ใบงานเรื่องการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ
1. ให้นักศึกษาให้นิยามของการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ
ปัจจุบันโลกได้วิวัฒนาการเข้าสู่ “ยุคสารสนเทศ” (Information age) อย่างเต็มตัว การเพิ่มจำนวนของข้อมูลข่าวสารจนเกิดภาวะ “Information explosion” ทำให้มนุษย์ต้องหันมาพึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมาก ดังนั้นเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ผู้อ่านควรจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “ข้อมูล” (Data) และ “สารสนเทศ” (Information) รวมถึงความแตกต่างของคำทั้งสองคำดังนี้
ข้อมูล (Data) คือ ข้อความที่อาจจะเป็นตัวเลขหรือข้อความที่ทำให้ผู้อ่านทราบความเป็นไปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ข้อมูลนักศึกษาในคณะต่างๆของสถาบันราชภัฎสวนดุสิตที่เข้าศึกษาในสถาบันแห่งนี้ หรือข้อมูลนักท่องเที่ยวในเมืองไทย ดังนั้น ข้อมูล (Data) จึงบอกเกี่ยวกับสภาพการณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้นหรือสิ่งปรากฏขึ้น และข้อมูลจะคงสภาพความเป็นข้อมูลนั้นไม่ว่าจะนำไปใช้หรือไม่ได้ใช้ก็ตาม
สารสนเทศ (Information) คือ ข้อความรู้ที่ได้จากการประมวลจากข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น จนได้เป็นข้อความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์
สรุปได้ว่า ความแตกต่างระหว่าง “ข้อมูล” (Data) และ “สารสนเทศ” (Information) นั้น “ข้อมูล” จะคงสภาพความเป็นอยู่เสมอ ส่วน “สารสนเทศ” เป็นข้อความรู้ที่ประมวลได้จากข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ออกมาเป็นความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้นั้นๆ
“ข้อมูล” และ “สารสนเทศ” นับว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ทำให้สังคมมีความเจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะ “สารสนเทศ”นั้น สามารถนำไปใช้ในการบริหารงานด้านต่างๆ มากมาย เช่น
1). ด้านการวางแผน การนำสารสนเทศไปใช้ในการวางแผน เช่น การนำไปใช้เกี่ยวกับการจัดองค์การ บริหารงานบุคคล การผลิตสินค้า การตลาด การวางแผนค่าใช้จ่าย เป็นต้น
2). ด้านการตัดสินใจ การนำสารสนเทศไปใช้ในการตัดสินใจทั้งนี้เพื่อเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา สารสนเทศที่ดีจะมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยสนับสนุนในการตัดสินใจของผู้บริหาร ช่วยให้การตัดสินใจเร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพ เช่น การตัดสินใจที่รับบุคลากร
3). ด้านการดำเนินงาน การนำสารสนเทศไปใช้ในการดำเนินงาน จะช่วยผู้บริหารในการควบคุม และติดตามผลทำให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎระเบียบ วัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์การ
2. วัตถุประสงค์ในการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ
สารสนเทศ จึงหมายถึง ข้อมูลที่ผ่านการเลือกสรรให้เหมาะสมกับการใช้งานให้ทันเวลา และอยู่ในรูปที่ใช้ได้ สารสนเทศที่ดีต้องมาจากข้อมูลที่ดี การจัดเก็บข้อมูลและสารสนเทศจะต้องมีการควบคุมดูแลเป็นอย่างดี เช่น อาจจะมีการกำหนดให้ผู้ใดบ้างเป็นผู้มีสิทธิ์ใช้ข้อมูลได้ ข้อมูลที่เป็นความลับจะต้องมีระบบขั้นตอนการควบคุม กำหนดสิทธิ์ในการแก้ไขหรือการกระทำกับข้อมูลว่าจะกระทำได้โดยใครบ้าง นอกจากนี้ข้อมูลที่เก็บไว้แล้วต้องไม่เกิดการสูญหายหรือถูกทำลายโดยไม่ได้ตั้งใจ การจัดเก็บข้อมูลที่ดี จะต้องมีการกำหนดรูปแบบของข้อมูลให้มีลักษณะง่ายต่อการจัดเก็บ และมีรูปแบบเดียวกัน ข้อมูลแต่ละชุดควรมีความหมายและมีความเป็นอิสระในตัวเอง นอกจากนี้ไม่ควรมีการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อนเพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองเนื้อที่เก็บข้อมูล
3. บอกความหมายของ search engine
Search Engine คือ เครื่องมือการค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ที่ทุกคนสามารถเข้าไปค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตก็ได้ โดย กรอก ข้อมูลที่ต้องการค้นหา หรือ Keyword (คีเวิร์ด) เข้าไปที่ช่อง Search Box แล้วกด Enter แค่นี้ข้อมูลที่เราค้นหาก็จะถูกแสดงออกมาอย่างมากมายก่ายกอง เพื่อให้เราเลือกข้อมูลที่เราโดนใจที่สุดเอามาใช้ งาน โดยลักษณะการแสดงผลของ Search Engine นั้นจะทำการแสดงผลแบบ เรียงอันดับ Search Results ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเรา
4. บอกประเภทของ search engine และตัวอย่าง
การสร้างเว็บเพจโดยการใช้เทคนิค SEO นั้นก็ไม่ได้หมายถึงการสร้างเนื้อหาที่เป็นที่ชื่นชอบต่อเสิร์ชเอนจินเพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่คำนึงถึงผู้เยี่ยมชม ซึ่งวิธีการทำ SEO นั้นอาจจะมีการเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงโค๊ดของเว็บไซต์, การนำเสนอ, โครงสร้างของเว็บไซต์ และสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งของการทำ SEO ก็คือเนื้อหาที่มีประโยชน์ และจะต้องเป็นเนื้อหาต้นฉบับประเภทของ Search Engine ทำไมเราต้องทำความรู้จักกับประเภทของ Search Engine หากคุณเกิดคำถามนี้ขึ้นในใจ นั่นหมายความว่า คุณยังไม่รู้จัก การ Search Engine ดีพอ เพราะวิธีการ และการจัดเก็บข้อมูลของแต่ละ Search Engine แตกต่างกันไปตามแต่ประเภทของ Search Engine ที่แต่ละเว็บไซต์นำมาใช้เก็บรวบรวมข้อมูล
ดังนั้นการที่คุณจะเข้าไปหาข้อมูลหรือเว็บไซต์ โดยวิธีการ Search อย่างน้อยคุณจะต้องทราบว่า เว็บไซต์ที่คุณเข้าไปใช้บริการ ใช้วิธีการหรือ ประเภทของ Search Engine อะไร เนื่องจากแต่ละประเภทมีความละเอียดในการจัดเก็บข้อมูลต่างกันไป ที่นี้เราลองมาดูซิว่า Search Engine ประเภทใดที่เหมาะกับการค้นหาข้อมูลของคุณ
