google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

บล็อกย้อนหลังในหมวด ‘ไม่มีหมวดหมู่ ’

subnet mask

วันพุธ, ธันวาคม 3rd, 2008

การหา Subnet Mask ให้เหมาะสมกับขนาด

พอดีพึงสอบ Network ไปแล้วเป็นข้อเดียวที่ผมทำไม่ได้เลย ซึ่งผมไม่ได้เข้าใจวิธีแบ่งต่างๆมากมาย เหมือนยังไม่รู้ Concept แล้วผมก็ได้กลับบ้านมาศึกษาดูอีกที ตอนนี้เข้าใจทะลุปรุโปร่งแล้ว โดยผมหาตัวอย่างดีๆได้ที่หนึ่งครับ แต่ก่อนจะว่าถึงวิธีทำผมจะพูดถึงข้อดีก่อนนะครับ

ข้อดีของการทำ Subnet Mask

  • ทำให้เครือข่ายเวลา Broadcast ถามเสียเวลาน้อยกว่ามาก
  • ทำให้แบ่งการใช้งานเป็นหลายๆวงได้ ซึ่งสะดวกต่อการดูแลรักษา
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจ่าย Bandwidth ให้กับเครื่อง Client ต่างๆที่อยู่ในระบบ

โดย 3 ข้อหลักๆนี้ทำให้เราเห็นประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของ Subnet ได้อย่างมากมายแล้วนะครับ โดย Case ที่ผมยกมาเป็น Case ที่น่าจะทำให้เข้าใจได้ทุกมุมมอง เพราะเป็นการแบ่งย่อย Subnet ลงไปอีกชั้นหนึ่งด้วยลองไปดูกันครับ

ดังรูปจะเป็นว่า มีวงแลน 3 วงคือ LAN A , LAN B และ LAN C นอกจากนั้นยังมีการเชื่อมต่อ WAN อีก 3 วงครับ ซึ่งจากรูปจะเห็นได้ว่าจำนวน Host ใน LAN A นั้นไม่เท่าชาวบ้านเค้าครับ ถ้าเราออกแบบตามปกติแล้วจะทำให้สูญเสีย IP-Addressที่ LAN A เป็นจำนวน 32 IP Address เลยที่เดียวครับ และที่ WAN นั้นก็จะสูญเสีย IP Address ไปเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน เพราะเวลาแบ่ง Subnet นั้นเราจะได้จำนวน Host แต่ละ Subnet เท่าๆกันครับ ถ้าเราแบ่ง Subnet แบบเดิมเราจะต้องแบ่ง IP Address ออกถึง 6 Subnet เลยทีเดียวเชียวแหล่ะ แต่ทุกอย่างก็ย่อมมีทางแก้นะครับ หลักการที่จะมาช่วยเราได้จะต้องอาศัยหลักการของ VLSM ( Variable Length Subnet Mask ) เข้ามาช่วยครับ แล้วไอ้เจ้า VLSM นี้มันช่วยได้อย่างไรล่ะ ? คำตอบก็คือมันจะทำการแบ่งย่อย Subnet ที่เราแบ่งย่อยไปแล้วอีกครั้ง โดยเลือกแบ่งเฉพาะ Subnet ที่ต้องการ

ถ้าเราใช้หลักการของ VLSM จะเห็นได้ว่า LAN B และ C มีอย่างล่ะ 60 Host ครับ ส่วน LAN A มีแค่ 30 Host แต่ WAN นั้นใช้แค่ WAN ล่ะ 4 IP Address นั้นคือ IP Interface ระหว่าง Route 2 IP Address ส่วนอีก 2 IP Address เป็น Network Address และ บรอดคลาสต์ ดังนั้นจะเห็นว่าเมื่อเรารวม LAN A , WAN1, WAN2 และ WAN3 แล้วยังได้ไม่เกิน 62 Host ที่กล่าวมาซะมากมายนี่เพียงจะบอกว่าจาก รูบถ้าใช้หลักการของ VLSM แล้วเราจะแบ่ง Subnet ได้ 3 Subnet ครับ

 

ตอนนี้เรารู้แล้วนะครับว่า เราจะต้องแบ่ง Subnet ออกเป็น 3 Subnet สมมติว่าเรามี IP Address 192.20.18.0 และ Subnet Mask 255.255.255.0 ซึ่งเป็น Class C นั้นเองครับ ตอนนี้เรามาดูว่ามันจะพอกับจำนวน Host ที่เราต้องใช้ทั้งหมดหรือเปล่าครับ จาก IP Address 192.20.18.0 นำมาเขียนเป็นเลขฐาน 2 ซะจะได้
 

11000000.00010100.00010010.00000000

 

ซึ่งจะเห็นได้ว่า Bit ที่เป็น Network Address มี 24 Bit ส่วนที่เป็น Host มี 8 Bit ( สีน้ำตาล ) ดังนั้นเราจะหาจำนวน Host ทั้งหมดได้จากสูตร

( 2^m)-2=จำนวน Host ทั้งหมด

เมื่อแทนค่าจะได้

( 2^8)-2= 254 Host

 

แต่ที่ต้องลบด้วย 2 เพราะ 192.20.18.0 เป็น Network Address และ IP Address สุดท้ายเป็น บรอดคลาสต์ นั้นคือ 192.20.18.255 ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เรามี IP Address ที่จะใช้งานได้เท่ากับ 254 IP Address ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งาน ( ใช้งานแค่ประมาณ 180 Host ) ที่กล่าวมานี้เป็นการคำนวณจำนวน Host ทั้งหมดโดยไม่แบ่งเป็น Subnet แต่ที่เราจะใช้งานเราจะต้องแบ่งเป็น Subnet โดยสามารถทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ครับ
ขั้นตอนการคำนวณ

หาจำนวน Bit ที่ Network Address จะต้องยืมจาก Host Address โดยใช้สูตร

2^x >=จำนวน Subnet ที่เราต้องการ

จากตัวอย่างเราจะได้ 2^2=4 ก็แสดงว่า เราจะต้องยืม 2 บิตจาก Host Address
จำนวน Host ทั้งหมดที่สามารถที่จะใช้งานได้

( 2^n ) - 2 = Host ทั้งหมดที่จะใช้งานได้
ซึ่งค่า n เป็นจำนวนบิตของ Host ที่เหลือจากถูก Network Address ยืมไปแล้ว

จากตัวอย่างจำนวนบิตของ Host Address ถูกยืมไป 2 จาก 8 ดังนั้นจำนวนบิตหลังจากแบ่ง Subnet จึงเหลือแค่ 6 บิต ซึ่งจะได้ ( 2^6 )-2 = 62 Host ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจครับ เพราะเราต้องการแค่ Subnet ล่ะ 60 Host เท่านั้น

หา Subnet Mask ได้โดยเขียน Subnet Mask ของ 255.255.255.0 ให้อยู่ในเลขฐาน 2 แล้วบวก 2 บิตที่ยืมมาจาก Host Address ซึ่งจะได้

1111 1111.1111 1111.1111 1111.0000 0000
0000 0000.0000 0000.0000 0000.1100 0000
จะได้เท่ากับ

1111 1111.1111 1111.1111 1111.1100 0000
จากนั้นจึงแปลงกลับเป็นฐานสิบจะได้ เท่ากับ 255.255.255.192

คราวนี้ก็มาถึงการแจกแจงการแบ่ง Subnet ครั้งแรกครับ ตารางนี้ยังไม่เกี่ยวกับ VLSM เพราะฉะนั้นจำนวน Host ในแต่ละ Subnet จะเท่ากันทั้งหมด ขั้นตอนการแบ่งได้ดังตาราง

Subnet Number Network Address บิตยืม Host IP Address Subnet Mask Comment
1 192.20.18. 00 00  0000 192.20.18.0 255.255.255.192 ไม่ใช้เป็น Network Address ของ Subnet 1
00 00 00001 192.20.18.1 255.255.255.192 IP Address เริ่มต้นของ Subnet 1
00 00 0010 192.20.18.2 255.255.255.192 -
00 00 0011 192.20.18.3 255.255.255.192 -
แจกแจงไปจนถึง
00 11 1110 192.20.62 255.255.255.192 IP Address สุดท้ายของ Subnet 1
00 11 1111 192.20.18.63 255.255.255.192 ไม่ใช้เป็นบรอดคลาสต์ของ Subnet ที่ 1
2 192.20.18. 01 00 0000 192.20.18.64 255.255.255.192 ไม่ใช้เป็น Network Address ของ Subnet 2
01 00 0001 192.20.18.65 255.255.255.192 IP Address เริ่มต้นของ Subnet 2
01 00 0010 192.20.18.66 255.255.255.192 -
01 00 0011 192.20.18.67 255.255.255.192 -
แจกแจงไปจนถึง
01 11 1110 192.20.18.126 255.255.255.192 IP Address สุดท้ายของ Subnet 2
01 11 1111 192.20.18.127 255.255.255.192 ไม่ใช้เป็นบรอดคลาสต์ของ Subnet ที่ 2
3 192.20.18. 10 00 0000 192.20.18.128 255.255.255.192 ไม่ใช้เป็น Network Address ของ Subnet 3
10 00 0001 192.20.18.129 255.255.255.192 IP Address เริ่มต้นของ Subnet 3
10 00 0010 192.20.18.130 255.255.255.192 -
10 00 0011 192.20.18.131 255.255.255.192 -
แจกแจงไปจนถึง
10 11 1110 192.20.18.190 255.255.255.192 IP Address สุดท้ายของ Subnet 3
10 11 1111 192.20.18.191 255.255.255.192 ไม่ใช้เป็นบรอดคลาสต์ของ Subnet ที่ 3
4 192.20.18. 11 00 0000 192.20.18.192 255.255.255.192 ไม่ใช้เป็น Network Address ของ Subnet 4
11 00 0001 192.20.18.193 255.255.255.192 IP Address เริ่มต้นของ Subnet 4
11 00 0010 192.20.18.194 255.255.255.192 -
11 00 0011 192.20.18.195 255.255.255.192 -
แจกแจงไปจนถึง
11 11 1110 192.20.18.254 255.255.255.192 IP Address สุดท้ายของ Subnet 4
11 11 1111 192.20.18.255 255.255.255.192 ไม่ใช้เป็นบรอดคลาสต์ของ Subnet ที่ 4

