google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

:::: วันคุ้มครองโลก : วันแห่งการทบทวนตนเอง ::::

เมื่อ 22nd เมษายน 2009 โดย saylomissara@sanook.com ใน ปรากฏการณ์หัวใจเรืองแสง - Tag: , ,

วันคุ้มครองโลก หรือ เอิร์ธเดย์ (Earth Day) ตรงกับวันที่ 22 เมษายน ของทุกปี
ประกาศโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ
(United Nations Environment Program “UNEP”)
เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2543
ในประเทศจัดให้มีกิจกรรมวันคุ้มครองโลกเป็นประจำทุกปี
โดยหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรีนพีซ
นอกจากวันเอิร์ธเดย์ 22 เมษายนแล้ว
ยังมีวันเอิร์ธเดย์ที่ถูกกำหนดขึ้นจากช่วงวิษุวัต
หรือ อิกควินอกซ์ (equinox) เช่นกัน
วิษุวัตเป็นช่วงที่ในกลางวันและกลางคืนมีระยะเวลาเท่ากัน
และเป็นการเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิในซีกโลกเหนือ
และฤดูใบไม้ร่วงในซีกโลกใต้
โดยนับจากเหตุการณ์ธรรมชาติ
ที่แกนขั้วโลกจะตั้งได้ฉากกับเส้นศูนย์สูตรมากที่สุด
ในช่วงวันที่ 20-21 มีนาคมของทุกปี

วันคุ้มครองโลกนี้ สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา
เกย์ลอร์ด เนลสัน (Gaylord Nelson) เป็นผู้ริเริ่มตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2505
วุฒิสมาชิกเนลสันได้ตัดสินใจขอให้ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี
ยกเรื่องสิ่งแวดล้อมขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ
เคเนดีเห็นด้วยและได้ออกทัวร์ทั่วประเทศ เป็นเวลา 5 วัน 11 รัฐ
ในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2506
(ก่อนที่ประธานาธิบดีเคเนดีจะถูกลอบยิงเสียชีวิต)
การทัวร์ครั้งนั้นนับเป็นจุดเริ่มต้นของการริเริ่มวันคุ้มครองโลก
จนในปี พ.ศ. 2512 วุฒิสมาชิกเนลสัน
ได้ผลักดันให้มีการจัดการชุมนุมประชาชนระดับรากหญ้าทั่วประเทศขึ้น
เพื่อให้แสดงความคิดเห็นในปัญหาสิ่งแวดล้อม
และได้เชิญชวนให้ทุก ๆ คนร่วมการชุมนุมเป็นจำนวนมาก
ทำให้เกิดกระแสความห่วงใยในวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เป็นอยู่
ของสังคมอเมริกันในขณะนั้น
นำสู่ความสำเร็จของการก่อตั้งวันคุ้มครองโลกขึ้นต่อมา

อ้างอิง จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

……………….

ฉันสารภาพว่า…หากไม่เพื่อนบ้านในบล็อกสะกิดละก็…ฉันลืมไปแล้วว่าวันนี้มีความพิเศษอย่างไร
เช้านี้ฉันตื่นสายกว่าเดิมนิดหน่อยอาจเพราะทำงานเพลินจนเกือบเช้า
ฉันชอบความเงียบและเย็นสบายของกลางคืนทำให้มีสมาธิมากกว่าปกติ
น้องหมาสองตัวนอนเบียดแย่งพัดลมกับฉันจนทำให้ตื่นมันเหมือนเป็นนาฬิกาปลุกธรรมชาติของฉัน

ฉันเป็นพวกตื่นมาก็หิว
โดยเฉพาะกาแฟร้อนฉันไม่ได้เป็นคอกาแฟต้องดื่มกาแฟสดหรือเป็นยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ขอแค่มีคาเฟอีนเป็นอันใช้ได้
ก่อนหน้านี้ที่ฉันจะย้ายมาอยู่ที่นี่ฉันเคยคิดว่าเครื่องใช้สำคัญอันดับหนึ่งที่ต้องซื้อเป็นอันดับแรกคือ
“กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า” แต่ห้าเดือนที่ผ่านมาฉันสามารถกินกาแฟร้อนได้ทั้งวันโดยไม่ต้องมีกระติกน้ำร้อนไฟฟ้า

ที่บ้านของฉันยังใช้เตาถ่าน
แม้จะมีเตาแก๊สที่หอบหิ้วมาจากกรุงเทพฯแต่ฉันก็คุ้นเคยกับเตาถ่านมาตั้งแต่เด็ก
เพราะก่อนหน้าที่ฉันจะกลายเป็นคนตกงาน (?) บ้านเดิมที่อยู่นั้นเป็นโรงงาน
เราทำกิจการเกี่ยวกับไม้ทำให้มีเศษไม้มากจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเลือกใช้เตาถ่าน
ฉันใช้เศษกระดาษเป็นเชื้อในการติดไฟ
จะเรียกว่า ‘เศษกระดาษ’ ก็ไม่ถูกนัก เพราะมันเป็นบิลและเอกสารสำคัญที่ไม่อาจจะชั่งกิโลขายได้
ครั้นจะเผาทิ้งเฉยๆ ก็ยังไงอยู่เลยเอามันมาเป็นเชื้อในการติดไฟ เวลาที่ติดไฟเพื่อต้มน้ำกินกาแฟหรือทำกับข้าว
ฉันเคยเผลออ่านบิลหรือเอกสารเหล่านั้นเหมือนจะล่ำลาอดีตของตนเอง
ในขณะเดียวกันก็ปลดปลงกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจแล้วบอกตนเองว่า
‘เราจะผ่านมันไปได้ เหมือนที่เคยผ่านมา’

ระหว่างรอน้ำเดือด
ฉันเดินไปรดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน
มันเป็นแปลงดอกไม้เล็กๆ แต่เต็มไปด้วยความภูมิใจ
มันอาจไม่สวยงามในสายตาคนอื่นนัก
แต่สำหรับฉันมันเป็นจุดเตือนใจให้เริ่มต้นทำอะไรก็ตามที่ ‘เงิน’ ไม่ใช่ปัจจัยหลักสำหรับทุกสิ่ง

ฉันใช้เศษไม้จากต้นไม้ที่ตายแล้วมาทำแนวรั้วเตี้ยๆ เพื่อกั้นดินทำเป็นแปลงดอกไม้
ฉันได้ไอเดียมาจากที่แม่ชวนไปเก็บเศษไม้มาทำฟืน
ตอนนั้นฉันเพิ่งรู้เราเศษไม้จำนวนหนึ่งจากต้นไม้ที่ตายแล้ว
ฉันเลยเอามันมาทำรั้วเตี้ยๆ กลายเป็นแปลงดอกไม้เล็กๆ

กลับเข้ามาในครัวอีกครั้ง
ฉันก็เทน้ำร้อนใสกระติกเก็บน้ำร้อนรุ่นเก่าแต่ยังเก๋าอยู่
เราไม่จำเป็นต้องเสียบไฟกระติกน้ำร้อนทั้งวันเราก็ได้น้ำร้อนไว้ใช้
คนใกล้ตัวเป็นพ่อครัวในการทำกับข้าวเขาไม่คุ้นกับการติดเตาถ่านแต่เขาก็ไม่ลำบากที่จะใช้มัน

