google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

rayapple

บอกเล่าทุกเรื่องราวประทับใจ

การย่อยอาหารของมนุษย์

โดย rayapple@sanook.com เมื่อ พ.ย.-24-08

 

 

การย่อยในปาก

          เริ่มต้นจากการเคี้ยวอาหารโดยการทำงานร่วมกันของ  ฟัน  ลิ้น  และแก้ม  ซึ่งถือเป็นการย่อยเชิงกล  ทำให้อาหารกลายเป็นชิ้นเล็กๆ  มีพื้นที่ผิวสัมผัสกับเอนไซม์ได้มากขึ้น  ในขณะเดียวกันต่อมน้ำลายก็จะหลั่งน้ำลายออกมาช่วยคลุกเคล้าให้อาหารเป็นก้อนลื่นสะดวกต่อการกลืน  เอนไซม์ในน้ำลาย  คือ  ไทยาลิน  หรืออะไมเลสจะย่อยแป้งในระยะเวลาสั้นๆ  ในขณะที่อยู่ในช่องปากให้กลายเป็นเดกซ์ทริน  (Dextrin)  ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กกว่าแป้ง  แต่ใหญ่กว่าน้ำตาล

การย่อยในปาก

 

 ฟัน

ฟัน  (Teeth)  ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กลง  ถือว่าเป็นการย่อยเชิงกล  ฟันของคนมี  2  ชุด  คือฟันน้ำนม  (Temporary Teeth)  มี  20  ซี่  ซึ่งจะเริ่มงอกเมื่ออายุประมาณ  6  เดือน  และจะเริ่มหักหรือหลุดออกเมื่ออายุ  6  ปี  ต่อจากนั้นจะมีฟันชุดที่ 2  คือ  ฟันแท้  (Permanent Teeth)  งอกขึ้นมาแทน  ฟันแท้มีทั้งสิ้น  32  ซี่
 

 

 

ฟันแท้แบ่งออกเป็น  4  ชนิดตามลักษณะรูปร่างและหน้าที่คือ           1.  ฟันตัด  (Incisor)  เป็นฟันที่อยู่หน้าสุดของปากมีทั้งหมด  8  ซี่  ข้างล่าง  4  ซี่  ข้างบน  4  ซี่
           2.  ฟันฉีก  (Canine)  หรือที่เรียกว่าเขี้ยวช่วยในการฉีกอาหารอยู่ถัดจากฟันตัดเข้าไปมีทั้งหมด  4  ซี่
           3.  ฟันกรามหน้า  (Premolar)  เป็นส่วนที่อยู่ถัดเขี้ยวเข้ามาทางด้านในทั้งข้างล่างและข้างบน  ช่วยในการบดอาหารให้ละเอียดทั้งหมด  8  ซี่
          4.  ฟันกรามหลัง  (Molar)  เป็นส่วนที่อยู่ในสุดมีทั้งหมด  12  ซี่  แต่บางคนอาจมีแค่ 8  ซี่เท่านั้น           

 

 ลิ้น

 

    ลิ้น  (Tongue)  เป็นกล้ามเนื้อซึ่งสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วในหลายทิศทาง ทำหน้าที่ช่วยในการกลืน ลิ้นทำหน้าที่ในการรับรสอาหาร  เพราะที่ลิ้นมีปุ่มรับรส  เรียกว่า  Taste Bud  อยู่  4

  ตำแหน่ง  คือ

 

                        รสหวาน            อยู่บริเวณปลายลิ้น
                        รสเค็ม               อยู่บริเวณปลายลิ้นและข้างลิ้น
                        รสเปรี้ยว            อยู่บริเวณข้างลิ้น
                        รสขม                อยู่บริเวณโคนลิ้น           
 

 

บริเวณของต่อมรับรสชนิดต่าง ๆ

 

 

ต่อมน้ำลาย
    ต่อมน้ำลาย  (Salivary Gland)  เป็นต่อมมีท่อ  ทำหน้าที่ผลิตน้ำลาย  (Saliva)  ต่อมน้ำลายของคน  มีอยู่  3  คู่คือ
         
1.  ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น  (Sublingual  Gland)  1  คู่
         
2.  ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรล่าง  (Submandibulary Gland)  1  คู่
         
3.  ต่อมน้ำลายข้างกกหู  (Parotid Gland)  1  คู่
        ต่อมน้ำลายทั้ง 3 คู่นี้  ทำหน้าที่สร้างน้ำลายที่มีน้ำย่อยอะไมเลส  ซึ่งเป็นน้ำย่อยสารอาหารจำพวกแป้งอยู่ด้วย