เมื่อเราได้ Subnet มาแล้ว ตอนนี้ก็ถึงหน้าที่ของ VLSM แล้วครับ จะเห็นได้ว่า เราได้ Subnet มาทั้งหมด 4 Subnet แต่ที่เราต้องการนั้นจริงๆมีแค่ 3 Subnet แล้ว Subnet ที่เหลืออีก 1 Subnet นี่จะเอาไปทำอะไร คำตอบก็คือ ไม่ต้องเอาไปทำอะไร เก็บไว้เผื่ออนาคตมีการขยาย ก็สามารถนำ Subnet ที่เหลือไปใช้งานได้ครับ ตอนนี้ผมจะทำการแบ่ง Subnet ที่ 4 เพื่อจัดให้ LAN A ซึ่งต้องการใช้ Host แค่ 30 Host ( เหลือ 1 IP เพราะ Subnet ที่ 4 เมื่อแบ่งเป็น 2 Subnet จะได้ Subnet ล่ะ 31 Host ) ส่วนอีก 31 Host ที่เหลือจะนำไปใช้กับระบบ WAN

อาจจะมีคนถามว่าทำไมต้องแบ่ง Subnet ที่ 4 ล่ะ Subnet อื่นแบ่งไม่ได้หรอ คำตอบก็คือแบ่งได้ทุก Subnet แหล่ะครับ ถ้าเราต้องการ แต่ที่ผมแบ่ง Subnet ที่ 4 เพราะว่า Subnet ที่ 1 - 3 และ Subnet ที่ 4 ( 31 Host แรก ) ผมจะกำหนดให้ใช้งานสำหรับคอมพิวเตอร์ทั่วๆไป ครับ ส่วน 31 Host หลังของ Subnet ที่ 4 จะใช้สำหรับ Interface WAN นั้นเองครับ จุดประสงค์หลักๆ คือต้องการแบ่ง IP Address ออกเป็นหมวดหมู่นั้นเอง เพื่อง่ายต่อการแก้ไข เวลามีปัญหานะครับ

จาก Subnet ที่ 4 จะได้ค่า Network Address เป็น IP 192.20.18.192 และ Subnet Mask เป็น 255.255.255.192 หลักการทำก็ทำเหมือนเดิมทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นทุกอย่างครับ โดยเราต้องการ 2 Subnet เพื่อแบ่งเป็น Subnet ล่ะ 31 Host ซึ่งจะได้ดังตาราง

Subnet Number Network Address บิตยืมครั้งที่ 1 บิตยืมครั้งที่ 2 Host IP Address Subnet Mask Comment
4.1 192.20.18. 11 0 0 0000 192.20.18.192 255.255.255.224 ไม่ใช้เป็น Network Address ของ Subnet 4.1
192.20.18. 11 0 0 0001 192.20.18.193 255.255.255.224 IP Address เริ่มต้นของ Subnet 4.1
192.20.18. 11 0 0 0010 192.20.18.194 255.255.255.224 -
แจกแจงไปจนถึง
192.20.18. 11 0 1 1110 192.20.18.222 255.255.255.224 IP Address สุดท้ายของ Subnet 4.1
192.20.18. 11 0 1 1111 192.20.18.223 255.255.255.224 ไม่ใช้เป็นบรอดคลาสต์ของ Subnet ที่ 4.1
4.2 192.20.18 11 1 0 0000 192.20.18.224 255.255.255.224 ไม่ใช้เป็น Network Address ของ Subnet 4.2
192.20.18 11 1 0 0001 192.20.18.225 255.255.255.224 IP Address เริ่มต้นของ Subnet 4.2
192.20.18 11 1 0 0010 192.20.18.226 255.255.255.224 -
แจกแจงไปจนถึง
192.20.18 11 1 1 1110 192.20.18.254 255.255.255.224 IP Address สุดท้ายของ Subnet 4.2
192.20.18 11 1 1 1111 192.20.18.255 255.255.255.224 ไม่ใช้เป็นบรอดคลาสต์ของ Subnet ที่ 4.2

จากตารางสามารถอธิบายได้ดังนี้ การยืมบิตครั้งที่ 2 เป็นการยืมเพื่อแบ่ง Subnet 4 เป็น 2 ส่วนๆล่ะ 31 Host ซึ่ง Network Address 192.20.18.192 จะต้องยืม Host Address 1 บิต จากสูตร 2^1 >=2 ส่วน Subnet Mask นั้นคิดเหมือนเดิมคือ แปลงเป็นฐานสองก่อนซึ่ง Subnet Mask ของ Subnet 4 คือ 255.255.255.192 แปลงเป็นฐานสองบวกด้วยบิตที่ยืมเพิ่มอีก1 จะได้ดังนี้ครับ

1111 1111.1111 1111.1111 1111.1100 0000
0000 0000.0000 0000.0000 0000.0010 0000
1111 1111.1111 1111.1111 1111.1110 0000

เมื่อแปลงกลับเป็นฐานสิบจะได้ 255.255.255.224

เสร็จไปแล้วสำหรับ IP Address สำหรับ LAN ต่อไปจะกล่าวถึงการทำ Subnet ของ WAN ซึ่งต้องการเพียงแค่ 3 Subnet เราจะทำการแบ่ง Subnet ที่ 4.2 ออกเพื่อใช้ใน WAN แต่ถ้าเราแบ่งแค่ 3 Subnet จะทำให้สูญเสีย IP Address บาง IP ไปเปล่าๆ เพราะในการ Interface ของ WAN นั้นใช้ IP แค่ 4 IP เท่านั้นคือ Interface 2 , Network Address 1 และ Broadcast 1 เท่านั้น ซึ่งถ้าแบ่งเป็น 3 Subnet จะต้องยืม 2 บิต ทำให้ Host เหลือ 3 บิตคิดเป็นจำนวน Host ได้ 2^3=8 จะเห็นได้ว่า ถ้าแบ่ง 3 Subnet จะได้ Subnet ล่ะ 8 Host ซึ่งเราจะใช้แค่ 4 Host แล้วที่เหลือก็จะไม่สามารถนำไปใช้งานได้ นอกจากนี้ Subnet ที่ 3 ที่เราออกแบบในตอนแรกจะใช้งานได้ยาก เพราะว่า เราจะได้ Subnet แค่ 4 Subnet จากการแบ่งย่อย Subnet ที่ 4.2 ซึ่งดังรูปเราจะต้องใช้ 3 Subnet เหลือ 1 Subnet จะเห็นได้ว่า Subnet 3 จะใช้งานได้ลำบาก หรืออาจจะต้องไปทำ VLSM ของ Subnet 3 เพื่อขยาย WAN อีกทำให้สิ้นเปลือง IP

ดังที่กล่าวพรรณามาเสียยืดยาวเพื่อจะบอกว่า ผมจะยืม IP Host 3 บิต เพื่อจะให้แต่ละ Subnet มี 4 Host ครับผลการทำได้ดังตารางด้านล่างครับ

Subnet Number Network Address บิตยืมครั้งที่ 1 บิตยืมครั้งที่ 2 บิตยืมครั้งที่ 3 Host IP Address Subnet Mask Comment
4.2.1 192.20.18. 11 1 000 00 192.20.18.224 255.255.255.252 ไม่ใช้เป็น Network Address ของ Subnet 4.2.1
192.20.18. 11 1 000 01 192.20.18.225 255.255.255.252 Interface 4.2.1
192.20.18. 11 1 000 10 192.20.18.226 255.255.255.252 Interface 4.2.1
192.20.18. 11 1 000 11 192.20.18.227 255.255.255.252 ไม่ใช้เป็นบรอดคลาสต์ของ Subnet ที่ 4.2.1
4.2.2 192.20.18. 11 1 001 00 192.20.18.228 255.255.255.252 ไม่ใช้เป็น Network Address ของ Subnet 4.2.2
192.20.18. 11 1 001 01 192.20.18.229 255.255.255.252 Interface 4.2.2
192.20.18. 11 1 001 10 192.20.18.230 255.255.255.252 Interface 4.2.2
192.20.18. 11 1 001 11 192.20.18.231 255.255.255.252 ไม่ใช้เป็นบรอดคลาสต์ของ Subnet ที่ 4.2.2
4.2.3 192.20.18. 11 1 010 00 192.20.18.232 255.255.255.252 ไม่ใช้เป็น Network Address ของ Subnet 4.2.3
192.20.18. 11 1 010 01 192.20.18.233 255.255.255.252 Interface 4.2.3
192.20.18. 11 1 010 10 192.20.18.234 255.255.255.252 Interface 4.2.3
192.20.18. 11 1 010 11 192.20.18.235 255.255.255.252 ไม่ใช้เป็นบรอดคลาสต์ของ Subnet ที่ 4.2.3
ทำการแจกแจง 4.2.3 ถึง 4.2.7 ซึ่งใช้หลักการเหมือนกันเพียงแต่ไล่บิตยืมที่ 3
4.2.8 192.20.18. 11 1 111 00 192.20.18.252 255.255.255.252 ไม่ใช้เป็น Network Address ของ Subnet 4.2.8
192.20.18. 11 1 111 01 192.20.18.253 255.255.255.252 Interface 4.2.8
192.20.18. 11 1 111 10 192.20.18.254 255.255.255.252 Interface 4.2.8
192.20.18. 11 1 111 11 192.20.18.255 255.255.255.252 ไม่ใช้เป็นบรอดคลาสต์ของ Subnet ที่ 4.2.8