ฉันนึกย้อนไปเมื่อยังเป็น ‘สาวโรงงาน’
กิจการของที่บ้านก่อนที่จะโดนพายุเศรษฐกิจและปัญหาในครอบครัวกระหน่ำจนเราต้องปิดกิจการ
ก่อนหน้านั้นราวๆ ๑๕ ปีจำไมได้เลยว่ามีการพูดเรื่อง ‘โลกร้อน’หรือไม่
ตอนเด็กๆ ฉันไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องพวกนี้นักแต่ที่รู้จักหัดแยกขยะเพราะว่าในละแวกเดียวกันนั้นเป็นโรงงาน
ขยะจำพวกขวดแก้ว,พลาสติก,กระดาษ, เป็นขยะที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้
เฉพาะขยะในโรงงานเราก็ขายได้เดือนละเกือบ ๒๐๐ บาท

ช่วงที่เรียนหนังสือด้วยทำงานส่งตัวเองไปด้วยนั้น
ฉันผันตัวเองไปเป็นแม่ค้าในยุคแรกๆที่มีการเปิดท้ายขายของ
เราเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ช่วงนั้นน่าจะเป็นเรื่องขยะล้นเมือง
ความน่ากลัวของเจ้าพลาสติกและโฟมที่ยากต่อการย่อยสลาย
เวลาที่ขายของฉันมักใช้ถุงกระดาษมากกว่าพลาสติก และมักถามคนซื้อเสมอว่า

“ใส่ถุงไหมคะ” และตามด้วยว่า “อย่าใส่เลยคะ ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม”
( Ha แล้วจะถามทำไมฟร่ะ)

ฉันชอบใช้ถุงผ้าเพราะไม่ชอบถือถุงหลายใบ
แต่ถ้าได้ถุงพลาสติกจำพวกถุงหูหิ้วถ้ามันไม่เลอะเทอะจนเกินงาม
มันจะถูกนำกลับมาเวียนใช้อีกครั้ง
ส่วนใหญ่นอกจากเก็บไว้ใส่ของเองแล้วก็ไปให้ให้ร้านขายของชำใกล้ๆ บ้านใส่ของขาย
จึงไม่น่าแปลกใจนักหากคุณซื้อของที่ร้านโชว์ห่วยใกล้บ้านฉันจะได้ถุงใส่ของเป็นถุงวัตสัน หรืออะไรที่มันน่ารักๆ (Ha)

เรามีหลายหลากสารพัดวิธีที่จะ ‘รักษ์โลก’
และฉันเชื่อว่ามันจะได้ผลดีที่สุดถ้าเราเลือกที่จะปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตประจำวัน
และสิ่งที่ฉันยิ่งกว่าคือสิ่งเหล่านั้นจะเกิดผลเมื่อเริ่มจากตนเอง

มนุษย์เราล้วนเป็นเสมือนอณูเล็กๆ ของจักรวาลแต่เป็นส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลก
สองมือของเราสามารถสร้างสรรค์ได้ทั้งในด้านที่ดีที่สุดและด้านเลวร้ายที่สุด
ถึงเวลาที่เราจะทบทวนตัวเองว่าทำสิ่งใดลงไปบ้าง

และนั่นคือสิ่งที่ฉันเชื่อว่า…โลกจะเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
เพียงแค่วินาทีนี้เราเลือกที่จะทำสิ่งดีๆ เพื่อโลกใบนี้ของเรา

…………….

หมายเหตุ : ภาพจาก http://www.wallcoo.com

 

 

{ { { { { …….. ชาวสวนฝึกหัด : ป ลู ก ฝั น ใน ส ว น ผั ก ……….} } } } }

เมื่อ 18th เมษายน 2009 โดย saylomissara@sanook.com ใน ปรากฏการณ์หัวใจเรืองแสง - Tag: ,

{ { { { { …….. ชาวสวนฝึกหัด : ป ลู ก ฝั น ใน ส ว น ผั ก ……….} } } } }

คล้ายว่า…ธรรมชาติกำลังทดสอบความพยายามของคนอยู่

ครั้งที่ ๓ สำหรับการลงเมล็ดผักกาดหอม
ฉันกำลังลุ้นให้ผักมันงอกงามเหมือนครั้งแรก
ถ้าอะไรที่มันได้มาง่ายๆ คงไร้ความหมาย
การปลูกผักครั้งที่ ๒ ของฉันจึงล้มเหลวไม่เป็นท่า
หลังจากหว่านเมล็ดไปแค่ข้ามคืน
เจ้ามดและแมลงหลายชนิด ช่วยกันขนเมล็ดผักไปกินอย่างเอร็ดอร่อย
อ้อ! รู้ได้ไงว่ามันอร่อย เพราะพวกมันจัดการเมล็ดผักจนเกลี้ยง

“เกษตรอินเตอร์เนท”
นั่นคือนิยามของฉัน
เพราะเวลาที่ทำอะไรไม่ได้ ฉันจะนั่งเสิรซ์หาข้อมูลต่างๆ จากอินเตอร์เนท
ลองผิดลองถูกอยู่หลายวิธี พยายามที่จะไม่ใช้สารเคมีเพื่อรักษาสภาพดินให้มากที่สุด

พืชผักไม่ได้งอกงามอย่างที่มันควรจะเป็น
ใบของมันถูกกัดกินจนเว้าแหว่ง
บ่อยครั้งที่จับหนอนอ้วนๆ ได้ ฉันเอาพวกมันไปเป็นของว่างสำหรับไก่
ดูเหมือน “ยาฉุน” (ยาเส้นชนิดหนึ่ง) หมักกับน้ำจะไม่ได้ผล

“มันต้องใช้ยาพ่นถึงจะกำจัดได้”
พี่สาวที่อยู่ร้านขายต้นไม้ใกล้ๆ บ้าน แนะนำอยู่บ่อยๆ
แต่คำแนะนำที่ว่า….
ทำให้ฉันลังเลและกลับมาหาข้อมูลในอินเตอร์เนทอีกครั้ง
ความลังเลกับคำตอบที่เรารู้ดีอยู่แก่ใจ

หากฉันต้องการผลผลิตในจำนวนมาก
และได้ผลคุ้มค่ากับเงินและเวลาที่เสียไป
ฉันควรเลือกความรวดเร็วทางวิทยาศาสตร์

ทว่า
ฉันก็ปรารถนารักษาดินที่ไม่เคยถูกยาฆ่าแมลงทั้งหลายแตะต้อง
ฉันก็จะได้ความเหนื่อยที่สูญเปล่ามากกว่าผลผลิต

คล้ายว่า…ธรรมชาติกำลังทดสอบความพยายามของคนอยู่

“ทำไมไม่ติดสปิงเกอร์(ที่รดน้ำอัตโนมัติ) จะได้ไม่ต้องเดินเหนื่อย”
เพื่อนรุ่นพี่ที่แวะมากินข้าวเย็นบ่อยๆ ถาม
ฉันมองบัวรดน้ำในมือแล้วยิ้ม
“มันไม่ได้ออกแรง”

