google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

nonnoi

บอกเล่าทุกเรื่องราวประทับใจ

15 กรกฎาคม 2552

       สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้วิชานี้ คือ ทำให้ทราบว่าความรุนแรงในครอบครัว นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น และมีจำนวนผู้กระทำและผู้ถูกกระทำความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นด้วย ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างของผู้หญิงไทย 8 ล้านคน เคยถูกสามีทำร้าย ทั้งทางร่างกาย ทางเพศ และทางจิตใจ โดยการดูถูกเหยียดหยาม หรือแม้กระทั่งคู่สมรสที่มีการศึกษาสูง และถูกกระทำความรุนแรง มักจะปกปิด ไม่กล้าเปิดเผยหรือแจ้งความ เพราะกลัวจะเสียหน้าและเสียศักดิ์ศรี ซึ่งจากเหตุกรณีดังกล่าวส่งผลทำให้บทบาทหน้าที่ของครอบครัวลดลง เกิดการผลักภาระหน้าที่ให้กับโรงเรียน ครอบครัวขาดการมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคม เป็นต้น จากการศึกษาพบว่าสาเหตุหลักของปัญหาครอบครัว มาจากความไม่พร้อม การเลี้ยงดูที่ขาดการให้คุณค่า การไม่ปรับเปลี่ยนค่านิยมให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เป็นต้น นอกจากนี้ยังคาดว่าในอนาคต ปัญหาครอบครัวจะมีแนวโน้มที่สูงขึ้น เช่น การทอดทิ้งและทารุณกรรมเด็ก การเพิ่มขึ้นของชายหญิงที่อยู่กันก่อนแต่งงาน การห่างเหินจากเครือญาติ และการใช้บริการสถานบันเทิงนอกบ้านมากขึ้น เพื่อบำบัดความเครียด เป็นต้น ปัจจุบันได้มีการสำรวจการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิตของเด็กและเยาวชนในด้านต่างๆ เช่น ด้านสุขภาพ ในภาพรวมดีขึ้น คือ อัตราการเกิดเพิ่มขึ้นอัตราการตายน้อยลง ภาวะที่เด็กขาดสารอาหารลดลง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางลบ คือ แนวโน้มของโรคมะเร็ง โรคเอดส์และวัณโรคในเด็กเพิ่มสูงขึ้น ปัญหาสุขภาพจิตสูงขึ้น และพฤติกรรมการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เป็นต้น ด้านการศึกษา คือ มีการขยายเวลาการศึกษาภาคบังคับนานขึ้นเป็น 12 ปี อัตราการออกจากโรงเรียนกลางคันสูงขึ้น เนื่องมาจากความยากจน ปัญหาครอบครัวแตกแยก ปัญหาสุขภาพ และขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน รวมทั้งสวัสดิการทางการศึกษาไม่เพียงพอสำหรับเด็ก ในด้านจำนวนทุนการศึกษา และจำนวนห้องสมุดที่มีน้อยและไม่มีคุณภาพ ด้านนันทนาการ คือ พื้นที่สวนสาธารณะมีน้อยกว่าสถานบันเทิง อัตราส่วนประมาณ 2:200 แห่ง เด็กติดอินเทอร์เน็ต ส่วนใหญ่จะใช้ในทางไม่ถูกต้อง โดยการเล่นเกมส์บ้าง ดูภาพลามกบ้าง ซึ่งจะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่จะใช้อินเทอร์เน็ตในการค้นคว้าหาความรู้ การสอนเพศสัมพันธ์ในโรงเรียนไม่ได้ผล เนื่องมาจากเด็กเกิดปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และมีอัตราการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน เป็นต้น

Tags:

ชื่อหนังสือ : จิตวิทยาชีวิตครอบครัว

ผู้แต่ง : ดร.นวลศิริ เปาโรหิตย์

     ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวเป็นไปในทางที่ดี แนวโน้มในการเกิดปัญหาและความรุนแรงก็จะน้อยลงตามไปด้วย แต่ถ้าหากความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวเป็นไปในทางลบ ปัญหาและพฤติกรรมรุนแรงก็จะปรากฎออกมาในรูปแบบต่างๆเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ในครอบครัวจะเป็นไปในทิศทางใดนั้น ขึ้นอยู่กับการสื่อสารระหว่างกันของคนในครอบครัว ซึ่ง แสทเธียร์ นักจิตวิทยา ได้แบ่งการสื่อสารในครอบครัวออกเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่