คราวนี้มาดูความพยายามของเราที่ทำมาแต่ต้นมาใช้กับรูปข้างบน สามารถสรุปได้ดังรูปด้านล่างครับ

ระบบอินเทอร์เน็ต และ อินทราเน็ต เอ็กทราเน็ต

วันพุธ, ธันวาคม 3rd, 2008

การประยุกต์ใช้งานอินทราเน็ตและเอ็กทราเน็ตเพื่อสนับสนุนการค้าบนเวบ (Intranet/Extranet)

 

ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจก่อนว่าระบบอินทราเน็ตและเอ็กทราเน็ตคืออะไร? และมันเกี่ยวโยงอะไรกับอินเทอร์เนต?
ตามความหมายแล้ว ทั้งสองระบบนี้ หมายถึง ระบบเครือข่ายที่สร้างขึ้นจากการนำหลักการหรือระบบการทำงานของอินเทอร์เนตมาใช้งานภายในองค์กร (Intranet) และระหว่างองค์กรเฉพาะกลุ่ม (Extranet) ซึ่งหน้าที่ต่างๆในการใช้งานไม่ว่าจะเป็นเรื่องเว็บบราวเซอร์ การรับ-ส่งอีเมล์ การทำการโอนย้ายแฟ้มข้อมูล (FTP) จะเหมือนกันกับที่ใช้อยู่บนระบบอินเทอร์เน็ตปกติ ซึ่งระบบนี้ทำงานด้วยการตั้งอินทราเน็ตเซิร์ฟเวอร์ขึ้นมาภายในองค์กรหรือศูนย์กลางของกลุ่มองค์กรของเรา เช่น ระหว่างบริษัทของเรากับกับกลุ่มตัวแทนจำหน่าย เป็นต้น

อินทราเน็ต/เอ็กทราเน็ต สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานภายในองค์กร และระหว่างองค์กรได้มากมายหลายรูปแบบ โดยสามารถใช้ร่วมหรือทดแทนเครือข่ายหรือระบบ LAN เดิม ซึ่งสิ่งที่แตกต่างกันก็คือ การรับ-ส่งข้อมูลในลักษณะแบบกราฟฟิก และ มัลติมีเดีย เช่น การใช้งานในการสร้างแฟ้มประวัติบุคคล ก็สามารถที่จะใส่ภาพบุคคล กิจกรรม สถิติที่เป็นกราฟสี หรือหากใช้ในการควบคุมสต๊อกก็สามารถแสดงภาพสีของสินค้า หรือ ชิ้นส่วนได้ทุกชิ้น ทำให้มีความแม่นยำในการควบคุมและเป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้น เมื่อเทียบกับระบบ LAN ดั้งเดิม ต่อไปนี้เป็นบางตัวอย่างของการใช้ประโยชน์จากระบบ อินทราเนต/เอ็กทราเน็ตจากประสบการณ์การทำงานของทีมงานบริษัทแห่งหนึ่ง ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ มีดังนี้ คือ

  1. ใช้เป็นระบบกระจายอีเมล์ภายใน : ระบบนี้ใช้ตู้อีเมล์กลางบนระบบอินเทอร์เนตเพียงตู้เดียวในรูปของ ชื่อพนักงานแต่ละคน@yourcompany.com และการเปิดตู้และส่งอีเมล์จะสามารถทำงานได้เองโดยอัตโนมัติตามเวลาที่ตั้งไว้ได้โดนอินทราเน็ตเซิร์ฟเวอร์จะทำการต่อโมเด็มเข้าสู่ระบบอินเทอร์เนตเองเมื่อถึงเวลาที่ตั้งไว้ และเมื่อทำการรับ-ส่งอีเมล์เรียบร้อยก็จะยกเลิกการเชื่อมต่อทันที ทำให้ประหยัดเวลาการใช้งาน หลังจากนั้น เครื่องก็จะทำหน้าที่กระจายอีเมล์ที่ได้รับจากตู้กลางเข้าสู่ตู้อีเมล์ภายใน โดยตรวจสอบชื่อที่อยู่หน้าเครื่องหมาย @ ของอีเมล์แต่ละฉบับ ซึ่งวิธีนี้เองที่เราสามารถส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าบนเว็บแล้วกระจายไปยังฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยอัตโนมัติ
  2. ใช้สนับสนุนระบบ Back Office: เป็นการเชื่อมต่อเว็วเซิร์ฟเวอร์ในระบบอินทราเน็ตเข้ากับอินทราเน็ตเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ภายในสำนักงานให้ทำงานประสานกัน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมอีคอมเมิร์ซในส่วนจัดการระบบ Back Office เช่น การรับคำสั่งซื้อ บริหารคำสั่งซื้อ เบิกจ่ายสินค้าคงคลัง บันทึกผลงานของสมาชิกหรือตัวแทนขาย หรือแม้แต่ต่อเชื่อมเข้าสู่ระบบวางแผนการผลิต
  3. ใช้กับ Off-line Catalog : ในกรณีที่ท่านมีสินค้าจำนวนมาก การจัดพิมพ์แคตาล็อคตามปกติคงจะเป็นเรื่องที่ลำบาก เพราะเสียค่าใช้จ่ายสูง และถ้าต้องส่งให้ ผู้ค้าปลีกของท่านด้วยก้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง แต่ครั้นจะจัดทำในรูปของเวบเพจก็อาจจะมีปัญหาที่ปริมาณข้อมูลมากเกินไป และเสียเวลาในการเปิดดู หรือ ดาวน์โหลดข้อมูลจากระบบอินเทอร์เนต ฉะนั้นทางแก้หนึ่งก็คือ จัดทำเป็น CD-Rom เพื่อใช้ในการเปิดชม Offline ในร้านหรือโชว์รูม แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมัปัญหาในเรื่องการอัพเดทข้อมูล ฉะนั้น วิธีหนึ่งที่ทำได้ก็คือ การจัดสร้างระบบผสมกับระบบเอ็กทราเนต โดยเริ่มจากการถ่ายข้อมูลจาก CD-ROM ลงในฮาร์ดดิสก์และเมื่อต้องการทำการอัพเดทก็สามารถกระทำผ่านระบบเอ็กทราเนตได้โดยตรงและอาจจะหมายรวมถึงการบริหารการซื้อ-ขายของผู้ค้าปลีกผ่านระบบนี้ได้อีกด้วย
  4. ใช้เอ็กทราเน็ตบริหารงานขายและการจัดจำหน่ายของผู้ค้าปลีก : เช่น ให้ตัวแทนของท่านสั่งซื้อสินค้า แจ้งรายการโปรโมชั่น ติดตามผลการขาย เปิดหน้าร้านร่วมกันบนระบบอินเทอร์เน็ต หรือใช้ระบบ Online Catalog ร่วมกัน เป็นต้น
  5. ใช้เอ็กทราเน็ตสนับสนุนการจัดส่งสินค้า: ระบบนี้จะทำให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าบนระบบออนไลน์ได้ และสามารถส่งคำสั่งซื้อที่ได้ไปยังระบบเอ็กทราเน็ตของผู้ค้าปลีกเพื่อให้ตัสแทนที่อยู่ในพื้นที่นั้นจัดส่งสินค้าให้เลย ด้วยระบบนี้เราอาจจะเช็คก่อนก้ได้ว่า ตัวแทนรายใดมีสินค้าอยู่ในสต๊อกหรือไม่? หากไม่มีก็อาจโอนไปให้ตัวแทนรายอื่นในพื้นที่ใกล้เคียงทำการจัดส่งแทน
  6. ระบบการกระจายรายงานขายผ่านระบบอินเทอร์เนต: เป็นการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายภายในองค์กร เพื่อให้ทำการกระจายรายงานผลการขาย หรือ รายงานด้านการค้าต่างๆไปยังสมาชิกหรือบริษัทในเครือโดยอัติโนมัติโดยอาศัยระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจจะเป็นการส่งรายงานนั้นเข้าสู่อีเมล์ของลูกค้า หรือออกรายงานในรูปของ HTML บนเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่ทางลูกค้าสามารถจะค้นหาดูได้เลย
  7. การประมวลผลคำสั่งซื้อหรือ Enquiry Form: ใช้วิธีการเชื่อมต่อข้อมูลจากเว็บเซิร์ฟเวอร์ในระบบอินเทอร์เน็ตเข้ามายังระบบเครือข่ายภายในเพื่อนำไปสู่การประมวลผลโดยตรง ซึ่งในแต่ละขั้นตอนสามารถทำงานเชื่อมต่อกันโดยอัติโนมัติ