เขาหัวเราะและเดินจากไป
สิ่งที่ผุดพรายขึ้นในใจไม่ใช่คำตอบ
แต่เป็นสิ่งที่ฉันลังเลเลือกจะตอบมาเนิ่นนาน

คล้ายว่า…ธรรมชาติกำลังทดสอบความพยายามของคนอยู่

ความเหนื่อยนั้นมิได้สูญเปล่า
แต่มันได้มาซึ่งจิตใจที่สงบและครุ่นคิดตรึกตรองกับปัญหา
เราเรียนรู้ที่จะหาวิธีรับมือกับปัญหานานา
ทางออกมีมากมายให้เลือกปฏิบัติเสมอ
ในมิติที่สมองว่างเปล่า
เรามักมืดบอดต่อปัญหาเพียงเล็กน้อย

ผลผลิตไม่ใช่สิ่งสำคัญ
แต่การเรียนรู้ที่จะหาหนทางแก้ไขปัญหาต่างหาก
ที่ธรรมชาติกำลังสอนเราอยู่

……………
สวนฝันในแปลงผัก

(รูปไม่ได้แต่งPhotoshop นะคะ )

แม่เรียกพริกเหลือง บางคนเรียกพริกกะเหรี่ยง เห็นแบบนี้เผ็ดเหมือนกัน

ดอกแค - ใครๆ บอกว่าดอกแคที่บ้านหวาน ส่วนใหญ่แม่จะลวกจิ้มน้ำพริกหรือไม่ก็ทำแกงส้ม แต่เมือวานเราลองชุบแป้งทอด อร่อยดีเหมือนกัน

มะเขือเทศ - ขาดเธอไป ส้มตำคงไร้ความหมาย ha

โหระพา - มีแกงที่ไหน มีเธอที่นั้น (หรือเปล่า)

ผักชี- ซื้อเมล็ดมา ๑๐ บาท ปลูกขึ้นแค่ ๘ ต้น ไม่ถือว่าขาดทุนหรอกมั้ง!?

หม่ำเสร็จก็ตามด้วยมะม่วงจิ้มพริกกะเกลือ

กินข้าวเสร็จก็ทำงาน

ออฟฟิศกลางแจ้ง หรือจะเรียกหรูๆ ว่า สตูดิโอ ha
แต่เราเรียก กระท่อมผิงดาว
( มีไฟฟ้า อากาศเย็นสบาย นั่งได้นอนได้ ทำงานเพลินดี) 

รอยปริร้าวของหัวใจ

เมื่อ 13th เมษายน 2009 โดย saylomissara@sanook.com ใน ปรากฏการณ์หัวใจเรืองแสง - Tag: ,

ฉันคุ้นชินกับการเดินทางเพียงลำพัง
หลากหลายความรู้สึกประดังประเดเข้ามาราวกับพายุฝนกระหน่ำ
แต่สิ่งเหล่านั้นนำพามาซึ่งความสงบ และทบทวนตัวเองในเวลาที่ผ่านมา

…..


เหตุการณ์ทางการเมืองทำให้การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ล่าช้ากว่าที่กำหนด
เมื่อแบกเป้โบกแท็กซี่เข้าที่พักก็อดแปลกใจกับภาพกิ่มไม้หล่นเกลื่อนถนนไม่ได้
“พายุเข้า”
นั่นคือสิ่งที่คนขับแท็กซี่เอ่ยบอกเหมือนหยั่งความอยากรู้ในใจฉัน

 

กว่าจะได้เก็บกระเป๋าก็เกือบ สี่นาฬิกา แล้ว
ฉันรู้ดีว่ามีต้อง “เก็บแรง” ให้มากที่สุดก่อนที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้
ล้มตัวลงนอนบนเสื้อที่หญิงชราผู้เป็นมารดาของคนรักจัดให้
ฉันหลับตาหวนคิดถึงคืนวันเก่าๆ
มันผ่านไปแล้ว
และมันก็จะผ่านไปเหมือนสายลมแห่งฤดูกาล

ฉันได้หลับเกือบสามชั่วโมงเต็ม ก่อนที่จะลุกขึ้นมาจัดการเตรียมเอกสารที่ต้องนำติดตัวออกไป
รู้สึกพะวังพะวงจนต้องส่งข้อความสั้นผ่านมือถือให้ช่วส่งไฟล์งานสำรองมาให้ด้วย
 หลังจากที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
อีกครั้ง…ที่นึกแปลกใจตัวเอง
ในกระเป๋าไม่มีเครื่องสำอาง ไม่มีอายชาโดว์ หรือบรัชออน แม้กระทั้งโลชั่นบำรุงผิว
มีพียงแป้งเด็กกระปุกเล็กและลิปมันเท่านั้น
ฉันได้แต่หัวเราะเบาๆ หน้ากระจก  เพิ่งสังเกตุว่าผิวของตนเองนั้นคล้ำลงมาก
เสื้อสีน้ำตาลอาจไม่เหมาะนัก แต่มันก็เป็นเสื้อสีเดียวที่ฉันหยิบใส่เป้เดินทาง

หลังจากได้โจ๊กร้อนๆ เป็นมื้อเช้า
ร่างกายกลับฟื้นขึ้นเต็มที่
พร้อมกับความคุ้นเคยที่เกือบจะรางเลือนไปในสถานที่ที่เคยอาศัยอยู่มาราวๆ สิบหกเดือน
ฉันเลือกเดินทางด้วยรถเมล์และต่อด้วยรถไฟใต้ดิน
ใช้เวลาไม่มากนักก็ไปถึงศูนย์ประชุมแห่งชาติ สิริกิตต์

ตรวจสอบเอกสารอีกครั้งก่อนโทรนัดบุคคลที่ต้องเจรจาเรื่องงาน
ฉันเป็นพวกเครียดลงกระเพาะ
เพราะฉะนั้นจึงตัดสินใจว่าจะลุยงานให้เสร็จภายในวันเดียว
จะได้ไม่ต้องสะสมความเครียดไปเพิ่มพูนไปวันอื่น
ควรจะเรียกว่าเป็นความโชคดี ได้ไหม?
ที่ทั้งสี่หน่วยงานที่ต้องเจรจา อยู่ในสถานที่เดียวกัน
โชคดี…ที่ไม่ต้องเดินทางตระเวนไปไกล เพียงแค่นัดมุมและเวลาที่จะสนทนาเท่านั้น
โชคดี…ที่เตรียมตัวมาดีจึงทำให้การพูดคุยพร้อมเสนอเอกสารผ่านไปด้วยดี
โครงการที่ต้องใช้เงินสนับสนุนจำนวนมาก เป็นปัญหาใหญ่
ฉันไม่รู้ว่าผลการเจรจาครั้งนี้จะออกหัวหรือก้อย
แต่ฉันก็พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “ทำดีที่สุดแล้ว”

หลังจากเสร็จงาน
ฉันจึงมีเวลาเดินในงานสัปดาห์หนังสือฯ
ทักทายรุ่นพี่หลายท่าน
“ตอนนี้ทำอะไรอยู่”
เป็นคำถามที่ถูกถามบ่อยมากถึงมากที่สุด
“ปลูกผักค่ะ”
ดูเหมือนเป็นคำตอบที่ไม่ค่อยมีใครเชื่อ
จนต้องอธิบายการปลูกผักแบบชาวสวนฝึกหัดของฉัน

