google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

มารยาททางสังคมสำหรับเลขานุการ

กรกฎาคม 25th, 2009 โดย namphon04@sanook.com

 

มารยาททางสังคมสำหรับเลขานุการ  

หลังจากที่เคยมาเล่าให้ฟังถึงเรื่องความสำคัญของบุคลิกภาพต่องานเลขานุการมาแล้ว ครั้งนี้ขอมาเล่าต่อถึงเรื่องมารยาททางสังคมสำหรับงานเลขานุการนะคะ โดยจะขอเริ่มจากมารยาททางสังคมในการทำงานก่อนเลยค่ะ

1.1 การแนะนำและการต้อนรับผู้อื่น  

ในการแนะนำผู้อื่น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้า) ให้รู้จักกับองค์กรของเราเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นที่จะต้องให้ข้อมูลและรายละเอียดพื้นฐานขององค์กรให้ถูกต้อง ชัดเจน เลขานุการจะต้องแม่นยำในเรื่องของข้อมูลองค์กรในการตอบคำถามกับผู้อื่นเสมอ ไม่ควรตอบคำถามด้วยคำว่า ไม่ทราบ หรือตอบด้วยความไม่แน่ใจ อึกอึก อักอัก จนทำให้ไม่น่าเชื่อถือ และทำให้พลาดโอกาสดีๆ ที่จะประชาสัมพันธ์องค์กร

สำหรับการต้อนรับผู้มาติดต่อ ดังที่ทราบกันว่าเลขานุการจะต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก แตกต่างกันไปทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ จึงจำเป็นจะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ว่าด้วยการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับคนเหล่านั้นเพื่อให้เกิดความร่วมมือที่ดีต่อกันในการทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย เลขานุการที่ดีต้องไม่กีดกันผู้มาติดต่อยกเว้นได้รับคำสั่งจากเจ้านายเท่านั้น เลขานุการจะต้องมีปฏิภาณไหวพริบพิจารณาได้ว่าผู้มาติดต่อคนไหนที่เจ้านายไม่พึงประสงค์จะให้พบ แล้วกล่าวปฏิเสธกับคนๆ นั้นอย่างสุภาพและนุ่มนวล เช่นว่า ท่านไม่อยู่นะคะ/ครับ ไปประชุมข้างนอกหรือไปต่างจังหวัดหรือไปต่างประเทศ จะให้ดิฉัน/ผมช่วยอะไรได้บ้างคะ/ครับ หรือจะฝากเรื่องไว้ที่ดิฉัน/ผมก่อนดีไหมคะ/ครับ หากท่านกลับมาแล้วจะเรียนให้ท่านทราบนะคะ/ครับ 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรยึดถือในการให้การต้อนรับผู้มาติดต่อก็คือ ความสุภาพ ความนุ่มนวล การแสดงความเป็นมิตร การให้ความสำคัญและการปฏิบัติอย่างเหมาะสมกับทุกๆ คนไม่ว่าจะเป็นเด็กส่งเอกสารหรือแขกผู้ใหญ่อย่างเท่าเทียมกัน เช่นว่า หากผู้มาติดต่อจะต้องรอนานก็ควรจะเชิญให้เขานั่งอ่านหนังสือพิมพ์รอและบริการเครื่องดื่มให้เขาตามความเหมาะสมไม่ว่าจะเป็นเด็กส่งเอกสารหรือแขกผู้ใหญ่ ทั้งนี้ เพื่อให้เขามีความรู้สึกว่าเราให้เกียรติเขา เขาก็จะเกิดความประทับใจ หากเกิดความประทับใจแล้วก็ย่อมอยากติดต่อกับเราเสมอ แต่หากไม่ประทับใจแล้วก็อาจจะเลิกราความสัมพันธ์กับเราไปได้ ทำให้องค์กรของเราสูญเสียโอกาสและลูกค้าไปได้

 

1.2 การให้และรับนามบัตร

 

ในบางโอกาสที่เราต้องแนะนำตัวเองและองค์กรกับคู่สนทนา นอกจากจะสนทนากันเพียงอย่างเดียวเราอาจจะมีการแลกนามบัตรกับคู่สนทนาของเราไปด้วยเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้กับองค์กร โดยกล่าวด้วยความสุภาพว่า ขออนุญาตให้นามบัตรดิฉัน/ผมไปด้วยนะคะ/ครับ เผื่อจะมีโอกาสติดต่อกันบ้างคะ/ครับ

และเมื่อเราได้รับนามบัตรจากคู่สนทนา หากเป็นคู่สนทนาที่อาวุโสมากกว่าเราก็ควรยกมือไหว้และกล่าว ขอบพระคุณมากค่ะ/ครับ หากเป็นคู่สนทนาที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกันหรืออ่อนกว่าก็ควรกล่าว ขอบคุณมากค่ะ/ครับ พร้อมกับให้ความสนใจดูนามบัตรที่รับมาสักเล็กน้อยเพื่อแสดงความสนใจและยินดีที่ได้รู้จักกับเขาจริงๆ

 

1.3 การสนทนา  

 

ในการสนทนาสิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ การพูดจาจะต้องไพเราะ มีหางเสียง พูดด้วยความอ่อนน้อม ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส และจะต้องเป็นนักฟังที่ดี ไม่ควรพูดแทรกในระหว่างที่คู่สนทนากำลังพูดอยู่ และไม่ควรพูดเจื้อยแจ้วเรื่อยเปื่อยเพราะจะดูไร้สาระเกินไป

 

1.4 การประชุม

 

ในเรื่องของงานประชุมเรียกได้ว่าเป็นงานหลักของเลขานุการที่จะต้องดูแลความเรียบร้อยโดยตรงนับตั้งแต่เริ่มต้นไปจนจบการประชุม เลขานุการจะต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมการประชุมทุกครั้งเพื่อให้การประชุมสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยลำดับขั้นตอนดังนี้

1. นัดวัน/เวลาประชุม

เริ่มต้นด้วยการโทรศัพท์เช็ควัน/เวลาที่จะประชุมกับผู้ที่จะเข้าประชุมแต่ละคนว่าสะดวกตรงกันหรือไม่      ในบางคราวอาจจะสะดวกตรงกันทั้งหมด แต่บางคราวอาจจะมีปัญหา เลขานุการจะต้องพิจารณาวัน/เวลาให้เหมาะสมและสะดวกกับผู้เข้าประชุมทุกคน ทั้งนี้ เพื่อให้การประชุมดำเนินไปได้โดยครบองค์ประชุม