1. Keyword Index เป็นการค้นหาข้อมูล โดยการค้นจากข้อความในเว็บเพจที่ได้ผ่านการสำรวจมาแล้ว จะอ่านข้อความ ข้อมูล อย่างน้อย ๆ ก็ประมาณ 200-300 ตัวอักษรแรกของเว็บเพจนั้นๆ โดยการอ่านนี้จะหมายรวมไปถึง อ่านข้อความที่อยู่ในโครงสร้างภาษาคำสั่งในการสร้างเว็บเพจ (ภาษา HTML) หรือเรียก TAG ซึ่งอยู่ในรูปแบบ และข้อความที่อยู่ในคำสั่ง alt ซึ่งเป็นคำสั่งภายใน TAG คำสังของรูปภาพ แต่จะไม่นำคำสั่งของ TAG อื่นๆ ในภาษา HTML และคำสั่งในภาษา JAVA มาใช้ในการค้นหา วิธีการค้นหาของ Search Engine ประเภทนี้ จะให้ความสำคัญกับการเรียงลำดับข้อมูลก่อน-หลัง และความถี่ในการนำเสนอข้อมูลนั้น การค้นหาข้อมูล โดยวิธีการเช่นนี้จะมีความรวดเร็วมาก แต่มีความละเอียดในการจัดแยกหมวดหมู่ของข้อมูลค่อนข้างน้อย เนื่องจากไม่ได้คำนึงถึงรายละเอียดของเนื้อหาเท่าที่ควร แต่หากว่าคุณต้องการแนวทางทางกว้างของข้อมูล และความรวดเร็วในการค้นหา วิธีการนี้ก็ใช้ได้ไม่เลว
2. Subject Directories การจำแนกหมวดหมู่ข้อมูล ของการ Search Engine ประเภทนี้ จะจัดแบ่งโดยการ พินิจวิเคราะห์เนื้อหา รายละเอียด ของแต่ละเว็บเพจ ว่ามีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร โดยการจัดแบ่งแบบนี้ จะใช้แรงงานคนในการพิจารณาเว็บเพจ ซึ่งทำให้การจัดหมวดหมู่ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของคนจัดหมวดหมู่แต่ละคน ว่าจะจัดเก็บข้อมูลนั้น ๆ อยู่ในเครือข่ายข้อมูลอะไร
ดังนั้นฐานข้อมูลของ Search Engine ประเภทนี้จะถูก จัดแบ่งตามเนื้อหาก่อน แล้วจึงนำมาเป็นฐานข้อมูลในการค้นหาต่อไป การค้นหาค่อนข้างจะตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และมีความถูกต้องในการค้นหาสูง เป็นต้นว่า หากเราต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ หรือเว็บเพจที่นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ เด็ก Search Engine ก็จะประมวลผลรายชื่อเว็บไซต์ หรือเว็บเพจที่เกี่ยวกับเด็กล้วน ๆ มาให้คุณ
3. Metasearch Engines จุดเด่นของการ Search Engine ด้วยวิธีการนี้ คือ สามารถเชื่อมโยงไปยัง Search Engine ประเภทอื่น ๆ และยังมีความหลากหลายของข้อมูล แต่การ search ด้วยวิธีนี้ มีจุดด้อย คือ วิธีการนี้จะ ไม่ให้ความสำคัญกับขนาดเล็กใหญ่ของตัวอักษร และมักจะผ่านเลยคำประเภท Natural Language ( ภาษาพูด) ดังนั้น หากคุณจะใช้ Search Engine แบบนี้ละก็ ขอให้ตระหนักถึงข้อบกพร่องเหล่านี้ด้วย
บทสรุปของการเลือกใช้ Search Engine คือ คุณจะต้องเข้าใจว่า วิธีการแต่ละวิธีมีจุดเด่นและจุดด้อย แตกต่างกันไป ฉะนั้นหากคุณจะค้นหาข้อมูลละก็ คุณต้องเลือกวิธีการค้นหาข้อมูลที่เหมาะสมกับ ความละเอียดถูกต้อง ของข้อมูลที่คุณต้องการด้วย
5. เทคนิคการสืบค้นข้อมูล
เทคนิคการสืบค้นข้อมูล หมายถึง วิธีการต่างๆ ที่ใช้ประกอบในการสร้างประโยคการค้นหา เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด เทคนิคในการค้นหานั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การค้นหาพื้นฐานหรืออย่างง่าย (Basic Search) และการค้นหาแบบซับซ้อนหรือขั้นสูง (Advanced Search)
ก่อนจะเริ่มต้นการค้นหา ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
1. ผู้ค้น จะต้องทราบว่าตนเอง ต้องการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใด นอกจากนี้จะต้องมีข้อมูลส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการจะค้นหา (ลองสำรวจตัวเองก่อนสิคะว่า มีข้อมูลอะไรบ้างตอนนี้) ถ้ายังไม่มี คิดค่ะคิด…ใช้หมองหน่อย…ได้หรือยังคะ ได้แล้วจดไว้ค่ะ ….
หรือหากคิดไม่ออกจะช่วยคิดค่ะ ง่ายๆ เช่น รู้จักชื่อผู้แต่งมั๊ย รู้จักชื่อเรื่องที่เราต้องการค้นหาหรือไม่ ถ้าไม่รู้ให้กำหนดหัวเรื่องหรือคำสำคัญแทนก็ได้ค่ะ เดี๋ยวจะพูดต่อไป….
2. รู้จักแหล่งสารสนเทศหรือเครื่องมือที่จะใช้ค้นหาหรือยังคะ เช่น ถ้าคุณต้องการค้นหารายการบรรณานุกรมงานวิจัยของห้องสมุดมหาวิทยาลัยขอนแก่น ควรจะใช้ฐานข้อมูลใดค้นหา จึงจะได้ข้อมูลตามที่ต้องการ เป็นต้น
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ผู้ค้นจะต้องรู้จักแหล่งสารสนเทศและฐานข้อมูลหรือเครื่องมือค้นหาที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาที่ต้องการ ซึ่งปัจจุบันนี้มีมากมายทั้งฟรีและบริการเชิงพาณิชย์
(มารู้จักฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และวิธีการค้นหาแบบง่ายๆ ได้ที่นี่)
3. ต้องรู้จักวิธีการใช้แหล่งสารสนเทศ ฐานข้อมูลหรือเครื่องมือที่ใช้ค้นหา เช่น รู้จักวิธีค้นหาแบบพื้นฐาน หรือหากจะให้ดีก็ควรรู้จักการค้นหาแบบขั้นสูงด้วย นอกจากนี้ยังต้องรู้จักวิธีการจัดการผลลัพธ์ ได้แก่ การบันทึก การสั่งพิมพ์ การส่งข้อมูลทาง E-mail การจัดการรายการบรรณานุกรม เป็นต้น
4. รู้จักกฏ กติกา มารยาทในการใช้แหล่งสารสนเทศ ฐานข้อมูลหรือเครื่องมือค้นหา เนื่องจากปัจจุบันได้มีการละเลิดลิขสิทธิ์กันมากขึ้น
(มารู้จักฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และวิธีการค้นหาแบบง่ายๆ ได้ที่นี่)
3. ต้องรู้จักวิธีการใช้แหล่งสารสนเทศ ฐานข้อมูลหรือเครื่องมือที่ใช้ค้นหา เช่น รู้จักวิธีค้นหาแบบพื้นฐาน หรือหากจะให้ดีก็ควรรู้จักการค้นหาแบบขั้นสูงด้วย นอกจากนี้ยังต้องรู้จักวิธีการจัดการผลลัพธ์ ได้แก่ การบันทึก การสั่งพิมพ์ การส่งข้อมูลทาง E-mail การจัดการรายการบรรณานุกรม เป็นต้น
4. รู้จักกฏ กติกา มารยาทในการใช้แหล่งสารสนเทศ ฐานข้อมูลหรือเครื่องมือค้นหา เนื่องจากปัจจุบันได้มีการละเลิดลิขสิทธิ์กันมากขึ้น
เทคนิคการสืบค้นข้อมูล
1. การค้นหาแบบพื้นฐาน (Basic Search) เป็นการค้นหาสารสนเทศอย่างง่ายๆ ไม่ซับซ้อน โดยใช้คำโดดๆ หรือผสมเพียง 1 คำ ในการสืบค้นข้อมูล โดยส่วนใหญ่การค้นหาแบบง่ายจะมีทางเลือกในการค้นหา ได้แก่
1.1 ชื่อผู้แต่ง (Author) เป็นการค้นหาโดยใช้ชื่อของบุคคล กลุ่มบุคคล นามปากกา หรือชื่อหน่วยงาน/องค์กร ที่เป็นผู้แต่งหรือเขียนหนังสือ บทความ งานวิจัย วิทยานิพนธ์ หรือทรัพยากรสารสนเทศนั้นๆ ซึ่งมีหลักการค้นหาง่ายๆ ดังนี้
1.1.1 ผู้แต่งคนไทย เป็นการค้นหาชื่อบุคคล ตัวอย่างเช่น กุลธิดา ท้วมสุข ให้ตัดคำนำหน้าชื่อออก เช่น นาย นาง นางสาว หรือหากเป็นบุคคลที่มีบรรดาศักดิ์หรือฐานันดรศักดิ์ ให้ค้นด้วยชื่อ และต่อท้ายด้วยบรรดาศักดิ์หรือฐานันดรศักดิ์ หากเป็นการค้นหาชื่อที่เป็น นามปากกา ฉายาหรือสมณศักดิ์ ให้ค้นหาตามนามปากกา ฉายา หรือสมณศักดิ์
ยกตัวอย่างเช่น
- นางกุลธิดา ท้วมสุข ชื่อที่ใช้ค้น คือ กุลธิดา ท้วมสุข (ให้ตัดคำนำหน้าชื่อออก)
- ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมท ชื่อที่ใช้ค้น คือ คึกฤทธิ์ ปราโมท, ม.ร.ว.