เพื่อนนักเขียนท่านหนึ่งหอบหิ้วข้าวหลามจากนครปฐมมาฝาก
ทำให้ฉันต้องเปลี่ยนแผนนิดหน่อย หอบหิ้วของฝากกลับที่พักก่อนออกไปหาเพื่อนสนิทสมัยเรียนมหา’ลัย
ปกติเราก็ไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่นัก
แต่เพราะคนรักของเพื่อนช่วยจัดการนัดหมาย
เราจึงได้พบกันพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง
“นี่เราเป็นเพื่อนกันมากี่ปีแล้ว”
เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยถามขณะสั่งพิซซ่าให้ฉัน อย่างรู้ใจว่าฉันแพ้อาหารทะเล
เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ก็ให้อุ่นใจได้อย่างประหลาด
รับรู้-รู้สึกว่าเพื่อนไม่ได้หลงลืมกันไป
“สิบเอ็ดปีนี่”
มันเป็นตัวเลขที่พวกเราต่างพากันทำตาโต
เราหลงลืมไปแล้วว่า  เราได้หลุดพ้นจากวัยเยาว์มานานเท่าใด
แต่เมื่อใดก็ตามที่เราได้อยู่กันพร้อมหน้า
เด็กตัวน้อยที่ซ่อนอยู่ในตัวเราจะออกมาทักทายทันที

“แค่รู้สึกว่า…ร่างกายไม่ต้องการแอลกอฮอร์นะ”
มันเป็นเหตุผลที่ฉันเอ่ยกับเพื่อน
แต่ฉันก็ไม่ปฤิเสธเมื่อเพื่อนเสนอให้เปลี่ยนไปนั่งที่ร้านมอลลี่ ซอยรามบุตรี
แม้มันจะเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจสักหน่อย
สำหรับหลายต่อหลายคนที่คุ้นกับภาพฉัน - นักดื่มคอทองแดง
มาบัดนี้ ฉันนั่งดื่มเพียงน้ำเปล่าหรือไม่ก็น้ำผลไม้
มันไม่เหตุผลอะไรเลย
เพียงแต่ฉันไม่ได้รู้สึกต้องการดื่มแล้ว
ฉันกลับพอใจที่จะเผชิญหน้ากับโลกใบนี้ด้วยสายตาของความเป็นจริง
มิได้เมามายหรือแค่กึ่มๆ หรือย้อมอารมณ์ อะไรทำนองนั้น

เนื่องจากฉันไม่ได้ดื่มมานาน…พอควร
และเพื่อนก็ไม่ได้เดือนร้อนที่เราจะนั่งสนทนากันในร้านพิซซ่าเตาถ่านข้าง สน.ชนะสงคราม
เราจึงนั่งหัวเราะเฮฮาที่ร้านพิซซ่าแทนที่จะไปร้านเหล้าเช่นทุกครั้ง

เกือบเที่ยงคืน
เพื่อนจึงขับรถมาส่งที่พัก  เราล่ำลาโอบกอดกัน
แม้ไม่รู้ว่าอีกกี่นานที่จะได้พบหน้า
แต่เพื่อนก็คือ เพื่อน อยู่เสมอ

…..

ฉันตื่นหลังจากหลับสนิทหกชั่วโมงเต็ม
อาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและการลุยงาน ทำให้หลับสนิทตลอดคืนที่ผ่านมา
โทรศัพท์จากคนรัก โทรมาถามเป็นระยะๆ ไถ่ถามความเป็นไปในทุกขณะ
หลังจากทานอาหารเช้าพร้อมมารดาของคนรัก
ฉันก็ต้องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดเดินทางกลับ และจัดการเก็บข้าวของใส่เป้

ฉันนั่งรถกลับมาที่งานสัปดาห์หนังสือฯอีกครั้ง
จัดการเก็บหนังสือที่ต้องการ  ประเมินสถานการณ์แล้ว เห็นควรว่า
 หนังสือสามถุงใหญ่ๆ นี้ สมควรถูกส่งกลับด้วยบริการไปรษณีย์
คราวแรกก็คิดว่ากล่องเดียวคงไม่พอ แต่เพราะความสามารถของเจ้าหน้าที่ทำให้ฉันไม่ต้องเสียเงินซื้อกล่องใบที่สอง

หลังจากจัดการหนังสือกองใหญ่เรียบร้อยแล้ว
ก็มานั่งคุยกับพี่ๆ ที่สนิทกัน บังเอิญว่ามีงานมอบรางวัลสุภาว์ เทวกุล
ฉันเลยอยู่ช่วยหน้างานนิดหน่อย
คิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ที่เป็นหนึ่งในสตาฟ์จัดงาน เหนื่อยจนแทบไม่มีเวลาทานข้าว
ได้คุยกับรุ่นพี่นักเขียนหลายท่าน
หาก “กำลังใจ” ที่ได้มา สามารถกอบเก็บใส่ถุงได้
คงต้องใช้เป้สนามหลายใบในการเก็บกำลังใจเหล่านั้นกลับบ้าน

ฉันดูตั๋วเดินทางกลับรอบสามทุ่ม
โบกมือร่ำลาพี่ๆ เพื่อนๆ และกรุงเทพฯ
แบกเป้และถุงหนังสือใบใหญ่หอบขึ้นรถทัวร์

แม้จะห่างจากเมืองหลวงหลายร้อยกิโลเมตรและจากมาราวๆ ห้าเดือนเศษ
ฉันยังรู้สึกถึงรอยปริร้าวในใจ
มันเกิดขึ้นจากแรงสั่นสะเทือน ของผู้คนที่เดินย่ำเท้าไปมาบนพื้นผิวของความรู้สึก
บางทีฉันคงไม่เหมาะกับเมืองหลวงนัก
มันทำให้รู้สึกว่า
ฉันคิดถึงถูกแล้ว
ที่กลับบ้าน

บ้าน

….

ขอบคุณ รูปประกอบ จาก http://wallpaper-in-love.blogspot.com/


::::: ถ้าท้องฟ้า ไม่ใช่ สีฟ้า ? ? ? ::::::

เมื่อ 7th เมษายน 2009 โดย saylomissara@sanook.com ใน ปรากฏการณ์หัวใจเรืองแสง - Tag: , ,

 

กลับมาแจกหนังสือเสียที

หลังจากที่คอมพ์ฯ มีปัญหา และต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาร่วมสนุกนะคะ

ทำให้ได้ความคิด และมุมมองใหม่ๆ ที่มี่ต่อท้องฟ้า

ขอบคุณค่ะ

::: ใต้เงาตาเบบูญ่า และ ดอกชบา :::::

เมื่อ 27th มีนาคม 2009 โดย saylomissara@sanook.com ใน ปรากฏการณ์หัวใจเรืองแสง - Tag: , ,
   

แคนโต้

เมื่อ 26th มีนาคม 2009 โดย saylomissara@sanook.com ใน ปรากฏการณ์หัวใจเรืองแสง

 

 

:::::::::::: อ า ณ าจั ก ร ข ย ะ ห ร ร ษ า ::::::::::::

เมื่อ 20th มีนาคม 2009 โดย saylomissara@sanook.com ใน ปรากฏการณ์หัวใจเรืองแสง - Tag: , ,

