้านก็ยังดี

และทางที่ข้าพเจ้าต้องไปก็คือบ้านเหนือนั้นเอง

ตอนแรกข้าพเจ้าก็ไม่ได้คิดอะไรขับรถไปเรื่อยๆ ข้าพเจ้าเริ่มสังเกตุเห็นว่าต้นไม้ข้างทางตรงนี้มันทำไมถึงโตไวจังมาเมื่ออาทิตย์ก่อนยังไม่มีเลยนี่หวา...เรื่องต้นไม้ไม่เท่าไหร่แต่เรื่องที่หน้าแปลกก็คือ ข้าพเจ้าก็ขับรถมาเร็วแล้วแต่ทำไมยังไม่ห่างจากต้นไม้นั้นซักที ข้าพเจ้ามองกระจกมองหลังกี่ครั้งก็ยังเห็นมันอยู่ตลอด...ด้วยความเอะใจปนกับความกล้ารวมกับความกลัวข้าพเจ้าจึงชะลอความเร็วของรถ(มอเตอร์ไซค์)แล้วค่อยๆหันไปมองข้างหลัง....เท่านั้นเองข้าพเจ้าก็เข้าใจว่าทำไมมั้นถึงไม่พ้นจากต้นไม้นั้นซักที....ดวงตาสีเขียว...สูงอย่างกับต้นไม้สูงสัก 5 วามันกำลังวิ่งตามข้าพเจ้ามา...มันคงจะรู้ว่าข้าพเจ้ารู้ตัว มันก็ร้องกร้ดออกมาคล้ายๆกับเสียงจิ้งหรีดตัวใหญ่ๆ เสียงดังและโหยหวน จะช้าอยู่ใยมอเตอร์ไซค์(ยามาฮา เมท นางพญา) ข้าพเจ้ารีบบิดหนีสุดชีวิต แต่ก็ยังไม่วายที่จะมองดูกระจกหลังมันก็ยังตามมาติดๆจนถึงหมู่บ้านแล้วมันก็หายไป....

ข้าพเจ้า...ต้องหน้าด้านนอนบ้านสาวหลังจากเล่าให้พ่อกับแม่เขาฟังแล้ว...พ่อกับแม่เขาก็ใจดีให้นอนบ้านด้วย...แต่ค่าเช่าที่นอนก็ 4 บาท 4 หมื่น....จะดีใจหรือเศร้าใจดีหน๊อ.... 555 ประสบการณ์ที่อยากนำมาบอกต่อเกี่ยวกับเรื่องผี ๆ ของผมละคร้าบบบบ </description>
		<link>http://blogger.sanook.com/manystory/2008/09/16/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ตำนานการไล่ผี - เอ็กซอร์ซิสม์ (exorcism)</title>
		<description>
 
 ที่มา Thairath

เรื่องราวเกี่ยวกับผีหรือวิญญาณของผู้ที่สิ้นชีพไปแล้ว แต่หวนกลับมาหลอกหลอน หรือสิงสู่อยู่ในร่างกายมนุษย์นั้นมีปรากฏ อยู่ในทุกเชื้อชาติศาสนา ซึ่งแต่ละชาติก็จะมี “หมอผี” หรือผู้ทรงวิชาอาคม มาขับไล่วิญญาณร้าย เหล่านั้นให้ออกจากร่างของผู้เคราะห์ร้ายด้วยวิธีต่างๆ กัน เช่น เมืองไทยเราเมื่อ “แม่นาคพระโขนง” มาอาละวาด ก็มีผู้ทรงศีลมา “จับ” วิญญาณใส่ในหม้อ หรือที่พบกันบ่อยครั้งก็คือ มี “ผีปอบ” มาสิงสู่ ก็ต้องเสกน้ำมนต์ รดราด เสกข้าวสารซัดสาด หรือแม้ กระทั่งใช้วิธีรุนแรงด้วยการเฆี่ยนตีขับไล่ ให้ผีหนีกระเจิดกระเจิงไป