(ให้เอาบรรดาศักดิ์ หรือฐานันดรศักดิ์ มาต่อท้ายชื่อ)
- ร.ต.อ ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ชื่อที่ใช้ค้น คือ ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ (ให้ตัดยศหรือตำแหน่งออก)
- พระยาอุปกิตติศิลปสาร ชื่อที่ใช้ค้น คือ พระยาอุปกิตติศิลปสาร
- ว.วชิรเมธี ชื่อที่ใช้ค้น คือ ว.วชิรเมธี
- พระครูวิมลคุณากร ชื่อที่ใช้ค้น คือ พระครูวิมลคุณากร
1.1.2 ผู้แต่งที่เป็นชาวต่างประเทศ ให้ค้นหาโดยใช้ ชื่อสกุล ตามด้วยชื่อกลางและชื่อต้น
ยกตัวอย่างเช่น
”Judith G. Voet” ชื่อที่ใช้ค้น คือ Voet, Judith G.
หรือ Voet, Judith
หรือ Voet
1.1.3 ผู้แต่งที่เป็นหน่วยงาน/องค์กร ให้ค้นหาตามชื่อหน่วยงานหรือชื่อองค์กรนั้น เช่น การค้นหาชื่อหน่วยงานที่มีทั้งหน่วยงานใหญ่และหน่วยงานย่อย ให้ค้นหาโดยใช้ชื่อหน่วยงานใหญ่ก่อน แล้วตามด้วยชื่อหน่วยงานย่อย หากเป็นชื่อย่อ เมื่อค้นหาให้ใช้ชื่อเต็ม
ยกตัวอย่างเช่น
-สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชื่อที่ใช้ค้น คือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. สำนักวิทยบริการ
- ททท. ชื่อที่ใช้ค้น คือ การท่องเที่ยวแห่ประเทศไทย
1.2 ชื่อเรื่อง (Title) เป็นการค้นหาข้อมูล ด้วยชื่อเรื่อง เช่น ชื่อหนังสือ ชื่อบทความ ชื่อเรื่องสั้น นวนิยาย ชื่องานวิจัย หรือวิทยานิพนธ์ การค้นโดยใช้ชื่อเรื่องนี้ เป็นการค้นหาแบบเจาะจง ดังนั้นผู้ค้น ต้องรู้จักชื่อเรื่อง หลักการค้นหาด้วยชื่อเรื่องทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ใช้หลักการเดียวกัน คือ ค้นหาตามชื่อนั้นๆ ได้เลย โดยระบบจะทำการค้นหาจากชื่อเรื่อง เริ่มจากอักษรตัวแรกและตัวถัดไปตามลำดับ
ยกตัวอย่างเช่น
- เพลงรักในสายลมหนาว (ชอบดูมาก..ชึ้ง..แถมพระเอกหล๊อ..หล่อ)
- อินเทอร์เน็ตสำหรับผู้เริ่มต้น (เรื่องนี้ก็ชื่นชอบผู้แต่ง อ. ยืน ภู่วรวรรณ)
- Engineering Analysis (เรื่องนี้ไม่อ่าน เพราะเดี๋ยวเจ็บหัว)
1.3 หัวเรื่อง (Subject Heading) คือ คำหรือวลีที่กำหนดขึ้นมา เพื่อใช้แทนเนื้อหาของหนังสือ บทความ งานวิจัย วิทยานิพนธ์หรือทรัพยากรสารสนเทศนั้นๆ
หัวเรื่องที่ใช้ในการค้นหานั้น มาจากที่ไหนใครเป็นผู้กำหนดขึ้น? โดยปกติแล้วคำหรือวลีที่กำหนดให้เป็นหัวเรื่อง จะนำมาจากคู่มือหัวเรื่องที่ใช้กันเป็นมาตรฐานในห้องสมุดหรือหน่วยงานที่ให้บริการสารสนเทศ ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ (โอย…เรื่องมันย๊าววว…ยาว…) ว่างๆ จะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับหลักการให้หัวเรื่องต่อไป…เพื่อจะได้ค้นเก่งๆ
แต่ตอนนี้..เอาเป็นว่า ง่ายๆ สั้นๆ ให้นึกถึง หัวเรื่องใหญ่และเรื่องย่อยเอาไว้ เช่น หัวเรื่องที่ต้องการค้นหา คือ คณิตศาสตร์ นี่คือหัวเรื่องใหญ่ ภายใต้หัวเรื่องใหญ่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ จะมีเรื่องย่อยๆ ซ่อนอยู่เช่น การบวก การลบ การคูณ การหาร เป็นต้น
1.4 คำสำคัญ (Keywords) คือ การค้นหาด้วยคำหรือวลีที่กำหนดขึ้นมา เพื่อใช้แทนเรื่องที่ต้องการค้นหา โดยทั่วไปคำสำคัญจะมีลักษณะที่สั้น กระทัดรัด ได้ใจความ มีความหมาย เป็นคำนามหรือเป็นศัพท์เฉพาะในแต่ละสาขาวิชา
จะกำหนดคำสำคัญอย่างไร? ง่ายๆ คือ กำหนดมาจากคำที่อยู่ในชื่อเรื่องและหัวเรื่องที่เราต้องการค้นหานั่นเอง
การค้นหาด้วยคำสำคัญนั้น ระบบจะทำการค้นหาคำที่ปรากฏอยู่ในชื่อเรื่อง ไม่ว่าจะอยู่ต้นเรื่อง กลางเรื่องหรือท้ายเรื่อง
ยกตัวอย่าง การกำหนดคำสำคัญเพื่อใช้ค้นหา เช่น
รายงานการวิจัย เรื่อง การปรับปรุงคุณภาพและการเพิ่มผลผลิตข้าวหอมมะลิที่มีความสามารถในการทนแล้งโดยการใช้เทคโนโลยีชีวภาพและพันธุวิศวกรรม
ผู้ค้น จะต้องดึงคำสำคัญที่อยู่ในชื่อเรื่องออกมา เพื่อใช้ค้นหา ซึ่งก็ไม่ยากหากดูข้อ 1.4 ประกอบ จากชื่อเรื่องดังกล่าว พบว่า มี Keyword หลักๆ อยู่ 3 คำ ด้วยกัน คือ ข้าวหอมมะลิ, เทคโนโลยีชีวภาพและพันธุวิศวกรรม นี่คือตัวอย่างง่ายๆ ของการกำหนดคำสำหรับใช้ค้นหา
รู้จักการค้นหาแบบง่ายๆ กันแล้ว ลองมาดูการค้นหาแบบขั้นสูงกันบ้างนะคะ…
2. การค้นหาแบบขั้นสูง (Advanced Search) เป็นการค้นหาที่ซับซ้อนมากกว่าแบบพื้นฐาน ซึ่งมีเทคนิคหรือรูปแบบการค้นที่จะช่วยให้ผู้ค้นสามารถจำกัดขอบเขตการค้นหาหรือค้นแบบเจาะจงได้มากขึ้น เพื่อให้สามารถค้นหาข้อมูลได้ที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด
2.1 การสืบค้นข้อมูล โดยใช้ตรรกบูลีน (Boolean Logic) หรือการค้นหาโดยใช้ Operator เป็นการค้นหา โดยใช้คำเชื่อม 3 ตัว คือ AND, OR, NOT ดังนี้
- AND ใช้เชื่อมคำค้น เพื่อจำกัดขอบเขตการค้นหาให้แคบลง เช่นต้องการค้นหาคำว่าสัมตำที่เป็นอาหาร มีรูปแบบการค้นดังนี้ คือ ส้มตำ AND อาหาร หมายถึง ต้องการค้นหาคำว่า ส้มตำ และคำว่า อาหาร
- OR ใช้เชื่อมคำค้น เพื่อขยายขอบเขตให้กว้างขึ้น เช่น สัมตำไทย OR ส้มตำปูปลาร้า (โอย..น้ำยาย..ไหยยยย..แซ๊บ..แซบ..เด้อ) หมายถึง ต้องการค้นหาคำว่า สัมตำไทย และ ส้มตำปูปลาร้า หรือค้นหาคำใดคำหนึ่งก็ได้
- NOT ใช้เชื่อมคำค้น เพื่อจำกัดขอบเขตให้แคบลง เช่น ต้องการค้นหาคำว่า ส้มตำ AND อาหาร NOT เพลง หมายถึง ต้องการค้นหา คำว่า ส้มตำ ที่เป็นอาหาร ไม่เอาส้มตำที่เป็นเพลง เป็นต้น
2.2 เทคนิคการตัดคำ (Truncation)