เมื่อราวๆ ต้นปี ‘ ๕๑ ได้มีโอกาสฟังคุณ ตุล ไวทูรเกียรต ศิลปินในวง อพาร์ตเมนต์คุณป้า อ่านบทกวีชิ้นหนึ่ง
หลายคนอาจรู้จักคุณตุลในฐานะนักร้อง-นักดนตรี
แต่สำหรับฉันแล้ว
เขาเป็นนักเขียนคนหนึ่งที่ฉันยอมรับในความสามารถของเขา

แม้ว่าจะฟังแบบไม่ได้ตั้งใจนัก แต่มีบางประโยคที่ติดในความรู้สึก สรุปคล้ายๆว่า

“เราใช้ถุงผ้าเพื่อลดโลกร้อนแต่ตอนเราซื้อถุงผ้า ยังใส่ถุงพลาสติกอยู่”

ฉันฉุกคิดในทันทีว่า

เรารักโลกกันจริงๆ หรือว่าเป็นเพียงกระแสหนึ่งในขณะนั้น เท่านั้น!

ฉันคิดถึงการใช้ชีวิตประจำวันของตัวเอง
หลายต่อหลายสิ่งมีทั้งใช่และไม่ใช่
แม้ในระยะที่ผ่านมาจะมีข่าวหรือกระแสการอนุรักษ์พลังงาน
และ เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนมาตลอด

แต่ฉันก็รู้สึกว่า บางที…สารพัดวิธีที่ถูกนำเสนอ
บางครั้ง…มันควรถูก “ปรับใช้” ให้เข้ากับชีวิตของตนเอง
จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด

และเมื่อได้อ่าน “ต้นไม้ใต้โลก” ของคุณ “ทรงกลด บางยี่ขัน”
ก็ทำให้ทบทวนหน้าที่ของตนเองมากยิ่งขึ้น
และในขณะเดียวกันที่ฉันเป็นคนหนึ่ง ที่มีพื้นที่ในการถ่ายทอดเรื่องราว
จึงได้ถือโอกาสนี้นำเรื่องราวเกี่ยวกับการช่วยลดภาวะโลกร้อนมาผสมผสานจิตนาการร้อยเรียงเป็นนิทาน
เพื่อสื่อสารกับเด็กและเยาวชนที่จะเติบโตเป็นคนรุ่นใหม่ดูแลโลกของเราสืบต่อไป

ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาจึงกลายมาเป็น “อาณาจักรขยะหรรษา”
เป็นชื่อหนังสือนิทาน ชุด ที่ ๒
รายชื่อ นิทานสั้นสำหรับเด็ก ที่บรรจุในหนังสือ

กองไฟเล็กๆของกระรอกน้อย

เด็กชายใบสนกับปิ่นโตสามใบเถา

ตุ้บตั้บกินข้าวไม่หมดจาน

ถุงผ้าของเด็กหญิงแก้มบุ๋ม

สมุดบันทึกของเด็กหญิงสีรุ้ง

หมู่บ้านหมอกสีดำ

หิ่งห้อยน้อยใจ

อาณาจักรขยะหรรษา

ของขวัญสีเขียว

จิ๋วกับจ้อย ร่วมพลังกู้โลก

ถังขยะสี่สหาย

เทวดาน้อยปีกหาย

ผ้าพันคอมหัศจรรย์

สงครามอารมณ์ดี

ฮัดเช้ย! ล่องหน

เด็กหญิงทะเลน้อยกับวันหยุดในฤดูร้อน

ข้อมูลส่วนใหญ่นำมาจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ww.eppo.go.th
กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)กระทรวงพลังงาน http://www.dede.go.th และหนังสืออีกหลายเล่ม

ขอบคุณ สำนักพิมพ์ ฟรีมายด์ ( FreeMind Publishing ) ที่ช่วยทำให้ความฝันสัมผัสได้ในโลกของความจริง

ขอบคุณ โกสินทร์ ขาวงาม
กวีฝีมือเยี่ยมที่ช่วยถ่ายทอดจินตนาการเป็นภาพงามๆ ในเล่ม

พบกับหนังสือ นิทาน “อาณาจักรขยะหรรษา”
ได้ที่งาน งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 37 ได้ทีบูธ M10 โซน C1 ค่ะ

พิณประภา ขันธวุธ
( สายลมอิสระ)

ขอเชิญรวมสนุก รับหนังสือนิทาน อาณาจักรขยะหรรษา
เพียงแสดงความคิด+จินตนาการ ของคุณมาที่บล็อกนี้
” ถ้าท้องฟ้า ไม่ใช่สีฟ้า จะให้เป็นสีอะไร?”
2 ท่านผู้ให้ เหตุผลใคร โหดมันฮา โดนใจ เจ้าบ้าน

รับหนังสือ นิทานอาณาจักรขยะหรรษา คนละ 1เล่ม จ้า

หมดเวลาร่วมสนุก 31 มีนาคม 2552 นี้จ้า

 

 

:::::::: จุดตัดบนเส้นเอ็กซ์วาย : ณ ลองจิจูด (longitude) กำเนิด ‘รัก’ ::::::::

จุดตัดบนเส้นเอ็กซ์วาย : ณ ลองจิจูด (longitude) กำเนิด ‘รัก’

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ฉันทนเจ็บปวดกับอาการปวดกระเพาะ
ซึ่งเดาได้ไม่ยากนักว่าเป็นเพราะอะไร
การทานอาหารไม่เป็นเวลาผสมความเครียดทำให้กระเพาะมีแผล
ฉันได้แต่นึกขำๆ ตนเอง
ในเมื่อได้อยู่ในสถานที่ซึ่งไม่ต้องเอาชีวิตกับเวลามาเดิมพันกันแล้ว
ฉันก็ยังมีโรค ‘คนเมือง’ ตามติดมาอีก
อาจเพราะชีวิตที่ไม่เร่งรีบ
ฉันนึกอยากทานข้าวเมื่อไหร่ก็ทาน
ไม่หิวก็ไม่กินจนกระเพาะเป็นแผลให้ต้อง
ทุรนทุรายไปหาซื้อยามากิน
หลังจากงานชิ้นหนึ่งเสร็จสิ้น
ฉันก็ให้ตัวเองพักผ่อนด้วยการอ่านหนังสือเสมอเล่มที่อยากอ่าน (ไม่ใช่อ่านเพราะต้องเกี่ยวกับงานที่ทำอยู่)
และระยะนี้ต้องเตรียมตัวลง ‘กรุงเทพฯ’
ทำให้ฉันวุ่นวายกับการจัดตารางการพบปะในเมืองกรุง
และพยายามเตรียมเงินในการซื้อหนังสือที่งานสัปดาห์หนังสือฯ ณ ศูนย์ประชุมสิริกิตต์

“ซื้อหนังสือไปเยอะจะอ่านหมดเหรอ”
จำได้ว่ารุ่นพี่ท่านหนึ่งทักในงานหนังสือเมื่อเดือนตุลาฯ ปีที่ผ่านมา
ขณะที่ฉันหยิบหนังสือหลายเล่มเพื่อจ่ายสตางค์
ตอนนั้นฉันไม่ได้บอกใครอย่างเป็นทางการว่าอีกไม่วันฉันจะย้ายบ้าน
‘หนังสือ’ เป็นสิ่งของอันดับแรกที่ฉัน ‘ตุน’ เพื่อนำกลับบ้านในครั้งนั้น