 

กรรมวิธีไล่ผีนั้นภาษาอังกฤษเรียกว่า เอ็กซอร์ซิสม์ (exorcism) ซึ่งครั้งนี้เราจะนำเอาวิธีการไล่ผีของดินแดนต่างๆ มาเล่าสู่กันฟัง

เริ่มจากเอเชียใกล้ๆ บ้านเราก่อนที่ทิเบต ซึ่งนับถือพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัดนั้น มีพิธีกรรมหนึ่งเรียกว่า “เชธุร” ซึ่งใช้สำหรับการขับไล่เจตภูตโดยเฉพาะ ดังเช่นภาพประกอบที่นำมาลงไว้ เป็นพิธี กรรมที่ทำขึ้นใน พ.ศ.2524 ที่ธรรมศาลา ประเทศอินเดีย (เนื่องจากพระทิเบตได้ ลี้ภัยจากดินแดนจีนตั้งแต่ พ.ศ. 2493) สาเหตุคือ ครูผู้สอนเด็กๆ ทิเบตได้ถึง ...</description>
		<link>http://blogger.sanook.com/manystory/2008/09/16/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%b5-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ผีถ้วยแก้ว</title>
		<description>เรื่องผีถ้วยแก้วนี้ท่านอาจเคยได้ยินมาแล้วหรืออาจจะเคยร่วมเล่นมาแล้วก็ได้เพราะเป็นที่นิยมเล่นกันในหมู่เด็กและผู้ใหญ่มานานแล้วที่เรียกว่าเล่นก็เพราะระหว่างดำเนินการนั้นเต็มไปด้วยความครื้นเครงนับว่าเป็นการกล้าเผชิญหน้ากับ"ผี"อย่างองอาจและเป็นมิตรมากทีเดียวเพราะตามปกติแล้วไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่เป็นต้องขยาดผีจนขนหัวลุก เคยถามไถ่เรื่องผีถ้วยแก้วกับเกจิอาจารย์ท่านหนึ่งว่า"ผี" หรือ "วิญญาณ" ที่เข้ามาสิงอยู่ในถ้วยแก้วนั้น"จริง" หรือ "เท็จ" ท่านบอกว่า "จริง" แต่บางครั้งก็เป็นวิญญาณของผีเร่ร่อนเพราะฉะนั้นในบางคราวจึงทำนายทายทักอะไรไมค่อยตรง ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว บางทีเชิญวิญญาณหนึ่ง แต่อีกวิญญาณหนึ่ง กลับรีบสวมรอยมาแทนก็มีพึงสังวรณ์ไว้ว่า การเรียกดวงจิตวิญญาณการสื่อสารก็เหมือนกับการที่เราโทรศัพท์ไปหาใครสักคนหรือไปเคาะประตูบ้าน ใครสักคน ถ้าเจ้าของอยู่หรือต้นสายปลายทางอยู่แน่นอนย่อมมีการรับสายหรือเปิดประตูออกมาต้อนรับพร้อมที่จะยอมสนทนาด้วย อย่างแน่นอน และเมื่อกระทำด้วยความบริสุทธิ์ด้วยแล้วก็น่าจะเป็นสิ่งที่น่ายินดี และน่าสนุกไปกับการสื่อสารอันอัศจรรย์นี้ด้วย
ข้อควรระวัง!! การเล่นผีถ้วยแก้วพึงระวังและสำเหนียกอยู่เสมอว่า เมื่อตัดสินใจที่จะเล่นสื่อสารกับวิญญาณบางสิ่งที่มองไม่เห็นตัวแล้วนั้นต้องระมัดระวังให้ดี ผู้เล่นควรจะ เป็นผู้ที่มีสุขภาพดีและมีจิตแน่วแน่ในการที่จะเรียนรู้และสื่อสารอย่างบริสุทธิ์ใจอย่าให้ถ้วยแก้วเปิดก่อนจบการเล่น เพราะเชื่อถือกันว่าวิญญาณจะ อยู่ในถ้วยแก้วนั้นจนกว่าจะจบการเล่นทั้งนี้และทั้งนั้นเมื่อวิญญาณที่ออกจากถ้วยแก้วไปแล้วอาจมีใจอยากติดต่อสื่อสารกลับมาบ้างหรืออาจมีมิตรใจที่ไป เยี่ยมเยือนเพื่อนสนิทที่ร่วมคุยร่วงสนทนานั้นบ้าง ผู้เล่นก็ควรจะเตรียมพร้อมและทำใจเพราะของอย่างนี้มันแล้วแต่กรณี