2. จัดทำวาระประชุม

เพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างเป็นขั้นตอนและอยู่ในกรอบ ไม่ตกหล่นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณา

3. จัดเตรียมเอกสารการประชุม

สำหรับการจัดเตรียมแฟ้มเอกสารเพื่อใช้แจกผู้เข้าประชุมในแต่ละครั้งซึ่งปกติจะประกอบด้วย รายงานการประชุมครั้งที่ผ่านมา วาระการประชุมครั้งใหม่ เอกสารประกอบการพิจารณา พร้อมทั้งกระดาษเปล่า ดินสอหรือปากกา เลขานุการควรจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยก่อนวันประชุมเสมอ และหากบางคราวที่จะต้องไปประชุมภายนอกองค์กรควรจะต้องสำรองไว้ด้วยเผื่อมีเหตุฉุกเฉินเอกสารไม่เพียงพอหรือสูญหาย

4. ออกจดหมายเชิญประชุม

เมื่อกำหนดวันประชุมเรียบร้อยแล้ว เลขานุการควรจัดทำจดหมายส่งเป็นหลักฐานยืนยันการเรียนเชิญประชุมให้กับผู้เข้าประชุมทุกคนทราบวัน เวลา สถานที่ และวาระประชุม ล่วงหน้าก่อนวันประชุม 1 สัปดาห์

 

 

5. โทรศัพท์ยืนยันการประชุม

ก่อนวันประชุมประมาณ 2 วันเลขานุการควรจะโทรศัพท์ยืนยันการประชุมกับผู้เข้าประชุมอีกครั้งเพื่อย้ำเตือนก่อนการประชุม

6. จัดเตรียมสถานที่ที่จะประชุม

ก่อนวันประชุมควรดูแลเรื่องสถานที่ประชุมให้เรียบร้อยทั้งห้องประชุม โต๊ะ เก้าอี้ เครื่องปรับอากาศ แสง หรือเครื่องเสียง (หากต้องใช้) ห้องน้ำ สถานที่จอดรถ รวมทั้งภาชนะใส่อาหารและเครื่องดื่มที่จะใช้รับรองผู้เข้าประชุม (กรณีที่จัดประชุมในองค์กร) ซึ่งการดูแลในเรื่องต่างๆ ดังกล่าวถือเป็นหน้าที่ที่เราจะละเลยไม่ได้ เพราะเราคือเจ้าภาพ เจ้าภาพที่ดีควรมีความพร้อมในการรับรองแขก หากเราจัดการสภาพแวดล้อมทุกสิ่งทุกอย่างได้เรียบร้อยการประชุมก็จะราบรื่นไปได้ด้วยดี

7. จัดวางเอกสารการประชุม

ในส่วนของการจัดวางเอกสารการประชุม ควรจัดวางกระดาษ ดินสอหรือปากกาไว้บนโต๊ะประชุมให้เรียบร้อยก่อนเริ่มการประชุม ส่วนเอกสารการประชุมควรเตรียมไว้รอแจกผู้เข้าประชุมตอนเริ่มประชุมเนื่องจากเอกสารการประชุมในบางครั้งอาจเป็นเรื่องลับเฉพาะ โดยมารยาทเราก็ควรเก็บรักษาไว้เป็นความลับเฉพาะในที่ประชุมเท่านั้น

8. รับรองผู้เข้าประชุม

สำหรับการรับรองผู้เข้าประชุมหากใช้เวลาในการประชุมไม่มากนักเราควรจัดเลี้ยงด้วยอาหารว่างที่รับประทานได้ง่ายๆ เช่น แซนวิชหรือคุกกี้หรือขนมปังชิ้นพอดีคำ ไม่ต้องตัดลำบาก เสริฟกับเครื่องดื่มประเภทน้ำชา/กาแฟ แต่หากการประชุมใช้เวลานานจนคาบเกี่ยวมื้ออาหารกลางวันหรืออาหารเย็นก็อาจจะต้องเลี้ยงอาหารในมื้อคาบเกี่ยวนั้นด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับงบประมาณสำหรับการจัดประชุมของแต่ละองค์กร อย่างไรก็ตาม เราควรใส่ใจรับรองผู้เข้าประชุมทุกคนโดยไม่ขาดตกบกพร่อง หากสามารถจดจำได้ว่าผู้เข้าประชุมคนไหนชอบดื่มเครื่องดื่มประเภทใด เติมอะไรบ้าง ไม่เติมอะไรบ้าง ก็จะเป็นการสร้างความประทับใจได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน   

9. จดบันทึกการประชุม

ควรจดบันทึกการประชุมด้วยความคล่องแคล่ว รวดเร็ว มีสมาธิ บันทึกให้ถูกต้อง และเข้าใจง่าย  

10. จัดพิมพ์รายงานการประชุม

หลังจากประชุมเสร็จแล้วควรรีบจัดพิมพ์รายงานการประชุมเพื่อสรุปสาระและมติของที่ประชุมเสนอประธานตรวจ/พิจารณาไม่ควรเกิน 1 วันหลังจากวันประชุม เมื่อประธานตรวจ/พิจารณาเรียบร้อยแล้ว หากมีแก้ไขก็รีบแก้ไขโดยทันทีเพื่อจะได้จัดส่งให้กับผู้เข้าประชุมโดยเร็ว

11. จัดส่งรายงานการประชุมให้ผู้เข้าประชุม

ควรรีบจัดส่งรายงานการประชุมให้ผู้เข้าประชุมทันทีหลังจากที่ประธานตรวจเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะส่งทางโทรสารหรือไปรษณีย์หรืออีเมล์ โดยมารยาทแล้วเราควรโทรศัพท์เช็คเสมอว่าผู้เข้าประชุม (อาจจะเช็คที่เลขานุการหรือผู้ช่วย) ได้รับรายงานการประชุมเรียบร้อยหรือไม่ และเป็นการเช็คด้วยว่ารายงานการประชุมที่เราส่งไปไม่สูญหาย

12. จัดเก็บรายงานการประชุม

ภารกิจสุดท้ายของการประชุมก็คือ การจัดเก็บเอกสารรายงานการประชุม ควรจะจัดให้เป็นหมวดหมู่ จัดแบ่งเป็นรายปี เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย หยิบก็ง่าย หายก็รู้ เมื่อใดที่เจ้านายเรียกดู

เราก็สามารถนำเรียนเจ้านายได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาหาอยู่เป็นนานสองนานไม่ทันการ