ข้างต้นนี้เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งของการประยุกต์ใช้ระบบอินทราเน็ต/เอ็กทราเน็ตเท่านั้น ในการออกแบบระบบจริงนั้นจำเป็นจะต้องปรับยืดหยุ่นตามความต้องการหรือปัญหาทางธุรกิจของท่านและสามารถที่จะต่อเติม หรือใช้ร่วมกับระบบเครือข่ายเดิมที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งต้องเรียนว่า การประยุกต์ใช้งานเหล่านี้ มันไม่รู้จบนะครับ

แสปม หรือ spam

วันพุธ, ธันวาคม 3rd, 2008

สแปมเมล์ (Spam mail) หรืออีเมล์ขยะ

 

 

“แค่ส่งอีเมล์โฆษณาไปฉบับเดียวก็ไม่น่าทำให้ผู้รับได้รับความเสียหายอะไร ถ้าเจ้าของอีเมล์ทุกคนคิดอย่างเดียวกันก็จะทำให้ผู้รับอีเมล์ต้องกลายเป็นผู้รับกรรมเพราะต้องคอยกำจัดอีเมล์ขยะเรื่อยไปไม่มีวันหมด”

การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือที่นิยมมากที่สุด ในปัจจุบันนี้มีอีเมล์หลายล้านฉบับที่รับส่งกันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หากสังเกตดูจากอีเมล์ทั้งหมดของอีเมล์ที่ได้รับจะมีอีเมล์ที่ผู้รับไม่ต้องการหรือเรียกว่า “อีเมล์ขยะ” ถึง 70% ส่วนที่เหลือจะเป็นอีเมล์ที่ผู้รับต้องการจริงๆ เท่านั้น ฉะนั้นการกรองหรือคัดสรรเฉพาะอีเมล์ที่ผู้รับต้องการนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่ง

รู้จักสแปมเมล์

สแปมเมล์ (Spam mail) หรืออีเมล์ขยะ คือจดหมายที่ไม่เป็นที่ต้องการของบุคคลนั้น โดยได้รับจากแหล่งที่ผู้รับ
ไม่เคยรู้จักหรือติดต่อมาก่อน ส่วนมากเนื้อหาของอีเมล์ขยะจะเกี่ยวกับโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการ โดยอีเมล์ที่ได้นั้นไม่ได้รับอนุญาตจากผู้รับก็ได้ ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้รับรำคาญใจและเสียเวลาในการกำจัดข้อความที่ไม่ต้องการเหล่านั้นแล้ว สแปมเมล์ยังทำให้ประสิทธิภาพการขนส่งข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตลดลงด้วย

การส่งสแปมเมล์เป็นการส่งอีเมล์โดยตรงไปยังผู้ใช้อีเมล์ ซึ่งรายชื่อผู้รับสแปมเมล์ส่วนใหญ่จะนำมาจากผู้ที่เคยส่งข้อความในกระทู้หรือสมาชิกตามเว็บที่มีการตั้งกระทู้ต่าง ๆ หรือเข้าไปขโมยรายชื่อผู้ใช้อีเมล์ในกลุ่มผู้สนใจเฉพาะด้าน (mailing lists) หรืออาจเข้าไปหาอีเมล์ในเว็บไซต์

คำแนะนำในการหลีกเลี่ยงสแปมเมล์

การกำจัดสแปมเมล์ที่ไม่ต้องการให้หมดแบบถาวรจากอีเมล์ของผู้ใช้ไปเลยนั้นทำได้ยาก แต่มีคำแนะนำในการทำให้สแปมเมล์ในกล่องเก็บอีเมล์ของคุณลดลงได้ดังต่อไปนี้

  • ควรใช้โดเมนอินเทอร์เน็ตหรือผู้ให้บริการอีเมล์ที่มีการป้องกันสแปมเมล์ด้วย ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีโดเมนใดที่สามารถป้องกันสแปมเมล์ได้ทั้งหมด แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีการป้องกันสแปมเมล์
  • ไม่ควรตอบจดหมายอีเมล์ขยะ รวมทั้งไม่ซื้อสินค้าจากโฆษณาที่ผู้ส่งสแปมเมล์ส่งมา หรืออาจจะลบอีเมล์ขยะโดยไม่เปิดอ่านเลย เพราะบางอีเมล์อาจจะบรรจุคุกกี้ (cookies) ไว้ ทำให้ผู้ส่งรู้ข้อมูลของผู้รับได้
  • ควรระมัดระวังในการให้ที่อยู่อีเมล์แก่ผู้อื่น
  • เปลี่ยนแปลงที่อยู่อีเมล์เมื่อเข้าไปในเว็บไซต์หรือกลุ่มข่าว เช่น เพิ่มข้อความหน้าที่อยู่อีเมล์ของเรา เพื่อไม่ให้ส่งอีเมล์มาถึงผู้รับได้ “HAPPYyourname@domain.com” เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ชื่อของเราไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อของผู้ส่งอีเมล์ขยะ

แนวทางควบคุมสแปมเมล์ของหน่วยงาน

การควบคุมสแปมเมล์มีหลายวิธี

  • วิธีหนึ่ง คือการพัฒนานโยบายเกี่ยวกับอีเมล์ และการให้ความรู้แก่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในองค์กร เพราะถ้าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไม่เอาใจใส่ในนโยบายของหน่วยงานในการกำจัดอีเมล์ขยะแล้วก็จะไม่มีทางป้องกันและกำจัดอีเมล์ขยะเหล่านั้นได้เลย
  • วิธีที่สอง ก็คือป้องกันอีเมล์ขยะด้วยการติดตั้งเครื่องบริการกรองข้อมูล (Server Filters) ซึ่งสำนักคอมพิวเตอร์ได้ดำเนินการอยู่เช่นกัน
  • วิธีที่สาม เป็นการสนับสนุนการออกกฎหมายต่อต้านอีเมล์ขยะโดยตรง เช่น ในสหรัฐอเมริกาก็มีแล้ว เป็นต้น

ซอฟต์แวร์ป้องกันสแปมเมล์

หลายบริษัทพยายามหาวิธีในการป้องกันและกำจัดสแปมเมล์ เพราะสแปมเมล์ไม่เพียงแต่จะสร้างความรำคาญใจให้แก่ผู้ใช้แล้วยังทำให้การดำเนินธุรกิจต้องล่าช้า มีซอฟต์แวร์ป้องกันสแปมเมล์อยู่หลายซอฟต์แวร์ที่ให้บริการอยู่บนเว็บไซต์ มีทั้งซอฟต์แวร์ที่ให้ดาวน์โหลดฟรี ซอฟต์แวร์ที่ให้ทดลองใช้ และซอฟต์แวร์ที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ตัวอย่างซอฟต์แวร์เหล่านั้นได้แก่ Spam Buster v1.9, Junk URL, SpamKiller v2.90 และ Garbage Man ซึ่งซอฟต์แวร์แต่ละตัวก็มีความสามารถที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้เฉพาะคน

โปรแกรมเว็บเมล์ของมหาวิทยาลัยก็มีวิธีการกรองอีเมล์ขยะด้วยเช่นกัน ผู้ใช้แต่ละคนสามารถตั้งค่าการกรองอีเมล์ขยะได้ โดยเข้าไปที่เว็บเมล์ http://mail.swu.ac.th และเข้าไปในหัว “การกรองอีเมล์ — Filter E-mail” แต่หากผู้ใช้ ใช้ off-line mail เช่น Outlook Express ให้ไปที่เมนู Tools > Message Rules > Mail ซึ่งวิธีการกรองอีเมล์ขยะนี้จะช่วยกรองอีเมล์ขยะได้ในระดับหนึ่ง

ส่งท้าย

สำหรับประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้เกี่ยวกับอีเมล์ขยะออกมา แต่มาตรการทางสังคมและหลักศีลธรรมน่าจะต่อต้านการส่งอีเมล์ขยะได้โดยวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยต่อต้านการส่งอีเมล์ขยะคือการไม่สนับสนุนสินค้าหรือซื้อสินค้าที่โฆษณาผ่านอีเมล์ขยะ ฉะนั้นผู้ใช้อีเมล์ทุกคนต้องช่วยกันป้องกันและไม่ส่งอีเมล์ขยะ หรือไม่ส่งอีเมล์ไปให้ผู้รับที่ไม่รู้จัก

นคร บริพนธ์มงคล

ความเป็นมาของอินเตอร์เน็ต

วันพุธ, ธันวาคม 3rd, 2008
ประวัติความเป็นมาของอินเตอร์เน็ต

อินเตอร์เน็ต มีพัฒนาการมาจาก อาร์พาเน็ต (Arp Anet เรียกสั้น ๆ ว่า อาร์พา) ที่ตั้งขึ้นในปี 2512 เป็นเครือข่ายคอมพิวเคอร์ของกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ที่ใช้ในงานวิจัยด้านทหาร (ARP : Advanced Research Project Agency)

