google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

บล็อกล่าสุด

บล็อกย้อนหลัง

คอมเมนท์ล่าสุด

บ้านเพื่อนสุดน่ารัก ^ ^

ลิงค์น่าสนใจ

เล่าเรื่องหนังสืออภินันทนาการจากสำนักพิมพ์

พฤษภาคม 28, 2009


 

ขอเม้าท์แบบสบายๆกันดีกว่าด้วยเรื่องของหนังสือล้วนๆค่ะ

แต่คราวนี้เป็น…หนังสือฟรี!!!

 

โอ้แม่เจ้า ได้ยินเรื่องของฟรีทีไรตามันวิ้งๆ

แต่อันที่จริงกว่าจะได้มาเนี่ยก็หืดขึ้นคอ

เพราะก่อนอื่นงานเราต้องผ่านเข้ากระบวนการพิมพ์

จนถึงวางขายเสียก่อนค่ะ

 

หนังสือฟรีที่ว่านี้จึงจะมาเยือน…โอ้วลา~

 

ช่วงมีหนังสือออกใหม่ทีไรสังเกตไหมคะว่าบรรดา

แฟนคลับที่ติดตามนิยายกันมานานมักมีกิจกรรม

ลุ้นรับแจกหนังสือกันสนุกสนาน

 

นักเขียนยังไม่ร่ำรวยทันทีที่นิยายออกวางแผง

หรอกค่ะพี่น้องขา…แถมนโยบายควักเนื้อนี่ก็

ไม่สู้จะดีเท่าไหร่เนื่องจากยังไม่แน่นอนอะไรว่า

เงินจะมาถึงมือจริงหรือไม่ (เรื่องพวกนี้เราเอาไว้

เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลไปก่อนละกันเนาะ

บางคนมีปัญหา บางคนก็ไม่มี หุหุ)

 

หนังสือนี้ท่านได้แต่ใดมา

ตอบสั้นๆเลยว่า…สำนักพิมพ์จัดให้…

 

เมื่อไหร่ที่จรดลายเซ็นลงในสัญญา

มองละเอียดหน่อยนะคะเผื่อผ่านตาข้อความ

ที่แจ้งว่าสำนักพิมพ์จะจัดส่งนิยายโดยไม่คิดมูลค่า

มาให้นักเขียนเป็นจำนวน…….เล่ม

 

บางที่ก็ไม่ยักมีในเอกสารแฮะ

แต่ลองแย้บๆถามได้ค่ะ ^ ^

ไม่ผิดกติกามารยาทแต่ประการใด

เพราะเขาแจกกันทุกที่ไป

 

ปกติก็จะอยู่ราวๆ 10-20 เล่ม

ส่วนมากก็ฟันธงกันไปเลยว่า 10 เล่ม

หรือ 20 เล่ม ยังไม่เคยเจอประเภทว่า

11,12,18 ฯลฯ แบบมีเศษๆเลยนะคะ

เข้าใจว่าเลขสวยส่งสะดวก…หรือเปล่าหว่า?

 

ที่ไหนใจดีก็อาจได้มากกว่านั้น

 

แต่พี่ๆนักเขียนบางท่านมือเก๋าๆเขาก็บอกว่า

มันก็คือส่วนหนึ่งของค่าลิขสิทธิ์หนังสือเรา

ที่สำนักพิมพ์มิได้จ่ายมาเป็นตัวเงินนั่นแลเจ้า…

 

หนังสืออภินันทนาการเขาเอาไว้ทำอะไรกันหนอ

 

1. เอาไว้แจกแฟนคลับ (ถ้ามีเผอิญเราไม่มี)

2. เอาไว้แจกเพื่อนฝูงและญาติพี่น้อง

เขาเหล่านี้จะเอาไปช่วยโฆษณาต่อว่า

เล่มนี้ฉันรู้จักคนเขียนนะยะ…ซื้อซะ!!!

 

ล้อเล่นค่ะล้อเล่น ^o^

จริงๆแล้วอาจไปอยู่บนหิ้งสักการบูชาประมาณว่า

มีวันนี้ในชีวิตที่เธอทำอะไรสำเร็จแล้วสินะ

(T^T ปลาบปลื้ม)

 

3. เอาไว้แลกกันเองในหมู่นักเขียน

 

ข้อนี้สำคัญค่ะ เป็นเหมือนมารยาทอย่างหนึ่ง

ที่รู้กันว่า บรรดานักเขียนหลังไมค์

จะไม่เดินมาขอเปล่าๆ แต่ต้องเอาของฉัน

แลกกับของเธอ อยู่เป็นนิจ

 

แต่กรณีที่นิยายออกไม่ตรงกัน

ของคนที่เราต้องการแจกไปหมดแล้ว

นักเขียนก็เล่นง่ายค่ะ…แปะโป้ง…

 

ไม่แนะนำให้แปะโป้งเยอะ หรือรับแปะเยอะค่ะ

 

อย่างที่คะเนยอดหากงานผ่านงวดถัดๆไป

หนังสืออภินันทนาการมีจำกัด อาจต้องควักเนื้อ

ซื้อหามาเพิ่มทั้งที่ค่านิยายยังมิออกเลยก็ได้ 55+

 