1. การสื่อสารอย่างก้าวร้าว แสดงอำนาจ และกล่าวโทษผู้อื่น

- เป็นลักษณะของคนที่ใส่ใจเฉพาะความต้องการของตนเอง ไม่คำนึงถึงความต้องการของผู้อื่น มีน้ำเสียงที่แข็งกระด้าง พูดไม่สุภาพ และมีกิริยาท่าทางที่อยู่เหนือหรือข่มผู้อื่น มักมองเห็นความบกพร่องของผู้อื่น แต่มองไม่เห็นของตนเอง

2. ยอมผู้อื่นจนไม่เป็นตัวของตัวเอง

- มักเป็นคนขี้เกรงใจ เห็นความต้องการของผู้อื่นมาก่อนความต้องการของตนเอง แสดงความอ่อนแอจากการเก็บกดความต้องการของตนเองไว้เพียงลำพัง

3. ทำตัวเฉไฉออกนอกเรื่องไปเรื่อยๆ

- ไม่รับรู้และไม่สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น หรือบางทีเมื่อมีเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ก็จะพูดตลก เฉไฉออกนอกเรื่องอย่างรวดเร็ว

4. พูดแบบวิเคราะห์เหตุผลเกินความจำเป็น

- เวลาพูดจะมีคำอธิบายที่ยืดยาวมากเกินไป ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ ทำให้ผู้สนทนาด้วยรู้สึกอึดอัด และไม่อยากพูดต่อ

     เมื่อเราทราบแล้วว่า ความสัมพันธ์ในครอบครัว ขึ้นอยู่กับการสื่อสาร ซึ่งการสื่อสารที่ดีนั้น ไม่เพียงแต่การพูดจาดีเท่านั้น แต่การสื่อสารที่ถูกต้องและเหมาะสมนั้น ควรจะเป็นการสื่อสารที่ใช้ภาษา I

ภาษา I คือ ภาษาที่พูดจากความรู้สึก 3 ส่วน ได้แก่

1. ข้อเท็จจริงที่เกิด

2. ความรู้สึกของผู้พูด

3. สิ่งที่เราต้องการเห็น

ตัวอย่างเช่น

ที่ลูกบอกว่าสอบไม่ได้นั้น  (1)

แม่เองก็เสียใจไปกับลูก แต่แม่ไม่ได้ผิดหวังในตัวลูกหรอก เพราะเรื่องการสอบเป็นสิ่งที่ผิดพลาดกันได้  (2)

ลูกอยากจะทำอย่างไรต่อไปล่ะ และแม่จะช่วยอะไรลูกได้บ้าง  (3)

ดังนั้น เมื่อเราเริ่มต้นพูดด้วยภาษา I จะสามารถทำให้ผู้ฟังเข้าใจเราได้ดีขึ้น การสื่อสารกันก็จะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่งผลให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นไปในทางที่ดี

     นอกจากนี้ยังได้ทราบว่า เด็กจะเติบโตขึ้นมาแล้วมีพฤติกรรมที่เป็นไปในทิศทางใดนั้น ขึ้นอยู่กับสิ่งเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมต่างๆที่เด็กเติบโตขึ้นมา เช่น

ถ้าเด็กเติบโตมากับคำตำหนิ

- เด็กจะสงสัยตนเอง

ถ้าเด็กเติบโตมากับความเฉยเมย

- เด็กจะรู้สึกไร้ค่า

ถ้าเด็กเติบโตมากับความยกย่องชมเชย

- เด็กจะเห็นคุณค่าของตนเอง

ถ้าเด็กเติบโตมากับความอับอาย

- เด็กจะรู้สึกผิด

ถ้าเด็กเติบโตมากับกำลังใจ

- เด็กจะมีความเชื่อมั่นในตนเอง

Tags:

ชื่อหนังสือ : ฟังเสียงเด็กบ้าง

ผู้แต่ง : พญ.เออร์ซูลา เอ็ม แอนเดอร์สัน

     ปัจจุบันเด็กได้เข้ามามีบทบาทและเข้ามาเป็นผู้กระทำและผู้ถูกกระทำความรุนแรงต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้จากข้อหาอาชญากรรมรุนแรงของเยาวชนชายในสหรัฐอเมริกา เช่น

     - เด็กชายอายุ 18 ปี ฆ่าเพื่อนหญิงอายุ 18 ปีของตนเองด้วยไม้เบสบอล เนื่องจากเธอไม่ยอมเป็นคู่รักของเขาอีกต่อไป

     - ชายอายุ 55 ปี พิการด้วยโรคระบบประสาทส่วนกลางเสื่อม ถูกทรมานและแทงด้วยมีดทำครัวกับส้อมอยู่นานหลายชั่วโมง และถูกเอาเกลือทาแผล ท้ายที่สุดถูกรัดคอด้วยเชือกเสียชีวิต ซึ่งฆาตกร คือ เด็กชาย 3 คน อายุ 14,15,16 ปี

     นอกจากนี้ในระยะหลังๆ เด็กผู้หญิงยังมีพฤติกรรมที่ก่อความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งมีความคิดว่าการกระทำเหมือนเด็กผู้ชายนั้น เป็นการปลดปล่อยตัวเอง และเป็นผู้ที่ทำความชั่วได้อย่างชาญฉลาด เช่น

     - เด็กหญิงอายุ 13 ปี ถูกกลุ่มผู้หญิงรุมตีจนเสียชีวิต

     แนวโน้มความรุนแรงของเยาวชนในสหรัฐอเมริกา

     - คนอายุกำลังย่างเข้า 15 ปี จะถูกฆ่าตายก่อนที่จะมีอายุครบ 25 ปี

     - การฆ่าตัวตายของคนหนุ่มสาวเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่าใน 40 ปีที่ผ่านมา

     - วัยรุ่น 5 ล้านคน มีความจำเป็นจะต้องเข้ารับบริการทางด้านสุขภาพจิต แต่ก็ไม่ได้รับ

     - ร้อยละ 80 ของเด็กที่อายุ 12 ปีในปัจจุบัน จะกลายเป็นเหยื่อของความรุนแรงชั่วชีวิต และครึ่งหนึ่งจะกลายเป็นเหยื่ออย่างน้อย 2 ครั้งหรือมากกว่านั้น

     - 1 ในทุกๆ 20 คนที่ถูกจับในคดีอาชญากรรม มีอายุน้อยกว่า 15 ปี

     - ร้อยละ 47 ของเหยื่อของการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมในครอบครัว เป็นเยาวชน

   -    สตรีที่เป็นเยาวชน มีโอกาสจะถูกข่มขืนเป็น 2 เท่าของสตรีที่มีอายุมากกว่า

ปัจจัยของความรุนแรงในวัยรุ่น

   ปัจจัยความโน้มเอียงภายใน

-          มีพัฒนาการที่ไม่เจริญเติบโตตามวัย

-          ไม่คิดถึงอนาคต

-          อยากเสี่ยง

-          อยากให้เพื่อนยอมรับ

-          สมองและจิตใจได้รับบาดเจ็บ

-          ขาดความรู้

  ปัจจัยความโน้มเอียงภายนอก

-          ความยากจน

-          ความลำเอียงและอคติของสังคม

-          อัตราการว่างงานสูง

-          โครงสร้างครอบครัวอ่อนแอ

-          พ่อ แม่ เผด็จการ ชอบใช้อำนาจ

-          กลุ่มเพื่อนชอบความรุนแรง

-          วัฒนธรรมที่แพร่หลาย และสื่อที่เต็มไปด้วยความรุนแรง

       ปัจจัยภายในที่เป็นตัวเร่งให้เกิด

-          ใช้ยาเสพติดและแอลกอฮอล์

-          มีอาวุธปืนในครอบครอง

-          มีความเครียดสูง

  ปัจจัยภายนอกที่เป็นตัวเร่งให้เกิด

-          สามารถหายาเสพติดและอาวุธปืนได้ง่าย

-          เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงในชีวิต เช่น สูญเสียบ้าน ครอบครัว เพื่อน

