google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

บทความผู้บริหารการเปลี่ยนแปลง โดย สุวิชา เปี่ยมสวัสดิ์

       

ปัจจุบันจะเห็นได้ชัดว่ามีการเปลี่ยนแปลเกิดขึ้นในโลกของเราเป็นอย่างมากในแทบทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ซึ่งเรื่องของการเปลี่ยนแปลงนี้มีทั้งแบบที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติโดยตรง อาจเกิดขึ้นตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงล่วงเลยไป แต่การเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นเพราะมนุษย์เป็นผู้ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะทำโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากมนุษย์มักจะก่อให้เกิดผลที่รุนแรงรวดเร็ว และมักเกิดความกระทบกระเทือนต่อการดำเนินชีวิตและความเป็นอยู่ของพลเมืองโลกโดยตรง ถ้ามองการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมจะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ ด้านในปัจจุบันที่เห็นเด่นชัด คือ การเปลี่ยนแปลงด้าน การต่างประเทศ ด้านเทคโนโลยี การติดต่อสื่อสาร การคมนาคม ขนส่ง สื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และด้านสังคม เป็นต้น ในการเปลี่ยนแปลงนี้มีการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษารวมอยู่ด้วย โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงการศึกษาของไทยจะเห็นว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากนับแต่มีการปฏิรูปการศึกษา ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับล่าสุด พ  .ศ.2540 ซึ่งได้กำหนดให้มี “กฎหมายการศึกษาแห่งชาติ” และจัดให้มี “การปฏิรูปการศึกษา” ตามความในมาตรา 81 ที่ว่า “…จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม…” การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา     ครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังที่เห็นจากการกำหนดเป็นประเด็นสำคัญอย่างชัดเจนใน รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายหลักของประเทศ และการกำหนดให้มีการร่างกฎหมายพิเศษเฉพาะทางการศึกษา ฉะนั้น เราทุกคนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารการศึกษาจึงควรให้ความสำคัญและจะต้องให้การเอาใจใส่อย่างมากที่จะศึกษาแนวทางของการศึกษาที่จะเปลี่ยนแปลงไป และเตรียมตัวให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในสถานศึกษาที่กำลังเกิดและจะเกิดขึ้น

 

 

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในสถานศึกษา

 

          ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษานั้นอาจแบ่งได้เป็น 2 อย่าง คือ

1) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายนอก

 2) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายใน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัย    ภายนอกมีมาก และมักจะเป็นส่วนสำคัญก่อผลกระทบมากมายต่อสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา และต่อการบริหารการศึกษา อิทธิพลจากปัจจัยภายนอกอย่างกว้าง ๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในสถานศึกษา ได้แก่ สภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความเจริญทางเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายใน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของระบบงาน นโยบาย การบริหาร คน และ     งบประมาณของสถานศึกษานั้น ๆ เอง เป็นต้น ก่อนอื่นผู้บริหารต้องเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษานั้น อาจเกิดได้ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน และล้วนมีส่วนก่อให้เกิดผลกระทบต่อการบริหารการศึกษา การจัดการเรียนการสอน และที่สำคัญที่สุดก็คือ การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นที่แน่นอนว่าไม่ว่าทางใด ก็ทางหนึ่งในที่สุดแล้วก็จะต้องมีผลกระทบต่อตัวนักเรียนซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการจัดการศึกษานั่นเอง

 

          โดยทั่วไปแล้วการเปลี่ยนแปลงภายในมักเกิดเนื่องจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง ของปัจจัยภายนอก แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กรหรือสถานศึกษาที่เกิดจากผลของปัจจัยภายในเองโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราพิจารณาดูให้ดีจะพบว่า ปัจจัยภายในที่มีผลกระทบก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาก    ที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องของคนในสถานศึกษานั่นเอง บุคลากรมีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในอย่างมาก ซึ่งบางครั้งการเปลี่ยนแปลงในอันเนื่องมาจากคนนี้อาจเกิดขึ้น โดยปราศจากสาเหตุหรืออิทธิพลของปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เป็นเรื่องที่เกิดจากความรู้สึกนึกคิดของคนในองค์กรนั่นเอง และคนที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในองค์กรหรือสถานศึกษามากที่สุดก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่คือ ผู้บริหารสถานศึกษานั่นเอง บางครั้งการที่ผู้บริหารเปลี่ยนแปลงความคิดเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ ไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้วิสัยทัศน์อันก้าวไกลหรือไม่ก็ตามผลที่เกิดก็คือ ผู้บริหารท่านนั้นสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้อย่างไม่คาดฝัน คงจะเคยได้ยินกันว่าครูอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาอื่น ๆ อาจไม่ทันตั้งตัวอาจมีคำสั่ง แบบสายฟ้าฟาดเมื่อใดก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมักเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร การเข้ามารับตำแหน่งใหม่ การใช้อำนาจการตัดสินใจเป็นการแสดงให้คนที่อยู่ในองค์กร และแม้กระทั่งผู้ที่เกี่ยวข้องนอกองค์กรได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงการถ่ายเทอำนาจ ซึ่งแม้ว่าในทางบริหารถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ และมีคำพูดทางการบริหารที่ผู้บริหารสากลยอมรับคือ “อำนาจเป็นธรรมชาติ” แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีเพราะเมื่อใดก็ตามที่เกิดการเปลี่ยนแปลงย่อมต้องมีการต่อต้าน และถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นโดยไร้สาเหตุที่สมควร การต่อต้านย่อมมีมากขึ้นตามไปด้วย