4. นิยายเหล่านี้มีไว้เก็บ

เผื่อว่าจะกลายเป็นของหายากในอนาคตค่ะ

พิมพ์ครั้งที่ ๑ นี่เป็นประมาณ พิมพ์นิยม

ให้เขาหมดแล้วจะร้องไห้แงๆไม่รู้ด้วยนะ…

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกเล่มที่ต้องถูกส่งออกจากอ้อมอก

ควรบินไปพร้อมด้วยลายเซ็นที่ระลึกนะคะ

 

เพื่อนเยอะแบบพลอยค่อนข้างเศร้าค่ะ

มาทีก็หายวูบๆ เพราะเขาเล่นจองกันตั้งแต่

รู้เป็นการภายในว่าจะออก TOT

 

น้องนักเขียนบางคนบอกว่า

พี่พลอยคะ หนูไม่รู้จะแลกกับใคร

เหลือที่บ้านเพียบเลยค่ะ

 

(ช่างน่าอิจฉาเสียนี่กระไร)

 

ที่ต้องให้เครดิตก่อนมักเป็นกรณีแลกหรือแปะโป้ง

เนื่องจากการได้ผลงานนักเขียนหลายๆท่านนั้น

ค่อนข้างหายาก…อันนี้ก็แล้วแต่จะพิจารณากัน

ว่าเราจะจัดอันดับยังไงนะคะ

 

บางคนก็จัดหมวดหมู่เพื่อนพ้องน้องพี่เอาไว้ต้นๆ

พอดีคนใกล้ตัวพลอยสอยไปหลายเล่มแล้วค่ะ

เรื่องหลังๆเลยกันไว้แลกก่อนล่ะ เหอๆๆๆ

 

อ้อ…แล้วอย่าลืมคำนวณค่าจัดส่งเตรียมไว้นะคะ

ส่งแบบลงทะเบียนปลอดภัยกว่าค่ะ

(ไม่ตองถึงขนาด EMS ก็ได้นะ เพราะหลายเล่ม

ยอดรวมกันจะแพงกระฉูด)

 

คราวนี้นอกจากมีลุ้นส่งงาน ผ่าน/ไม่ผ่าน แล้ว

ยังมีเรื่องเล่นสนุกคือให้ลองทำลิสต์รายการ

สำหรับจัดการหนังสืออภินันทนาการเหล่านี้ดู

 

แล้วคุณจะรู้ว่าปวดเฮดไม่ธรรมดาทีเดียว…

^–^

Ploy666.

ความรักริมดาว (นิยายเล่มล่าสุดวางจำหน่ายแล้วค่ะ)

พฤษภาคม 20, 2009


ผลงานของ PLOY666

ชื่อเรื่อง : ความรักริมดาว
ประเภท : โรแมนติก
นามปากกา : ทรายออน
สำนักพิมพ์ : อรุณอุ่นไอรัก (เครืออมรินทร์)
ราคา : 215.- บาท
วางจำหน่าย : พฤษภาคม 2552

รายละเอียด


ปวริศ ทำงานให้สาวสวยไฮโซผู้เย่อหยิ่งอย่าง เพชรกะรัต มาห้าปีเต็ม
จู่ๆหล่อนก็เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุแบบไม่มีใครคาดคิด
เรื่องราวกลับอลวนเมื่อวิญญาณสาวโกงความตายกลับมาป่วนด้วยปัญหาชวนปวดเศียรเวียนเกล้า

การแก้ปัญหาท่ามกลางความสับสนทำให้ปวริศค้นพบหัวใจของตนเอง…

การแบ่งบทในนิยาย

เมษายน 24, 2009

 

 

วันนี้มีคำถามน่าสนใจเก็บมาจากเพื่อนที่คุยกันอยู่เรื่องเขียนนิยายค่ะ
ที่เคยบอกไปแล้วว่าปกติเปิดโปรแกรม Word มาพิมพ์นั้น
ไม่ต้องกั้นหน้ากั้นหลังใหม่ ให้พิมพ์ไปเลยที่เขาเรียกว่า มาตรฐานเวิร์ด

ทีนี้พอพิมพ์ๆไปก็เริ่มไม่มั่นแล้วสิ…
เอ…ทำไมในเล่มๆนิยายที่วางขายกันมันมีแบ่งบทด้วยล่ะ

มาดูกันว่าเขาแบ่งบทกันอย่างไร

1. การแบ่งบทเมื่อเขียนออนไลน์ในอินเตอร์เน็ต


- บทหนึ่ง 4-6 หน้า A4

กรณีนี้ต้องกะเผื่อเรื่องการจัดหน้าด้วยนะคะ
เพราะบางเว็บไซต์เมื่อไปลงอัพต้องมีการเคาะบรรทัด
เพิ่มขึ้นเพื่อให้อ่านง่ายสบายตา จำนวนหน้าเลยอาจน้อยหน่อย
เป็นราวๆสัก 4 หน้า A4 + บรรทัดว่างที่เคาะเพิ่มเติม
ถ้าแฟนตาซีก็อาจอัพเยอะหน่อยตามลำดับเนื้อหา