  </description>
		<link>http://blogger.sanook.com/manystory/2008/09/16/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%a7/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ผี ม.เชียงใหม่</title>
		<description>ย่อความจาก บันทึกการก่อสร้างมหา’ลัยแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ สมัยเริ่มก่อตั้ง มหาลัยแห่งนี้ ได้รับบริจาคที่ดินบริเวณเชิงดอยสุเทพจากชาวเชียงใหม่ ที่ดินสองฝากฝั่งแม่น้ำสายเก่า ที่ไหลลงสู่แม่ปิง ที่ดินผืนใหญ่นี้ ไม่เคยมีผู้คนเข้ามาอยู่อาศัย มีแต่ป่าร้าง สองฝั่งแม่น้ำ ถูกใช้เป็นเชิงตะกอนเผาผีมานับร้อยปี หลายร้อยศพทับถมอยู่ริมสองฝั่ง ก่อตัวเป็นกองดินสูงขนาดเนินเขาเตี้ยๆอยู่หลายแห่ง พื้นที่ในเกือบทุกตารางเมตรที่ถูกขุดขึ้นมา เพื่อทำการก่อสร้าง ล้วนมีแต่โครงกระดูก เป็นสิบเป็นร้อยและเป็นพัน ในเวลากลางคืน คนงานก่อสร้างหลายคนพบเจอเรื่องราวแปลกประหลาด
บางคนได้ยินเสียงคนร้องให้ บางคนได้กลิ่นธูป บางคนพบคนแต่งกายชุดโบราณเดินไปเดินมา บางคนคนนับร้อยเดินขบวนแห่แหน เหมือนในงานเทศการ คนงานหลายคนหวาดผลา ลาออกจากงาน ที่ยังทำงานอยู่ก็ไม่ยอมหลับนอนในแคมพ์คนงาน เลิกงานก็รีบออกจากสถานที่ก่อสร้าง ไปพักอาศัยในตัวเมือง

งานก่อสร้างเหมือนจะหยุดชะงัก ร้อนถึงผู้รับเหมาและผู้บริหาร จึงได้จัดให้มีพิธีทางศาสนา เพื่ออุทิสส่วนกุศล ไปให้แด่โครงกระดูกที่ขุดพบ และที่ยังไม่ได้ขุดขึ้นมา หลังจากพิธีทางศาสนา การก่อสร้างก็ดำเนินไปด้วยดี และเป็นที่แปลกประหลาด ที่ไม่มีการขุดพบโครงกระดูกอีก และไม่มีใครพบเห็นเหตุการ์ณแปลกประหลาดอีกเลย

 

50 ปี ผ่านไป ไวเหมือนโกหก

 
จากมหาลัยเล็กๆเมื่อหลายสิบปีก่อน มาในตอนนี้ กลายเป็นมหาลัยที่ใหญ่ และมีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของประเทศ นักศึกษารุ่นแล้วรุ่นเล่า เข้ามาศึกษาและจบออกไป หลายคนเจอะเจอเหตุการ์ณแปลกประหลาด ก็เก็บมาถ่ายทอด ...</description>
		<link>http://blogger.sanook.com/manystory/2008/09/16/%e0%b8%9c%e0%b8%b5-%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ห้องศพผ่าน</title>
		<description>ฉันและพี่สาวได้มาเช่าหอพักอยู่เพื่อเรียนมหาวิทยาลัย