มาถึงปี 2515 หลังจากที่เครือข่ายทดลองอาร์พาประสบความสำเร็จอย่างสูง และได้มีการปรับปรุงหน่วยงานจากอาร์พามาเป็นดาร์พา (Defense Advanced Research Project Agency: DARPA) และในที่สุดปี 2518 อาร์พาเน็ตก็ขึ้นตรงกับหน่วยการสื่อสารของกองทัพ (Defense Communication Agency)

ในปี 2526 อาร์พาเน็ตก็ได้แบ่งเป็น 2 เครือข่ายด้านงานวิจัย ใช้ชื่ออาร์พาเน็ตเหมือนเดิม ส่วนเครือข่ายของกองทัพใช้ชื่อว่า มิลเน็ต (MILNET : Millitary Network) ซึ่งมีการเชื่อมต่อโดยใช้ โพรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet) เป็นครั้งแรก

ในปี 2528 มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติของอเมริกา (NSF) ได้ ให้เงินทุนในการสร้างศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 6 แห่ง และใช้ชื่อว่า NSFNETและพอมาถึงปี 2533 อาร์พารองรับภาระที่เป็นกระดูกสันหลัง (Backbone) ของระบบไม่ได้ จึงได้ยุติอาร์พาเน็ต และเปลี่ยนไปใช้ NSFNET และเครือข่ายขนาดมหึมา จนถึงทุกวันนี้ และเรียกเครือข่ายนี้ว่า อินเตอร์เน็ต โดยเครือข่ายส่วนใหญ่จะอยู่ในอเมริกา และปัจจุบันนี้มีเครือข่ายย่อยมากถึง 50,000 เครือข่ายทีเดียว และคาดว่า ภายในปี 2543 จะมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งโลกประมาณ 100 ล้านคน หรือใกล้เคียงกับประชากรในโลกทั้งหมด

สำหรับประเทศไทยนั้น อินเตอร์เน็ตเริ่มมีบทบาทอย่างมากในช่วงปี 2530-2535 โดยเริ่มจากการเป็นเครือข่ายในระบบคอมพิวเตอร์ระดับมหาวิทยาลัย (Campus Network) แล้วจึงเชื่อมต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ตอย่างสมบูรณ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2535และ ในปี 2538 ก็มี การเปิดให้ บริการอินเตอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ (รายแรก คือ อินเตอร์เน็ตเคเอสซี) ซึ่งขณะนั้น เวิร์ลด์ไวด์เว็บกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในอเมริกา

อย่างไรก็ตาม อินเตอร์เน็ต บางครั้งก็มีการเรียกย่อเป็น เน็ต (Net) หรือ The Net ด้วยเช่นเดียวกัน อีกคำหนึ่งที่หมายถึงอินเตอร์เน็ตก็คือ เว็บ (Web) และ เวิร์ลด์ไวด์เว็บ (World – Wide Web) (จริง ๆ แล้ว เว็บเป็นเพียงบริการหนึ่งของอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่บริการนี้ ถือว่าเป็นบริการที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุด

สายสัญญาณ

วันพุธ, ธันวาคม 3rd, 2008

ข้อกำหนด ในการตรวจรับงานในการเดินสายสัญญาณ

 

                ข้อกำหนด ในการตรวจรับงานในการเดินสายสัญญาณ ประกอบด้วย

                1 .แผนผังการเชื่อมโยงเครือข่ายและการต่อเชื่อมอุปกรณ์เครือข่าย

                   แผนผังการเชื่อมโยงสายสัญญาณเครือข่าย จะแสดงแนวทิศทางการเดินทางของสาย ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ แสดงรหัสของสายสัญญาณ  หมายเลขสายสัญญาณ สถานที่ติดตั้ง  ลักษณะการเดินสาย อุปกรณ์ ต่างๆ  และการต่อเชื่อมอุปกรณ์เข้ากับอุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยแสดงแผงผังดังนี้

                                1.1 แผนผังแสดงแนวทางเดินสายสัญญาณเชื่อมต่อระหว่างอาคารหรือหน่วยงานต่าง ๆ บนแผนที่มาตรฐานของมหาวิทยาลัย และคำอธิบายการเชื่อมต่อของสายสัญญาณและสัญลักษณ์ ต่าง ๆ พร้อมรายละเอียดของสายสัญญาณและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้งานและเกี่ยวข้องกับการทำงานและการเชื่อมต่อสายสัญญาณ รวมทั้งที่พักสาย  และรายการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

                                1.2 แผนผังแสดงแนวทางเดินสายสัญญาณเชื่อมต่อสายสัญญาณภายในอาคารการวางราง ร้อยท่อไปยังจุดต่าง ๆ และคำอธิบายการเชื่อมต่อของสายสัญญาณและสัญลักษณ์ ต่าง ๆ พร้อมรายละเอียดของสายสัญญาณและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้งานและเกี่ยวข้องกับการทำงานและการเชื่อมต่อสายสัญญาณ   และรายการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

                                1.3 แผนผังแสดงแนวทางเดินสายสัญญาณเชื่อมต่อสายสัญญาณภายในห้องเก็บอุปกรณ์ไปยังอุปกรณ์  ตู้ กล่อง หรือจุดเชื่อมต่อปลายทาง  และคำอธิบายการเชื่อมต่อของสายสัญญาณและสัญลักษณ์ ต่าง ๆ  พร้อมรายละเอียดของสายสัญญาณและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้งานและเกี่ยวข้องกับการทำงานและการเชื่อมต่อสายสัญญาณ   และรายการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

                                1.4 แผนผังแสดงรายละเอียดการต่อเชื่อมสายสัญญาณแผงวางสาย และอุปกรณ์ต่างๆ ภายในตู้เก็บอุปกรณ์  หรือ กล่องอุปกรณ์  และคำอธิบายการเชื่อมต่อของสายสัญญาณและสัญลักษณ์ ต่าง ๆ  พร้อมรายละเอียดของสายสัญญาณและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้งานและเกี่ยวข้องกับการทำงานและการเชื่อมต่อสายสัญญาณ   และรายการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

                                1.5 แผนผังการแนวทางเดินสายสัญญาณต่อเชื่อม ไปยังคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เครือข่าย หรืออุปกรณ์ต่างๆ  ที่เกี่ยวข้อง และคำอธิบายการเชื่อมต่อของสายสัญญาณและสัญลักษณ์ ต่าง ๆพร้อมรายละเอียดของสายสัญญาณและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้งานและเกี่ยวข้องกับการทำงานและการเชื่อมต่อสายสัญญาณ   และรายการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

                2. รายงานการวิเคราะห์และตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆ ของสายสัญญาณ

                                 รายงานการวิเคราะห์และตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆ ของสายสัญญาณ และค่าต่างๆ ที่วัดได้จากการดำเนินการติดตั้ง เพื่อตรวจสอบและเปรียบเทียบกับคุณสมบัติที่กำหนดของสายสัญญาณแต่ละประเภท

 

                3.มาตรฐานการทำป้ายชื่อโครงข่ายการเชื่อมโยงสายสัญญาณ

                                3.1  การจัดทำป้ายชื่อบอกจุดติดตั้ง ทั้งต้นทางและปลายทาง เพื่อแสดงรายละเอียดให้ทราบถึงการเชื่อมต่อจุดต่างๆ รวมทั้งตู้เก็บอุปกรณ์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ชัดเจน

ในการติดตั้งอุปกรณ์และสายสัญญาณเครือข่าย ต้องแสดงป้ายชื่อบอกจุดต่อเชื่อมระหว่างต้นทาง และปลายทาง โดยแสดงชื่ออาคาร ห้องเก็บอุปกรณ์และติดตั้งสายสัญญาณ  ตู้เก็บอุปกรณ์ อุปกรณ์ต่างๆ ตามลำดับและจำนวนของการติดตั้งตาม  เช่น 

                                ต้นทาง ชื่ออาคารหรือหน่วยงาน : สำนักบริการคอมพิวเตอร์        OCS          00200

                                                ห้องเก็บอุปกรณ์เครือข่าย  : ห้อง 208                               TM 208      208

                                                ตู้เก็บอุปกรณ์  : ตู้หมายเลข  1                      RA 01          01

                                                            แผงต่อเชื่อมสาย : แผงที่ 1               PA 01          01

      ชนิดสาย FMM/FSM            FMM           01

                หมายเลขของสายสัญญาณ   No 01          01

ปลายทาง ชื่ออาคารหรือหน่วยงาน : ศูนย์มัลติมีเดีย                    MCS      00201

                                                ห้องเก็บอุปกรณ์เครือข่าย  : ห้อง 208                                TM 201      201

                                                ตู้เก็บอุปกรณ์  : ตู้หมายเลข  1                      RA  01          01

                                                            แผงต่อเชื่อมสาย : แผงที่ 1               PA 01           01

      ชนิดสาย FMM/FSM             FMM              01

                                                                       หมายเลขของสายสัญญาณ      No 01          01

                                                สายชนิดอากาศ ( Aerial Cable หรือ Overhead Cable )

                                                                ชนิดสาย Fiber Single mode แบบ 9/125          รหัส 01

                                                                ชนิดสาย Fiber Multi mode แบบ 50/125          รหัส 02

                                                                ชนิดสาย Fiber Multi mode แบบ 62.5/125       รหัส 03

                                                สายชนิดใต้ดิน ( Direct Buried Cable )

                                                                ชนิดสาย Fiber Single mode แบบ 9/125          รหัส 04

                                                                ชนิดสาย Fiber Multi mode แบบ 50/125          รหัส 05

                                                                ชนิดสาย Fiber Multi mode แบบ 62.5/125       รหัส 06

สายชนิดภายใน ( Indoor Cable )

                                                                ชนิดสาย Fiber Single mode แบบ 9/125          รหัส 07

                                                                ชนิดสาย Fiber Multi mode แบบ 50/125          รหัส 08

                                                                ชนิดสาย Fiber Multi mode แบบ 62.5/125       รหัส 09

 

                                                จะสามารถกำหนดป้ายชื่อเป็น อักษรย่อดังนี้

 OCS-TM208-RA01-PA01-01-FMM TO MCS-TM201-RA01-PA01-01-FMM 

 หรือเป็นรหัสตัวเลข   00200-208-01-01-01-01-2-00201-201-01-01-01-01

รูปแสดง ป้ายรหัสสายสัญญาณ

ป้ายติดที่สายสัญญาณ และหน้าแผงต่อเชื่อมสายสัญญาณ

หมายเหตุ   กรณีเป็นกล่องพักสาย ใช้รหัส 00 แทนหมายเลขตู้ rack No.