ยาวไปคนจะละสายตา เอาแต่พอเหมาะค่ะ ^ ^

2. การแบ่งบทเมื่อส่งต้นฉบับไปสำนักพิมพ์


นิยายรักทั่วไป
- บทหนึ่ง 6-8 หน้า A4
นิยายแฟนตาซี
- บทหนึ่ง 8-12 หน้า A4

จะจบบทเมื่อใดให้ดูความเหมาะสมของเนื้อหาเป็นหลัก
เพราะเหตุผลนี้ทำให้การแบ่งบทมีความยืดหยุ่นดังที่เห็น

3. การแบ่งบทเมื่อส่งต้นฉบับไปลงนิตยสาร


นิยายรักทั่วไป
- บทหนึ่ง 6 หน้า A4


อันนี้ได้ยินมาว่าค่อนข้างเป็นมาตรฐานนะคะ
พยายามเขียนจบในปริมาณที่ใกล้เคียงไว้จะดี

******************
แต่บางทีพลอยก็เขียนไปให้จบก่อนค่อยแบ่งบททีหลังค่ะ
อยู่ที่จังหวะการจบฉากว่าจะลงตัวแค่ไหนอย่างไรด้วยล่ะ

การแบ่งบทไม่ถึงขั้นเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
เพราะบางทีสำนักพิมพ์ก็เข้ามาช่วยตรวจทานแนะนำด้วย
ก่อนพิมพ์จริง…ใจเย็นๆกันนะคะ ^–^

สัญญาอีกรูปแบบที่นักเขียนพึงรู้

มีนาคม 18, 2009

 

หลายคงผ่านตามาบ้างแล้ว แต่เอาไว้เผื่อว่าจะมีใครตกหล่นข่าวสารไปละกันค่ะ

 

สัญญาแบบนี้จัดอยู่ในหมวดที่ต้องพินิจพิจารณาก่อนตกลงใจ
(อันที่จริงก็ต้องดูทุกสัญญาน่ะแหละเนอะ)
จะมีการทาบทามไปยังนักเขียน จากสำนักพิมพ์โดยบอกว่า
ที่นี่รับพิมพ์แบบไม่จำกัดกติกา แปะปกหน้าเว็บ
หากมีใครสั่งซื้อมาจึงพิมพ์ขาย

ดูดีๆนะคะ “พิมพ์เมื่อมียอดสั่งซื้อ”
ข้อดี
1.นักเขียนไม่ถูกจำกัดลักษณะของงาน
2.นักเขียนไม่ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายใดๆ
เมื่อมียอดสั่งซื้อก็จะมีรายได้แบบชิวชิว

ข้อเสีย
1.นักเขียนไม่มีบรรณาธิการดูแลต้นฉบับให้

ดูแล้วข้อดีมีเยอะกว่าข้อเสียใช่ไหมคะ ^ ^
อันที่จริงต้องดูลักษณะของหมายเหตุไว้ด้วยค่ะ
ในเรื่อง “ระยะเวลาการหมดสัญญา”
มิเช่นนั้นสัญญาลักษณะนี้จะกลายเป็นการ “ขายขาด” ไป
ซึ่งหลายคนไม่น่าจะชอบใจนักเพราะสิทธิ์ในงานเขียนของเรา
ตกเป็นของสำนักพิมพ์ไปแบบถาวร

ให้เช็คดูว่าเป็นสัญญาที่มี “ช่วงระยะเวลา” กี่ปีก็ว่ากันไป
ขอแค่หมดสัญญาแล้วเราได้ลิขสิทธิ์ของงานกลับคืนมาก็พอ

หรือในกรณีที่ระบุว่าต้องขายได้ “กี่เล่ม” ถึงจะหมดพันธะ
ลองกะดูในความเป็นจริงด้วยค่ะ ว่าลักษณะการส่งเสริมการขายนั้น
สามารถทำให้ยอดที่บอกไว้เป็นจริงได้ไหม…อย่างไร

เพราะถ้าเกิดเมื่อไหร่ที่ยอดไม่เดินไปถึงเป้าหมาย
ลิขสิทธิ์นิยายก็ไม่มีวันได้คืนเช่นกัน

 

 

 

******* ******
การไม่มีบรรณาธิการตรวจทานก็เช่นกัน ตัวงานอาจมีข้อผิดพลาด
หลงหูหลงตาเราไปได้ง่าย…ดังนั้นระวังค่ะ
พยายามทุกทางที่จะจัดการไม่ให้เกิดความผิดพลาดนะคะ

สัญญาทุกประเภทมีทั้งข้อดีและข้อเสียแหละค่ะ
อยู่ที่นักเขียนจะตัดสินใจเลือกมากกว่า…รอบคอบสักนิด
พิจารณาอีกหน่อยว่ามันตรงใจเราหรือยัง ค่อยลงนามเอกสารนะคะ
ไม่ต้องรีบร้อนมากนัก

ทุกข้อเสียมีทางแก้ไขได้ถ้าเราระวังมากพอ  ^–^อย่ามองแค่โอกาสเฉพาะหน้าที่จะได้พิมพ์
โดยไม่ใส่ใจว่าสิ่งที่พิมพ์ไปจะมีคุณภาพสำหรับคนยอมเสียสตางค์ไหม
หากคนซื้อเสียความรู้สึกไปแล้ว เอาคืนมาได้ยากเต็มที

นักเขียนกับคุณผู้อ่านสมัยนี้นั้น
อยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง…ต้องให้สิ่งดีๆแก่กันจึงจะถูกค่ะ ^o^

Ploy666.