เราอาศัยอยู่ชั้น5 ของหอพัก ในวันหนึ่ง ฉันกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ ได้ยินเหมือนเสียงอะไรหล่นเสียงดัง ฉันตะโกนถามพี่สาวจากในห้องน้ำว่า อะไรหล่น พี่สาวบอกว่าผ้าปูที่นอนหล่นลงไป สักพักก็มีเสียงคนมาเคาะประตูห้องของเรา ฉันได้ยินเสียงพี่สาวเปิดประตู แล้วเขาก็คุยกัน ฉันก็เลยอาบน้ำต่อไป โดยไม่สนใจอะไร

ตกกลางคืนประมาณ5 ทุ่ม เรา2 คนได้ปิดไฟเข้านอน

ฉันและพี่สาวได้ยินเสียงเหมือนคนร้องไห้ และได้ยินเสียงเหมือนคนเดินไปเดินมาในห้องของเรา ประมาณ 5 นาที ฉันตกใจมาก รีบลุกขึ้นมาเปิดไฟ พี่สาวกลัวมากนั่งร้องไห้ จากนั้นเราก็เปิดไฟนอนกันตลอดคืน ฉันหลับและฝันไปว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งมาชวนให้ออกไปนั่งที่เก้าอี้ที่อยู่ที่ระเบียงห้อง แล้วเธอก็คุยไปร้องไห้ไป ฉันฟังไม่รู้เรื่องว่าเธอคุยอะไร

รุ่งเช้า ฉันตื่นขึ้นมา พี่สาวเลยเล่าให้ฟังว่า

เมื่อวานที่ฉันอาบน้ำอยู่นั้น มีผู้หญิงที่อยู่ห้องข้างบนตรงกับห้องของเรา ผูกคอตายที่ระเบียงห้องของเขา และศพได้แขวนโตงเตงลงมาอยู่ที่ระเบียงห้องของเรา รปภ.ต้องมาเอาศพไป โดยเอาศพออกทางประตูห้องของเรา ฉันจึงบอกพี่สาวว่าทำไมไม่บอกตั้งแต่เมื่อวาน พี่สาวบอกว่ากลัวว่าฉันจะกลัว เมื่อฉันรู้เรื่องแล้ว ก็ได้ออกไปหาซื้อของเพื่อที่จะถวายสังฆทานที่วัด ให้กับผู้หญิงคนนั้น

พอกลับมาที่หอพัก รปภ.เล่าให้ฟังว่า

ผู้หญิงคนนั้นตั้งท้องขณะเรียนหนังสืออยู่ แล้วถูกผู้ชายทิ้ง เธอไม่รู้จะจัดการกับชีวิตอย่างไร จึงผูกคอตาย ฉันคิดว่าวิญญาณของเธอคงมีแต่ความทุกข์ทรมาน ไป
ไหนไม่ได้ ต้องวนเวียนอยู่บริเวณที่ตัวเองเสียชีวิต เพราะยังไม่ถึงที่ตาย เธอคงจะรู้แล้วว่า เธอคิดผิดที่คิดสั้น ...</description>
		<link>http://blogger.sanook.com/manystory/2008/09/16/%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b8%9e%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99/</link>
			</item>
	<item>
		<title>เพื่อนของฉันมีวิญญาณอยู่ในตัวถึง 2 ดวง</title>
		<description>เรื่องมีอยู่ว่า เพื่อนฉันคนนี้ได้ไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่ง