                               

3.2 ป้ายรหัสที่ใช้ติดตามสายสัญญาณภายนอกเป็นระยะ ทุกช่วงเสา หรือทุก 10 เมตร  ประกอบด้วย

1  ป้ายบอก ลำดับของสาย   เช่น  KU F/O- 01 ( Kasetsart University Fiber number  01 )

2  ป้ายบอก ชนิดของสาย  เช่น   FS 04 - 12    ( Fiber single mode type 04 (Direct Buried Cable ) 12 core )

3  ป้ายบอก ต้นทางปลายทางของสาย เช่น  OCS –MCS ( From Computer office To Multimedea center building )

 

รูปแสดง ป้ายรหัสสายสัญญาณ แบบติดตามเสา

 

3.3 ป้ายตารางการใช้งานของสายแต่ละ core ดังนี้

Rack NO..……. Patch No / Box No…….Length……..m

Cable Code …………………………………………….

Core No

From………..

To…………..

1

 

 

2

 

 

3

 

 

4

 

 

5

 

 

6

 

 

 

สปายแวร์

วันพุธ, ธันวาคม 3rd, 2008

* ทําความรู้จักกับสปายแวร์ *

ปัจจุบันการใช้งานอินเทอร์เน็ตนี้เป็นที่นิยมและแพร่หลายมากขึ้นอินเทอร์เน็ตจึงกลายเป็นแหล่งโฆษณาสินค้าและบริการแหล่งใหญ่และผลที่ตามมาอีกประการหนึ่งคือ สปายแวร์หรือ แอดแวร์ กลายมาเป็นสิ่งที่เป็นปัญหาตามมามากขึ้น ในบางครั้งที่เครื่องของคุณเกิดปัญหาขึ้น คุณจะพบว่ามันอาจเกิดจากสปายแวร์ที่เข้ามาติดตั้งอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยที่คุณไม่รู้ตัวเลย

สปายแวร์คืออะไร

แม้จะชื่อว่า สปายแวร์ แต่ไม่ได้มีความหมายลึกลับเหมือนอย่างชื่อ แต่กลับถูกใช้สําหรับการโฆษณาประชาสัมพันธ์เสียมากกว่าในอันที่จริง สปายแวร์ จะได้รับความรู้จักในชื่อของ แอดแวร์ด้วยดังนั้นคําว่าสปายแวร์จึงเป็นเพียงการระบุประเภทของซอฟต์แวร์เท่านั้นส่วนความหมายที่แท้จริงสปายแวร์หมายถึงโปรแกรมที่แอบเข้ามาติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยที่ผู้ใช้อาจไม่ได้เจตนาแล้วเป็นผลให้สปายแวร์กระทําสิ่งต่อไปนี้ เช่น

* อาจส่งหน้าต่างโฆษณาเล็กๆ ปรากฏขึ้นมา(ป๊อบอัพ) ขณะที่คุณใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่

* เมื่อคุณเปิดเว็บบราว์เซอร์เว็บบราว์เซอร์จะทําการต่อตรงไปยังเว็บไซต์หลักของตัวสปายแวร์ที่ถูกตั้งค่าให้ลิ้งก์ไป

* สปายแวร์อาจทําการติดตามเว็บไซต์ที่คุณเข้าไปเยี่ยมชมบ่อยๆ

* สปายแวร์บางเวอร์ชั่นที่มีลักษณะรุกรานระบบจะทําการติดตามค้นหาคีย์หรือ รหัสผ่าน ที่คุณพิมพ์ลงไปเมื่อทําการ log in เข้าแอคเคาน์ต่างๆ

สปายแวร์สร้างปัญหาอะไรกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณบ้าง

เมื่อสปายแวร์ได้แอบเข้ามาติดตั้งอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณแล้วมันจะพยายามรันprocessพิเศษบางอย่างซึ่งจะเป็นผลให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณทํางานช้าลงหรืออาจทําการเข้าสู่เว็บไซต์ต่างๆได้ช้า หรืออาจเข้าสู่เว็บไซต์ที่ต้องการไม่ได้เลยนอกจากนี้ ยังส่งผลเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคล(privacy) ในประเด็นต่อไปนี้ด้วย

* คุณไม่สามารถทราบได้เลยว่าข้อมูลที่ถูกนําไปมีอะไรบ้าง

* คุณไม่อาจทราบได้เลยว่าใครเป็นผู้นําข้อมูลเหล่านั้นของคุณไป

* และคุณก็จะไม่ทราบเช่นกันว่า ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนําไปใช้อย่างไรบ้าง

* ฟังก์ชั่นบนคีย์บอร์ดบางอย่างที่เคยใช้งานจะเกิดอาการผิดปกติ เช่น เคยกดปุ่ม tab เพื่อเลื่อนไปยัง

ช่องกรอกข้อความในฟิลด์ถัดไปบนหน้าเว็บจะไม่สามารถใช้ในการเลื่อนตําแหน่งได้เหมือนเดิมเป็นต้น

* ข้อความแสดงความผิดพลาดของซอฟต์แวร์วินส์โดว์จะเริ่มปรากฏบ่อยมากขึ้น

* เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณจะทํางานช้าลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อสั่งเปิดโปรแกรมหลายโปรแกรมหรือทํางานหลายอย่าง โดยเฉพาะในระหว่างการบันทึกแฟ้มข้อมูล เป็นต้น

การป้องกัน สปายแวร์ไม่ให้แอบเข้ามาติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ

เพื่อที่จะป้องกันการเข้ามาติดตั้งสปายแวร์อย่งไม่ได้ตั้งใจแนะนําให้ปฏิบัติตามวิธีการ ดังนี้

(1.)ไม่คลิ้กลิ้งบนหน้าต่างเล็กๆที่ปรากฏขึ้นมาอัตโนมัติหรือโฆษณาที่ป๊อบอัพขึ้นมาเพราะป๊อบอัพเหล่านั้นมักจะมีตัวสปายแวร์ฝังอยู่การคลิ้กลิ้งก์เหล่านั้นจะทําให้สปายแวร์ถูกนําเข้ามาติดตั้งบนเครื่องของคุณผ่านวินโดวส์ได้ในทันทีส่วนวิธีการปิดหน้าต่างป๊อบอัพเหล่านั้นควรคลิ้กที่ปุ่ม “X” บนแถบเมนู Title bar แทนที่จะปิดด้วยคําสั่ง close บนแถบแสดงเครื่องมือมาตรฐานของวินโดว์ (standard toolbar)

ตัวอย่าง ไดอะล็อกบ็อกซ์ที่ควรปิดด้วยการกดปุ่ม “X”

 (2.) ควรเลือกที่คําตอบ “No” ทุกครั้งที่มีคําถามต่างๆ ถามขึ้นมาจากป๊อบอัพเหล่านั้น คุณต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากกับคําถามที่ปรากฏขึ้นมาเป็นไดอะล็อกบ็อกซ์ต่างๆ แม้ว่าไดอะล็อกบอกซ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นตอนคุณกําลังรันโปรแกรมเฉพาะที่คุณจะใช้งาน หรือใช้โปรแกรมอื่นอยู่ก็ตามควรปิดหน้าต่างป๊อบอัพเหล่านั้นด้วยวิธีคลิ้กที่ปุ่ม “X” บนแถบเมนู Title bar แทนที่จะปิดด้วยคําสั่ง close บนแถบแสดงเครื่องมือมาตรฐานของวินโดว์(standard toolbar)

(3.) ควรระมัดระวังอย่างมากในการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ที่จัดให้ดาวน์โหลดฟรีเพราะมีหลายเว็บไซต์ที่จัดหาแถบเครื่องมือแบบที่ให์ผู้ใช้ปรับแต่งเองหรือมีคุณสมบัติอื่นๆ ที่เหมาะสําหรับผู้ใช้ให้ปรับแต่งเองไว้ให้ดาวน์โหลดบนอินเทอร์เน็ต สําหรับท่านที่ต้องการใช้คุณสมบัติของเครื่องมือเหล่านี้ ม่ควรจะดาวน์โหลดเครื่องมือเหล่านี้มาจากเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ และต้องตระหนักเสมอว่ามันเป็นการปล่อยให้สปายแวร์ผ่านเข้ามายังเครื่องคุณได้ด้วย