ดังนั้น จากการอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว อาจสรุปได้ว่า พฤติกรรมรุนแรงของเด็ก มีพื้นฐานหรือสาเหตุมาจากครอบครัวและสังคมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งครอบครัวและสังคมนั้น มีอิทธิพลต่อเด็กเป็นอย่างมาก เมื่อครอบครัวและสังคมแสดงพฤติกรรมรุนแรงออกมา เด็กก็จะแสดงพฤติกรรมนั้น เพื่อเป็นการเลียนแบบและต่อต้านพฤติกรรมดังกล่าว นอกจากนี้การที่เด็กเกิดมาไม่เป็นที่ต้องการของครอบครัว ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดมีพฤติกรรมรุนแรงขึ้นด้วย    

 

 

 

Tags:

 ชื่อหนังสือ : พูดอย่างนีโอ   

 ผู้แต่ง : เกียรติวรรณ  อมาตยกุล

     การพูดแบบนีโอ หรือ นีโอฮิวแมนนิส เป็นการใช้คำพูดที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ เพื่อแสดงถึงความเคารพที่เรามีต่อผู้อื่น และแสดงความเคารพที่เรามีให้กับตัวเอง รวมทั้งยังทำให้เราเข้ากับผู้อื่นได้ง่ายขึ้น ได้ในสิ่งที่เราต้องการ ได้รับความเคารพนับถือ ได้รับการยอมรับ ได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้าง และได้รับมิตรภาพที่ดีจากผู้อื่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้เราประสบความสำเร็จและมีความสุข

     ในหนังสือเล่มนี้จะบอกถึงคำพูดแบบนีโอในหลายๆแบบตามแต่ละสถานการณ์ เราควรเลือกคำพูดในแบบที่เหมาะสมและเป็นธรรมชาติกับตัวเรามากที่สุด เพื่อเวลาพูดคำพูดเหล่านั้นออกมาจะได้เป็นตัวเรา เกิดความเคยชินกับคำพูดเหล่านั้น จนกลายเป็นคำพูดและนิสัยติดตัวเราตลอดไป

ตัวอย่างเช่น

     คำพูดแบบนีโอที่แสดงออกถึงความกระตือรือล้นที่จะให้ความร่วมมือในการทำงานร่วมกับผู้อื่น

     - ผมอยากร่วมงานด้วยเดี๋ยวนี้เลยครับ

     - เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมจริงๆครับ

     คำพูดแบบนีโอที่แสดงการยอมรับคำชื่นชมจากผู้อื่น

     - ขอบคุณครับ ผมปลื้มจริงๆครับ

        - ผมดีใจที่คุณชอบครับ

     คำพูดแบบนีโอที่แสดงความชื่นชมในตัวผู้อื่น

     - คุณทำงานนี้ได้วิเศษมากครับ

     - คุณมีความตั้งใจสูงมากเลยครับ

     คำพูดแบบนีโอที่แสดงถึงการยอมรับความแตกต่างของผู้อื่น

     - ผมยอมรับความคิดของคุณที่แตกต่างจากผมได้สบายครับ

     - เชิญแสดงความคิดเห็นของคุณอย่างเต็มที่เลยครับ

การใช้คำพูดแบบนีโอกับเด็กๆ

     เราควรหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดด้านลบกับเด็กๆ เช่น โง่ ดื้อ ซน ขี้แย เป็นต้น เพราะคำพูดต่างๆที่เด็กได้ยินตั้งแต่เล็กนั้น จะทำให้เด็กเชื่อว่าเขาเป็นคนเช่นนั้นจริงๆ ซึ่งคำพูดเหล่านี้มีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของเด็กเป็นอย่างมาก เราจึงควรใช้คำพูดด้านบวกกับเด็กๆ เช่น เก่ง น่ารัก มีน้ำใจ ฉลาด เป็นต้น เพื่อที่เด็กเติบโตขึ้นมากับคำพูดด้านบวก จนกลายเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเอง มีความรู้สึกที่ดีให้กับตัวเองและคนรอบข้าง