พิธีกรรมในการทำบุญในวันนั้นจะมี การทำบังสกุลเป็น-ตาย ไหว้พระราหู ถวายสังฆทาน และอีกพิธีหนึ่งเรียกว่าอะไรนั้นจำไม่ได้ แต่จะมีขันอยู่ 1 ใบ ในขันนั้นก็จะมี น้ำตาล ข้าว ถั่วเขียว สายสินสีขาว และอีกอย่างน่าจะเรียกว่ายันต์นะค่ะ เมื่อเพื่อนดิฉันได้ทำพิธีกรรมหลายอย่างผ่านพ้นไปแล้ว พระก็เริ่มสวดค่ะ จนกระทั่งสวดบทสุดท้ายนี่ละค่ะที่น่ากลัวมาก ๆ เพื่อนดิฉันก็เริ่มอาการร้องไห้ขึ้นก่อน แล้วก็เริ่มอาเจียน หลังจากนั้นตัวก็เริ่มสั่น ๆ ค่ะ สั่นขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นว่าไม่ใช่เพื่อนของฉันไปแล้ว เพราะเพื่อนของฉันกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด

ปรากฏว่าตอนนี้ไม่ใช่เพื่อนของฉันแล้วค่ะ แต่เป็นใครก็ไม่รู้ที่อยู่ในตัวของเพื่อนฉัน

พระก็มาช่วยกันให้ดื่มน้ำมนต์ สวดคาถาต่าง ๆ ตอนที่พระสวดคาถานะค่ะ มันไม่ใช่ภาษาบาลี แต่เพื่อนของฉันก็สวดมันได้ไปพร้อม ๆ กับพระเลยละค่ะ มารู้เอาตอนหลังว่าคาถาบทนั้นเป็นคาถาภาษาพม่า เพื่อนของฉันเป็นคนไทย เกิดที่ไทย พูดภาษาพม่าไม่เป็นค่ะ แต่ตอนนั้น เธอดันสวดภาษาพม่าได้พร้อม ๆ กับพระ แปลกมากเลยค่ะ สภาพของเธอตอนนั้นดูไม่ได้เลยค่ะ เกร็งไปทั้งตัว เล็บคอยจะจิกพื้นตลอดเวลา ตาก็เหลือกตลอดด้วยค่ะ พระท่านก็ช่วยกัน ...</description>
		<link>http://blogger.sanook.com/manystory/2008/09/16/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%ad%e0%b8%a2/</link>
			</item>
	<item>
		<title>รัก - ยม</title>
		<description>รักยมเป็นรูปเด็กแกะด้วยไม้คู่หนึ่ง มีลักษณะเป็นเด็กผมจุกยืนกำหมัดทั้งสองข้าง คล้ายกำลังทำท่าชกมวย

ตัวที่ชื่อรักนั้น เกจิอาจารย์แกะ ด้วย ไม้รักซ้อน บางตำราก็ใช้ต้น บางตำราก็ใช้รากที่ชี้ไปทางทิศตะวันออก และต้องเป็นรากที่เรียกว่าตายพราย คือตายเองด้วย ส่วนตัวที่ ชื่อ ยม ก็แกะจากไม้มะยม ใช้ต้นและรากลักษณะเดียวกันกับรากหรือต้นรักซ้อน นั้นแต่มีสีขาว ส่วนตัวที่ทำจากรากรักซ้อนมีสีดำ เมื่ออาจารย์ได้บรรจงแกะรูปเด็กหัวจุกทั้งสองเสร็จแล้ว ก็จะกระทำพิธีปลุกเสกโดยเอารูปแกะกุมารทั้งสองวางลงในขันสำริด ที่มีน้ำมันหอมหรือน้ำมันจันทร์ใส่เตรียม ไว้ก่อนแล้ว อาจารย์จะต้องทำให้เกิดนิมิตในขณะปลุกเสก คือปลุกจนกระทั่งรูปแกะกุมารทั้งสองนั้นลุกขึ้นเต้น และเล่นกันดุจมีชีวิตวิญญาณ แล้ว จึงเป็นอันใช้ได้