 

1.5 การพูดโทรศัพท์

           

สำหรับหลักสำคัญในการติดต่อทางโทรศัพท์อย่างมีมารยาทนั้น ควรยึดถือความสุภาพเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีผู้ติดต่อมา (กรณีที่ไม่รู้จักกันมาก่อน) เขาจะรู้สึกว่าเขาคุยอยู่กับเจ้านายของเราและองค์กรของเรามากกว่ารู้สึกว่าได้คุยกับเลขานุการหรือพนักงานอย่างเรา (อย่าลืมว่าเราคือตัวแทนของเจ้านายและองค์กร) ความสุภาพจะช่วยให้ผู้ติดต่อมาเกิดความประทับใจ อีกทั้งน้ำเสียงที่ใช้ควรเป็นธรรมชาติ ควรพูดจาให้ชัดถ้อยชัดคำ ควรฟังอย่างตั้งใจเพื่อความชัดเจนในการบันทึกข้อความ หากเสียงพูดของผู้ติดต่อไม่ดังหรือไม่ชัดเจนก็ควรบอกเขาไปด้วยความสุภาพว่าเราได้ยินไม่ชัดเจน ขอความกรุณาเขาพูดซ้ำเพื่อความชัดเจน นอกจากนี้ หากมีโทรศัพท์ติดต่อผิดเบอร์มาเราก็ควรพูดกับเขาและบอกเขาด้วยความสุภาพเช่นกัน ไม่ควรแสดงอารมณ์รำคาญหรือต่อว่าเขาไป และที่สำคัญควรแม่นยำในเรื่องการให้ข้อมูลเบื้องต้นขององค์กรหากมีผู้ติดต่อสอบถาม

 

ขั้นตอนการรับโทรศัพท์

-     ควรรีบรับทันทีเมื่อมีเสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้น ไม่ควรปล่อยให้ดังเกินนานเกิน 2 ครั้ง

-   ไม่ควรรับโทรศัพท์ไปเคี้ยวอาหารไป  หยิบกระดาษ ดินสอเพื่อจดข้อความ ป้องกันการลืม อย่าเชื่อว่าเรามีความจำดี บางคราวเราก็ลืมได้

-   รับโทรศัพท์ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม เพราะจะช่วยให้น้ำเสียงที่ออกมายิ้มแย้มตามไปด้วย คนฟังก็จะรู้สึกรื่นหู อยากคุยกับเราด้วย

-  กล่าวทักทายด้วยคำว่า สวัสดีค่ะ/ครับ” เพราะจะให้ความรู้สึกสุภาพและนุ่มนวลกว่าคำว่า           ฮัลโหล และบอกให้ทราบว่าเราคือใคร องค์กรชื่ออะไร หรือหากเราจำเสียงหรือทราบชื่อคนที่โทรศัพท์มาได้ก็ควรที่จะเรียกชื่อเขา เขาจะได้รู้สึกดีที่เราจำเขาได้

-  กรณีที่มีคนโทรศัพท์มาขอพูดกับเจ้านายเรา เราไม่เคยรู้จักเขามาก่อนก็ควรถามเขาว่า ขอประทานโทษค่ะ/ครับ จะให้ดิฉัน/ผมเรียนท่านว่าใครต้องการเรียนสายด้วยคะ/ครับ” และกล่าว กรุณารอสักครู่นะคะ/ครับ เพื่อเรียนถามเจ้านายเราว่าสะดวกจะรับสายคนที่ติดต่อมาหรือไม่  หากเจ้านายเรายินดีรับสาย ก่อนที่จะโอนสายให้เจ้านายก็ควรบอกให้เขาทราบว่า เดี๋ยวดิฉัน/ผมโอนสายให้นะคะ/ครับ

หรือหากเจ้านายเราไม่สะดวกจะรับสายกับเขา ก็ถามชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของเขาไว้เผื่อเป็นข้อมูล โดยกล่าว ขอประทานโทษคะ/ครับ ตอนนี้ท่านติดประชุมสำคัญอยู่คะ/ครับ จะฝากข้อความไว้ให้ดิฉันเรียนท่านทราบหลังจากประชุมเสร็จดีไหมคะ/ครับ 

ทั้งนี้ เลขานุการควรรู้จักกลั่นกรองว่าใครขอพูดกับเจ้านายเรา ไม่ใช่ว่าใครต่อใครโทรศัพท์มาก็ให้พูดทุกสาย เพราะบางคราวอาจจะสร้างความรำคาญให้กับเจ้านายและเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ เช่น อาจจะโทรศัพท์มาเพื่อขายประกันหรือขายบัตรเครดิตหรือขายสมาชิกโรงแรม เป็นต้น

กรณีที่เจ้านายเราอยู่ในห้องน้ำ หากเป็นผู้ใหญ่ติดต่อมาหรือเป็นคนไม่สนิทกันจริง เราก็ไม่ควรบอกว่าเจ้านายเข้าห้องน้ำ ควรถามชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของเขาไว้ โดยกล่าว “ขอประทานโทษค่ะ/ครับ จะให้ดิฉัน/ผมเรียนท่านว่าใครต้องการเรียนสายด้วยคะ/ครับ ตอนนี้ท่านกำลังทำธุระส่วนตัวอยู่ค่ะ/ครับ จะฝากข้อความไว้หรือจะให้ท่านโทร.กลับคุณ (ชื่อที่เขาบอกมา) หลังจากทำธุระเสร็จดีคะ/ครับ 

กรณีที่มีคนโทรศัพท์มาขอพูดกับเจ้านายเรา เราไม่เคยรู้จักเขามาก่อน และเจ้านายเรากำลังมีแขกอยู่ ควรถามชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของเขา โดยกล่าว

ขอประทานโทษค่ะ/ครับ จะให้ดิฉัน/ผมเรียนท่านว่าใครต้องการเรียนสายด้วยคะ/ครับ ตอนนี้ท่านกำลังมีแขกอยู่ค่ะ/ครับ จะฝากข้อความไว้หรือจะให้ท่านโทร.กลับคุณ (ชื่อที่เขาบอกมา) หลังจากรับแขกเสร็จดีคะ/ครับ 

ทั้งนี้ ควรฟังข้อความที่เขาบอกมาอย่างตั้งใจเพื่อบันทึกข้อมูลได้อย่างชัดเจนและนำเรียนเจ้านายเราทราบได้อย่างถูกต้อง