2.3 เทคนิคการจำกัดคำค้น (Limit Search) หรือการใช้
6. การใช้งาน google
การใช้งาน Google
ปัจจุบันการใช้งาน Internet จะปรากฏ Web Site ให้เราสามารถเยี่ยมชมได้มากมายหลายประเภท และได้มีการบรรจุข้อมูลข่าวสารอยู่ใน Web Site ต่าง ๆ ซึ่งถ้าเราต้องการค้นหาข้อมูลที่อยู่ในระบบ Internet1 เราอาจใช้อุปกรณ์ Tools ที่เรียกว่า ตัวค้นหา (Search Engire) โดยตัวค้นหา (Search Engire) นี้จะถูกบรรจุอยู่ใน Web Site ต่าง ๆ เช่น www.google.com ,www.yahoo.com, www.lycos.com ในเอกสารนี้จะแนะนำถึงการใช้งานค้นหา (Search Engire) ของ www.google.com ซึ่งจำเป็นตัวค้นหา (Search Engire) ที่นิยมใช้มากสุดและมีฐานข้อมูล (data base) ของ Web Site ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะมีรูปแบบที่มีคำอธิบายการใช้งานเป็นภาษาไทยที่ Web Site www.google.co.th
เมื่อเราพิมพ์ที่อยู่ www.google.co.th ลงในช่อง Addres แล้วกด Enter จะปรากฏหน้าแรกของ Web Site ซึ่งจะมีส่วนประกอบต่าง ๆ ในหน้าค้นหาของ www.google.co.thโดยที่มีส่วนประกอบต่างๆ คือ
1) เป็น Logo ของ www.google.co.th
2) เป็นประเภทของการค้นหาว่าให้ค้นหาข้อมูลที่อยู่ในเว็บ(Web Site)
3) เป็นประเภทของการค้นหาว่าให้ค้นหา ข้อมูลที่เป็นรูปภาพ
4) เป็นประเภทของการค้นหาที่แยกตามกลุ่มข่าวเรียงตาม Usenet
5) เป็นประเภทของการค้นหาโดยจะแยกเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ เช่น Arts, Home, Business, Gomes เป็นต้น
ซึ่งตัวเลือกในข้อ 2-5 เมื่อเรากดคลิกที่แถบใดแถบหนึ่งก็จะปรากฏเป็นแถบเข้มที่เราเลือกไว้ โดยปกติแล้วเมื่อเราเปิดหน้าแรกขึ้นมา Web Site google จะกำหนดการค้นหาให้ไว้ที่เว็บ
6) เป็นช่องสำหรับใส่ค่า (keyward) ที่เราต้องการค้นหา
7) เป็นปุ่มกดสำหรับเริ่มการค้นหา
เป็นปุ่มสำหรับค้นหาเว็บอย่างด่วน โดยการค้นหาจะนำเว็บที่อยู่อยู่ในลำดับแรกที่อยู่ในลำดับแรกที่ค้นหาพบ มาเปิดให้ในหน้าถัดไปเลย
9) เป็นตัวเลือกสำหรับการค้นหาแบบละเอียดโดยในตัวเลือกนี้จะมีการกำหนดเงื่อนไขในการค้นหาเพื่อให้ได้ผลการค้นหาที่ละเอียดยิ่งขึ้น เช่น ภาษา, ชนิดไฟล์, วันที่ เป็นต้น
10) เป็นตัวเลือกสำหรับการปรับแต่งตัวเลือกใช้สำหรับการปรับแต่งรูปแบบเครื่องมือในการค้นหา เช่น จำนวน เว็ปที่แสดงในการค้นหาต่อหน้า
11) เป็นตัวเลือกสำหรับเครื่องมือเกี่ยวกับภาษาเพื่อใช้ในการค้นหาการใช้งาน Google
การค้นหาของ www.goole.co.th จะมีคำสั่งในการค้นหาโดย
1) Google จะใช้เงื่อนไข “และ” (and) ในการค้นหาในรูปแบบของประโยคอยุ่เสมอ เช่น ถ้าเราต้องการค้นหาประโยคที่ว่า “ฟิสิกส์ โมเมนตัม”จะได้ผลการค้นหาต่อไปนี้
2) ถ้าเราต้องการใช้เงื่อนไข “หรือ” (OR) สำหรับเชื่อมคำที่ต้องการค้นหา คือ นำผลที่ค้นหาได้ของทั้งหมดมารวมกัน ซึ่งเราทำได้โดยใช้คำว่า OR เป็นตัวอักษรใหญ่ระหว่างค่าที่ต้องการค้นหา เช่น ถ้าเราต้องค้นหาว่าประโยคที่ว่า “ฟิสิกส์ OR โมเมนตัม“จะได้ผลการค้นหาต่อไปนี้
3) การค้นหาของ google สามารถค้นหาแบบเป็นกลุ่มคำหรือเป็นวลีเราสามารถใช้เครื่องหมาย “ ” เช่น “physics momentum”
4) Google จะสามารถค้นหาไฟล์ในรูปแบบอื่น ๆ โดยประเภทไฟล์ที่รองรับคือ
- Adobe Portable Document Format (มีนามสกุล เป็น pdf)
- Adobe Post Script (มีนามสกุลเป็น ps)
- Lotus 1-2-3 (มีนามสกุลเป็น wk 1, wk2, wk3, wk4, wk5, wki, wks, wku)
- Lotus Wordpro (มีนามสกุลเป็น lwp)
- MacWrite (มีนามสกุลเป็น mw)
- Microsoft Word (มีนามสกุลเป็น doc)
- Microsoft Excel (มีนามสกุลเป็น xls)
- Microsoft Power Point (มีนามสกุลเป็น ppt )
- Text File (มีนามสกุลเป็น txt )
เราสามารถค้นหาโดยระบุชนิดของไฟล์ที่เราต้องการค้นหาได้โดยใช้ค่าว่า filetype : แล้วตามด้วยนามสกุลของไฟล์ที่เราต้องการค้นหา คือเราต้องการค้นหา Website ที่เกี่ยวข้องกับฟิสิกส์โดยมีรูปแบบไฟล์เป็นที่มีนามสกุล ppt คือเป็นไฟล์ Microsoft Power Point จะได้ผลการค้นหาต่อไปนี้
ซึ่งเราสามารถ download มาเก็บไว้ในเครื่องของเรา ได้โดยคลิกเมาส์ขวาแล้วเลือกแถบ Save Target As
5)Google สามารถตัดคำที่เป็นคำพ้องรูปโดยใช้เครื่องหมาย “ - ” เช่นคำว่า bass มีความหมายเกี่ยวกับปลาและดนตรี ในเวลาที่เราต้องการตัดความหมายเกี่ยวกับดนตรีก็ทำได้โดยพิมพ์ว่า bass-music นอกจากนี้ยังสามารถตัดชนิดของไฟล์ที่ต้องการค้นหาได้ เช่น ต้องการค้นหาคำว่า bass โดยตัดการค้นหาชนิดไฟล์ที่เป็น pdf ออกก็ทำได้โดยพิมพ์ bass -filetype : pdf
6)ในการค้นหาโดยปกติแล้ว Google จะละคำทั่ว ๆ ไปในภาษาอังกฤษ เช่น the, to, of และอักษรตัวเดียวเพราะจะทำให้การค้นหาช้า แต่ถ้าเราต้องการรวมคำเหล่านั้นในการค้นหาทำได้โดยใช้เครื่องหมาย + ไว้หน้าคำนั้นโดยต้องเว้นวรรคก่อน เช่น back + to natureจะได้ผลการค้นหาต่อไปนี้
7)Google สามารถค้นหา link ทั้งหมดที่เชื่อมไปยัง Website นั้น โดยใช้คำว่า link : แล้วตามด้วยชื่อ Website นั้น เช่น link : www.google.com
7. ให้นักศึกษาค้นหาเรื่อง เทคนิคในการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพด้วย powerpoint ฉบับภาษาอังกฤษ พร้อมแปล แต่ละบรรทัด
Top 10 technical presentations
10 สุดยอดเทคนิคการนำเสนอ
10) adopted a bizarre candy colors.