ผู้ที่จะให้เจ้ารักเจ้ายมช่วยเหลือในภารกิจของตน

ก็นำรักยมพร้อมทั้งน้ำมันหอมนั้นประจุลงในขวดแก้วเล็กๆ ซึ่งมีขนาดพอดีกับ ตัวของรักยมที่จะลงไปอยู่ด้วยกันได้ทั้งคู่ นำติดตัวในเมื่อจะออกจากบ้านไปทำภารกิจนั้นๆ ครั้นเมื่อกลับเข้าสู่เคหะสถานบ้านเรื่อน ตน ก็นำรักยม เข้าไว้ในที่อันสมควร จัดแจงข้าวปลาอาหารขนมให้รักยมทั้งสองบริโภค ดุจดังเราเลี้ยงเด็กๆ ไว้ในบ้าน การพูดจากับรักยมนั้นก็ต้องพูดเอง และ ตัวผู้ใช้ตอบเอง ที่เรียกว่า "พูดเองเออเอง"แล้วแต่ปรารถนาสิ่งใดๆ ก็ให้กล่าววาจากับเขาขอให้รักยมช่วยในกิจนั้นๆผู้ใช้จะต้องคอยดูน้ำมันหอม ที่ใส่ในขวดรักยมอยู่เสมอ และระวังอย่าให้แห้งได้ เมื่อจวนจะแห้งหรือน้ำมันจันทร์เหลือน้อย จำเป็นต้องเติมมิให้พร่องลงได้ ท่านว่ารักยมจะขึ้น และให้ผลแก่ตัวเจ้าของดีนัก ทั้งน้ำมันจันทร์ในขวดนั้นเล่าก็ใช้ทาคิ้วทาผมเป็นเครื่องสำอางค์ที่จะยังเสน่ห์ให้แก่ผู้ใช้เป็นเอนกประการในขณะ ที่ ...</description>
		<link>http://blogger.sanook.com/manystory/2008/09/16/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%a2%e0%b8%a1/</link>
			</item>
	<item>
		<title>โวยบาทหลวงผู้ดีแหกกฎเข้าโบสถ์วิวาห์กับเกย์</title>
		<description>หนังสือพิมพ์ซันเดย์ เทเลกราฟ ของอังกฤษเปิดโปงบาทหลวงซึ่งเป็นเกย์ เข้าพิธีวิวาห์กับบาทหลวงด้วยกัน โดยบาทหลวงผู้ตกเป็นข่าวสังกัดคริสตจักรอังกฤษ มีชื่อว่าบาทหลวงปีเตอร์ โคเวลล์ กับบาทหลวงเดวิด ลอร์ด ทั้งคู่ได้จัด พิธีวิวาห์เมื่อเดือนที่แล้ว ที่โบสถ์เซนต์ บาร์โธโลมิว เดอะ เกรท ในกรุงลอนดอน หนึ่งในโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษ โดยมีการแลกแหวนแต่งงานและให้คำปฏิญาณเฉกเช่นการสมรสของคู่ชายจริงหญิงแท้

รายงานระบุแม้อังกฤษจะยอมรับการสมรสระหว่างคู่รักร่วมเพศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และบาทหลวงทั้ง 2 คน ก็ได้จดทะเบียนสมรสกันถูกต้องก่อนประกอบพิธีในโบสถ์ แต่คริสตจักรอังกฤษไม่เคยยอมรับในเรื่องนี้ และถือว่าบาทหลวงทั้ง 2 กระทำการ ที่ถือว่าละเมิดกฎ การแต่งงานอย่างถูกต้องจะต้องเกิดขึ้นระหว่างชายกับหญิงเท่านั้น