(4.) ไม่ควรติดตามอีเมล์ลิ้งก์ที่ให้ข้อมูลว่ามีการเสนอซอฟต์แวร์ป้องกันสปายแวร์เหมือนกับอีเมล์ที่ให้ ข้อมูลว่ามีการเสนอซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสซึ่งอันที่จริงลิ้งก์  เหล่านั้นจะนําไปสู่แนวทางที่ตรงกันข้ามคือเป็นการถามเพื่อให้คุณคลิ้กอนุญาตให้สปายแวร์เข้ามาดําเนินการติดตั้งในเครื่องโดยไม่ถูกขัดขวางเพิ่มความปลอดภัยให้ัเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดสปายแวร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณรู้สึกว่าเครื่องของคุณเสี่ยงต่อการติดสปายแวร์ควรปฏิบัติตามวิธีการต่อไปนี้เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการติดสปายแวร์ปรับแต่งบราวเซอร์ไม่ให้อนุญาตให้รันป๊อบอัพและคุกกี้ไฟล์ เนื่องจากปอบอัพเหล่านี้มักเกิดจากสคริปต์ที่รันโดยวินโดว์หรือเนื้อหาที่มีการรัน อัตโนมัติการปรับแต่งภายในบราวเซอร์เป็นไปเพื่อลดหรือป้องกันไม่ให้สคริบต์หรือแอคทีฟคอนเทนต์ (Active Content) หรือลดจํานวนป๊อบอัพที่มักปรากฏขึ้นเองบ่อยๆบางบราวเซอร์จะมีเครื่องมือปรับแต่งหรือปิดกั้นหรือจํากัดการป๊อบอัพของวินโดว์ไฟล์คุกกี้ถาวรบางประเภทก็จัดเป็นสปายแวร์เช่นกันเพราะมันจะเปิดเผยว่าคุณเข้าสู้เว็บเพจอะไรบ้าง คุณสามารถปรับแต่งค่าความปลอดภัยบนบราวเซอร์ให้อยู่ในระดับที่มีความปลอดภัยสูง หรือ อนุญาตเฉพาะไฟล์คุกกี้ของเว็บที่กําลังจะเข้าถึงเท่านั้น (ดูเพิ่มเติมได้ที่browsing safely: Understanding active content and cookies for moreinformation) หรือ ดูได้จากบทความเผยแพร่ไวรัสเรื่องการปรับค่า Security Zone เพื่อป้องกันไวรัสของโปรแกรม MS Internet Explorer เรียบเรียงโดย : ชวลิต ทินกรสูติบุตร เรียบเรียงเมื่อ : 19 กันยายน 2544หรือปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้

ขั้นที่ 1 ไปที่ Tool -> Internet option -> Security tab

ขั้นที่ 2 เมื่อเลือกแถบ Security แล้ว คลิ้กเลือก internet (ดังภาพ)

ขั้นที่ 3 คลิ้กที่แถบ Custom Level บริเวณด้านล่างของบ็อกซ์ (ดังภาพ) จากนั้นให้คลิ้ก DisableActiveX Active script , Java Script และ File Download และกดปุ่มOK หมายเหตุคุณต้องแน่ใจก่อนว่าผลที่เกิดจากการยกเลิกคุณสมบัติเหล่านี้จะไม่กระทบต่อการเรียกใช้งานระบบผ่านเว็บโดยผู้พัฒนาขององค์กรหากมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นขอให้คุณติดต่อฝ่ายไอทีขององค์กรเป็นผู้ปรับแต่งค่าเหล่านี้ให้แทน

วิธีกําจัดสปายแวร์?

  - ทําการแกนเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างถี่ถ้วน ด้วยโปรแกรมแอนติไวรัสซึ่งแอนติไวรัสบางยี่ห้อจะมีคุณสมบัติในการค้์นหาและกําจัดสปายแวร์แต่แอนติไวรัสอาจไม่สามารถมองหาสปายแวร์พบแบบ real timeได้ดังนั้นควรกําหนดให้โปรแกรมแอนติไวรัสของคุณทําการสแกนหาไวรัสเมื่อเครื่องอยู่ในสภาวะปลอดจากการใช้งานใดๆ และควรทําการ  สแกนอย่างถี่ถ้วนและสม่ำเสมอเช่นวันละครั้งหลังเลิกงานเป์นต้น

   -ทําการติดตั้งโปรแกรมแอนติสปายแวร์ที่มีลิขสิทธิ์และถูกออกแบบมาเพื่อกําจัดสปายแวร์โดยเฉพาะมีผู้ผลิตหลายรายที่เสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัตินี้ซึ่งจะสแกนหาสปาย  แวร์บนเครื่องและกําจัดสปายแวร์ออกจากเครื่องได้สําหรับผลิตภัณฑ์แอนติสปายแวร์ที่เป็นที่นิยมได้แก่LavaSoft’Adaware,Webroot’sSpySweeper, PestPatrol, Spybot Search and Destroy (ตามลิ้งก์ด้านล่าง) หรือ เข้าอ่านในเว็บไซต์ ThaiCERT เรื่องวิธีการใช้งานโปรแกรม Ad-aware  เขียนโดย  คุณกิตติศักดิ์ จิรวรรณกูล

(http://www.thaicert.nectec.or.th/paper/spyware/AdawareHowToEliminateSpyware.pdf)แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

http://www.lavasoftusarrior.com/

http://www.spysweeper.com/

http://www.pestpatrol.com/

http://www.safer-networking.org/en/index.html

 แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Mindi McDowell, Matt Lyte, http://www.us-cert.gov/cas/tips/ST04-016.html  http://thaicert.nectec.or.th/paper/spyware/IntroToSpyware.pdf

 

โดเมนเนม

วันพุธ, ธันวาคม 3rd, 2008

ความหมายของ Domain Name

+ ชื่อที่สามารถเป็นเจ้าของ เมื่อผู้ใช้กรอกชื่อลงไปในช่อง Address ของ Internet Explorer ก็จะส่งชื่อโดเมนไปร้องถามจากเครื่องบริการแปลชื่อโดเมน (Domain Name Server) และได้รับไอพีแอดเดรส (Internet Protocol Address) เพื่อเชื่อมต่อไปยังเครื่องบริการที่มีหมายเลขไอพีนั้นเป็นลำดับต่อไป
+ โดเมนเนม คือ ชื่อที่ใช้อ้างถึงหมายเลขไอพีของเครื่องบริการ เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ เช่น google.com หรือ thailand.com เป็นต้น
+ A name that is entered into a computer (e.g. as part of a Web site or other URL, or an e-mail address) and then looked up in the global Domain Name System which informs the computer of the IP address(es) with that name.
+ Domain names are hostnames that provide rememberable names to stand in for numeric IP addresses. They allow for any service to move to a different location in the topology of the Internet (or another internet), which would then have a different IP address.
ความหมายของ ICANN.ORG จาก wikipedia.org
หน่วยงานที่ก่อตั้งเพื่อจัดการ Domain Name และ IP Address เป็นผู้จัดการองค์ประกอบทางเทคนิคเกี่ยวกับ DNS และทุกคนในโลกสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ รวมถึงการอนุญาตให้บริษัทต่าง ๆ ที่ต้องการรับจดโดเมน แต่ ICANN ไม่ใช่ผู้ทำธุรกิจรับจดโดเมน
ICANN :The Internet Corporation for Assigned Names and Numbers (ICANN) is an internationally organized, non-profit corporation that has responsibility for Internet Protocol (IP) address space allocation, protocol identifier assignment, generic (gTLD) and country code (ccTLD) Top-Level Domain name system management, and root server system management functions. These services were originally performed under U.S. Government contract by the Internet Assigned Numbers Authority (IANA) and other entities. ICANN now performs the IANA function.
ICANN (pronounced “I can”) is the Internet Corporation for Assigned Names and Numbers. Headquartered in Marina Del Rey, California, ICANN is a California non-profit corporation that was created on September 18, 1998 in order to oversee a number of Internet-related tasks previously performed directly on behalf of the U.S. Government by other organizations, notably IANA.
The tasks of ICANN include managing the assignment of domain names and IP addresses. To date, much of its work has concerned the introduction of new generic top-level domains. The technical work of ICANN is referred to as the IANA function; the rest of ICANN is mostly about defining policy.