 

 

 

คอหอยและการกลืน


            หลังจากที่อาหารถูกเคี้ยวและผสมกับน้ำลายจนอ่อนนิ่มแล้วอาหารก็พร้อมที่จะถูกกลืนโดยลิ้นจนดันก้อนอาหาร  (Bolus)  ไปทางด้านหลังให้ลงสู่ช่องคอ  ซึ่งจะมีผลให้เกิดรีเฟล็กซ์ (Reflex)  ตามลำดับดังนี้
            
1. เพดานอ่อน  (Solf Palate)  ถูกดันยกขึ้นไปปิดช่องจมูกเพื่อไม่ให้เกิดการสำลักและไม่ให้อาหารเข้าไปในช่องจมูก
            
2. เส้นเลียง  (Vocal Cord)  ถูกดึงให้มาชิดกัน  และฝาปิดกล่องเสียง  (Epiglottis)  จะเคลื่อนมาทางข้างหลังปิดหลอดลมเอาไว้ป้องกันไม่ให้อาหารตกเข้าสู่หลอดลม
            
3. กล่องเสียง  (Larynx)  ถูกยกขึ้นทำให้รูเปิดช่องคอมีขนาดใหญ่ขึ้น
            
4. กล้ามเนื้อบริเวณคอหอยหดตัวให้ก้อนอาหาร  (Bolus)  เคลื่อนลงไปในหลอดอาหารได้โดยไม่พลัดตกลงไปในหลอดลมหรือเคลื่อนขึ้นไปในช่องจมูก

 

 หลอดอาหาร

           หลอดอาหารไม่มีต่อมที่ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยแต่การย่อยอาหารยังมีอยู่  เนื่องจากน้ำย่อยอะไมเลสจากน้ำลาย  เมื่ออาหารผ่านลงสู่หลอดอาหาร  จะทำให้เกิดการหดตัวของผนังกล้ามเนื้อ  หลอดอาหารให้หดตัวติดต่อกันเป็นลูกคลื่น  ซึ่งเรียกว่า  เพอริสตัสซีส  (Peristalsis)  ไล่ให้อาหารเคลื่อนลงสู่กระเพาะอาหาร 

 

 

 

 

  กระเพาะอาหาร

 

            กระเพาะอาหารเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อจากหลอดอาหาร  อยู่บริเวณด้านบนซ้ายของช่องท้อง  ถัดจากกระบังลมลงมา  มีความยาวประมาณ  10  นิ้ว  กว้าง  5  นิ้ว  จึงถือว่าเป็นส่วนของทางเดินอาหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุด  แบ่งออกได้เป็น  3  ส่วนคือ
         
1. ส่วนบนสุด  หรือส่วนใกล้หัวใจ  (Cardiac Region  หรือ  Cardium)  อยู่ต่อจากหลอดอาหาร  มีกล้ามเนื้อหูรูด (Cardiac Sphincter)
        2.  ฟันดัส (Fundus)  เป็นส่วนที่ 2 มีลักษณะ  เป็นกระพุ้ง
        
3. ไพโลรัส  (Pylorus)  เป็นส่วนปลายที่ติดต่อกับลำไส้เล็ก  เป็นส่วนที่แคบกว่าส่วนอื่นๆ  ตอนปลายของกระเพาะอาหารส่วนนี้มีกล้ามเนื้อหูรูด  เรียกว่า  ไพโลริด  สฟิงก์เตอร์  (Pyloric Sphincter)  ป้องกันมิให้อาหารเคลื่อนเลยกระเพาะอาหารขณะย่อย    กระเพาะอาหารมีกล้ามเนื้อหนาแข็งแรงมาก  และยืดหยุ่นขยายขนาดบรรจุได้ถึง  1000-2000  ลูกบาศก์เซนติเมตร

 

 

 

  

  โครงสร้างของกระเพาะอาหาร

 

 

 

 

 

โครงสร้างของกระเพาะอาหาร 

 

 