 

 

 

เขาทิ้งฉันไว้…ในความรัก…

หญิงสาวผู้โง่เขลาเดินดุ่มบนทางสายรุ้ง
เธอมองหา…
และได้พบกับโชคชะตาสวยงาม
เธอร่ำรวยด้วยความรักจากคนรอบกาย ทั้งชายหญิง

จนวันหนึ่งได้พบเขา
…ผู้ชายที่ปลายรุ้ง…
ราวกับเวลาจะหยุดหมุน
โลกทั้งใบได้พลิกคว่ำลงใต้ฝ่าเท้า
ความรักพลันเจิดจ้าเหนือสิ่งใด

หญิงสาวหยิบคว้าความรักมาพันธนาการรอบกาย
มัดใจเธอไว้กับใจเขา
แม้ฝนจะพรำ ลมจะเย็นยะเยียบก็มิอาจทำให้เธอหลุดพ้น
…ทว่าเขากลับอดทนได้ไม่เพียงพอ

ชายหนุ่มแกะสายใยรักนั้นออกและบอกลา
เขาต้องการบางสิ่งที่มากกว่าการผูกมัด
สายตาของเขาส่งเธอกลับไปยังเนินสูงกลางสายรุ้ง
ปล่อยเขาให้เดินลับหายสุดปลายทางเพียงลำพัง

เธอทรุดตัวร่ำไห้
แต่เขาไม่ได้ยิน…เพราะไม่ปรารถนาจะรับฟัง
เธอวิงวอนให้เขากลับมา
จนความรักแปรเปลี่ยนเป็นความชัง
จนความหลังซีดจางกลายเป็นความอาดูรยากหยั่งถึง

เนินสายรุ้งใต้เท้าเริ่มอ่อนยวบลงเพราะชื้นแฉะจากน้ำตา
มันปริแยกแตกยุบพาเธอหล่นลง
หญิงสาวเตรียมใจรับความตายในวินาทีสุดท้าย
…สิ่งที่สร้างความงุนงงให้แก่เธอคือพื้นอันอ่อนนุ่ม
อบอุ่นด้วยความรักที่เธอทำหล่นหายไปในวันที่มีเขา

นับจากนั้นหญิงสาวจึงไม่กลับไปบนสายรุ้งอีก
เธอพึงพอใจกับการทอดกายในฤดูกาลต่างๆอยู่ ณ ที่นี้
เธอตระหนักว่าความชังที่มีนั้นเป็นเพียงเปลือกมิใช่แก่นกระพี้
ลึกลงไปกว่านี้…ความรักจะคงอยู่

เพราะรักแท้ไม่มีวันเปลี่ยนไป
ไม่ว่าจะได้รับความรักตอบกลับมาหรือไม่ก็ตามที…

-จบ-

 

Tag:

Ploy666 ไปไหน?

กุมภาพันธ์ 23, 2009

นู๋พลอย หก หก หก มิได้หายไปไหนค่ะ

พอดีช่วงเดือนที่ผ่านๆมาติดภารกิจด้านงานเขียนจนหัวปั่นหัวฟู

แต่แล้วในที่สุดวาระแห่งความเครียดก็ผ่านพ้นเราไป

นิยายเล่มหนึ่งกำลังรอพิมพ์ คงเห็นปกกันอีกไม่นานนี้

(แต่ก็นานนะ เพราะอีกเป็นเดือนๆแน่ะเอ๊ะ ยังไง หุหุ)

 

ส่วนอีกเรื่องที่ส่งไปก็อยู่ในระบบขั้นตอนของการพิจารณา

เอาไว้ถ้าผลออกมาแบบแฮปปี้เมื่อไหร่จะแจ้งให้ทราบ

เพราะเรื่องหลังนี่เขียนแบบนานสุดๆด้วยความยากหลายอย่างที่กำหนดไว้

 

…เขาเรียกว่าทำตัวเอง เขียนง่ายๆก็มีไม่ชอบ ชิชิ

 

เอาเป็นว่าปีนี้คงได้เจอกันตามแผงหนังสืออีกตามเคยค่ะ

^ ^

ส่วนจะกี่เล่มนั้นสุดแท้แต่บุญพาวาสนาส่งไปละกัน 55+

 

เพื่อนๆเดินตามฝันไปหลายราย ช่วงนี้ใกล้งานสัปดาห์หนังสือมาทุกขณะ

เรียกว่าหลังไมค์ร้อนด้วยการขอแลกลายเซ็นและผลงานรวมเล่มกันอุตลุด

ส่วนใครคนไหนที่ยังค่อยๆเดินอยู่ก็พยายามเข้านะคะ…

ถนนยังกว้าง ทางยังไกล ถ้าไม่ล้มเลิกกลางคันคงได้เจอกัน

 

เว้นแต่นู๋พลอยจะเป๋ออกไปนอกถนนก่อนซะเอง…แหง่ว

 

สวัสดีปีใหม่แบบล้าหลังกันไปเกือบๆ 2 เดือน อย่าว่ากันเน้อ

 

ป.ล. เถอะค่ะ ยังหาที่ฝากไฟล์รูปถูกใจไม่ได้เลยอ่ะ T^T

Tag:

50 หน้าแรกของนิยายมีไว้เพื่ออะไร?