จุดตัดบนเส้นเอ็กซ์วาย คือหนึ่งในหลายเล่มที่ได้ครอบครองในครั้งนั้น
และทุกครั้งที่อ่านงานเขียนของ ทินกร หุตางกูร
ฉันมักเกิดคำถามเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้นๆ เชื่อมโยงไปสู่’ตัวตนของนักเขียน’เสมอ

หลายครั้งหลายคราที่เคยพูดคุยแลกเปลี่ยนตามประสาคนอ่านหนังสือว่า
‘ตัวตนของนักเขียน’ กับ ‘สิ่งที่ปรากฏในหนังสือ’ เราควรแยกออกจากกันไหม?
เพราะหลายต่อหลายครั้งที่เกิดคำถามไม่ได้ว่า ตัวละครที่โลดแล่นอย่างมีชีวิตชีวานั้น
พวกเขามีตัวตนจริงในโลกจินตนาการ
หรือ
เป็นเพียงภาพลวงในโลกแห่งความจริง

……………..

จุดตัดบนเส้นเอ็กซ์วาย เป็นนิยายว่าด้วยหนุ่มสาว ที่ปรารถนาแสวงหาทางออกของสังคม
แต่สิ่งที่พวกเขาค้นพบคืออะไรกันแน่
นี่คือนิยายที่ทรงพลัง เล่มหนึ่งของทินกร
บางตอนของเรื่อง — ข้างหอพักมีแผงขายซีดี น่านน้ำกับเพื่อนชอบไปซื้อซีดีเพลง
บางทีก็ซี้อซีดีหนังโป๊เวลามีหนังใหม่ของซาชา เกรย์ ดาราหนังโป๊ชาวอเมริกันกับมาเรีย โอซาวา
ดาราหนังโป๊ชาวญี่ปุ่น เชื้อสายแคนาดา
คนขายขายซีดีหนังโป๊ให้เฉพาะลูกค้าประจำ ราคาแผ่นละ ๕๐ บาท บรรจุในถุงพลาสติก
ไม่มีปกหรือกระดาษระบุข้อมูลเกี่ยวกับหนัง
คนซื้อต้องถามคนขาย…..
( จาก http://www.kledthaishopping.com )

………..

จุดตัดบนเส้นเอ็กซ์วาย คือเรื่องราวของเด็กหนุ่มสาว (ประมาณ ม.๖)
ที่อยู่ในสภาวการณ์แห่งความสับสน ในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง
น่านน้ำและเพื่อนเช่าห้องอยู่ ณ ตึกแห่งหนึ่ง ดาดฟ้าคืออาณาจักรของพวกเขา
แล้ววันหนึ่งชีวิตของน่านน้ำก็เปลี่ยนแปลง
เพราะCDที่ไปซื้อมาเป็นบันทึกเรื่องราวของ ‘เงารุ้ง’
เด็กสาวคนหนึ่งที่คล้ายจะมีสองบุคลิก ภาพหนึ่ง เธอคือเด็กสาวหัวอ่อนในโอวาทของผู้เป็นยาย
และอีกภาคเธอคือเด็กสาวที่(พยายาม)สื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวผ่านยาเม็ดเล็กๆ ชนิดหนึ่ง

ตัวละครที่คล้ายจะแฝงตัวตน+ความหมาย =สัญลักษณ์ หรือรหัสลับบางอย่าง
(ส่วนตัว : ถ้ามีลูกมีหลานก็อยากตั้งชื่อเพราะๆ แบบนี้บ้าง)
เช่น น่านน้ำ – ตัวละครหนุ่มที่มีบุคลิกนิ่งสงบเหมือนสายน้ำ
ทว่าในสายน้ำนั่นไม่มีใครคาดเดาอารมณ์หรือความรู้สึกของสายน้ำได้ ,
เงารุ้ง-หญิงสาวที่ถ่ายทอดชีวิตตัวเองสู่บล็อกแห่งหนึ่งจนทำให้
น่านน้ำติดตามจนพบตัวตนที่แท้จริงของเงารุ้งที่เดินเล่นยามค่ำคืน
เพื่อปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริงออกมา

ทินกร หุตางกูร ยังคงสอดแทรกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกของความจริง
เหตุการณ์สำคัญอันเป็นส่วนหนึ่งทางประวิติศาสตร์
ทั้งทางด้านการเมืองและสังคม
ในขณะที่ตัวละครยังดำเนินอยู่ในมิติแห่งความสับสน และไม่รู้ว่าตนเองจะมุ่งสู่สิ่งใด?
ชีวิตที่อยู่นอกกรอบกฎเกณฑ์ หรือความคาดหวังจากผู้อื่น
หรืออยู่เพื่อตนเอง?

ณ ขณะที่อ่าน จุดตัดบนเส้นเอ็กซ์วาย
ฉันรู้สึกเหมือนสัมผัสความรู้สึกของ กบฏหัวอ่อน(ไหว)
พวกเขาช่างเด็กนัก กับการเป็นไปของโลกใบนี้
ทว่าพวกเขาก็พยายามเหลือเกินที่จะบอกว่า พวกเขาคือส่วนหนึ่งของโลกใบนี้
(ส่วนตัว : และนี่ทำให้ฉันเผลอคิดไปว่า…นักเขียนกำลังพยายามสื่อสารกับคนอ่านเช่นกัน)

ฉันไม่รู้ว่า จุดตัดบนเส้นเอ็กซ์วาย ของนิยายเรื่องนี้อยู่ตรงจุดไหนโลก
ทว่าฉันก็เชื่อว่า
ณ ลองจิจูด (longitude) กำเนิด ‘รัก’
และความรักก็มีพลังมหาศาลที่อาจเปลี่ยนแปลงจักรวาลได้
………….

ข้อมูลหนังสือ
จุดตัดบนเส้นเอ็กซ์วาย
โดย ทินกร หุตางกูร
สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม
ราคาปก ๑๗๐ บาท
จำนวน ๑๘๓ หน้า

๐ O ๐ การเริงระบำของฤดูชีวิต ๐ O ๐

เมื่อ 1st มีนาคม 2009 โดย saylomissara@sanook.com ใน ปรากฏการณ์หัวใจเรืองแสง - Tag: , ,

ฉันชะงักมือจากแป้นคีย์บอร์ดทันที
เมื่อได้ยินเสียงเปาะแปะเหนือศีรษะ
ความจริงฉันรู้สึกถึงกลิ่นลมฝนที่มาพร้อมลมตลอดวันแล้ว
การรอคอยเม็ดฝนทำให้ไม่อาจคาดหวังกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงได้
แต่กระนั้นก็เก็บผ้าที่ตากแดดหอมเรียบร้อยตั้งแต่บ่าย
แม่เองก็เตรียมดินสำหรับแปลงผักแปลงต่อไป
“ที่พยัคฆภูมิฯ ฝนตกหนักมาก”
คนข้างตัวเอ่ยบอกหลังจากวางโทรศัพท์จากเพื่อนรุ่นพี่ “โทรไปยืมหนังสือนะ”
“ฝนชะช่อมะม่วงเสียที”
ฉันเอ่ยเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าแล้วลุกขึ้นไปนั่งรอฝนอยู่หน้าบ้าน
….

