google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

แบบฝึกหัดกิจกรรมที่ 3 - “แบ่งหน้าที่”

กรกฎาคม 20th, 2009 โดย meteor_light@sanook.com

{#emotions_dlg.cool}กิจกรรมที่กลุ่มจะทำ คือ ทำ Webboard เกี่ยวกับ ข่าวสาร IT

สมาชิกในกลุ่ม

1.นาย กรัณฑ์ ล้วนรอด 51116940119

2.นาย สถาพร สุทธนะ 51116940129

3.นาย ปิยณัฐ ศรศรี 51116940147

4.นาย ชลวิทย์ รังสิตวัธน์ 51116940166

 

หน้าที่ของสมาชิกในกลุ่ม

1.นาย กรัณฑ์ ล้วนรอด 51116940119 - ประสานงานต่าง ๆ

2.นาย สถาพร สุทธนะ 51116940129 - ตรวจสอบ webboard ดูแลรายละเอียด ของ webboard

3.นาย ปิยณัฐ ศรศรี 51116940147- อัพเดทข่าวสาร จัดการเนื้อหา

4.นาย ชลวิทย์ รังสิตวัธน์ 51116940166  - admin ตกแต่ง จัดทำ webboard

*สมาชิกทุกคนสามารถดูแลควบคุม webboard ได้ทุกคน

ตัวอย่างหน้าที่ของแต่ละคนที่ได้รับมอบหมาย

1.นาย กรัณฑ์ ล้วนรอด 51116940119 - คอยประสานงานกับ moderators และ user

2.นาย สถาพร สุทธนะ 51116940129 - คอยดูแลตรวจสอบความผิดพลาด จุดบกพร่องต่างๆของ webboard

3.นาย ปิยณัฐ ศรศรี 51116940147 - คอยอัพเดทข่าวสารเนื้อหา และนำมาจัดการเพื่อนำลง webboard

4.นาย ชลวิทย์ รังสิตวัธน์ 51116940166 - คอยดูแลงานส่วนต่างๆโดยรวมของ webboard

ทำไมถึงต้องมีเรา (คนไอที) ในการจัดการเนื้อหา ?

มิถุนายน 29th, 2009 โดย meteor_light@sanook.com

ทำไมถึงต้องมีคนไอทีในการจัดการเนื้อหา

ที่ต้องมีคนไอทีเพราะว่าคนไอทีเข้าใจถึงระบบการใช้งานของโปรแกรมมในการจัดการต่าง ๆ ได้ดีกว่าคนทั่วไป สามารถเชื่อมต่อโปรแกรมต่าง ๆ และประยุกต์การใช้โปรแกรมได้ดี สามารถรวบรวมข้อมูลมาทำให้อยู่ในที่ที่เดียวกันได้ จึงต้องมีคนไอทีในการจัดการเนื้อหา

ทำไมเราต้องจัดการเนื้อหา ?

มิถุนายน 29th, 2009 โดย meteor_light@sanook.com

ความสำคัญของการจัดการเนื้อหา

  1. ทำให้เกิดการประยุกต์ใช้เนื้อหาในองค์กรได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์เอกสารกระดาษ และรูปแบบอื่นๆ
  2. ประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของการบำรุงรักษา
  3.  ประหยัดค่าใช้จ่ายในการค้นหาเนื้อหาในองค์กร
  4.  ค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ง่าย
  5. ได้ข้อมูลที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้
  6.  มีการจัดการในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  7.  มีการควบคุมคุณภาพของข้อมูลในระบบ
  8. ทำให้เกิดความร่วมมือของคนในองค์กรที่จะใช้ข้อมูลร่วมกัน
  9. ผู้ที่ไม่มีทักษะด้านโปรแกรมสามารถเข้าใช้ระบบได้

การจัดการเนื้อหาคืออะไร ?