อย่าลืมทบทวนเรื่องที่สนทนาเพื่อทบทวนความถูกต้องในเรื่องที่สนทนาอีกครั้ง

จบการสนทนาควรกล่าวลาด้วยคำว่า สวัสดีค่ะ/ครับ

อย่าลืมกล่าว ขอบคุณค่ะ/ครับ” ด้วยทุกครั้งก่อนวางโทรศัพท์ และ

ควรวางหูโทรศัพท์อย่างเบา เพราะจะแสดงให้เห็นถึงมารยาทที่ดี   

 

 

ขั้นตอนการต่อโทรศัพท์

 

  • ควรเตรียมกระดาษ ดินสอ/ปากกา จดชื่อและเบอร์โทรศัพท์คนที่เรากำลังจะติดต่อด้วย เพื่อป้องกันความผิดพลาดเรียกชื่อผิดๆ ถูกๆ ซึ่งจะเป็นการเสียมารยาทมาก คนที่ถูกเรียกชื่อผิดบางคนอาจจะพาลไม่อยากคุยโทรศัพท์กับเรา เรียกว่าพอเริ่มจับโทรศัพท์เราก็พลาดซะแล้ว   
  • วัตถุประสงค์ที่ต่อโทรศัพท์ ต้องบันทึกไว้ว่าเราจะคุยกับเขาเรื่องอะไร เพื่อไม่ให้ลืมประเด็น
  • อย่าลืมพูดโทรศัพท์ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม เพราะจะช่วยให้น้ำเสียงที่ออกมายิ้มแย้มตามไปด้วย คนฟังก็จะรู้สึกรื่นหู อยากคุยกับเราด้วย
  • กล่าวทักทายกับผู้รับสายด้วยคำว่า สวัสดีค่ะ/ครับ ขออนุญาตเรียนสายคุณ… 
  • ควรพูดโทรศัพท์ในเวลาที่กระชับ ชัดเจน และถูกต้องในประเด็นที่ต้องการจะสนทนา
  • จบการสนทนาควรกล่าวลาด้วยคำว่า สวัสดีค่ะ/ครับ
  • อย่าลืมกล่าว ขอบคุณค่ะ/ครับ ด้วยทุกครั้งก่อนวางโทรศัพท์ และ
  • ควรวางหูโทรศัพท์อย่างเบา เพราะจะแสดงให้เห็นถึงมารยาทที่ดี 
  • กรณีที่เราต่อโทรศัพท์ไปแล้ว หากผู้รับไม่ใช่คนที่เราต้องการติดต่อรับสายเองแล้วเขาบอกจะโอนสายให้ อย่าลืมกล่าวขอบคุณเขาไปด้วย

หรือหากผู้รับบอกว่าคนที่เราต้องการพูดสายไม่อยู่ และเราต้องการฝากข้อความให้ติดต่อกลับ โดยกล่าวว่า ขออนุญาตรบกวนคุณช่วยเรียนคุณ(ชื่อคนที่เราต้องการติดต่อ) โทร.กลับดิฉัน/ผม (บอกชื่อเรา) ที่หมายเลข (บอกหมายเลขโทรศัพท์เรา) ด้วยนะคะ/ครับ ขอบคุณมากค่ะ/ครับ

  • กรณีที่ต่อโทรศัพท์ให้เจ้านาย เมื่อผู้รับสายคือคนที่เจ้านายเราต้องการจะพูดด้วยควรกล่าว สวัสดีค่ะ/ครับ ขออนุญาตเรียนสายคุณ(กล่าวชื่อเขา)คะ/ครับ จาก(ชื่อเจ้านายเรา)ขอเรียนสายด้วยนะคะ/ครับ” 

จากนั้นก็โอนสายให้เจ้านายเรา และอย่าลืมเรียนเจ้านายเราด้วยว่า ขออนุญาตค่ะ/ครับท่าน     สายคุณ (บอกชื่อคนที่เจ้านายเราให้ต่อโทรศัพท์ให้) นะคะ/ครับ)

หรือหากต้องติดต่อผ่านเลขานุการก่อน และเราไม่เคยรู้จักเขามาก่อน ถ้าเขารับโทรศัพท์โดยยังไม่ได้แนะนำตัวเอง เราก็ควรแนะนำตัวเองและบอกวัตถุประสงค์ไปโดยกล่าว สวัสดีค่ะ/ครับ ดิฉัน/ผม(บอกชื่อเรา) โทรจาก(บอกชื่อเจ้านายเรา)นะคะ ขออนุญาตเรียนสายคุณ(ชื่อคนที่เจ้านายเราต้องการจะพูดด้วย)คะ/ครับ

หรือถ้าเขาแนะนำตัวเองแล้ว เราก็กล่าว ไม่ทราบว่าคุณ(ชื่อเจ้านายเขา)จะสะดวกไหมคะ/ครับ ถ้า(ชื่อเจ้านายเรา)ขอเรียนสายด้วยคะ/ครับ   

ถ้าเขาบอกว่าสะดวกและจะโอนสายให้ก็อย่าลืมกล่าวขอบคุณ แล้วค่อยโอนสายให้เจ้านายเราไปพร้อมๆ กันกับเขา    

หรือหากเลขานุการบอกว่าเจ้านายเขาไม่อยู่ เราก็ควรจะพูดต่อ ขอประโทษคะ/ครับดิฉัน/ผมเรียนสายอยู่กับเลขาคุณ(ชื่อของคนที่เจ้านายเราต้องการพูดด้วย)ใช่ไหมคะ/ครับ     คุณชื่ออะไรนะคะ/ครับ” เมื่อเขาบอกชื่อควรฟังอย่างตั้งใจ เพื่อไม่ให้เสียมารยาทเรียกชื่อเขาผิด จากนั้นควรจะขอเบอร์โทรศัพท์มือถือเจ้านายเขา (กรณีที่เราไม่มี) เพื่อรีบติดต่อให้เจ้านายเรา โดยกล่าว ถ้าจะรบกวนขอเบอร์โทรศัพท์มือถือคุณ(ชื่อเจ้านายเขา) ได้ไหมคะ/ครับ 