สองสามวันก่อน
ฉันกับแม่ช่วยกันทำแปลงผักแปลงใหม่หลังจากที่เรา ‘รู้สึก’
ว่าอีกไม่นานฝนจะมาเยือน
แต่อากาศก็ยังร้อนจัดจนฉันไม่อาจนั่งทำงานในบ้านได้
จนต้องย้ายไป“กระท่อมผิงดาว”
ฉันเรียกกระท่อมหลังน้อยตามชื่อ
เพลง ผิงดาว ของศิลปินวงคาราวาน
ฝากดอกไม้นานาพันธุ์ ฝากความฝันอันสูงค่า
ฝากรอยยิ้มและน้ำตา ที่หลั่งมาจากหัวใจ
ฝากสายรุ้งที่แพรวพราว ฝากแสงดาวที่แสนไกล
เป็นบทเพลงอ่อนหวาน เป็นสายธารอ่อนไหว
ฝากรักหวานละไม มอบให้เธอ

** ให้เธอก้าวไป อย่าไหวหวั่น
จุดหมายร่วมกัน เราฝันใฝ่
ให้โลกนี้งดงาม ด้วยความสุขสดใส
มีรอยยิ้มความเข้าใจ ให้ทุกคน
ปลูกความฝันอันยิ่งใหญ่ แด่ดวงใจทุกดวง
จุดไฟรักให้โชติช่วง ดับไฟลวงเล่ห์มายา
โลกสวยด้วยน้ำใจ เป็นรักใหม่เราขึ้นมา
คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนฟ้า
จากรัก…จากศรัทธา ของเรา

ในวันที่อากาศร้อนจัด
ฉันมักย้ายตัวเองมาที่กระท่อมริมน้ำ
พร้อมน้องหมาทั้งห้าชีวิตแล้วกระโจนลงเล่นน้ำชี
ฉันว่ายน้ำไม่เป็นจึงได้แต่เล่นริมตลิ่ง
และต้องค่อยพยายามจับน้องหมาไม่ให้ว่ายน้ำออกไปไกลนัก

แม่ของฉันพยายามจะปลูกผักบุ้งริมน้ำ
แต่ทางเหนือปล่อยน้ำจนท่วมแปลงผักทดลองของแม่
แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังได้เก็บบอดผักบุ้งมากิน ๑ จานใหญ่

มันกลายเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งในช่วงวันที่แสนร้อนคือการพาน้องหมาลงเล่นน้ำ
น้องหมาที่ฉันไม่อยากลงน้ำก็คือเจ้าข้าวปุ้นกับข้าวปั้นที่เป็นหมาพันธุ์ชิสุ
แต่สำหรับน้องหมาอีกสามตัวนั้นร่าเริงเล่นน้ำได้อย่างมีความสุขเพราะขนมันสั้น
แต่ถึงอย่างนั้นอากาศที่ร้อนจัดทำให้พวกมันกระโจนเล่นน้ำอย่างห้ามไม่ได้
เมื่อเปียกน้ำจนได้ใจทั้งคนและหมาก็จะพากันขึ้นมานอนผึ่งลมจนกว่าจะแห้ง
แล้วค่อยเดินกลับไปอาบน้ำที่บ้านอีกครั้ง

“บก.โทรมา”
ฉันลืมตาขึ้นเห็นโทรศัพท์ยื่นมาให้
พวกเรา(ทั้งหมาและคน)ยังตัวเปียกอยู่ฉันนอนเอกเขนกบนเสื่ออย่างนั้น
และที่สำคัญน้องหมาคงเห็นฉันเป็นหมอนหรืออะไรสักอย่างเอาไว้หนุน
ฉันจึงขยับตัวไม่ได้มากนัก(หมาห้าตัวนี่นะ)

“ต้นฉบับมีแก้นิดหน่อยช่วยตรวจสอบได้ไหม…..”
“ได้ค่ะ รีบไหม”
“คือว่าเราต้องทำอาร์ตให้เสร็จ…เอ่อ…คืนนี้ หรือยุ่งอยู่ครับ”
“ไม่ยุ่งค่ะแต่เปียกอยู่”
ฉันสารภาพและเล่าให้บก.ฟัง
บก.ท่านนี้อายุไล่เลี่ยกับฉันจะเรียกว่ารุ่นเดียวกันก็ได้
ฉันจึงพูดคุยเหมือนเราเป็นเพื่อนกันมากกว่า
“ถ้าอยู่ใกล้ๆ จะเอาผักไปฝาก ผักกาดหอมเราไม่ใช้สารเคมี
ถึงไม่สวยเท่าในตลาดแต่สดแล้วก็กรอบมาก ,
ผักคะน้ามีรูนิดหน่อยแต่ก็โอเคนะ,ผักบุ้งนี่…ลวกกินกับส้มตำค่ะ
แม่ตำเองค่ะแต่ปูเป็นคนปลูกมะเขือเทศ”
“คุณปูพูดให้ผมอิจฉาเลยนะเนี่ย ผมมองไปข้างนอกเห็นแต่รถติดกับรถติด”
“โอเค! เดี๋ยวปูจะรีบไปแก้งานใหม่ คุณจะได้กลับบ้านไปพักผ่อน”

ฉันจำเป็นต้องขยับเอาน้องหมาที่เล่นน้ำหมดแรงออกจากตัว
แล้วลุกขึ้นเพื่อไปแก้ไขทำงาน
ฉันก็อดเกรงใจไม่ได้
แม้งานของจะเป็นงานฟรีแลนซ์แต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบ
ฉันมักได้ยินบ่อยๆว่าอิจฉาคนทำงานฟรีแลนซ์อย่างฉัน
แต่ฉันก็ตอบกลับตามจริงว่า
“ฉันก็อิจฉาพวกคุณที่สามารถตื่นเช้าไปทำงานได้”

จริงๆ ฉันก็อยากมีงานประจำเหมือนกันแหละ
ฉันเคยตะลอนสมัครงานเหมือนบัณฑิตจบใหม่คนอื่นๆ
เคยทำงานแล้วไม่ได้เงินเดือน
เคยทำหลายๆ อย่างที่ได้ผลสรุปว่า ‘ล้มเหลว’
แต่ในความล้มเหลวนั้นฉันกลับได้เรียนรู้และรู้จักตัวเองมากขึ้น
และมันทำให้ฉันค่อยๆ เติบโตขึ้นมาด้วยตัวของตัวเอง

บาดแผลแห่งความล้มเหลว
บาดแผลจากผู้คน
บาดแผลจากความหลอกลวง
สิ่งเหล่านั้นทำให้ฉันกลายเป็นฉัน ณ วันนี้
……………..