 

          นอกจากผู้บริหารแล้ว ตัวบุคลากรอื่น ๆ ก็เป็นปัจจัยภายในการเปลี่ยนแปลงด้วย การที่บุคลากรต่อต้านไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บริหาร ไม่รักษาระเบียบวินัย ไม่ให้ความร่วมมือหรือใส่ใจในการปฏิบัติหน้าที่ก็เป็นสาเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อประสิทธิภาพขององค์กรทั้งสิ้น

          เรื่องของระบบงาน เรื่องของนโยบาย เรื่องของวิธีการบริหาร ตลอดจนเรื่องของงบประมาณก็เป็นปัจจัยภายในที่มีผลต่อการบริหารการเปลี่ยนแปลงอย่างมากด้วย การที่นโยบายเปลี่ยนแปลงจะมีผลต่อการทำงานมากบางกรณีอาจกระทบทั้งระบบงาน เพราะนโยบายเปรียบเสมือนหลักการสูงสุดที่ทั้งผู้บริหารและบุคลากรทั้งหมดต้องยึดถือและปฏิบัติตาม เมื่อมีการเปลี่ยนหลักการใหญ่ที่สุดขององค์กรสิ่งต่าง ๆ ที่เคยปฏิบัติกันมาย่อมใช้ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่สอดรับกับนโยบายที่เปลี่ยนแปลงใหม่ด้วย แน่นอนเมื่อนโยบายเปลี่ยน ระบบงานที่เคยมีอยู่ ใช้อยู่ก็ต้องได้รับความกระทบกระเทือน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง วิธีการบริหารก็อาจต้องเปลี่ยนแปลงตามไปเพื่อให้เกิดความสอดคล้องหรือสมดุลกันให้มากที่สุด

 

          ส่วนใหญ่แล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายในมักเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องสัมพันธ์กันเหมือน       งูกินหางแทบจะแยกอันไม่ออกแต่เท่าที่แบ่งเป็นเรื่อง ๆ ไปนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นชัดเจนขึ้นในเรื่องของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละปัจจัย การบริหารความเปลี่ยนแปลงในกรณีที่การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากภายใน จึงเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนและค่อนข้างจะจัดการยากเพราะแต่ละปัจจัยมักจะมีความสัมพันธ์ระหว่างกันเสมอ

          นอกจากการมีวิสัยทัศน์ที่ดีมีความระวังระไวตื่นตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ผู้บริหารต้องศึกษาให้รู้ถึงอิทธิพลกระทบของการเปลี่ยนแปลง ต้องรู้จักวิเคราะห์ตรวจสอบปัญหา แล้วจึงสร้างและพิจารณาเลือกใช้กลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหา ต้องเรียนรู้ข้อจำกัดต่าง     ๆ ที่อาจมีในการแก้ไขปัญหาเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอแล้ว ผู้บริหารต้องเตรียมการรับการต่อต้านที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนการ    ควบคุมดำเนินการตามกลยุทธ์ และการประเมินผล

ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงขนาดและความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยย่อมมีผลกระทบต่อองค์กรและการดำเนินการน้อย ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ย่อมมีผลกระทบต่อองค์กรและการดำเนินการอย่างมาก ผู้บริหารยังต้องคำนึงถึงการคัดเลือกการรับบุคลากรควรจะเลือกคนที่มีความสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายอีกด้วย         ในกรณีที่ผู้บริหารเป็นผู้ต้องการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเสียเอง หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่าเป็น Change  Agent ผู้บริหารก็จะต้องพิจารณาถึงความจำเป็นในการที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้วย ในกรณีนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดที่ไม่อาจลืมได้ก็คือ การเตรียมพร้อมเพื่อรับการต่อต้าน เพราะเป็นความจริงทางธรรมชาติ ที่ว่า ที่ใดมีการเปลี่ยนแปลงย่อมต้องมีการต่อต้านเกิดขึ้นบ้างไม่มากก็น้อยเป็นธรรมดา เมื่อผู้บริหารใช้การบริหารการเปลี่ยนแปลงโดยธรรมชาติแล้วมักทำให้ผู้บริหารต้องตกที่นั่งของ Change  Agent  ซึ่งผู้บริหารเป็นผู้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกผู้บริหารควรจะต้องจัดการในเรื่องต่อไปนี้ คือ เรื่องของทัศนคติความเชื่อและความคิดเห็นของบุคลากรต้องพยายามทำให้บุคลากรเห็นพ้องกับตนในเรื่องของการเปลี่ยนแปลง เรื่องของพฤติกรรมและการกระทำต่าง ๆ ของบุคลากรต้องสามารถควบคุมให้ทุกคนในองค์กรมีพฤติกรรมและกระทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ขานรับกับการเปลี่ยนแปลงเรื่องของโครงสร้างขององค์กรต้องปรับเปลี่ยนให้รับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งเรื่องของอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ ต้องจัดการให้มีอยู่ในสภาพที่จะรับการเปลี่ยนแปลงได้การแก้ไขต้องทำการวางแผนแก้ปัญหาและทำงานเป็นทีม ผู้บริหารต้องวางนโยบายที่สอดรับชนิดที่เรียกว่าเป็นการเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เรื่องข้อมูลต้องแม่นยำ ถูกต้องและเพียงพอเพื่อสามารถนำไปกำหนดแนวทางในการดำเนินการได้ถูกต้องด้วย ผู้บริหารต้องรู้จักการวิเคราะห์สถานการณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลอย่างชาญฉลาดเพื่อการแก้ไขผู้บริหารต้องรู้จักที่จะเปลี่ยนวิกฤติให้กลายเป็นโอกาส โดยอาศัยช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ในการตรวจสอบตัวเองอย่างถี่ถ้วน ว่าทิศทางขององค์กรของเราควรจะเป็นไป หรือดำเนิน   ไปในทางใด ก็จะให้องค์กรสามารถยืนหยัดอยู่ได้ หรือในกรณีที่ได้เกิดความเสื่อมถอย ทรุดลงไปแล้วถ้า      ผู้บริหารรู้จัดการบริหารการเปลี่ยนแปลง การดำเนินการก็จะสามารถกลับฟื้นตัวขึ้น เพื่อรับการเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบได้ในทิศทางที่ยั่งยืนบนหลักการของการเจริญเติบโต ตามความเป็นจริงโดยอ้างอิงทรัพยากรขององค์การและทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งนี้ ผู้บริหารควรต้องคำนึงถึงการในระดับกว้างให้ถึงขั้นระดับชาติ ผู้บริหารต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับนโยบายรัฐโดยสามารถที่จะสร้างนโยบายและมาตรการที่สอดคล้องกับรัฐและองค์กรที่เป็นพันธมิตรในการดำเนินการ ก็จะทำให้องค์กรดำเนินการ   ต่อไปได้ และสามารถผ่านพ้นวิกฤติแห่งการเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบ ผู้บริหารต้องสร้างนโยบายที่มีเสถียรภาพเป็นที่ยอมรับทั้งจากคนภายในและภายนอก และจะต้องเป็นนโยบายที่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติในการดำเนินการบริหารองค์การได้จริง ทั้งยังต้องคำนึงถึงการรักษาระเบียบ วินัยขององค์กรอย่างเคร่งครัด

 

 

          การแสวงหาข้อมูลและการให้ข้อมูลแก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกให้ถูกต้อง และมากเพียงพอที่จะนำไปใช้การวางแผนรับการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ก็นับเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารองค์การจะต้องให้ความเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง ต้องจัดให้มีการพัฒนาปรับปรุงระบบการจัดหาแลกระจายข้อมูลและให้มีการประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์กรอย่างดี อีกทั้งยังต้องสามารถทำให้ทุกฝ่ายในองค์กรรวมทั้งผู้เกี่ยวข้องเข้าใจและยอมรับถึงการร่วมมือการ เพื่อการตั้งรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและเพื่อแก้ไขปัญหาที่จะมีตามมาด้วย

 

          การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่วนใหญ่มักเกิดจากปัจจัยภายนอก ซึ่งบางอย่างที่เราไม่สามารถคาดการณ์ล่วงรู้ได้ล่วงหน้า ยังให้เกิดความเปลี่ยนแปลงผันผวนขึ้นต่อการดำเนินกิจการขององค์การ ดังนั้น ผู้บริหารจึงต้องรู้จักบริหารการเปลี่ยนแปลงเพื่อรับกับการเสี่ยงได้ อัตราการความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่บางครั้งประมาณการยาก และคาดการณ์ผลกระทบลำบากเพราะเหตุการณ์ที่เกิดมาจากปัจจัยภายนอกที่อาจขยายกว้างขึ้นคลอบคลุมการดำเนินการในหลาย ๆ ส่วนขององค์กร ผู้บริหารต้อง     รู้จักทำสมาธิสร้างความแข็งแกร่งในในให้สูงพอที่จะฟันฝ่าอุปสรรค โดยรู้จักบริหารท่ามกลางความเสี่ยงด้วยการอาศัยการตัดสินใจที่อ้างอิงข้อมูลที่ถูกต้อง และต้องเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาดทันต่อเวลาและ      เหตุการณ์ด้วยอาการที่ไม่ตื่นตระหนก เพราะถ้าผู้บริหารซึ่งถือว่าเป็นผู้นำเป็นหลักขององค์กรเกิดความกลัวความตื่นตระหนกต่อการเปลี่ยนแปลงแล้ว บุคลากรอื่น ๆ ในองค์กรจะเกิดอาการเสียขวัญทำให้เกิดการทำงานที่ขาดสติ การทำงานตามที่ควรจะเป็นไปตามหลักการและความเป็นจริงก็จะไม่สามารถทำได้ ทำให้เกิดผลเสียต่อองค์กร

          นอกจากที่ผู้บริหารต้องรู้จักการบริหารการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางความเสี่ยงแล้ว ผู้บริหารที่ดียังต้องรู้จักการปลุกจิตสำนึกของคนในองค์กรในอันที่จะเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง ตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น การเตรียมตัวที่ดีจะทำให้สามารถรับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและสามารถแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

          การเปลี่ยนแปลงนโยบายให้ทันรับกับเหตุการณ์และความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น การรู้จักยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน การรู้ว่าสิ่งใดต้องทำก่อนสิ่งใดควรทำหลัง สิ่งใดที่พอที่จะมีหวังที่จะสามารถแก้ไขได้       ผู้บริหารก็จะต้องดูแลก่อนสิ่งใดที่จำเป็นต้องตัดทิ้งก็จะต้องทำ โดยไม่เสียดายเพราะการเก็บเอาไว้อาจเป็นการ ฉุด รั้ง ให้องค์กรต้องถอยหลังไปอีก ต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการหรือกิจกรรมที่อยู่ในแผนให้ดี ต้องพิจารณาเรื่องความสามารถขององค์กรซึ่งอันนี้รวมไปถึงความสามารถของบุคลากรในการที่จะผลิตผลงานที่มีประสิทธิภาพให้สูงสุด การจัดการด้านการเงิน เรื่องต้นทุน ค่าใช้จ่าย กำไรต่าง ๆ ตลอดจนดูแลเรื่องความคุ้มทุน

          ระบบการบริหารในองค์กรก็ต้องสร้างให้เป็นแบบกลยุทธ์ในเชิงกรุกมากกว่าเชิงรับ หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการบริหารที่ต้องใช้วิธีเฉพาะหน้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะการบริหารวิธีเฉพาะหน้ามักจะมี จุดอ่อนในตัวทำให้เกิดความเสี่ยงสูง เรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นสิ่งที่ผู้บริหารจำเป็นต้องใส่ใจและดูแลให้เกิด

ผลในทางปฏิบัติให้ได้ จึงจะนับว่าผู้บริหารท่านนั้นรู้จักการบริหารการเปลี่ยนแปลง

 จากที่ผู้ศึกษาได้ศึกษา เรื่องราวเกี่ยวกับการบริหารการศึกษาและเรื่องเกี่ยวกับภาวะผู้นำ เห็นว่าเรื่องเกี่ยวกับการยอมรับการเปลี่ยนแปลง ความเป็นมาเป็นไป ของสังคมของโลกในยุคปัจจุบัน การเปิดใจกว้างเป็นกระบวนการทางความคิด ที่ยอดเยี่ยมหากผู้บริหาร ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารในองค์กรใดๆก็ตาม ไม่เฉพาะในวงการ การศึกษาเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

8 กรกฎาคม

บอกเล่าทุกเรื่องราวประทับใจ

ยินดีต้อนรับสู่ สนุก! บล็อกเกอร์ คุณสามารถเขียนเรื่องขึ้นมาใหม่ หรือแก้ไขข้อความเหล่านี้ เพื่อเริ่มต้นการบล็อกของคุณ

ขอให้สนุก!กับการเขียนบล็อกค่ะ

8 กรกฎาคม