การใช้คำพูดแบบนีโอกับตัวเอง

     คำพูดของเรามีอิทธิพลต่อชีวิตของเราเองและคนรอบข้างมากที่สุด ถ้าเราสามารถพูดแบบนีโอกับตัวเองได้ เราก็ย่อมสามารถพูดแบบนีโอกับคนรอบข้างได้เช่นกัน ดังนั้นการพูดแบบนีโอจึงต้องเริ่มต้นจากการพูดดีๆกับตัวเองก่อน โดยพูดกับตัวเองบ่อยๆ แล้วเราจะเคยชินจนเป็นนิสัยในที่สุด ซึ่งเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะพูดแบบนีโอกับตัวเอง คือ เวลาก่อนนอนและตื่นนอนใหม่ๆ เพราะเป็นช่วงเวลาที่จิตใต้สำนึกของเราทำงานดีที่สุด นอกจากนี้การพูดแบบนีโอกับตัวเองอย่างสม่ำเสมอ จะส่งผลให้ภาพพจน์ของเราเปลี่ยนไปในทางบวกมากขึ้น และเมื่อเรามีความรู้สึกที่ดีกับตัวเอง เราก็จะมีความรู้สึกที่ดีกับคนรอบข้างมากขึ้นด้วย เช่น ฉัน/คุณเป็นคนมีความสามารถ ฉัน/คุณเป็นคนที่กล้าหาญมาก ฉัน/คุณเป็นคนที่มีเสน่ห์และน่ารักมาก เป็นต้น

 

   

Tags:

24 มิถุนายน 2552

       สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเรียนวิชานี้ คือ ได้ทราบถึงสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงของสังคม ที่แรงงานส่วนใหญ่มักจะอพยพจากชนบทเข้าสู่เมือง เพื่อประกอบอาชีพ ส่งผลให้เกิดการละทิ้งครอบครัว ทอดทิ้งผู้สูงอายุและเด็ก ทำให้ผู้สูงอายุและเด็กประสบปัญหาด้านการเลี้ยงชีพ และการอยู่อาศัยในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังพบว่า อัตราการแต่งงานน้อยลง แต่การหย่าร้างเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวมากขึ้น ส่งผลให้เด็กขาดการอบรมสั่งสอน เพราะผู้ปกครองต้องทำมาหากินเพียงลำพัง ส่วนพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกคนเดียว ก็ต้องมีบทบาทในครอบครัวมากขึ้น บางครั้งอาจทำให้เกิดความเครียดหรือรู้สึกว้าเหว่ รวมถึงไม่ได้รับการช่วยเหลือจากอดีตสามี การถูกตีตราจากสังคม และการเข้าไม่ถึงบริการของรัฐหรือถูกปฏิเสธจากระบบสวัสดิการสังคมที่ไม่ยืดหยุ่น ปัจจุบันครอบครัวจะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆมากมาย เช่น ครอบครัวจะต้องดูแลบุคคลที่เจ็บป่วยด้วยโรคหรืออุบัติเหตุ ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเป็นจำนวนมาก ปัญหาชู้สาวของสามีภรรยาในครอบครัว ปัญหายาเสพติดและปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรของเด็ก เป็นต้น อย่างไรก็ตามปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนั้น จะนำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการทารุณกรรมทางกาย เช่น ใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บ การทารุณกรรมทางจิตใจ เช่น การพูดจาดูถูกเหยียดหยาม การทารุณกรรมทางเพศ เช่น การข่มขืน และการปล่อยปละละเลยหรือการทอดทิ้ง เช่น ขาดความเอาใจใส่ต่อเด็กและผู้สูงอายุ เป็นต้น

Tags:

1 กรกฎาคม 2552

         จากการเข้าร่วมกิจกรรมการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 5 ประชากรและสังคม เรื่องครอบครัวไทยในสถานการณ์เปลี่ยนผ่านทางสังคมและประชากร ที่จัดขึ้นโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล เมื่อวันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2552 ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์นั้น ทำให้ได้รับความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของประชากรและสังคมที่มีผลต่อครอบครัว คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากปัจจุบันจำนวนผู้สูงอายุมีมากขึ้น และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น ส่วนจำนวนเด็กและวัยทำงานกลับลดลง เพราะให้ความสนใจกับการวางแผนครอบครัวมากขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการกระจายตัวของประชากร ที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมือง เนื่องจากมีการย้ายแรงงานเข้าสู่เมืองมากขึ้น เพื่อประกอบอาชีพและหารายได้ นอกจากนี้ยังทราบว่าสถานการณ์ปัจจุบันที่ครอบครัวกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างที่มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น ครอบครัวเพศเดียวกัน ครอบครัวที่แยกกันอยู่ เป็นต้น ด้านบทบาทหน้าที่ของครอบครัว ที่มีการปรับตัวและแบ่งงานกันในครอบครัว เช่น ครอบครัวต้องดูแลบุคคลที่เจ็บป่วยด้วยโรคหรืออุบัติเหตุ ด้านผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำหน้าที่ของครอบครัว เช่น ครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว เด็กจะขาดการอบรมสั่งสอน เนื่องจากผู้ปกครองจะต้องดิ้นรนทำมาหากินเพียงคนเดียว ส่วนพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกคนเดียวก็จะมีบทบาทมากขึ้น ซึ่งบางครั้งอาจเกิดความเครียดและรู้สึกว้าเหว่ได้ ซึ่งจากการฟังแล้วนั้น ทำให้เข้าใจสถานการณ์ครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้น ปัญหาและแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนสาเหตุที่เกิดขึ้นของการเปลี่ยนแปลงนั้น เพื่อจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงของครอบครัวในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

Tags:

17 มิถุนายน 2552

       สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิชานี้ คือ ทำให้ทราบและเข้าใจโครงสร้างของครอบครัว ซึ่งประกอบไปด้วยครอบครัวขยาย คือ ครอบครัวที่อยู่รวมกันเป็นญาติพี่น้อง ได้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา เป็นต้น ครอบครัวเดี่ยว เป็นเพียงครอบครัวเดียว ที่ประกอบไปด้วยพ่อ แม่ และลูก ครอบครัวกลุ่ม คือ ครอบครัวที่สามีมีภรรยาหลายคน หรือภรรยามีสามีหลายคน นอกจากนี้ยังได้ทราบว่า รูปแบบของครอบครัวในปัจจุบันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงจากครอบครัวขยายไปสู่ครอบครัวเดี่ยวแล้ว เช่น ครอบครัวเพศเดียวกัน ที่สังคมยอมรับและให้โอกาสในการเปิดเผยมากขึ้น ครอบครัวที่อยู่ด้วยกัน โดยไม่จดทะเบียนสมรส เนื่องจากเหตุผลบางประการ หรือครอบครัวที่แยกกันอยู่ เนื่องจากความไม่เข้าใจกัน เป็นต้น ซึ่งจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่งผลกระทบให้ครอบครัวต้องประสบปัญหาด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ที่ครอบครัวจะต้องดิ้นรนทำงาน เพื่อหารายได้ให้เพียงพอกับรายจ่ายของครอบครัว ด้านสังคม ความสัมพันธ์ ความช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อ เกื้อกูลกันของครอบครัวและชุมชนลดลง แม้กระทั่งการเข้าไม่ถึงบริการของรัฐ เนื่องจากข้อจำกัดของสังคม เป็นต้น ปัจจุบันครอบครัวในสังคมไทยมีแนวโน้มที่จะเกิดความอ่อนแอมากขึ้น เนื่องมาจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น แต่ขาดผู้ดูแล ส่วนจำนวนเด็กและผู้ใหญ่มีแนวโน้มลดลง เพราะให้ความสำคัญกับการวางแผนครอบครัวมากขึ้น ส่งผลให้ขาดแรงงานในการผลิตด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ ตลอดจนการพัฒนาประเทศด้วย