ธันวาคม 11, 2008

ใครคิดว่าบล็อกนี้สอนเทคนิคการเขียนนิยายยกมือขึ้น!!!

-“- ใครเข้าใจแบบนั้นเชิญกลับออกไปก่อนนะคะ
เพราะสิ่งที่พลอยเขียนโพสลงนี้เป็นการบอกเล่า
ประสบการณ์ตรงที่เจอมามากว่า

บางคนอาจทำตามได้ บางคนอาจทำตามแล้วไม่เวิร์ค
ดังนั้นดูไว้เพียงคร่าวๆ หากปรับส่วนใดแล้วได้ผลดีกว่าก็ไปทำเถอะ
อย่ามายึดตามเราเสียทั้งหมด……….T^T

หนังสือไม่มีสูตรสำเร็จในการเขียนหรอกค่ะ
เพียงแต่บางวิธีการที่ใช้ได้ผลมาแล้ว ก็เอามาแบ่งปันให้ทดลองกันดู
เพราะพลอยเองก็ไม่ค่อยชอบพวกวิชาการมากนัก
ชอบสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำมาแล้วมากกว่า

(เห็นได้ชัดว่าหนังสือวิชาการไม่ได้ทำให้คนส่วนใหญ่เป็นนักเขียน
หรือแม้แต่จะเขียนจบ นอกเสียจากทักษะและพรสวรรค์
ของตัวคนที่ลงมือเขียนด้วยความมุมานะ)

แต่หนังสือวิชาการก็เป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายให้คนเรา
ได้เรียนรู้และเริ่มต้นอย่างมั่นใจ…ฉะนั้นอ่านได้ แต่อย่ายึดติด
เทคนิคสารพันที่เราไม่มีปัญญาไปนั่งทวนทีละข้อตอนเขียนหรอก

**********************

50 หน้าแรกของนิยายมีไว้เพื่อ…

คำถามนี้มีขึ้นสำหรับนักเขียนนะคะ ^ ^
หลังจากสรรหาไอเดียในการเขียนจนเกิดพล็อต
สร้างตัวละครแบบคร่าวๆ หรือละเอียดยิบรอไว้แล้ว
คราวนี้เราก็มาวางแผนกันหน่อยดีไหมเอ่ย

ที่ยกมาเป็นอัตราในการเขียนประมาณ 100 - 300 หน้า A4 / เล่ม นะคะ
เพราะหากจำนวนเล่มหนากว่านั้น จาก 50 หน้าแรกนี่
ก็อาจขยับขยายตามกันไปตามสัดส่วนความเหมาะสมได้เช่นกัน

50 หน้าแรกมีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ดังนี้ค่ะ
- เปิดโครงเรื่อง / ปมปัญหาของเรื่อง
- เปิดตัวละคร (โดยเฉพาะตัวเด่น)
- เปิดการใช้สำนวนภาษาที่จะเป็นการคุมบรรยากาศเรื่อง

เปิดโครงเรื่อง / ปมปัญหาของเรื่อง

50 หน้าแรกนี้เป็นช่วงต้นของการค่อยๆทยอยหย่อนประเด็น
ของพล็อตหลักที่มีความสำคัญเอาไว้ค่ะ
เปิดอย่างละนิดละหน่อย ในจังหวะที่พอดี
อย่าเอามาสุมรุมกันกองไว้ที่เดียว…ใจเย็นๆ—ท่องไว้นะ

เปิดตัวละคร (โดยเฉพาะตัวเด่น)

50 หน้าแรกนี้ หากเรามีตัวละครหลายตัว ลองกะดูว่า
ตัวไหนจะใช้พื้นที่เท่าไหร่ (ย้อนดูหัวข้อ “หลักการสร้างตัวละคร” ค่ะ
เพราะพื้นที่ใช้งานหมายถึงความโดดเด่นของตัวนั้นๆ)

การเปิดตัวละคร ยิ่งเด่นเท่าไหร่ ยิ่งต้องใช้พื้นที่
เอ่ยถึงเขา/เธอ มากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการเอ่ยถึง
แบบคลุมเครือ (อาทิ บุรุษลึกลับ) ที่เน้นลักษณะการเคลื่อนไหว
ทักษะความพิเศษต่างๆ แทนประวัติที่มา
หรือการเอ่ยแบบโจ่งแจ้ง ที่มักใช้กับตัวนำเสนอเรื่องราว
(อาทิ พระเอก นางเอก)