น้ำย่อยของกระเพาะอาหาร


                       กระเพาะอาหารจะหลั่งน้ำย่อยออกมาอยู่ภายใต้การควบคุมของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 (Vagus Nerve)  และฮอร์โมน  Gastrin  จากกระเพาะอาหารเองมากระตุ้น
            เอนไซม์จากผนังของกระเพาะอาหารบางชนิด  เมื่อสร้างออกมาใหม่ๆ ยังทำหน้าที่ไม่ได้  (Inactive Form)  จะต้องถูกกระตุ้นโดยกรดเกลือ  (HCl)  ในกระเพาะอาหาร  ทำให้ย่อยเปลี่ยนสภาพให้พร้อมที่จะย่อยอาหารได้
            ดังสมการ (ขณะที่หลั่งออกมาใหม่ ๆ ยังทำหน้าที่ไม่ได้)

 

 

 

  การย่อยในกระเพาะอาหาร

 

 อาหารจะถูกคลุกเคล้าอยู่ในกระเพาะด้วยการหดตัว  และคลายตัวของกล้ามเนื้อที่แข็งแรงของกระเพาะ  โปรตีนจะถูกย่อยในกระเพาะ  โดยน้ำย่อยเพปซิน  ซึ่งย่อยพันธะบางชนิดของเพปไทค์เท่านั้น  ดังนั้นโปรตีนที่ถูกเพปซินย่อยส่วนใหญ่จึงเป็นพอลิเพปไทค์ที่สั้นลง
            ส่วนเรนนินช่วยเปลี่ยนเคซีน  (Casein)  ซึ่งเป็นโปรตีนในน้ำนมแล้วรวมกับแคลเซียมทำให้มีลักษณะเป็นลิ่มๆจากนั้นจะถูกเพปซินย่อยต่อไป
            ในกระเพาะอาหาร  น้ำย่อยลิเพสไม่สามารถทำงานได้  เนื่องจากมีสภาพเป็นกรด  โดยปกติอาหารจะอยู่ในกระเพาะอาหารนาน  30  นาทีถึง 3 ชั่วโมง  ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารนั้นๆ
            กระเพาะอาหารก็มีการดูดซึมอาหารบางชนิดได้  แต่ปริมาณน้อยมาก  เช่น  น้ำ  แร่ธาตุ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว  กระเพาะอาหารดูดซึมแอลกอฮอล์ได้ดี
            อาหารโปรตีน  เช่น  เนื้อวัว  ย่อยยากกว่าเนื้อปลา  ในการปรุงอาหารเพื่อให้ย่อยง่าย  อาจใช้การหมักหรือใส่สารบางอย่างลงไปในเนื้อสัตว์เหล่านั้น  เช่น  ยางมะละกอ  หรือสับปะรด

 

 

 

 

 

 

 

  ลำไส้เล็ก

 

          ลำไส้เล็ก  (Small Intestine)  เป็นส่วนที่ยาวที่สุดของทางเดินอาหาร  ต่อมาจากกระเพาะอาหาร  มีความยาวประมาณ 7-8 เมตร  ผนังด้านในของลำไส้เล็กมีลักษณะเป็นลอนตามขวาง  มีส่วนยื่นเล็กๆมากมายเป็นตุ่ม  เรียกว่า  วิลลัส  (Villus  พหูพจน์เรียกว่า  Villi)  เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมสารอาหารที่ย่อยแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

 

โครงสร้างของลำไส้เล็ก 
ลำไส้เล็กของคนมีลักษณะคล้ายท่อขดไปมาอยู่ในช่องท้องแบ่งเป็น  3

  ตอน คือ     ดูโอดีนัม 

(Duodenum)  ยาวประมาณ  30 เซนติเมตร  มีรูปร่างเหมือนตัวยูคลุมอยู่รอบๆบริเวณส่วนหัวของตับอ่อน  (Pancreas) 

ภายในดูโอดีนัมมีต่อมสร้างน้ำย่อยและเป็นตำแหน่งที่ของเหลวจากตับอ่อนและน้ำดีจากตับมาเปิดเข้า  จึงเป็นตำแหน่งที่มีการย่อยเกิดขึ้นมากที่สุด

     เจจูนัม 

(Jejunum)  ยาวประมาณ  2  ใน  6  ของลำไส้เล็กหรือประมาณ  3-4

เมตร

     ไอเลียม 

(Ileum) 

เป็นลำไส้เล็กส่วนสุดท้ายปลายสุดของไอเลียมต่อกับลำไส้ใหญ่

       บริเวณลำไส้ตอนต้น  (Duodenum)  จะมีน้ำย่อยจากสามแหล่งมาผสมกับไคม์Chyme  =  อาหารที่คลุกเคล้ากับน้ำย่อยและถูกย่อยไปบางส่วน  มีลักษณะคล้ายซุปข้นๆ)  ได้แก่น้ำย่อยจากผนังลำไส้เล็ก  (Intestinal Juice)น้ำย่อยจากตับอ่อน  (Pancreatic Juice)น้ำดี  (Bile)  จากตับ  (Liver)  (ซึ่งนำมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี
 