10) เลือกใช้สีสันฉูดฉาดแบบลูกกวาด
You create a presentation-like continuing this แน่. (Made out to ไง?), But not from the perspective of the audience seats in front. Avoid matching colors wonderful like matching orange to blue. Green with red color simply take the opposite of the color wheel that we learn that art.
คุณผู้สร้างงานนำเสนอคงชอบแบบนี้แน่ (ถึงได้ทำออกมาไง?) แต่ไม่ใช่ในมุมมองของผู้ชมที่นั่งอยู่ตรงหน้า ควรหลีกเลี่ยงการจับคู่สีที่แปลกประหลาด อย่างเช่น จับคู่สีส้มกับสีฟ้า สีเขียวกับสีแดง เอาง่ายๆ สีตรงข้ามในวงล้อของสีที่เราเรียนศิลปะนั่นแหละ
Tip of the 10th
เคล็ดลับข้อที่ 10
The dark color with the appropriate background necessary to make your reading easier.
ความเข้มสีที่เหมาะสมกับพื้นหลังเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้อ่านข้อความของคุณได้ง่าย
dark text on light colors. Is the best option. Select colors using a color or background color of a light. This allows the eye to get better images using white plain The use of dark background is ideal for use on light colored letters.
ข้อความสีเข้มบนพื้นสีอ่อน เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เลือกใช้สีโทนสีเบจหรือสีพื้นหลังแบบอ่อน ซึ่งช่วยให้สายตารับภาพได้ดีกว่าการใช้สีขาวล้วน การใช้พื้นหลังสีเข้มก็เหมาะกับการใช้สีตัวอักษรที่อ่อนเช่นกัน
choose a patterned background can make reading difficult.
การเลือกใช้พื้นหลังแบบมีลวดลายทำให้อ่านข้อความได้ยาก
Select color alignment.
เลือกโทนสีให้สอดคล้องกัน
9) Zoom zoom - insert animated most striking
9) ซูม ซูม – ใส่แอนิเมชั่นสุดหวือหวา
You may choose to see the pictures and animation effect, avoid it this far really cool. And you use it in your presentation more than 85 percent with the hope that visitors will be impressed with a special ability. But perhaps it is an exception. Visitors because of that you may not need to look at where in your presentation. And finally, you forget that it is offering is too?.
คุณอาจมองว่า การเลือกใช้ภาพแอนิเมชั่นและเอฟเฟคเลียงนี่มันสุดเจ๋งจริงๆ และคุณก็ใช้ในงานนำเสนอของคุณมากกว่า 85% โดยหวังว่าจะประทับใจผู้ชมงานด้วยความสามารถพิเศษแบบนี้ แต่บางทีมันก็มีข้อยกเว้น เพราะผู้ชมงานของคุณอาจจะไม่รู้ว่าต้องมองไปที่จุดไหนในงานนำเสนอของคุณ และท้ายที่สุดก็ลืมไปว่าคุณกำลังเสนออะไรอยู่ด้วยซ้ำไป
Tip of the 9th
เคล็ดลับข้อที่ 9
Video animation, and sound effect. If you have a good advantage. Help attract the best. Do not use it to make your audience fall away from concentration ซะ content. It’s a good These too. Design your presentation with the idea that “less but more Less is more” Do not leave your audience confused by the use of animated over-sized.
ภาพเคลื่อนไหวแอนิเมชั่นและเอฟเฟคเสียง ถ้าใช้ให้ดีก็มีประโยชน์ ช่วยดึงดูดความสนใจได้สุดๆ แต่อย่าใช้มันเพื่อทำให้ผู้ชมของคุณสมาธิหลุดไปจากเนื้อหาซะก่อน เพราะใช้ของดีๆ เหล่านี้มากเกินไป ออกแบบงานนำเสนอของคุณด้วยแนวความคิดที่ว่า “น้อยแต่มาก Less is more” อย่าปล่อยให้ผู้ชมงานของคุณสับสนด้วยการใช้แอนิเมชั่นแบบมากเกินขนาด
How to fill out …!!!
มีเท่าไหร่ใส่เข้าไปให้หมด…!!!
The vacation trip to your most wonderful technician. เลย beautiful photography you are more than 500 images show friends back made a beautiful album. Hope your friends. You will be impressed with your Trip! But after the first 100 slides continue sounding snoring from your friends as it แน่.
การไปเที่ยวพักร้อนของคุณช่างสุดวิเศษ คุณเลยถ่ายภาพสวยๆ มาอวดเพื่อนๆ กว่า 500 ภาพ กลับมาทำเป็นอัลบั้มสวยงาม หวังว่าเพื่อนๆ คุณจะประทับใจกับทริปของคุณแน่นอน แต่หลังจากผ่านไป 100 สไลด์แรก คงมีเสียงกรนจากเพื่อนของคุณดังขึ้นมาแน่ๆ
Tip of the 8th
เคล็ดลับข้อที่ 8
Ensure that your audience focus on your work with a limited number of slides to a minimum as long as needed, about 10-12 out ด์ (most excellent) is sufficient.
ทำให้มั่นใจว่าผู้ชมงานของคุณโฟกัสอยู่ที่งานของคุณด้วยการจำกัดจำนวนสไลด์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น ประมาณ 10-12 ไสลด์ (ที่สุดเจ๋ง) ก็เพียงพอแล้ว
7) presentation templates excellent When used correctly.
7) แม่แบบงานนำเสนอดีเยี่ยม เมื่อใช้อย่างถูกต้อง
If you’ve heard that blue color is a good template for the presentation. เจอ templates happen very beautiful presentation on the Internet is a beach view. Water is blue? จัง mishap. Your presentation to become the premier new tool will be displayed in the event carpenter.
ถ้าคุณเคยได้ยินว่าสีฟ้าเป็นสีที่ดีสำหรับแม่แบบงานนำเสนอ บังเอิญเจอแม่แบบงานนำเสนอแสนสวยในอินเตอร์เนตที่เป็นรูปวิวชายหาด น้ำคือสีฟ้าใช่ไหม? โชคร้ายจังเลย ที่งานนำเสนอของคุณกลายเป็นเครื่องมือชิ้นใหม่ชั้นเยี่ยมที่ถูกนำไปแสดงในงานประชุมช่างไม้แทน
Tip of the 7th
เคล็ดลับข้อที่ 7
Choose a template (Template) presentation that suits the audience. Clean and a very candid suitable for presenting the business. For children Is suitable for presentation to a colorful and ornate shape that has multiple
เลือกแม่แบบ (Template) งานนำเสนอซึ่งเหมาะสมกับกลุ่มผู้ชม สะอาดและแบบที่ตรงไปตรงมาเหมาะมากสำหรับการนำเสนองานเชิงธุรกิจ สำหรับกลุ่มเด็กๆ ก็เหมาะกับงานนำเสนอที่เป็นสีสันฉูดฉาดและมีรูปร่างที่หลากหลาย
6) Select a font terrible.
6) เลือกฟอนต์แบบห่วยๆ
In addition to the small. Also to select a handwriting font. ซะ delicate cursive. Exceptional continuing แน่. If your audience sitting just 18 inches from the screen, but it think you have forgotten lady seat farther than 20 meters back room where a font is not read out.