แต่ตัวเด่นของเราไม่ได้มีแค่ฝ่ายดี ยังมีฝ่ายร้าย
และตัวประกอบรองๆบางตัวที่อาจมีผลตอนต้นเรื่อง
(แล้วก็อาจค่อยปิดจบไปให้ยุติบทบาทตอนลางเรื่อง ฯลฯ)

ดังนั้นค่อยๆคิดว่า ช่วงไหนใน 50 หน้านี้
ใครควรเสนอตัวออกมาบ้าง อย่างไร…

ซึ่งเอาเข้าจริงๆถ้าตัวละครยิ่งเยอะเท่าไหร่
การเปิดแต่ละตัวออกมาอาจกินพื้นที่คนละหลายฉาก
โดยมีตัวละครหลักยืนพื้นเอาไว้เชื่อมโยง
แสดงว่าตัวละครอื่นๆนั้น เอาเข้าจริงอาจมีโผล่มาเต็มๆ
แค่คนละฉากก็พอ ดังนั้นพยายามหาการนำเสนอที่คนอ่าน
สามารถจดจำตัวละครเด่นเหล่านั้นได้ในปริมาณพื้นที่เขียน
เพียงนิดหน่อยเหล่านั้นให้ดีๆ ^ ^

เปิดการใช้สำนวนภาษาที่จะเป็นการคุมบรรยากาศเรื่อง

50 หน้าแรกนี้เป็นเหมือนพื้นที่โชว์ออฟของนักเขียนค่ะ
เพราะสำนวนภาษา การเลือกสรรคำ ในส่วนของการ
เปิดตัวละครนั้น จะแสดงบรรยากาศของเรื่องราว
ว่าจะเป็นไปในแนวทางใด ใช้คำสละสลวยไหม
หรือใช้เพียงถ้อยคำเรียบง่าย ดำเนินเรื่องไว/ช้า

หากเนื้อหาดำเนินไปหน้าที่ 51 (โดยประมาณ) เมื่อไหร่
นั่นแสดงว่าเราจะก้าวไปยังทุกสิ่งที่เตรียมไว้อย่างเต็มสปีด
และต้องทำให้นักอ่านสามารถก้าวทันจากตอนต้น
ที่เราขึ้นโครงเอาไว้ให้ดู

ไม่อย่างนั้นคนอ่านอาจจะวางหนังสือลง
…จะเสี่ยงหรือคะ?

*************

เช็คที่ 50 หน้าแรกให้ดี ว่าเราพร้อมพอหรือยัง
เพราะมันมีผลอย่างยิ่งสำหรับการอ่านในอีกกว่าร้อยหน้าถัดไปค่ะ

 

ราตรีสวัสดิ์จ้า
Ploy666. ^o^

 

 

หมายเหตุ : 50 หน้าแรกในที่นี้กะโดยประมาณค่ะ
ไม่ใช่ตัวเลขที่ตายตัวแต่อย่างใด
*************************

ป.ล. ถ้าเห็นพลอยไม่ตอบเม้นท์นั่นคือเรื่องปกติค่ะ ^ ^
เพราะบางทีก็ไม่ได้สนใจมากมายนัก

 

 

 

 

 

รูปแบบ “บทสนทนา”

ธันวาคม 2, 2008

 

คำถาม : การพูดคุยของตัวละครมีสูตรตายตัวไหม
คำตอบ : ไม่มีค่ะ!

ก็แหม…ตัวละครก็เหมือนคนจริงนี่เนอะ ^ ^
จะพูดคุยกันแบบไหนยังไงก็ต้องแล้วแต่เหตุการณ์พาไป
ขอแค่ยังคงประเด็นหลักของเรื่องราวเอาไว้ได้ตามเป้าหมายก็พอ

แต่…
(หลายคนอาจบ่นว่า อ้าว! มาอีกแล้วคำนี้)
การจะทำให้บทสนทนาเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้นั้น
นอกจากฝ่ายนักเขียนได้สื่อสารสิ่งที่ตนคิดออกไปแล้ว
ฝ่ายคนอ่านก็ต้องมีได้รับปัจจัยเหล่านี้ประกอบด้วย

1. ความมุ่งหมายของข้อความในบทสนทนา
- ทำให้เนื้อหาของเรื่องราวดำเนินไปข้างหน้า
- ทำให้ภาพลักษณ์ตัวละครชัดเจน
- ทำให้บรรยากาศถูกครอบคลุมไปด้วยอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใดที่มีอยู่

2. สบายตาและไม่ละไปจากเนื้อหาเรื่องราวในหนังสือ
(ด้วยความรู้สึกซ้ำซากในอะไรบางอย่าง…)

วันนี้เราจะมาพูดถึงกรณีในข้อ 2 นี่แหละค่ะ ^o^

รูปแบบบทสนทนาที่นิยมใช้ มีดังนี้

1. “…….” (ไม่มีบรรยาย)

2. “……” บรรยาย

 
3. บรรยาย “…………………………………………”

 
4. “………” บรรยาย “…………………………….
……………………………………………………..”

 

ในนิยายของคุณๆมีหลากหลายถึง 4 แบบหรือยังเอ่ย?