ถ้าเขาให้มาก็ควรตั้งใจฟังเพื่อบันทึกให้ถูกต้องและอย่าลืมกล่าวขอบคุณเขาไปด้วย

หรือถ้าเขาไม่สะดวกให้เบอร์โทรศัพท์มือถือ เราก็ควรฝากข้อความไว้ โดยกล่าว ดิฉัน/ผมขอเรียนรบกวนคุณ(เรียกชื่อเขา) ช่วยเรียน(บอกชื่อเจ้านายเขา) ติดต่อกลับ(บอกชื่อเจ้านายเรา)ด้วยนะคะ ที่โทรศัพท์หมายเลข(บอกเบอร์ติดต่อ)” และอย่าลืมกล่าวขอบคุณเขาไปด้วย

เป็นอย่างไรบ้างคะมารยาททางสังคมในการทำหน้าที่เลขานุการที่ดี อย่าลืมนะคะ งานเลขานุการไม่ใช่เป็นแค่งานจัดประชุม จดประชุม ต่อโทรศัพท์เท่านั้นนะคะ งานเลขานุการเป็นงานหนึ่งที่สำคัญยิ่งขององค์กรในการเป็นผู้สร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับเจ้านาย และ ภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร หรือคงไม่เกินเลยไปหากจะกล่าวว่า งานเลขานุการเป็นงานที่มีส่วนเป็นอย่างยิ่งในการสนับสนุนให้เกิดผลผลิตและกำไรให้กับองค์กรงานหนึ่งทีเดียว…

 

 

บุคลิกภาพที่ดีของเลขานุการ

กรกฎาคม 25th, 2009 โดย namphon04@sanook.com

 

 

 

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเลขานุการ

งานเลขานุการเป็นงานที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในทุก ๆ หน่วยงาน  เพราะจะทำให้งานในสำนักงานสามารถดำเนินการไปด้วย  เรียบร้อยรวดเร็ว  เลขานุการเปรียบเสมือนฟันเฟืองแห่ง
ขององค์กรนั้น ๆ  สามารถดำเนินไปได้ด้วยดี  ในองค์กรจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีบุคลากรย่างน้อย
ทำหน้าที่เลขานุการ  เพื่อแบ่งเบาภารกิจของผู้บริหารหรือเป็นผู้ช่วยผู้บังคับบัญชา เป็นศูนย์รวมงาน

เป็นผู้เชื่อมโยงให้กับผู้บริหาร  กับผู้ใต้บังคับบัญชาและบุคคลภายนอกองค์กร

ความหมายและบทบาทหน้าที่ของเลขานุการ

คำว่า  เลขานุการ  เป็นคำสนธิ  มาจากคำว่า  เลขา  สนธิกับ  อนุการ  ดังนั้น  เลขา + อนุการ

รวมเป็นเลขานุการ

 

          ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ. 2525   เลขา  
การเขียนส่วนคำว่า  อนุการ   แปลว่าการทำตาม  การเอาอย่าง   รวมกันแล้วคำว่า  เลขานุการ มีผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับหนังสือตามที่ผู้ใหญ่สั่ง

 

          จากคำจำกัดความของนักวิชาการและพจนานุกรมสามารถขยายคำจำกัดความของคำว่า ได้ดังนี้   เลขานุการเป็นผู้ช่วยผู้บริหาร  เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในทักษะทุกเรื่องของสำนักงาน 
ผิดชอบในงานที่ทำอยู่   โดยไม่ต้องมีการควบคุมหรือสั่งการ   ทั้งยังสามารถใช้ความคิดเรื่องพิจารณาตัดสินใจในขอบเขตแห่งอำนาจที่ได้รับมอบหมายทันที  

 

          คำว่า  เลขานุการ  ตรงกับคำในภาษาอังกฤษ  “SECRETARY”  ซึ่งมาจากภาษาลาตินว่า “SECRETUM”
แปลว่า  ลับ  หรือ  SECRET   ดังนั้น  “SECRETARY”  จึงแปลว่าผู้รู้ความลับ   ดังนั้น  ผู้ที่ทำงาน
เลขานุการ  คือ  ผู้รู้ความลับต้องเป็นผู้ได้รับความไว้วางใจเก็บความลับของผู้บังคับบัญชาและขององค์กรด้วย

 

          คำว่า  SECRETARY  เป็นคำที่มีอักษร 9 ตัว  มีความหมายตามตัวพยัญชนะดังนี้

          1.  S  =  SENSE  คือ  ความมีสามัญสำนึก  รู้จักรับผิดชอบว่าสิ่งใดควรทำและไม่ควรทำมี
อย่างเด็ดขาด  ทั้งไม่เป็นผู้ที่ทำงานโดยปราศจากความยั้งคิด

          2   E  =  EFFICIENCY   คือ  ความสามารถในการปฏิบัติงานในหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ
ให้เห็นถึงสมรรถภาพของงานด้วย

3.  C  =  COURAGE   คือ  ความมุมานะ   ความกล้า   และกล้าที่จะทำงานโดยไม่กลัวว่าจะ
ซึ่งขึ้นอยู่กับจิตใจของบุคคลนั้น  แล้วงานก็จะสำเร็จสมความมุ่งหมาย

          4   R  =  RESPONSIBILITY  คือ  ความรับผิดชอบในการทำงาน  กล่าวคือ  ต้องเป็นผู้ที่   และต้องรับผิดชอบด้วย

 

              5   E  =  ENERGY   คือ   การมีกำลังใจและสุขภาพดีในการทำงาน  โดยธรรมดาของการ
อาจต้องเหน็ดเหนื่อยบ้าง   แต่เลขานุการต้องรู้จักการผ่อนสั้น  ผ่อนยาวในการทำงาน  รู้จักแบ่งเวลาทำงานให้ถูกต้องเพื่อร่างกายจะได้รับการพักผ่อนบ้างตามความเหมาะสม

          6  T  =  TECHNIQUE    คือ   การมีเทคนิคในการทำงาน  รู้จักดัดแปลงให้เหมาะสม   ซึ่งเทคนิคนั้นเป็นของแต่ละบุคคล   แต่อาจเลียนแบบจากผู้อื่นได้และพัฒนาให้ดีขึ้น   ดังนั้น  เทคนิคจึงเป็นเรื่องที่บอกหรือสอนกันไม่ได้

          7  A  =  ACTIVE   คือ  ความว่องไว  ไม่เฉื่อยชา   การตื่นตัว   เลขานุการทุกคนต้องมีความตื่นตัวและกระตือรือร้นอยู่เสมอ  แม้ว่างานที่ทำจะมีมากหรือเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม

          8  R  =  RICH  คือ  ความเป็นผู้มีศีลธรรม  มีความสมบูรณ์ในด้านจิตใจ  มิได้หมายถึงความร่ำรวยแต่อย่างใด  หากเลขานุการมีคุณธรรมที่ดีก็จะนำความเจริญมาสู่ตัวเลขานุการและองค์การที่ทำงานอยู่