นอกจากจะตัวเล็กแล้ว ยังไปเลือกฟอนต์แบบลายมือ เล่นหางซะหยดย้อย คงยอดเยี่ยมแน่ๆ ถ้าผู้ฟังของคุณนั่งห่างจากจอภาพแค่ 18 นิ้ว แต่เพราะนั่นคุณลืมนึกถึงสุภาพสตรีที่นั่งห่างออกไปหลังห้องกว่า 20 เมตร ซึ่งอ่านฟอนต์แบบนี้ไม่ออกเลย
Tip of the 6th
เคล็ดลับข้อที่ 6
Remember, it should choose a readable font like Arial or Times New Roman for English And select a font EucrosiaUPC, FreesiaUPC LilyUPC or avoid using a handwriting font, which are difficult to read on the screen. And should not use the font of the slides in more than 2-by-using the first header (Title) also apply to a message body. And should not be smaller than the size to 30 pt visitors to see the back seat as well.
จำไว้ว่าควรเลือกใช้ฟอนต์ที่อ่านง่ายอย่าง Arial หรือ Times New Roman สำหรับภาษาอังกฤษ และเลือกฟอนต์อย่าง EucrosiaUPC, FreesiaUPC หรือ LilyUPC หลีกเลี่ยงการใช้ฟอนต์แบบลายมือซึ่งยากที่จะอ่านออกบนจอภาพ และไม่ควรใช้ฟอนต์ประกอบกันในสไลด์เกิน 2 แบบ โดยแบบแรกใช้กับหัวเรื่อง (Title) ส่วนอีกแบบใช้กับข้อความเนื้อเรื่อง และขนาดไม่ควรเล็กกว่า 30 pt เพื่อให้ผู้ชมงานที่นั่งด้านหลังมองเห็นได้ด้วยเช่นกัน
5) Use pictures and graphs to highlight key points.
5) รูปภาพและกราฟใช้เพื่อเน้นจุดสำคัญเท่านั้น
You might guess that เดี๋ยว no one noticed that you do not have enough work in the research presented. If you do not enter the picture with very complex graph into much. Power to the show (a)
คุณอาจเดาว่า เดี๋ยวไม่มีใครสังเกตว่าคุณไม่ได้ทำงานวิจัยเพียงพอในประเด็นที่นำเสนอ ถ้าคุณไม่ได้ใส่รูปภาพกับกราฟที่แสนซับซ้อนลงไปเยอะๆ เพื่อโชว์เพา(เวอร์)
Tip of the 5th
เคล็ดลับข้อที่ 5
Time is money in the real world. Who does not want to waste time sitting listening to the presentation of a picture diagram? Flimsy and charts to emphasize key areas of the presentation. This helps create a rhythm to live a good presentation and media used in addition to letters. When used properly and at the right time to enhance the presentation with your speech more interesting.
เวลาคือเงิน เป็นความจริงในโลกปัจจุบัน ไม่มีใครต้องการมานั่งเสียเวลาฟังการนำเสนอที่ไม่มีแก่นสารอะไร ใช้ภาพ แผนภาพและแผนภูมิเพื่อเน้นย้ำเฉพาะจุดสำคัญของการนำเสนอเท่านั้น ซึ่งช่วยสร้างจังหวะพักที่ดีให้กับการนำเสนอและสื่อที่ใช้นอกเหนือจากตัวอักษร และเมื่อใช้อย่างถูกที่ ถูกเวลา ยังช่วยยกระดับการนำเสนอด้วยการพูดของคุณให้น่าสนใจขึ้นอีก
4) the audience to see you. Not view the slides.
4) ผู้ฟังมาเพื่อดูคุณ ไม่ใช่ดูสไลด์
One of the people say that Could not see the slides are presented. You tell people that you will listen to read slides. And pressure it to do that throughout the presentation, switch to look up see slide Each slide filled with text that you will all speak. Then who are you listening to Why?
หนึ่งในกลุ่มผู้ฟังพูดว่า มองไม่เห็นสไลด์ที่กำลังนำเสนอ คุณก็บอกผู้ฟังว่าคุณจะอ่านสไลด์ให้ฟัง และก็ดันทำอย่างนั้นไปตลอดการนำเสนอสลับกับการเงยหน้าขึ้นมองสไลด์ แต่ละสไลด์เต็มไปด้วยข้อความที่คุณจะพูดทั้งนั้น แล้วผู้ฟังจะมีคุณไว้ทำไม?
Tip of the 4th
เคล็ดลับข้อที่ 4
Easy to create content. With the input sessions (Bullet) page for text messages. Most important message to the top of the slide so easy to read the next row. Focus on a topic of any subject. And subheading should not use any more than 4 per slide. And speak to key audiences not say (on) on screen.
สร้างเนื้อหาให้ง่าย ด้วยการใส่หัวข้อย่อย (Bullet) หน้าข้อความสำหรับข้อความสำคัญ จัดให้ข้อความสำคัญที่สุดอยู่ด้านบนของสไลด์เพื่อให้ง่ายต่อการอ่านในแถวถัดมา มุ่งไปที่หัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง และไม่ควรใช้หัวข้อย่อยเกินกว่า 4 ข้อต่อหนึ่งสไลด์ และที่สำคัญพูดกับผู้ฟังไม่ใช่พูด (บ่น) กับจอภาพ
3) TMI too much information.
3) T.M.I. ข้อมูลมากเกินไป
You know plenty about the topic you offer. Put it more than the size (TMI = Too Much Information) say jump, and quickly switch to a switch to tell what you know. Who will listen and listen to almost miss
คุณรู้เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับหัวข้อที่คุณจะนำเสนอ จึงใส่ข้อมูลมากเกินขนาด (T.M.I. = Too Much Information) จนพูดกระโดดสลับไปสลับมาอย่างเร็วเพื่อบอกเล่าสิ่งที่คุณรู้ทั้งหมด จนผู้ฟังแทบจะฟังไม่ทัน
Tip of the 3rd
เคล็ดลับข้อที่ 3
Using ‘KISS (Keep It Silly Simple) or “make it easy to back” when designing your presentation. Seized with the issue only three or four significant issues. About the topic and explain the expansion. Should capture an audience of more than
จงใช้เทคนิค K.I.S.S. (Keep It Silly Simple) หรือ “ทำมันให้ง่ายเข้าไว้” เมื่อออกแบบการนำเสนอของคุณ ยึดอยู่กับประเด็นเพียงสามหรืออย่างมากสี่ประเด็น เกี่ยวกับหัวข้อนั้นและอธิบายขยายความ ผู้ฟังน่าจะจับประเด็นได้มากกว่า
2)the device does not work.
2) อุปกรณ์ไม่ทำงาน
Sit in the audience. Are you ready to offer. สิ and foretell what happens? Projectors not work. And you do not check them.
ผู้ฟังนั่งประจำที่ คุณพร้อมที่จะนำเสนอ และทายสิว่าเกิดอะไรขึ้น? โปรเจคเตอร์ไม่ทำงาน และคุณก็ไม่ได้ตรวจสอบมันก่อน ตายละวา…!!!
Tip of the 2nd
เคล็ดลับข้อที่ 2
Check all equipment and tools. And do not forget to practice your presentation. The projector uses a period of time before reality started to offer if possible check and light a fire in the room before the present time. And make sure you know how to make light blur If the room is too light.
And the error’s number one presenter is often erroneous.
ตรวจอุปกรณ์และเครื่องมือทุกอย่าง และอย่าลืมซักซ้อมการนำเสนอของคุณ โดยการใช้โปรเจคเตอร์มาเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนการเริ่มนำเสนอจริง ถ้าเป็นไปได้ ตรวจสอบแสงสว่างและไฟในห้องนำเสนอก่อนถึงเวลา และทำให้มั่นใจว่าคุณรู้วิธีทำให้ไฟสลัว หากห้องนั้นสว่างเกินไป
และข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งของผู้นำเสนอที่มักทำผิดคือ…
1) You do not know about that you say?
1) คุณไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร?