จุดสำคัญคือการจัดวาง ใช้สลับกันอย่างพอเหมาะ ให้เกิดจุดพักสายตา
ด้วยพื้นที่ว่างบนหน้ากระดาษบ้างเป็นครั้งคราว

วันนี้หัวข้อสั้นๆค่ะ
แต่กลับพบว่ามีนักเขียนหลายท่านที่พลอยไปแอบๆดู
อาจพลาดจุดสังเกตนี้ไปบ้างเหมือนกัน

การบ้านคือกลับไปย้อนเช็คสิ่งที่ตัวเองทำมาตลอดเรื่อง
ว่าบทสนทนามีความหลากหลายมากพอหรือยัง
เพราะรับประกันว่าจุดเล็กๆแค่นี้คนอ่านเก่งๆหลายท่านจะรับรู้ไวเชียว
เดี๋ยวโดนติงมาจะต้องไปปรับแก้ทีหลังวุ่นวายเน้อ
T^T

 

 

 

 

 

ปาย…ใกล้บ้าน (อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน)

พฤศจิกายน 28, 2008

ภาพ 1 ที่พักคืนแรกค่ะ
01
.
.
.
ภาพ 2 ที่พักคืนสองค่ะ
02
.
.
.
ภาพ 3 แอบถ่ายจากร้านแมวชมภู ร้านขายอาหารกลางสี่แยกไฟแดง ตกแต่งน่ารัก
03
.
.
.
ภาพ 4 น้ำตกหมอแปง ขับรถไปถึงแล้วเดินนิดหน่อยค่ะ
แต่น้ำตกแม่เย็นนี่ไม่ไหว เดินไกลจากที่จอดรถไป 6 กิโลเมตร อ้วนอ๋องเลยไม่ยอมไปซะงั้น
(อยู่คนละฟากเมืองเลยน้ำตกสองแห่งนี้)
04
.
.
.
ภาพ 5 ทางไปน้ำตกแม่เย็นต้องข้ามปลายลำธารสวยๆนี่ไปก่อนค่ะ
ส่วนนี่คือนักท่องเที่ยวที่ไปบุกน้ำตกแม่เย็นมา ขอให้ช่วยถ่ายรูปคู่ให้หน่อย

อ้วนอ๋องยืนเป็นตากล้อง (ของเขา)
ส่วนนู๋พลอยก็แอบเอากล้องตัวเองมาแชะๆนิดนึงน่า…หุหุ
05
.
.
.
ภาพ 6 เกาะกระจกร้านค้าถ่ายมาจากในตัวเมืองปายค่ะ
06
.
.
.
ภาพ 7 วิวที่พักคืนสอง
07
.
.
.
ภาพ 8 ร้านกาแฟ แบล็กแคนยอน ที่สี่แยกไฟแดงเดิม สีสันสดใสได้ใจไปเลย
08
.
.
.
ภาพ 9 ปิดท้ายด้วยร้านกาแฟแบบแนวๆ “กาแฟเข้าท่า”
อยู่ถนนเส้นไปวัดน้ำฮู นะคะ เปิดร้านสายๆหน่อยแต่ไปแวะเยี่ยมเยียนกันได้เจ้า ^ ^
09
.
.
.

ป.ล. หน่อยเจ้าค่ะ พลอยอัพรูปเข้าโฟโต้บักเก็ตไม่ได้
เลยไปอัพโหลดฝากไฟล์ที่เว็บสไลด์ มันก็เลยเหลือจิ๋วๆแบบนี้

ใครพอมีลิงค์รับฝากไฟล์ภาพแจ่มๆ แวะมาแปะไว้ให้หน่อยนะคะ ขอบคุณค่า

หลักการสร้างตัวละคร

พฤศจิกายน 27, 2008

 

หัวข้อถัดไป เรื่องง่ายๆสนุกๆอย่างโครงเรื่องก็เตรียมไว้แล้ว
คราวนี้มาดูกันดีกว่าว่าตัวละครมีกติกาในการปั้นแบบไหนอย่างไร

“ตัวละครมากไป” มักมีผลต่อการปิดจบไม่ครบตัว
เรื่องทำนักแสดงหายนี่ใครเป็นบ้างคะ เมื่อคนล้นจอมันก็มีหลงลืมบ้าง
แต่จะให้ดี ไม่ทำให้มีกรณีนี้เกิดเลยจะเหมาะกว่า

ส่วนอีกแบบหนึ่งนั้นคือ “ตัวละครไม่พอ”
จำนวนหน้าที่อยากเขียนยืดยาว พอเตรียมคนไว้น้อยเกินไป
มาเพิ่มมาเติมเอากลางเรื่อง กรี๊ด…สิเจ้าคะ มันไม่เนียน
สงสารคนอ่านตาดำๆกันนิดหนึ่งเถอะ

หลักในการสร้างตัวละครนั้น
เราควรถามตัวเอง 3 อย่างต่อไปนี้…

ใช้มาก / ใช้น้อย / ใช้ไหม?