          9.  Y  =  YOUTH   คือ  อยู่ในวัยหนุ่มวัยสาว  เพราะงานของเลขานุการนั้นจะต้องติดต่อกับคนทั่ว ๆ ไป

 

หน้าที่ความรับผิดชอบของเลขานุการทั่ว ๆ ไป

 

1.  ดูแลรับผิดชอบจดหมายเข้าและจดหมายออก

2.  จดชวเลขการสั่งงานและถอดข้อความจากชวเลขได้รวดเร็วและถูกต้อง

3.  เขียนจดหมายโต้ตอบและพิมพ์งานต่าง ๆ ที่สำคัญ  ตลอดจนรู้และสามารถ

     อัดสำเนาเอกสารได้

4.  รวบรวมเอกสารข้อมูล  เพื่อเตรียมเขียนรายงานและร่างสุนทรพจน์  พิมพ์ร่าง

      เอกสารที่จะนำไปพิมพ์โฆษณา

5.  โทรศัพท์ติดต่องานและรับโทรศัพท์

      6.  ต้อนรับผู้ที่มาติดต่อและจัดการนัดหมายให้นายจ้าง

     7.  ช่วยจัดการเกี่ยวกับการประชุม

      8.  จัดทำบันทึก  รายงาน  ร่างเอกสารต่าง ๆ  ทำสถิติ  แผนงาน  แผนภาพ  ตลอดจน  

เลขานุการกับโทรศัพท์มือถือ

กรกฎาคม 25th, 2009 โดย namphon04@sanook.com

เลขานุการกับการใช้โทรศัพท์มือถือ

ทุกวันนี้ก็คงจะต้องยอมรับกันว่า โทรศัพท์มือถือ เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกเพศทุกวัย และทุกอาชีพ ทำให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งอาชีพเลขานุการในยุคปัจจุบันอาจจะถูกเทคโนโลยีชนิดนี้ เข้ามาแย่งตำแหน่งงานด้วยก็ได้ เพราะบางรุ่นของโทรศัพท์มือถือ บอกว่า เป็นเลขานุการประจำตัวได้ เพราะ สามารถทำหน้าที่กำหนดตารางการทำงาน กำหนดการนัดหมาย เตือนการประชุม ส่งและเรียกใช้ข้อมูลข่าวสารได้ทันที     ทำธุรกรรม บางคนใช้เป็น organizer สำหรับงานต่าง ๆ แทนที่คนได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม บางหน่วยงานก็ยังเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีเลขานุการเข้ามาช่วยทำหน้าที่ต่าง ๆ แทนนายจ้างเพราะถือว่าติดต่อกับคนนั้น ดีกว่าติดต่อกับเทคโนโลยี  ฉะนั้น ในการทำหน้าที่เลขานุการซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับการใช้โทรศัพท์มือถือนั้นจะต้องทำอะไรบ้าง เพราะเมื่อมีเครื่องมืออุปกรณ์ที่จะมาช่วยอำนวยสะดวกและฟังชั่นของโทรศัพท์มือถือในวันนี้ก็มีมากมาย ซึ่งเป็นหน้าที่ของเลขานุการที่จะต้องรู้เท่าทันกับเทคโนโลยี และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับอาชีพ


 

 การใช้โทรศัพท์มือถือกับงานเลขานุการ
พูดคุยงานติดต่อธุรกิจต่าง ๆ ให้นายจ้าง
ใช้ติดต่อเรื่องส่วนตัวที่นายจ้างอนุญาตให้ทำหน้าที่แทน
เป็น organizer ให้เลขานุการ
บันทึกการนัดหมายให้นายจ้าง
แจ้งเตือนงานนายจ้าง โดยใช้ตารางการนัดหมาย และให้มีสัญญาณเตือน
บันทึกเสียงการประชุมแทนเครื่องบันทึกและถอดข้อความ
บันทึกภาพถ่ายกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมายและรายงานให้นายจ้างทราบ
ส่งข้อความเตือนเรื่องสำคัญให้นายจ้างทราบ กรณีที่นายจ้างอาจจะติดการประชุมหรือระหว่างที่อยู่กับแขก
รับ-ส่งอีเมล์เกี่ยวกับเรื่องงาน
 

 

 

 

 

 


 
การบันทึกข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือสำหรับงานเลขานุการ


  บันทึกหมายเลขโทรศัพท์ (ใช้เป็นสมุดโทรศัพท์) ที่เกี่ยวข้องกับนายจ้าง ได้แก่ หมายเลขโทรศัพท์มือถือ/โทรศัพท์ของหน่วยงาน/บุคคลที่เกี่ยวข้องกับงาน ที่นายจ้างจะต้องติดต่ออยู่เสมอ  หมายเลขโทรศัพท์มือถือ/โทรศัพท์บ้านครอบครัวของนายจ้าง   หมายเลขโทรศัพท์หน่วยงานหรือบุคคลที่จะอำนวยความสะดวกในการทำงานต่าง ๆ เช่น สายการบิน  โรงแรม  โรงพยาบาล ฯลฯ  ควรจัดกลุ่มไว้เป็นประเภท ๆ
  บันทึกเตือนเรื่องงานและการนัดหมาย
  บันทึกเตือนเรื่องสำคัญของนายจ้าง เช่น วันเกิดของนายจ้าง ครอบครัว บุคคลที่นายจ้างนับถือหรือบุคคลที่นายจ้างต้องการแสดงความยินดี 
  บันทึกภาพที่จะนำไปใช้ในงาน ซึ่งอาจจะส่งภาพให้นายจ้างทราบทันที
  บันทึกเสียงการประชุมหรือการสนทนาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงาน
  บันทึกหมายเลขด่วนที่ติดต่อได้ทันทีแยกต่างหาก

 


 
ภาพจาก
 
http://www.stockxpert.com

 