แฮกเกอร์

วันพุธ, ธันวาคม 3rd, 2008
แฮคเกอร์ล้วงคอโนเกียขโมยเกมเอ็น-เกจ
แฮคเกอร์ อ้างแฮครหัสป้องกันมือถือเล่นเกมเอ็น-เกจ ของโนเกียสำเร็จ คุยสามารถนำเกมไปเล่นกับโทรศัพท์มัลติมีเดียรุ่นอื่นได้ ขณะที่ผู้ผลิตมือถือ อันดับ 1 ของจากฟินแลนด์ เร่งมือสืบหาต้นตอ พร้อมประกาศดำเนินคดี ถึงที่สุดหากพบว่าผิดจริง ด้านไมโครซอฟท์หั่นราคาเอ็กซ์บ็อกซ์ในญี่ปุ่นลงกว่า 30% เปิดศึกชิงแชร์กับโซนี่เจ้าตลาด
สำนักข่าวเอพี รายงานว่า บริษัท โนเกีย อยู่ระหว่างสืบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ กรณีดังกล่าว ซึ่งหากรหัสที่ว่านี้ถูกแฮคจริง จะทำให้ เกมเอ็น-เกจ สามารถเล่นกับ โทรศัพท์มือถือที่ใช้ระบบ ปฏิบัติการซีรีส์ 60 (Series 60) ของผู้ผลิตรายอื่นได้ นอกจากนี้ ยังหมายถึง ก๊อบปี้ปลอม จะถูกดาวน์โหลด ได้ฟรีจากอินเทอร์เน็ต
“โนเกีย ทราบว่า เวบไซต์หลายแห่งมีก๊อบปี้เกมที่ถูกแฮคมา และกำลังเร่งมือสืบสวนหาข้อเท็จจริง” โฆษกหญิงโนเกีย กล่าว พร้อมยืนยันว่า หากเป็นเรื่องจริงทางบริษัทก็จำเป็นต้องดำเนินการบางอย่างเพื่อป้องกัน ทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองต่อไป

ขณะที่ ยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่เกมเอ็น-เกจ ซึ่งมีราคาประมาณ 30-35 ดอลลาร์ จะสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทางอินเทอร์เน็ต

ทั้งนี้ เวบไซต์ สปอง.คอม (http://spong.com/) ระบุว่า ระบบรักษา ความปลอดภัยของเอ็น-เกจ ถูกทำให้แตกเหมือนกับเปลือกไข่ ส่งผลให้เครื่องโทรศัพท์ของผู้ผลิต รายอื่น สามารถเล่นเกมที่ออกแบบพิเศษ สำหรับมือถือเล่นเกมที่ว่านี้ รวมทั้ง สามารถบันทึกไว้บนเอ็มเอ็มซี เมโมรี่ การ์ดได้ด้วย โดยข้ออ้างข้างต้น มีการเผยแพร่ในเวบไซต์ต่างๆ เป็นครั้งแรกเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา

เอ็น-เกจ ซึ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา มีจุดเด่นอยู่ที่สามารถ เล่นเกมมัลติเพลเยอร์ บนโทรศัพท์มือถือไตรแบนด์ ซึ่งรองรอบการเชื่อมต่อไร้สายบลูทูธ อีกทั้งยังประกอบด้วยเครื่องเล่นเอ็มพี3 และฟังวิทยุระบบเอฟเอ็มได้ โดยนับตั้งแต่เปิดตัวเป็นต้นมา สามารถขายได้แล้วอย่างน้อย 400,000 เครื่อง ด้วยราคา 200 ดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าเครื่องเล่นเกมพกพาของโซนี่ และนินเทนโด

ด้านบริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ป.ประกาศลดราคาเครื่องเล่นเกม เอ็กซ์บ็อกซ์ (Xbox) ในญี่ปุ่นลงมากกว่า 30% เหลือ 155 ดอลลาร์ เพื่อต้องรับเทศกาลซื้อของในช่วงวันหยุด และจะมีผลตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายนเป็นต้นไป สำหรับความเคลื่อนไหวของยักษ์ใหญ่วงการ ซอฟต์แวร์โลกในครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากบริษัท โซนี่ คอร์ป.ซึ่งเป็นคู่แข่งกันในอุตสาหกรรม เครื่องเล่นเกม ได้นำร่องหั่นราคาเครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชั่น 2 (PlayStation 2) ลง 21% ไปก่อนหน้านี้

โทษของอินเตอร์เน็ต

วันศุกร์, พฤศจิกายน 28th, 2008

 

ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลก่อให้เกิดประโยชน์มากมายได้แก่
- ด้านการติดต่อสื่อสาร เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือการพูดคุยด้วยการส่งสัญญาณภาพและเสียง
- เป็นระบบสื่อสารพื้นที่จำลอง (Cyberspace) ไม่มีข้อจำกัดทางศาสนา เชื้อชาติ ระบบการปกครอง กฎหมาย
- มีระบบการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
- สามารถค้นหาข้อมูลในด้านต่างๆ ได้ผ่านบริการ World Wide Web
- การบริการทางธุรกิจ เช่น สั่งซื้อสินค้า หรือการโฆษณาสินค้าต่างๆ
- การบริการด้านการบันเทิงต่างๆ เช่น การดูภาพยนตร์ใหม่ๆ การฟังเพลง ในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต การเกมออนไลน์ เป็นต้น

  โทษของอินเตอร์เน็ต มีหลากหลายลักษณะ ทั้งที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เสียหาย, ข้อมูลไม่ดี ไม่ถูกต้อง, แหล่งซื้อขายประกาศ
ของผิดกฏหมาย,ขายบริการทางเพศ ที่รวมและกระจายของไวรัสคอมพิวเตอร์ต่างๆ

- อินเตอร์เน็ตเป็นระบบอิสระ ไม่มีเจ้าของ ทำให้การควบคุมกระทำได้ยาก
- มีข้อมูลที่มีผลเสียเผยแพร่อยู่ปริมาณมาก
- ไม่มีระบบจัดการข้อมูลที่ดี ทำให้การค้นหากระทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร
- เติบโตเร็วเกินไป
- ข้อมูลบางอย่างอาจไม่จริง ต้องดูให้ดีเสียก่อน อาจถูกหลอกลวง-กลั่นแกล้งจากเพื่อนใหม่
- ถ้าเล่นอินเตอร์เน็ตมากเกินไปอาจเสียการเรียนได้
- ข้อมูลบางอย่างก็ไม่เหมาะกับเด็กๆ
- ขณะที่ใช้อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์จะใช้งานไม่ได้

ระบบเครือข่าย

วันศุกร์, พฤศจิกายน 21st, 2008
อุปกรณ์ในระบบเครือข่าย
นอกจากเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 2 เครื่องขึ้นไปแล้ว ยังต้องมีอุปกรณ์เน็ตเวิร์กที่ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างกันอีกด้วย ซึ่งจะต้องหาซื้อมาติดตั้งลงไปในเครื่อง อุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นต้องใช้งานคือการ์ดเน็ตเวิร์ก, สายแลนด์, หรือหัวต่อสายเคเบิ้ล, หัวต่อสายแลนด์, ฮับ, และสวิตช์

การ์ดเน็ตเวิร์ก (Network Card)
NIC (Network Interface Card) การ์ดเน็ตเวิร์ก หรือการ์ดแลนด์ มีการนำมาใช้งานบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ IBM PC นานร่วม 15 ปี มีหน้าที่ติดต่อสื่อสารและรับ-ส่งข้อมูลระหว่างเครื่องเมนเฟรม และ เครื่องไมโคคอมพิวเตอร์ ในอดีตการ์ดเน็ตเวิร์กจะเป็นแบบบัส ISA ซึ่งใช้เสียบลงไปบนสลอต ISA บนเครื่องคอมพิวเตอร์และต้องมานั่งเซตจั๊มเปอร์ของ IRQ. Address เพื่อไม่ให้ไปชนกับอุปกรณ์อื่นๆ อีกด้วย

จากรูปที่ 2.1 เป็นการ์ดเน็ตเวิร์กแบบบัส ISA ซึ่งปัจจุบันไม่นิยมใช้งานแล้ว จะเห็นว่าที่ด้านหลังมีขั้วเชื่อมต่อแบบ RJ-4,BNC และ Au ขั้วเชื่อมต่อแบบ RJ-4 จะต้องทำงานร่วมกับกล่องฮับ ส่วนขั้วเชื่อมต่อ แบบ BNC ไม่ต้องใช้ฮับร่วมทำงาน เพราะใช้ T-Connector และ Terminator (ตัวปิดหัวท้าย) แทน

การ์ดเน็ตเวิร์กจะมีหลายแบบด้วยกัน ขึ้นอยู่กับสลอตบนเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น ISA, PCI, PCMCIA USB Port หรือ Compact Flash

PCI (Peripheral Component Interconnect) เป็นระบบบัสที่ได้รับความนิยมสูงมาก ซึ่งได้เข้า มาแทนบัสแบบ ISA PCI บัสมีอัตราการส่งผ่านข้อมูลสูงถึง 133 เมกกะไบต์ต่อวินาที นอกจากนี้ยังสามารถ กำหนดค่า IRQ,DMA, Memory Address ให้อุปกรณ์และการ์อินเทอร์เฟซอัตโนมัติ เมื่อเสียบการ์ดเน็ตเวิร์ก แบบ PCI ลงไปบนเครื่องแล้ว ส่วนมาจะมองเห็นและใช้งานได้ทันที

PCMCIA (Personal Computer Memory Card International Association) เป็นการ์ดเสียบขนาดเล็ก เท่ากับบัตรเครดิต เป็นอุปกรณ์ขยายระบบให้คอมพิวเตอร์ Notebook เช่น การ์ดหน่วยความจำ แฟกซ์ โมเด็ม การ์ดเน็ตเวิร์ก หรือ ฮาร์ดดิสก์ขนาดเล็ก

USB Port (Universal Serial Bus) เป็นพอร์ตเชื่อมต่อแบบใหม่ที่สามารถจะนำอุปกรณ์เข้ามาเชื่อมต่อได้ จำนวนมากถึง 100 กว่าตัว