มิถุนายน 29th, 2009 โดย meteor_light@sanook.com

การจัดการเนื้อหา

  1. การจัดการเนื้อหาคือซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการสร้าง รวบรวม จัดการ และจัดเก็บ กลุ่มของชิ้นงานที่เป็นข้อมูลดิจิทัล ในหลายสื่อและหลากหลายรูปแบบ (Krishna, Deshpande & Srinivasan, 2007)
  2. การจัดการเนื้อหา คือ กระบวนการในการรวบรวม การจัดการ และการเผยแพร่เนื้อหา และการจัดการเนื้อหาคือการให้เนื้อหาที่ถูกต้องแก่ผู้รับที่ถูกคน (to deliver the right content to the right audiences ) (Bob Boiko, 2002)
  3. การเนื้อหา คือ การจัดการเนื้อหาอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการรวมเอา กฎเกณฑ์ กระบวนการ และขั้นตอนการดำเนินงาน หรือเวิร์คโฟล์ (Workflow) ในรูปแบบของอเล็กทรอนิกส์  (What is content ? (2008) )
  4. การจัดการเนื้อหาดิจิทัล (วีดิโอ เสียง ข้อความ กราฟิก ลิงค์แหล่งเก็บข้อมูลจริง) ที่อนุญาตให้มีการสร้างเนื้อหาจากหลายๆ แหล่ง ภายใต้ระบบควบคุมที่ดี ผู้ที่สร้างเนื้อหาไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องเทคนิคการโปรแกรม และสามารถใช้เทมเพลตที่กำหนดให้สร้างเนื้อหาเข้าสู่ระบบได้ (Siemens, 2007)

สรุป

การจัดการกับข้อมูลดิจิทัลทุกๆรูปแบบในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ร่วมกันมากยิ่งขึ้น และมีประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุด
 

เนื้อหาคืออะไร ?

มิถุนายน 29th, 2009 โดย meteor_light@sanook.com

เนื้อหา

  1. เนื้อหาคือข้อมูลในองค์กรลักษณะเป็นข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง ซึ่งข้อมูลที่เป็นเนื้อหาเหล่านี้จะถูกจัดเก็บอยู่ตามแผนกต่างๆ ขององค์กร เช่น เอกสารสัญญา ใบสั่งซื้อสินค้า ใบเสร็จรับเงิน และรูปภาพ ไฟล์เสียง ไฟล์วิดิโอ และอื่นๆ (Documentum)
  2. เนื้อหาคือ สิ่งที่มีอยู่ในหนังสือ หรือ จดหมาย ข้อความภายใน หรือ สารบัญ (สอ เศรษฐบุตร) 
  3. เนื้อหาคือ สิ่งที่อยู่กิ่งกลางระหว่างข้อมูลที่มีประโยชน์และสารสนเทศที่มีค่า เนื้อหาจะเป็นสารสนเทศที่มีค่เมื่อคุณใช้มันในลักษณะของข้อมูลที่เข้าใจง่าย และข้อมูลที่เป็นเมตาดาต้า (Metadata) ที่ง่ายในการบอกถึงบริบทและความหมายของสารสนเทศนั้นๆ (Boiko,2002)

สารสนเทศจะกลายมาเป็นเนื้อหาเมื่อสารสนเทศนั้นถูกใช้ประโยชน์สำหรับจุดมุ่งหมายนั้นๆ และนอกจากนี้มูลค่าของเนื้อหาขึ้นอยู่กับการผสมผสานระหว่างรูปแบบการใช้งานเบื้องต้น โปรแกรมที่ใช้งาน การใช้ประโยชน์ สัญลักษณ์ที่จดจำได้ และความเป็นเอกลักษณ์ และกล่าวอีกว่า เนื้อหา คือ สาระสำคัญ ในทุกหน่วยของข้อมูล ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ วีดิโอ เสียง เอกสาร ระเบียนข้อมูล หรืออีกนัยหนึ่ง เนื้อหาคือ ทุกๆ สิ่งที่สามารถจัดการได้ในระบบอิเล็กทรอนิกส์      (What is Content? (2007)