       

น้ำย่อยของลำไส้เล็ก

             น้ำย่อยของลำไส้เล็ก  (Intestinal Juices) 

เป็นเอนไซม์ที่สร้างมาจากผนังของลำไส้เล็กเอง  ประกอบด้วยเอนไซม์หลายชนิด  ดังนี้

        ไดเปปดิเดส  (Dipeptidase)ย่อยDipeptide ได้   Amino  Acid
        มอลเทส  (Maltase)  ย่อย  Maltose            ได้ Glucose  +  Glucese
        ซูเครส  (Sucraes)  ย่อย  Sucrose             ได้Glucose  +  Fructise
        แลกเตส  (Lactaes)  ย่อย  Lactose             ได้Glucose  +  Galactose
        ไลเปส 

(Lipaes)  ย่อย  Fat                         ได้Fatty  Acid  +  Glycerol

          นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์อีกหลายชนิดที่ช่วยย่อยสลายเปปไตด์ 

 

 

 

 

(Peptide)
จนได้  Amino Acid  เช่น  Carboxypeptidase  และ  Aminopeptidase

          

การควบคุมการหลั่งน้ำย่อยของลำไส้เล็ก

           ลำไส้เล็ก  จะหลั่งน้ำย่อยออกมาอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ  (ANS  =  Automatic  Nervous  System)  ชนิด  Parasympathetic  Nerve  หรือเป็นประสาทสมองคู่ที่  10  (Vagus Nerve)

 

การย่อยอาหารในลำไส้เล็ก

 

 

 

 

การดูดซึมอาหารในลำไส้เล็ก

 

            การย่อยอาหารในลำไส้เล็กมี  2  วิธี

 

 

การย่อยเชิงกล  (Mechanical Digestion)  มีแบบสำคัญคือ
     
1.  การหดตัวเป็นจังหวะ  (Rhythmic Segmentation)  เป็นการหดตัวที่ช่วยให้อาหาร
ผสมคลุกเคล้ากับน้ำย่อย  หรือช่วยไล่อาหารให้เคลื่อนที่ไปยังทางเดินอาหารส่วนถัดไป  อาจมีจังหวะเร็ว  15-20 ครั้ง/นาที  หรือช้า  2-3 ครั้ง/นาที
     
2. เพอริสตัลซิส  (Peristalsis)เป็นการหดตัวของกล้ามเนื้อทางเดินอาหารเป็นช่วง ๆ 
ติดต่อกัน  การเคลื่อนไหวแบบนี้จะช่วยผลักอาหาร  หรือบีบไล่อาหารให้เคลื่อนที่ต่อ
    
การย่อยทางเคมี  (Chemical Digestion)  บริเวณดูโอดีนัม  จะมีน้ำย่อยจากแหล่งต่าง ๆ มาช่วยย่อย 

 

 

 

การดูดซึมอาหาร  หมายถึง  ขบวนการที่นำอาหารที่ผ่านการย่อยจนได้เป็นสารโมเลกุลเดี่ยว  เช่น  กลูโคส  กรดอะมิโน  กรดไขมัน  กลีเซอรอล  ผ่านผนังทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อนำไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย

            ลำไส้เล็ก  เป็นบริเวณที่ดูดซึมอาหารเกลืบทั้งหมดเพาะเป็นบริเวณที่มีการย่อยอาหารเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์  และโครงสร้างภายในลำไส้เล็กก็เหมาะแก่การดูดซึม  คือ  ผนังลำไส้เล็กจะย่อยพับไปมา  และมีส่วนยื่นของกลุ่มของเซลล์ที่เรียงตัวเป็นแถวเดียวมีลักษณะคล้ายนิ้วมือ  เรียกว่า  วิลลัส  (Villus)  เป็นจำนวนมาก  ในแต่ละเซลล์ของวิลลัสยังมีส่วนยื่นของเยื่อหุ้มเซลล์ออกไปอีกมากมาย  เรียกว่า  ไมโครวิลลัส (Microvillus)  ในคน  มีวิลลัสประมาณ  20-40 อันต่อพื้นที่ 1 ตารางมิลลิเมตรหรือประมาณ  5  ล้านอัน  ตลอดผนังลำไส้ทั้งห