 มารยาทในการใช้โทรศัพท์มือถือสำหรับเลขานุการที่พึงปฏิบัติกับนายจ้าง


ขณะที่สนทนากับนายจ้างห้ามพูดคุยโทรศัพท์ไปด้วย
ระหว่างนายจ้างสั่งงานทางโทรศัพท์ จะต้องสรุปงานนั้นๆ ให้ได้และยืนยันงานที่สั่งอีกครั้งหนึ่งให้นายจ้างรับทราบ ถ้านายจ้างมีเวลารับฟัง
กรณีที่จะโทรศัพท์ถึงนายจ้างต้องรู้กาละเทศะ หากเป็นเรื่องรีบด่วนหรือสำคัญต้องแจ้งให้ทราบ ต้องสอบถามก่อนเสมอว่า จะสามารถคุยได้หรือไม่อย่างไร
เวลาที่ไม่ควรติดต่อกับนายจ้าง ได้แก่ เวลาขับรถยนต์  ประชุม เวลาพักผ่อน เวลารับประทานอาหาร วันหยุดหรือวันของครอบครัว
ระหว่างทำหน้าที่ในการประชุม กรณีที่จะต้องใช้โทรศัพท์มือถือ ก็ต้องตั้งระบบสั่นแจ้งเตือน และขออนุญาตที่ประชุมออกมาคุยข้างนอกห้องประชุม และจะต้องจบการสนทนาให้เร็วที่สุด
ไม่นำหมายเลขโทรศัพท์ของนายจ้างให้กับบุคคลอื่นที่นายจ้างไม่อนุญาต  ถ้าหากผู้ติดต่อยังต้องการก็ให้เลขหมายของเลขานุการหรือหน่วยงาน เพื่อจะได้กรองงานก่อนเสนอให้นายจ้างทราบ
ไม่ใช้โทรศัพท์ของนายจ้าง ทั้งรับและพูดคุย โดยที่ไม่ได้รับอนุญาต
การบันทึกข้อมูลด้วยโทรศัพท์มือถือ ในการประชุมหรือการพบปะกับลูกค้าต่าง ๆ  ควรขอความเห็นชอบจากนายจ้างก่อนทุกครั้ง และต้องจำได้ด้วยว่า กรณีใดที่นายจ้างยินยอมหรือไม่อนุญาต
การบันทึกการสนทนาขณะที่คุย  โทรศัพท์บางรุ่นสามารถทำได้ ซึ่งบางประเทศก็ได้มีกฎหมายบังคับไว้ว่า ต้องได้รับความเห็นชอบจากคู่สนทนาก่อน
เลขานุการไม่ควรเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์บ่อย หรือกรณีถ้าเปลี่ยนจะต้องรีบแจ้งให้นายจ้างทราบทันที
ต้องเตรียมข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ให้พร้อมและเรียกใช้ได้ทันที เมื่อนายจ้างต้องการ
กรณีที่เป็นลูกค้าหรือแขกคนสำคัญของนายจ้างเมื่อได้รับหมายเลข จะต้องรีบบันทึกและจัดกลุ่มของหมายเลขไว้ตามประเภท
การกำหนดตารางการนัดหมายควรเรียกใช้ได้ทันทีที่ต้องการ
  เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ ควรเลือกเสียงที่เหมาะสมกับสถานที่ทำงานหรือโอกาสต่าง ๆ เช่น กรณีการเลือกใช้เสียงหัวเราะในขณะที่มีการประชุมกันเคร่งเครียด  เสียงเพลง  happy birthday ในงานศพ
  กรณีใช้ข้อความเตือนให้นายจ้าง ควรใช้ข้อความที่สั้น กระทัดรัด เข้าใจง่าย (นักการตลาดให้ตระหนักว่า sms ที่ส่งไปนั้นความยาวได้เพียง 160 ตัวอักษร)
  การใช้ข้อความ sms ไม่ควรใช้ภาษา Moby  Language ซึ่งเป็นภาษาลดรูปคำเต็มโดยใช้ตัวเลข เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ แทนที่เข้าไป เช่น U = you  2 = to  เป็นข้อความที่อาจจะดูเท่ แต่คงจะไม่เหมาะสำหรับงาน
  ไม่ฟังการสนทนาของนายจ้าง
การขอหมายเลขโทรศัพท์มือถือของลูกค้าหรือแขกของนายจ้าง คงจะต้องดูวัฒนธรรมของแต่ละองค์กรว่า ให้ใช้เลขหมายของหน่วยงานหรือเลขหมายส่วนตัว
กรณีที่ ได้รับ missed call จากนายจ้าง ต้องรีบโทรกลับทันที
ดูแลค่าใช้จ่ายในการใช้โทรศัพท์มือถือของนายจ้างให้สามารถพร้อมใช้บริการได้
ดูแลและช่วยหาข้อมูลในการเลือกระบบโทรศัพท์มือถือที่นายจ้างสามารถโทรติดต่องานได้ทุกสถานที่
จากข้อพึงปฏิบัติต่าง ๆ ในการใช้โทรศัพท์มือถือที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในหน้าที่เลขานุการที่กล่าวข้างต้น เราจะเห็นว่า โทรศัพท์มือถือในวันนี้ทำอะไรได้มากมาย และอาจจะไม่นานเกินรอที่คุณสมบัติของโทรศัพท์มือถือก็อาจจะมีอะไรอื่น ๆ ที่เราคาดไม่ถึงเข้ามาอีกที่จะเป็นประโยชน์กับงาน  จึงไม่น่าจะแปลกใจที่ทุกวันนี้พบว่า  แทบทุกคนในสำนักงานจะมีโทรศัพท์มือถือใช้  แต่การใช้นั้นจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเราหรือเป็นโทษ ก็ต้องขึ้นอยู่กับการใช้ของคนนั้น ๆ โดยเฉพาะอาชีพเลขานุการซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ใกล้กับนายจ้าง ที่เราจะนำเอาเทคโนโลยียุคใหม่มาปรับใช้ได้เหมาะกับงานและเกิดความพึงพอใจให้นายจ้างได้อย่างไร

 

การสร้างมนุษยสัมพันธ์

กรกฎาคม 9th, 2009 โดย namphon04@sanook.com

มนุษยสัมพันธ์  คือ  ความสัมพันธ์ของมนุษย์ด้วยการมีไมตรีจิตที่ดี มีเมตตาต่อกัน  เพื่อให้ได้มาซึ่งความยอมรับนับถือ  ความไว้วางใจ  สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ที่จะมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีนั้นย่อมไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น  และนำไปใช้ให้เหมาะสมและถูกกาลเทศะกับสภาพแวดล้อมในสังคมด้วย

1.  ความหมายและความสำคัญของมนุษยสัมพันธ์
    มนุษยสัมพันธ์  คือ  กระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์  เพื่อให้ได้มาซึ่งความยอมรับนับถือ ความไว้วางใจ สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