You remember the content or what you say. Because it is on the screen. But someone has asked you back. Dismay of the confused and start grilling. You do not prepare to answer this question. And you know what all is on the slide only (wow …!!).
คุณจำเนื้อหาหรือสิ่งที่คุณจะพูดได้ เพราะมันอยู่บนจอแล้ว แต่มีใครบางคนยกมือถามคุณ ความตกใจสับสนเริ่มย่างกรายเข้ามา คุณไม่ได้เตรียมตัวเพื่อตอบคำถามนี้ และสิ่งที่คุณรู้ทั้งหมดคือสิ่งที่อยู่บนสไลด์เท่านั้น (ว้าว…!!)
Tip of the 1st
เคล็ดลับข้อที่ 1
Nothing will lower your credibility as much as the presenters do not know in detail what you need to speak again. To know about you. You can make the presentation without the need for accessories-electrodes PowerPoint has a phone, use only words and the issues important to the attractiveness. And prepare for questions and answers.
ไม่มีสิ่งใดจะลดความน่าเชื่อถือของคุณได้มากเท่ากับการเป็นผู้นำเสนอที่ไม่รู้รายละเอียดในสิ่งที่คุณต้องพูดอีกแล้ว การรู้จักเรื่องของคุณอย่างดี ทำให้คุณสามารถนำเสนอผลงานได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริมแบบอิเล็กโทรนิกส์อย่าง PowerPoint ก็ได้ ใช้เฉพาะคำและประเด็นสำคัญเพื่อให้เกิดความน่าสนใจ และเตรียมพร้อมสำหรับคำถามและคำตอบด้วย
8. ค้นหาตัวอย่างแบบประเมินที่ใช้ในงานวิจัย มา 1 แบบประเมิน (ภาษาไทย) ไม่ซ้ำกัน
|
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) |
|
แบบ ป-1 |
แบบประเมินผลหลังสิ้นสุดการวิจัยรายโครางการ
ของหน่วยงานภาครัฐระดับกรมที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ตามมติคณะรัฐมนตรี
…………………………………..
ส่วน ก ข้อมูลทั่วไป
เฉพาะโครงการวิจัยที่มีแผนการดำเนินงานแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2551
(30 กันยายน 2551) เท่านั้น
1. m ชื่อโครงการวิจัย m ชื่อแผนงานวิจัย m ชื่อแผนงานวิจัยบูรณาการ
2. สาขาวิชาที่ทำการวิจัย
3. ประเภทของการวิจัย
m การวิจัยพื้นฐาน
m การวิจัยประยุกต์
m การพัฒนาทดลอง
4. ความสอดคล้องกับประเด็นยุทธศาสตร์การวิจัย
4.1 ความสอดคล้องกับประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) (เลือกตอบที่สอดคล้องมากที่สุดเพียง 1 ข้อ)
m ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้
m ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมให้เป็นรากฐานที่มั่นคงประเทศ
m ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและยั่งยืน
m ยุทธศาสตร์การพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพและการสร้างความมั่นคงของฐาน
ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
m ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศ
m อื่น ๆ (ระบุ)
4.2 ความสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551-2553)
(เลือกตอบที่สอดคล้องมากที่สุดเพียง 1 ข้อ)
m ยุทธศาสตร์การวิจัยที่ 1 การสร้างศักยภาพและความสามารถเพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
m ยุทธศาสตร์การวิจัยที่ 2 การสร้างศักยภาพและความสามารถเพื่อการพัฒนาทางสังคม
m ยุทธศาสตร์การวิจัยที่ 3 การสร้างศักยภาพและความสามารถเพื่อการพัฒนาทางวิทยาการ
และทรัพยากรบุคคล
m ยุทธศาสตร์การวิจัยที่ 4 การเสริมสร้างและพัฒนาทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
m ยุทธศาสตร์การวิจัยที่ 5 การบริหารจัดการความรู้ ผลงานวิจัย ทรัพยากร และภูมิปัญญา
ของประเทศ สู่การใช้ประโยชน์ด้วยยุทธวิธีที่เหมาะสม
m อื่น ๆ (ระบุ)
4.3 ความสอดคล้องกับกลุ่มเรื่องที่ควรวิจัยเร่งด้วนตามนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ
(พ.ศ. 2551-2553) (เลือกตอบที่สอดคล้องมากที่สุดเพียง 1 ข้อ)
m การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง m ความมั่นคงของรัฐและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล
m การปฏิรูปการศึกษา m การจัดการน้ำ
m การพัฒนาพลังงานทดแทน m การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก
และลดการนำเข้า
m การป้องกันโรคและการรักษาสุขภาพ m การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา
คุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ
m เทคโนโลยีใหม่และเทคโนโลยี m การบริหารจัดการการท่องเที่ยว
ที่สำคัญเพื่ออุตสาหกรรม
m อื่น ๆ (ระบุ)
5. ระยะเวลาดำเนินการวิจัย
5.1 ตามข้อเสนอการวิจัย ปี เดือน
(เริ่มต้นเดือน พ.ศ. ถึงเดือน พ.ศ. )
5.2 ดำเนินการวิจัยจริง ปี เดือน
(เริ่มต้นเดือน พ.ศ. ถึงเดือน พ.ศ. )
6. งบประมาณการวิจัย
เสนอขอ บาท
ได้รับการจัดสรร บาท
งบประมาณที่ใช้จริง บาท
ได้รับงบประมาณเมื่อเดือน พ.ศ
7. ผู้รับผิดชอบโครงการวิจัย/แผนงานวิจัย/แผนงานวิจัยบูรณาการ
7.1 หัวหน้าโครงการวิจัย/ผู้อำนวยการแผนงานวิจัย/ผู้อำนวยการแผนงานวิจัยบูรณาการ
ชื่อ นาย/นาง/นางสาว/ยศ …………………………………นามสกุล……………………………………………………..
ตำแหน่ง……………………………………………………………………………………………………………………………..
ตำแหน่งทางวิชาการ…………………………………………………………………………………………………………….
ตำแหน่งทางการบริหาร………………………………………………………………………………………………………..
หน่วยงาน……………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………….
เลขที่……………………ถนน………………………………….ตำบล………………………………………………………….
อำเภอ………………………………………จังหวัด……………………………………..รหัสไปรษณีย์……………………
โทรศัพท์……………………………………………..โทรสาร………………………………………………………………….
E-mail ……………………………….……………………………………………………………………………………………..
7.2 จำนวนผู้ร่วมดำเนินการวิจัย………………….คน
7.3 หน่วยงานร่วมดำเนินการวิจัย จำนวน………………………..หน่วยงาน
(กรุณาแนบรายละเอียดชื่อหน่วยงาน และลักษณะของการร่วมดำเนินการวิจัย)
ส่วน ข ผลการดำเนินการวิจัย
1. สถานภาพการวิจัย
1.1 m ดำเนินการวิจัยเสร็จแล้ว
Ø รายงานผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์
m มี
m ไม่มี สาเหตุ……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
1.2 m ดำเนินการวิจัยแต่ยังไม่เสร็จ
สาเหตุ …………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน…………………………………ปี……………………….
Ø รายงานความก้าวหน้าของการวิจัย
m มี
m ไม่มี สาเหตุ……………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
1.3 m ไม่ได้ดำเนินการวิจัย / ดำเนินการวิจัยแล้วต้องยุติ เพราะ………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
(หากไม่ได้ดำเนินการวิจัยหรือดำเนินการวิจัยแล้วต้องยุติ ให้ยุติการตอบข้อมูล)
2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
m เป็นไปตามวัตถุประสงค์
m เป็นไปตามวัตถุประสงค์บางส่วน สาเหตุ…………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
m ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ สาเหตุ……………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
3. ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการวิจัย
3.1 m มีปัญหาและอุปสรรค (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)
r ด้านนโยบายและแผนการวิจัยและพัฒนา
r ด้านหน่วยงานการวิจัยและพัฒนา
r ด้านความร่วมมือประสานงานทางการวิจัยและพัฒนา
r ด้านนักวิจัย/บุคลากรการวิจัยและพัฒนา
r ด้านผู้บริหารหน่วยงานวิจัยและพัฒนา
r ด้านข้อมูล วัสดุ อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการวิจัยและพัฒนา
r ด้านค่าใช้จ่ายและทุนอุดหนุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา
r ด้านการส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา
r ด้านการทำงานวิจัยและพัฒนา
r ด้านผลงานวิจัยและพัฒนา
r ด้านการเผยแพร่ผลงานวิจัยและพัฒนา
r ด้านการเผยแพร่ผลงานวิจัยและพัฒนาไปใช้ประโยชน์
r ด้านการติดตามประเมินผลการวิจัยและพัฒนา
r ด้านอื่น ๆ (ระบุ)………………………………………………………………………………………………..
แนวทางหรือวิธีการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการดำเนินการวิจัย (ระบุ)……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3.2 m ไม่มีปัญหาและอุปสรรค
4. ผลการวิจัยและการนำไปใช้ประโยชน์
4.1 ผลผลิต/สิ่งที่ได้จากการวิจัย (Outputs) ……………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
4.2 จุดเด่นของผลการวิจัย (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)
r แก้ปัญหาและพัฒนาประเทศตามประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554)
(ระบุ)………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
r แก้ปัญหาและพัฒนาประเทศตามนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ.2551-2553)
(ระบุ) …………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
r สร้างความร่วมมือทางการวิจัยให้เป็นระบบเครือข่ายระหว่างภาครัฐและเอกชน
(ระบุ)…………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
r สร้างองค์ความรู้ใหม่/นวัตกรรมที่ทันสมัย
(ระบุ) ………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
r พัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น
(ระบุ)…………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
r สร้างนักวิจัยหน้าใหม่ (พัฒนานักวิจัย)
(ระบุ)………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
r มีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย
(ระบุ)……………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
r ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และค่าเพิ่มทางสังคมและวัฒนธรรม
(ระบุ)……………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
r อื่น ๆ (ระบุ)……………………………………………………………………………………………………….
4.3 การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ (Outcomes)
1) m นำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์แล้ว (ตอบประเด็นที่นำไปใช้ประโยชน์มากที่สุดเพียง 1 ข้อ)
แก้ปัญหาตามประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศตามแผนเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554)
r พัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งปัญญาและการเรียนรู้………………………….
……………………………………………………………………………………………………………
r สร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของประเทศ (ระบุ)…….
……………………………………………………………………………………………………………
r ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและยั่งยืน (ระบุ)………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
r พัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพและการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม(ระบุ)………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….
r เสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศ (ระบุ)……………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
r อื่น ๆ (ระบุ) ……………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
แก้ปัญหาตามนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551-2553)
r การสร้างศักยภาพและความสามารถเพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (ระบุ)……………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
r การสร้างศักยภาพและความสามารถเพื่อการพัฒนาทางสังคม (ระบุ)…………………………
……………………………………………………………………………………………………………
r การสร้างศักยภาพและความสามารถเพื่อการพัฒนาทางวิทยาการและทรัพยากรบุคคล
(ระบุ)……………………………………………………………………………………………………………………………………….
r การเสริมสร้างและพัฒนาทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ระบุ)………………….
……………………………………………………………………………………………………………
r การบริหารจัดการความรู้ ผลงานวิจัย ทรัพยากร และภูมิปัญญาของประเทศ
สู่การใช้ประโยชน์ด้วยยุทธวิธีที่เหมาะสม (ระบุ)……………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
r อื่น ๆ (ระบุ) ……………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2) m ยังไม่ได้นำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ สาเหตุ……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
4.4 รูปแบบของการเผยแพร่และถ่ายทอดการวิจัย
(กรุณาแนบรายละเอียด เช่น ชื่อเรื่อง, วัน/เดือน/ปี, สถานที่, ชื่อวารสาร หรือรายการที่เผยแพร่)
r เสนอต่อที่ประชุม /สัมมนา r ในประเทศ จำนวน ……………ครั้ง
r ต่างประเทศ จำนวน…………..ครั้ง
ระบุชื่อการประชุม/สัมมนา………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………
r เสนอในสิ่งตีพิมพ์/วารสาร r ในประเทศ จำนวน……………ครั้ง
r ต่างประเทศ จำนวน…………ครั้ง
ระบุชื่อสิ่งตีพิมพ์………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………..
r เสนอทางวิทยุ/โทรทัศน์/Web site r ในประเทศ จำนวน…………..ครั้ง
r ต่างประเทศ จำนวน…………..ครั้ง
ระบุชื่อและรายการสถานีวิทยุ/โทรทัศน์/Web site ………………………………………………………..
r จัดฝึกอบรมกลุ่มเป้าหมาย r ในประเทศ จำนวน…………..ครั้ง
r ต่างประเทศ จำนวน …………ครั้ง
ระบุชื่อการฝึกอบรม/กลุ่มเป้าหมาย……………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………..
r นำไปใช้ในการเรียนการสอน ในระดับการศึกษา……………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………..
(ระบุ) ………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………..
4.5 การได้รับรางวัลต่าง ๆ การยื่นขอจดสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร หรือเครื่องหมายการค้า
r ได้รับรางวัล ชื่อรางวัล……………………………………………………………………………………………..
สถาบันที่ให้รางวัล………………………………………………………………………………..
เมื่อวันที่………………เดือน………………………………………ปี…………………………….
r ยื่นขอจดสิทธิบัตร เมื่อวันที่………………….เดือน……………………..ปี……………………
r ยื่นขอจดอนุสิทธิบัตร เมื่อวันที่………………….เดือน……………………..ปี……………………
r ยื่นขอจดเครื่องหมายการค้า เมื่อวันที่………………….เดือน……………………..ปี……………………
ลงชื่อหัวหน้าโครงการวิจัย/ผู้อำนวยการแผนงานวิจัย/
ผู้อำนวยการแผนงานวิจัยบูรณาการ ………………………………………………………………………….
(………………………………………………………………………..)
ตำแหน่ง…………………………………………………………………………….
……………../…………………/…………….
ส่วน ค การประเมินผลหลังสิ้นสุดการวิจัย
|
หัวข้อ |
ไม่สามารถประเมินผล ได้* |
ความเห็นในการประเมินผล (P) (ระดับคะแนน A=1.0, B=0.8, C=0.6, D=0.4, E=0.2, F=0.0) |
น้ำหนัก คะแนน (X) |
คะแนน รวม (PX) |
|
|
1. การบรรลุวัตถุประสงค์หลักของการวิจัย |
|
|
20 |
|
|
|
2. ความมีคุณค่าของผลการวิจัย |
|
|
20 |
|
|
|
3. ความคุ้มค่าของผลการวิจัย |
|
|
20 |
|
|
|
4. ผลลัพธ์ของการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ |
|
|
15 |
|
|
|
5. การเผยแพร่ผลการวิจัยและทรัพย์สินทาง ปัญญาที่เกิดจากการวิจัย |
|
|
15 |
|
|
|
6. ผลกระทบ (Impacts) ที่เกิดจากการนำผล การวิจัยไปใช้ |
|
|
10 |
|
|
|
รวม |
100 |
|
|||
หมายเหตุ : *โปรดระบุสาเหตุที่ไม่สามารถประเมินได้…………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ผลสรุปคุณภาพโดยรวมของผลการวิจัย
PX = 88 – 100 m ดีมาก
75 – 87 m ดี
62 – 74 m ดีพอใช้
49 – 61 m พอใช้
< 49 m ควรปรับปรุง
ข้อเสนอแนะของผู้ประเมินผลเพื่อการพัฒนางานวิจัยต่อไป
(ระบุประเด็น/เรื่องที่จะพัฒนางานวิจัยต่อไป และแนวทางการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์)
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อผู้ประเมินผล……………………………………………………………………………………
(………………………………………………………………………………)
ตำแหน่ง…………………………………………………………………………………..
……………/……………………./…………….
เห็นชอบกับการประเมินผลการวิจัยนี้
ลงชื่อผู้บริหารหน่วยงาน………………………………………………………………………………
(……………………………………………………………………..)
ตำแหน่ง……………………………………………………………………………….
………./……………………/……….