 

 

 

 

 ลำไส้ใหญ่

 

  สำไส้ใหญ่  มีความยาวประมาณ  1.50 เมตร  กว้างประมาณ  6  เซนติเมตร  แบ่งออกเป็น  3

  ส่วนคือ

              ส่วนที่ 1 ซีกัม  (Caecum)  เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนต้น  ยาวประมาณ  6.3-7.5 เซนติเมตร  มีไส้ติ่ง  (Appendix)  ยื่นออกมาขนาดราวนิ้วก้อย  (ยาวประมาณ  3  นิ้ว)  เหนือท้องน้อย  ทางด้านขวา  ไส้ติ่งถือว่าเป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง  ในสัตว์กินพืชจะมีขนาดยาว  ทำหน้าที่ช่วยในการย่อยอาหารในคนไม่มีประโยชน์  ถ้าอักเสบต้องรีบผ่าตัดออกโ

 

 

 

ลำไส้ใหญ่

 

 โคลอน

  (Colon)  เป็นส่วนที่ยาวที่สุด  แบ่งออกเป็น  3

  ส่วนย่อย คือ

                โคลอนส่วนขึ้น 

(AscendingColon)  เป็นส่วนของโคลอนที่ยื่นตรงขึ้นไปเป็นแนวตั้งฉากทางด้านขวาของช่องท้อง  ยาวประมาณ  20

เซนติเมตร

                 โคลอนส่วนขวาง 

(Transverse Colon)  เป็นส่วนที่วางพาดตามแนวขวางของช่องท้องยาวประมาณ  50

เซนติเมตร

                โคลอนส่วนล่าง  (Descending Colon)  เป็นส่วนที่วิ่งตรงลงมาเป็นแนวตั้งฉากทางด้านซ้ายของช่องท้อง  ยาวประมาณ  30 เซนติเมต

 

 

ไส้ตรง

 

ไส้ตรง  (Rectum)  เป็นส่วนปลายของลำไส้ใหญ่  มีลักษณะเป็นท่อตรง  ยาวประมาณ  15 เซนติเมตร  ตรงปลายของไส้ตรงจะเป็น  ทวารหนัก  (Anus)  โดยมีกล้ามเนื้อหูรูด  2  อัน  ควบคุมการปิดเปิดของทวารหนัก กล้ามเนื้อหูรูดด้านใน  ถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ  ไม่อยู่ใต้บังคับของจิตใจ  ส่วนกล้ามเนื้อหูรูดด้านนอกอยู่ใต้บังคับของจิตใจ  และสำคัญมากในการควบคุมการปิดเปิดของทวารหนัก

 

 

 

ทวารหนัก

            ทวารหนัก  (Anus)  ยาวประมาณ  2.5-3.5 Cm.  เป็นส่วนสุดท้ายของลำไส้ใหญ่  ภายในประกอบด้วยกล้ามเนื้อหูรูด  2  แห่ง  คือ  หูรูดภายใน  (Internal  Sphincter)  และหูรูดภายนอก  (External Sphincter)

หน้าที่ของลำไส้ใหญ่

        ดูดน้ำ  วิตามินและเกลือแร่พวก  Na+  และ  K+  ออกจากกากอาหารเป็นหน้าที่สำคัญผนังด้านในมีต่อมสร้างน้ำเมือก  แต่ไม่มีต่อมสร้างน้ำย่อยอาหารขับถ่ายกากอาหารออกสู่ภายนอก

                โคลอน

  (Colon)  เป็นส่วนที่ยาวที่สุด  แบ่งออกเป็น  3

  ส่วนย่อย คือ

                โคลอนส่วนขึ้น 

(AscendingColon)  เป็นส่วนของโคลอนที่ยื่นตรงขึ้นไปเป็นแนวตั้งฉากทางด้านขวาของช่องท้อง  ยาวประมาณ  20

เซนติเมตร

                 โคลอนส่วนขวาง 

(Transverse Colon)  เป็นส่วนที่วางพาดตามแนวขวางของช่องท้องยาวประมาณ  50

เซนติเมตร

                โคลอนส่วนล่าง  (Descending Colon)  เป็นส่วนที่วิ่งตรงลงมาเป็นแนวตั้งฉากทางด้านซ้ายของช่องท้อง  ยาวประมาณ  30 เซนติเมตร