สรุป

สิ่งที่บรรจุไว้ในข้อมูลและสารสนเทศ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเนื้อหาจะเป็นข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง ในที่นี้หมายถึงข้อมูลที่ไม่ได้ถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล ทำให้เนื้อหาที่ส่วนมากเป็นรูปแบบข้อมูลดิจิทัลต่างๆ ในองค์กรมีเพิ่มมากขึ้นทุกปี และยังขาดการจัดการกับข้อมูลเหล่านี้เท่าที่ควร

 

การจัดการคืออะไร ?

มิถุนายน 29th, 2009 โดย meteor_light@sanook.com

ความหมายของการจัดการ

 

            นักวิชาการด้านการจัดการไม่นิยมให้คำจำกัดความการจัดการหรือการบริหาร เนื่องจากมีขอบข่ายและความหมายเกินกว่าจะนิยามด้วยประโยคสั้นๆ เพียงไม่กี่ประโยคได้ คำนิยามที่นักวิชาการในสมัยก่อนนิยามได้แก่ความหมายองค์ประกอบ (บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปมาร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน) โดยดูว่ากิจกรรมใดบ้างที่เข้าข่ายลักษณะงามตามภารกิจของการจัดการ อย่างไรก็ตามนักวิชาการด้านการจัดการในปัจจุบันมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่าควรให้คำนิยามความหมายของการจัดการหรือการบริหารเพื่อใช้เป็นแนวทางร่วมกันในการอธิบายขอบข่ายของลักษณะการจัดการ แม้จะไม่สามารถอธิบายได้ครอบคลุม หรืออธิบายได้เพียงบางส่วนเท่านั้นก็ตาม ก็เป็นสิ่งที่ควรกระทำเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดเจนขึ้น

 

                ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ ได้ให้ความหมายการจัดการ คือกระบวนการนำทรัพยากรการบริหารมาใช้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามขั้นตอนการบริหารคือ

1.     การวางแผน ( Planning )

2.     การจัดการองค์การ ( Organizing )

3.     การชี้นำ ( Leading )

4.     การควบคุม ( Controlling )

ซึ่งจากความหมายดังกล่าวมีคำสำคัญ 3 คำ คือ กระบวนการ, ทรัพยากรการบริหาร และวัตถุประสงค์ 

 

INPUT คือทรัพยากรการบริหาร ( Management resources ) อันได้แก่ 4 M’s ประกอบด้วย คน ( Man ) เงิน ( Money ) วัตถุดิบ ( Material ) และวิธีการ  /  จัดการ              (  Method / Management ) ถูกนำเข้าในระบบเพื่อการประมวลผลหรือการบริการที่เติบโตและพัฒนาก้าวหน้าไปพร้อมกับอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการที่เติบโตและพัฒนาขึ้นไปอย่างรวดเร็วทำให้ทรัพยากรเพียง 4 ประการเริ่มไม่เพียงพอสำหรับเป้าหมาย จึงได้เพิ่มขึ้นอีก 2 M’s เป็น 6 M’s ได้แก่ เครื่องจักรกล ( Machine ) และ การตลาด ( Market ) ในขณะเดียวกันการทำงานที่มองเห็นถึงความสำคัญ หรือคุณค่าของจิตใจของผู้ปฏิบัติงานมีมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของคนงานมากขึ้น จึงเพิ่มขวัญและกำลังใจ ( Morale ) เข้าไปเป็น 7 M’s และเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ( Globalization ) ระบบการสื่อสารไร้พรหมแดนที่ติดต่อเชื่อมโยงกันเป็นระบบเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลกทำให้การติดต่อสื่อสารรวดเร็วใครไม่รู้หรือไม่มีข้อมูลย่อมเสียเปรียบในเชิงธุรกิจจึงได้เพิ่ม ข้อมูลข่าวสาร ( Message ) เข้าไปในทรัพยากรกระบวนการผลิต รวมเป็น 8 M’s  ซึ่งทรัพยากรเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุดตราบเท่าที่ระบบอุตสาหกรรมการผลิตการจัดจำหน่ายและการบริการยังคงพัฒนาและก้าวไปไม่หยุดยั้ง