ประเด็นบาทหลวงแต่งงานกันอาจจุดชนวนให้ เกิดความคิดเห็นแตกแยกในชุมชนของชาวคริสตจักรอังกฤษที่มีสมาชิกราว 80 ล้านคนทั่วโลก หลังจากที่นิกายซึ่งถือเป็นศาสนาประจำชาติของอังกฤษเคยตกเป็นข่าวดังเมื่อครั้งที่บาทหลวงจีน โรบินสัน ในรัฐนิวแฮมพ์เชียร์ สหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่าเป็นเกย์เมื่อ 5 ปีก่อน ขณะเดียวกันก็จะกลายเป็นหัวข้อใหญ่ในการประชุมของคริสตจักรอังกฤษที่จะมีขึ้นในไม่กี่สัปดาห์นี้ ด้านโฆษกคริสตจักรอังกฤษคาดหวังข่าวที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกโบสถ์ พร้อมกับเน้นย้ำว่าคริสตจักรอังกฤษยังไม่เปลี่ยนแปลงกฎใดๆเกี่ยวกับรักร่วมเพศ

ส่วนที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ จะเปิดให้เกย์และเลสเบี้ยนทั้งที่เป็นชาวรัฐและชาวต่างรัฐจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้ตั้งแต่ 16 มิ.ย.นี้เป็น ต้นไป หลังศาลยกเลิกคำสั่งห้ามคู่รักร่วมเพศแต่งงานกัน คาดมีเกย์และเลสเบี้ยนจากทั่วอเมริกาแห่มาแต่งงานที่แคลิฟอร์เนีย ทำให้เศรษฐกิจของรัฐสะพัด มีการคาดการณ์ภายใน ...</description>
		<link>http://blogger.sanook.com/manystory/2008/09/16/%e0%b9%82%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b9%80%e0%b8%82/</link>
			</item>
	<item>
		<title>แผนที่โลกใหม่ น้ำท่วมโลกจริงหรือ ?</title>
		<description>ได้มาจาก ฟอร์เวิร์ดเมล์อีกทีจ้ะ

-----

จากข่าวที่ออกมาทางหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ในเรื่องของแผนที่โลกใหม่(ภาพจากหนังสือพิมพ์ ) ที่แสดงให้เห็นภาพน้ำท่วมโลกจนบางส่วนหายไปจากแผนที่ จากที่รายการ "2001 ตามไปดู" ได้ติดตามเอาเรื่องราวมาออกทางโทรทัศน์ ทำให้ทำได้ทดลองค้นหาที่มาโดยการใช้ Yahoo ค้นหาตามวิธีของทางรายการ แล้วก็ได้พบกับ Web Site ต้นฉบับ

จึงได้นำต้นฉบับมาให้ดูกันพร้อมข้อมูลพอสมควร อย่างไรตามขอให้ใช้วิจารณญาณกันด้วยนะครับอย่าเชื่ออะไรง่ายๆ(ให้ถือหลักกลามสูตร 10 คือไม่เชื่ออะไรง่ายๆด้วยเหตุ 10 ประการ) ยิ่งในช่วงนี้ใกล้ปี 2000 เข้ามาทุกทีก็ยิ่งมีข่าวลือมากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าเชื่อทุกเรื่องกว่าจะถึงปี 2000 คงหัวใจวายตายเสียก่อน ตาม Web ต้นฉบับเน้นว่าเหตุการณ์น้ำท่วมโลกจะเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดและแผ่นโลกเคลื่อนมากกว่า เกิดจากน้ำแข็งละลายซึ่งทุกวันนี้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1 องศาใน 20 ปี ทำให้น้ำแข็งละลายและน้ำทะเลสูงขึ้นปีละ1 เซนติเมตร ซึ่งหากเกิดน้ำท่วมโลกจากน้ำแข็งละลายจริงคนค่อยอพยพถอยร่นไปได้ทันแน่ๆ

ผู้ที่ทำแผนที่ขึ้นมาคือนาย Gordon-Michael Scallion มี Web Site ชื่อว่า earthchanges.com นายคนนี้แกเป็นผู้หยั่งรู้อนาคต (futurist) มีญาณทัศนะ(Spiritual ...</description>
		<link>http://blogger.sanook.com/manystory/2008/09/16/%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a5/</link>
			</item>
</channel>
</rss>