            สำไส้ใหญ่  มีความยาวประมาณ  1.50 เมตร  กว้างประมาณ  6  เซนติเมตร  แบ่งออกเป็น  3

  ส่วนคือ

              ส่วนที่ 1 ซีกัม  (Caecum)  เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนต้น  ยาวประมาณ  6.3-7.5 เซนติเมตร  มีไส้ติ่ง  (Appendix)  ยื่นออกมาขนาดราวนิ้วก้อย  (ยาวประมาณ  3  นิ้ว)  เหนือท้องน้อย  ทางด้านขวา  ไส้ติ่งถือว่าเป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง  ในสัตว์กินพืชจะมีขนาดยาว  ทำหน้าที่ช่วยในการย่อยอาหารในคนไม่มีประโยชน์  ถ้าอักเสบต้องรีบผ่าตัดออกโดยเร็ว

           

การดูดซึมอาหาร  หมายถึง  ขบวนการที่นำอาหารที่ผ่านการย่อยจนได้เป็นสารโมเลกุลเดี่ยว  เช่น  กลูโคส  กรดอะมิโน  กรดไขมัน  กลีเซอรอล  ผ่านผนังทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อนำไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย

            ลำไส้เล็ก  เป็นบริเวณที่ดูดซึมอาหารเกลืบทั้งหมดเพาะเป็นบริเวณที่มีการย่อยอาหารเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์  และโครงสร้างภายในลำไส้เล็กก็เหมาะแก่การดูดซึม  คือ  ผนังลำไส้เล็กจะย่อยพับไปมา  และมีส่วนยื่นของกลุ่มของเซลล์ที่เรียงตัวเป็นแถวเดียวมีลักษณะคล้ายนิ้วมือ  เรียกว่า  วิลลัส  (Villus)  เป็นจำนวนมาก  ในแต่ละเซลล์ของวิลลัสยังมีส่วนยื่นของเยื่อหุ้มเซลล์ออกไปอีกมากมาย  เรียกว่า  ไมโครวิลลัส (Microvillus)  ในคน  มีวิลลัสประมาณ  20-40 อันต่อพื้นที่ 1 ตารางมิลลิเมตรหรือประมาณ  5  ล้านอัน  ตลอดผนังลำไส้ทั้งหมดการย่อยเชิงกล  (Mechanical Digestion)  มีแบบสำคัญคือ
     
1.  การหดตัวเป็นจังหวะ  (Rhythmic Segmentation)  เป็นการหดตัวที่ช่วยให้อาหารผสมคลุกเคล้ากับน้ำย่อย  หรือช่วยไล่อาหารให้เคลื่อนที่ไปยังทางเดินอาหารส่วนถัดไป  อาจมีจังหวะเร็ว  15-20 ครั้ง/นาที  หรือช้า  2-3 ครั้ง/นาที
     
2. เพอริสตัลซิส  (Peristalsis)เป็นการหดตัวของกล้ามเนื้อทางเดินอาหารเป็นช่วง ๆ  ติดต่อกัน  การเคลื่อนไหวแบบนี้จะช่วยผลักอาหาร  หรือบีบไล่อาหารให้เคลื่อนที่ต่อ
    การย่อยทางเคมี  (Chemical Digestion)  บริเวณดูโอดีนัม  จะมีน้ำย่อยจากแหล่งต่าง ๆ มาช่วยย่อย            ลำไส้เล็ก  (Small Intestine)  เป็นส่วนที่ยาวที่สุดของทางเดินอาหาร  ต่อมาจากกระเพาะอาหาร  มีความยาวประมาณ 7-8 เมตร  ผนังด้านในของลำไส้เล็กมีลักษณะเป็นลอนตามขวาง  มีส่วนยื่นเล็กๆมากมายเป็นตุ่ม  เรียกว่า  วิลลัส  (Villus  พหูพจน์เรียกว่า  Villi)  เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมสารอาหารที่ย่อยแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ            อาหารจะถูกคลุกเคล้าอยู่ในกระเพาะด้วยการหดตัว  และคลายตัวของกล้ามเนื้อที่แข็งแรงของกระเพาะ  โปรตีนจะถูกย่อยในกระเพาะ  โดยน้ำย่อยเพปซิน  ซึ่งย่อยพันธะบางชนิดของเพปไทค์เท่านั้น  ดังนั้นโปรตีนที่ถูกเพปซินย่อยส่วนใหญ่จึงเป็นพอลิเพปไทค์ที่สั้นลง
            <

Tag:

ไม่อนุญาตให้คอมเมนท์