         

PROCESS คือ หน้าที่หรือกิจกรรมขั้นพื้นฐานที่ผู้บริหารต้องกระทำ ในปัจจุบันยึดถือหน้าที่ 4 ประการได้แก่ POLC การวางแผน ( Planning ), การจัดองค์การ ( Organizing ), การชี้นำ          ( Leading ) และ การควบคุม ( Controlling ) ซึ่งมีพัฒนาการของแนวคิดมาตั้งแต่สมัยของ ฟาโย    ( Henri Fayol )ปี 1916 ที่เห็นว่าหน้าที่การจัดการ ประกอบด้วย POCCC ได้แก่ การวางแผน      ( Planning ), การจัดองค์การ ( Organizing ), การสั่งการ ( Commanding ),             การประสานงาน ( Coordinating ), การควบคุม ( Controlling ) ต่อมาในปี 1937 กูลิกและเออร์วิก ( Gulick และ Urwick ) เห็นว่ากระบวนการจัดการประกอบด้วย การวางแผน                  ( Planning ), การจัดองค์การ ( Organizing ), การจัดคนเข้าทำงาน ( Staffing ),            การอำนวยการ ( Directing ), การประสานงาน (Coordinating ), การรายงานผล                         ( Reporting ) และ การงบประมาณ ( Budgeting ) ซึ่งนิยม เรียกย่อว่า POCDCORB ครั้งเมื่อเข้าปี 1972 แฮร์โรลด์ คูนตซ์  ( Harold D. Koontz ) มีความเห็นว่าหน้าที่ทางการจัดการคือ POSDC ได้แก่การวางแผน ( Planning ), การจัดองค์การ ( Organizing ), การจัดคนเข้าทำงาน ( Staffing ),การอำนวยการ ( Directing ) และการควบคุม ( Controlling )ซึ่งแนวความคิดของเขาเปลี่ยนแปลงไปชัดเจน โดยในปี 1988 คูนตซ์และเวียห์ริช  ( Koontz และ Weihrich )เขียนตำราใช้ชื่อว่า Management ร่วมกันและได้เปลี่ยนหน้าที่ทางการจัดการจากตัว D ( Directing ) เป็น L ( Leading ) พัฒนาด้านแนวคิดดังกล่าวยังคงก้าวต่อไปไม่หยุดยั้ง บางทีในยุคหน้าเราอาจเห็นหน้าที่การจัดการที่เหลืออักษรเพียงตัวเดียวหรือสองตัวเท่านั้นก็เป็นได้ ดังนั้นอาจสรุปหน้าที่หรือกิจกรรมขั้นพื้นฐานทางการจัดการได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ในกระบวนการ ( Process) แปรรูปทรัพยากรที่นำเข้าให้เป็นผลผลิตตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายขององค์การต่อไป

 

          OUTPUT คือเป้าหมาย ( Goals ) หรือ วัตถุประสงค์ ( Objectives ) ขององค์การ ที่นำออกมาจากกระบวนการแปรรูปในขั้นตอนที่สอง เป้าหมายขององค์การสามารถแบ่งหยาบได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ องค์การที่มีเป้าหมายที่มุ่งแสวงหากำไร ( Profit ) และองค์การที่มีเป้าหมายไม่มุ่งแสวงหากำไร  ( Non – profit ) หรืออาจแบ่งเป็นองค์การที่วัตถุประสงค์เพื่อการผลิตสินค้า กับองค์การที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการ ( Services ) ก็ได้