    มนุษยสัมพันธ์มีความสำคัญคือ
    -  เพื่อให้มีความเข้าใจอันดีต่อมนุษย์ด้วยกัน
    -  เพื่อให้เกิดความเชื่อถือรักใคร่ซึ่งกันและกัน
    -  เพื่อให้เกิดความพอใจยินดีให้ความร่วมมือในการทำงาน
    -  เพื่อให้การคบหาสมาคมเป็นไปอย่างราบรื่น
    -  เพื่อให้เกิดความสำเร็จในการที่มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน

    ประโยชน์ของการเรียนรู้เรื่องมนุษยสัมพันธ์สำหรับเลขานุการ มีดังนี้
    1.  ก่อให้เกิดความราบรื่นในการคบหาสมาคม  หรือเกิดการโต้แย้งให้น้อยที่สุด
    2.  ก่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการทำงาน ผู้ร่วมงานมีความยินดีที่จะทำงานให้ ซึ่งบางครั้งในการทำงานอาจจะไม่ได้รับค่าตอบแทน  แต่ก็พอใจที่จะทำให้
    3.  นำความสำเร็จมาสู่หมู่คณะในเรื่องของงาน และก่อให้เกิดความเชื่อถือแก่ผู้พบเห็น

2.  หลักการมีมนุษยสัมพันธ์
    1.  สุภาพอ่อนโยน มีกิริยาที่สุภาพ  พูดจาไพเราะ ไม่โอ้อวด
    2.  มีน้ำใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่น
    3.  ยิ้มแย้มแจ่มใส
    4.  รับผิดชอบ
    5.  ร่วมมือ รู้จักทำงานเป็นทีม
    6.  ไม่ทำตัวมีปัญหา
    7.  คิดก่อนพูด
    8.  ตรงต่อเวลา
    9.  ไม่นินทา
    10. อย่าโอ้อวด
    11. จริงใจ
    12. รู้จักอาวุโส
    13. ไม่อิจฉา
    14. มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
    15. ไม่โกรธง่าย อดทน ควบคุมอารมณ์ได้

3.  การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างบุคคล
    3.1  ความแตกต่างกันโดยธรรมชาติ  เช่น อารมณ์  ความถนัด พฤติกรรม  ทัศนคติ  ความสามารถ  รสนิยม  สังคม  นิสัย  สุขภาพ รูปร่างและท่าทาง
    3.2  ความแตกต่างของบุคคล  เช่น  เพศ  วัย  การศึกษา  ฐานะทางเศรษฐกิจ  ถิ่นกำเนิด  สิ่งแวดล้อม  เชื้อชาติ  ศาสนา  ภาษา  และอิทธิพลของกลุ่ม

4.  ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ (Basic Needs)
    4.1  ความต้องการทางกาย (Physical Needs)  เป็นความต้องการเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของชีวิตและการสืบพันธุ์  ซึ่งได้แก่
            -  อาหาร
            -  เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย  และยารักษาโรค
            -  การพักผ่อน
            -  เพศ
    4.2  ความต้องการทางจิตใจ (Mental Needs) ได้แก่
            -  ความมั่นคงปลอดภัย (Security)
            -  เกียรติยศ  ชื่อเสียง  การยกย่อง  (Recognition)
            -  การยอมรับในสังคม  (Belonging)
            -  ความสำเร็จและสมหวังในชีวิต  (Success)

5.  การปรับตัวเพื่อสร้างมนุษยสัมพันธ์
        5.1  ทักทายปราศรัยผู้อื่นก่อน
        5.2  ไม่เห็นแก่ตัว  ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
        5.3  รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นเสมอ
        5.4  ไม่ถือชั้นวรรณะ  ฐานะ  ไม่ดูถูกผู้ที่ด้อยกว่า
        5.5  ด้านร่างกาย  ควรปรับปรุงในเรื่องของการแต่งกาย  ความสะอาดของร่างกาย  การพูดจาและน้ำเสียงแจ่มใส
        5.6  ด้านสติปัญญา  เชาวน์ปัญญา  หมั่นศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในทุก ๆ เรื่อง
        5.7  ด้านทัศนคติ  ควรปรับให้เป็นไปในทางบวก

6.  เลขานุการควรสร้างมนุษยสัมพันธ์กับบุคคลระดับต่าง ๆ ดังนี้
        6.1  มนุษยสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา
        6.2  มนุษยสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชา
        6.3  มนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน
        6.4  มนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลภายนอกที่มาติดต่อกับสำนักงาน

7.  ลักษณะของผู้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
    -  ทำตนให้มีชีวิตชีวา  ยิ้มแย้มแจ่มใส
    -  รู้จักควบคุมอารมณ์ของตน
    -  มีบุคลิกภาพที่ดี
    -  มีสัมมาคารวะ
    -  เป็นนักฟังที่ดี
    -  รู้จักใช้คำพูดหรือภาษาพูดให้เหมาะสม
    -  ไม่เป็นผู้เย่อหยิ่งถือตัว
    -  มีไมตรีจิตและมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
    -  แสดงความชื่นชมบุคคลอื่นด้วยความจริงใจ
    -  พยายามจดจำลักษณะเด่น ๆ รวมทั้งชื่อ นามสกุล ของบุคคลให้ได้มากที่สุด
    -  แสวงหาความสนใจร่วมกัน คุยกันเรื่องที่สนใจหรือชอบเหมือน ๆ กัน
    -  ช่างซักถาม แต่อย่าให้มากจนเกินไป
    -  สนใจบุคคลอื่น ศึกษาความต้องการและความแตกต่างของบุคคลอื่น
    -  รู้จักทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่น
    -  ใจกว้างยอมรับฟังความคิดเห็นของบุคคลอื่น
    -  ต้องการให้ผู้อื่นมีความสุขและอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
    -  รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา
    -  ให้ความเคารพนับถือและให้ความร่วมมือที่ดี
    -  สร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับบุคคลรอบข้าง
    -  เป็นคนมีศีลธรรม

 

บอกเล่าทุกเรื่องราวประทับใจ

มิถุนายน 27th, 2009 โดย namphon04@sanook.com

ยินดีต้อนรับสู่ สนุก! บล็อกเกอร์ คุณสามารถเขียนเรื่องขึ้นมาใหม่ หรือแก้ไขข้อความเหล่านี้ เพื่อเริ่มต้นการบล็อกของคุณ

ขอให้สนุก!กับการเขียนบล็อกค่ะ