ฟังดูง่ายเนอะ มันก็คือการคัดเกรดนักแสดงออกเป็น 3 ประเภท

1. ใช้มาก
หัวข้อนี้เน้นไปที่บรรดาตัวละครเอกทั้งหลาย จะฝ่ายดีฝ่ายร้ายได้หมด
ขอแต่ให้บทบาทเยอะๆและมีแรงขับเคลื่อนเรื่องราวตลอดงาน
ได้แก่ พระเอก นางเอก ตัวร้าย  ฯลฯ (อาจมีอย่างละหลายตัวได้)

กรุ๊ปที่ 1 นี้ นอกจากจะมีอิมเมจในใจที่ชัดเจนแล้ว
การตั้งชื่อต้องพิถีพิถันให้เข้ากับบุคลิกลักษณะด้วย
อาจจดบันทึกลงเก็บไว้ถึงรายละเอียดอื่นๆเป็นประวัติส่วนบุคคลกันเลยก็ได้ค่ะ
เพราะพวกเขาหรือเธอเหล่านี้ มีกิจกรรมทำเยอะแยะไปหมดในเนื้อเรื่อง
บางทีคนเขียนอย่างเราๆก็อาจพลาด/ลืม อะไรบางอย่างไป
ต้องป้องกันไว้นิดหน่อย

2. ใช้น้อย
หัวข้อนี้เน้นไปที่บรรดาตัวละครรองๆลงมา
เหมือนเคยคือได้หมดทั้งฝ่ายดีและร้าย เพียงแต่พวกเขาโผล่มาบ่อยครั้ง
และช่วยเติมเต็มจุดพร่องของตัวละครเอกให้เนื้อหาของเรื่องสมบูรณ์ขึ้น
ได้แก่ พระรอง นางรอง ตัวประกอบฝ่ายดี และร้าย ฯลฯ

กรุ๊ปที่ 2 นี้ อิมเมจในใจอาจเป็นแบบคร่าวๆ
การตั้งชื่อก็ไม่ถึงกับพิถีพิถันมากมายนัก แต่ก็ต้องมีลักษณะที่ทำให้คนอ่านจดจำได้
จดบันทึกรายละเอียดอื่นๆเก็บไว้บ้างตามสมควร
พวกเขาหรือเธอเหล่านี้จะโผล่มาเป็นระยะๆ แม้จะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง
ทิศทางของเรื่องที่หวือหวาเท่าตัวละครเอกก็ตามที

3. ใช้ไหม?
หัวข้อนี้เน้นไปที่บรรดาตัวละครซึ่งอาจโผล่มาบ่อยแต่ไร้ความสำคัญ
หรือนานๆครั้งโผล่มาทีแต่ไม่ได้เก็บมาใช้อีก (บทนั้นอาจเด่นหรือไม่ก็ได้)
แบบที่พอทบทวนสิ่งที่จะเขียนไปสักพัก เราต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า

เอ๊ะ…จำเป็นต้องใช้ไหมนะ?

ถ้าเจอตัวละครแบบนี่ก็เป็นการบ้านหนักทีเดียวสำหรับนักเขียน
เพราะสิ่งที่ต้องหยิบยกมาพิจารณาคือ
3.1 จำเป็นต้องมีชื่อไหม?
3.2 จำเป็นต้องมีที่มาไหม?
3.3 จำเป็นต้องกลับมาอีกไหม?
 
สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานขั้นต้นที่เราจะนำมาใช้เพื่อป้องกัน
“การขโมยซีน” หรือชิงเด่นเกินหน้าเกินตาเกินฐานะ ^o^
โดยหลักในการดูแบบเบื้องต้นเลยคือพล็อตที่วางไว้แต่ละช่วงนั้น
ตัวละครใด “ใช้พื้นที่” มากกว่ากัน

ลำดับการใช้พื้นที่ก็เรียงตามหัวข้อเลยค่ะ
กรุ๊ปที่ 1 ใช้เยอะสุด เด่นสุดๆ
กรุ๊ปที่ 2 ใช้รองลงมา มีฉากเด่นบ้าง โดนกลืนบ้างไปตามวาระ
กรุ๊ปที่ 3 ใช้น้อยสุด อาจเป็นที่จดจำ หรือไม่ถูกจดจำตัวละครนั้นเลยก็ได้

หากใน 10 หน้านั้นตัวละครเอกโผล่มาสองหน้า A4
ที่เหลือเป็นตัวละครรอง และตัวประกอบหมดเลย
เห็นทีเราต้องกลับไปทบทวนอีกทีว่าพลาดช่วงไหนหนอ

แบบนี้เขาเรียกเกลี่ยน้ำหนักตัวละครไม่เหมาะสมค่ะ
ก็ขนาดคนเขียนยังเทใจไปทางคนอื่นๆมากกว่าโซนตัวเอก
แล้วคิดดูว่าคนอ่านจะอารมณ์ใด…ไม่ดีแน่ๆเชียว

อันนี้เป็นหลักป้องกันการขโมยซีนแบบคร่าวๆ
ยังมีอีกหลายรูปแบบที่ต้องระวัง วันหลังจะมาเม้าท์ใหม่จ้า หุหุ

 

 

 

 

 

หน้าต่อไป »