จากเสียงเปาะแปะเหมือนเท้าเล็กๆ กระโดดโลดเต้นบนหลังคาบ้าน
กลายเป็นเสียงฝนที่กระหน่ำลงมาจนดินชื้น
กลิ่นหอมของฝนยังคงให้ความรู้สึกที่อ่อนหวาน
น้องหมาสองตัวเพิ่งเคยเห็นฝนครั้งแรกในชีวิตกระโดดไปมาบริเวณชายคาบ้าน

“ไม่พาหมาเข้าบ้าน” แม่ถามแล้วนั่งลงข้างๆ
“ก็มันไม่รู้จักฝน ก็ทำให้มันรู้จักไง”
แม่หันมามองหน้าฉันนิดหน่อยเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็เปลี่ยนใจ
เราได้แต่นั่งนิ่งๆ มอง ‘ฝนแรก’ของปี
แม้จะเป็นเพียง ‘ฝนชะช่อมะม่วง’
แต่มันก็นำพาความชุ่มชื่นสู่ชีวิต

ฉันเอนตัวเอาหัวพิงแม่เบาๆ
ชีวิตคนเราคงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้ ..อีกแล้ว

……….

หมายเหตุ : เพลง ผิงดาว มีคนกระซิบบอกว่า คุณ ชูเกียรติ ฉาไทสง เป็นผู้แต่ง แต่รู้สึกว่าจะมีผู้นำมาร้องหลายคน แหะๆ

๐ O ๐ ลมแล้งบาดผิว และความหวังที่ยังโชนแสง ๐ O ๐

เมื่อ 25th กุมภาพันธ์ 2009 โดย saylomissara@sanook.com ใน ปรากฏการณ์หัวใจเรืองแสง - Tag: , , , ,

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
อากาศเริ่มร้อนจัดจนไม่อาจออกไปไหนได้ในช่วงกลางวัน
ฉันเริ่มเข้าใจวิถีชีวิตของคนอีสานมากยิ่งขึ้น
ตื่นแต่เช้าตรู่เข้าไร่เข้าสวน
แดดสายแรงกล้าจึงเดินแบกสอบเสียมกลับบ้าน
เย็นย่ำแดดร้างจึงกลับไปดูผลผลิตของตนอีกครั้ง

แม่เคยบอกว่า
“คนอื่นไม่รู้อาจคิดว่าเราขี้เกียจ กลางวันมันร้อนมากจนทำอะไรไม่ได้เลย”
เมื่อได้ใช้ชีวิตที่นี่จึงเข้าใจ
ฉันมักนั่งมองเปลวแดดที่เต้นระริก
ภาวนาให้ฝนพร่างพรมรดดินที่เริ่มแตกระแหง
ฉันเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของเกษตรกร ที่รอฟ้ารอฝน
พวกเขามีชีวิตพื้นดินที่มีกล้าเมล็ดพันธุ์และอยู่กับความหวัง
ฉันมีแปลงผักเล็กๆ ที่พอเป็นอาหารในครอบครัวเรา
แต่สำหรับเหล่าชาวสวน,ชาวไร่นั้นเล่า
ที่ดินที่เพาะปลูกนับสิบน้อยร้อยไร่ จะเป็นเช่นไร

ฉันรอ ‘ฝนชะช่อมะม่วง’มาหลายวันแล้ว
รู้สึกถึงลมที่เย็นชื้นที่พัดมา
ทว่าเม็ดฝนก็ยังไม่โปรยปรายอย่างใจหวัง
ผักกาดหอมเริ่มใกล้จะหมดแปลงแล้ว
และฉันก็เริ่มเพาะชุดใหม่มาแทนที่
มะเขือเทศต้นเตี้ยๆ แต่ก็เริ่มมีผลสีเขียวที่กำลังจะเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรือ
ตะไคร้ที่แยกไว้หลายกอกำลังแตกใบใหม่
แปลงผักคะน้าที่คาดหวังถูกเจ้าหนอนตัวเล็กๆ กันเทะจนใบวิ่น
ฉันพยายามไม่ใช่สารเคมีกับแปลงผัก
ลองใช้วิธีตามแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น
แม้ผักจะไม่สวยเท่าในตลาดสด
แต่ฉันก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้นำมันมาปรุงเป็นอาหาร

เพื่อนรุ่นพี่และมิตรน้ำหมึกแวะมาทักทายที่กระท่อมริมน้ำชี
บ่อยครั้งที่การมาไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้านั้น
จะทำให้เห็นฉันในสภาพ ‘ชาวสวนฝึกหัด’
ฉันไม่รู้สึกโกรธที่หลายคนบอกว่า “จำแทบไม่ได้เลย”
เพราะฉันนั้นเปลี่ยนไปมาก ผิวคล้ำแดด แต่งตัวบ้านๆ (เสื้อยืด,ผ้าถุง)
แต่พวกเขาเอ่ยตรงกันว่าฉันดูมี “ความสุข”
ฉันต้อนรับด้วยอาหารบ้านๆ เท่าที่มี
ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผักในสวน
แรกๆ ฉันเขินอายเกินกว่าจะบอกว่า
ผักในถาดและที่ปรุงอาการล้วนมาจากในสวน
ไม่ว่าจะเป็นผักกาดหอม,ผักชี,ดอกแค,ผักกระโดน,ผักโขม,
ผักขี้เหล็ก,ผักชะอม

ผักลวกจิ้มน้ำพริก,ต้มปลาน้ำชี, ไข่เจียวผักชะอม,
และบรรยากาศปูเสื่อริมน้ำ
สิ่งง่ายๆ กลายเป็นความสุขแสนวิเศษ
และบางเวลาก็จะมีเสียงไวโอลีน ,เสียงขลุ่ย,และกีต้าร์เคล้าเสียน้ำไหลเอื่อย

หลายคนเข้าใจผิดว่า
ฉันกลับมาที่นี่เพื่อปักหลักเขียนหนังสืออย่างจริงจัง
ฉันได้แต่หัวเราะและสารภาพว่า
ตั้งแต่กลับมาอยู่ที่นี่เกือบสี่เดือนแล้ว…
ฉันยังไม่ได้เขียนงานวรรณกรรมสักชิ้น

หลายคนคิดว่า ฉันบาดเจ็บกับบางสถานการณ์
ฉันได้แต่หัวเราะและสารภาพว่า
ใช่! ฉันยังรู้สึก
แต่มิได้เจ็บปวดอย่างที่เคยเป็นมา
เพียงแค่…
…ฉันยังไม่อาจหาคำตอบกับเหตุการณ์เหล่านั้นได้

ความเป็นเมืองใหญ่ทำให้ฉันสับสน และ สับสน
ทั้งความเป็นคนที่กลิ้งกลอกไปมา และสังคมที่ซับซ้อน

ฉันกลับมาที่นี่เพราะคิดถึงบ้าน
บ้าน ไม่ใช่แค่บ้าน
แต่บ้าน คือ ครอบครัว
ฉันโหยหาความอบอุ่นและเข้าใจใต้หลังคาของบ้าน

ตั้งแต่ฉันเข้าใจความหมายของ ‘บ้าน’ ในความรู้สึกที่หัวใจโหยหา
ฉันจึงตั้งมั่นว่าจะกลับมา
ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป….

…..

ฉันนั่งมองเปลวแดดที่เต้นระริก
ภาวนาให้ฝนพร่างพรมรดดินที่เริ่มแตกระแหง
เพื่อต้นกล้าแห่งความหวังในใจ
จะยังคงเติบโตอย่างกล้าแกร่งอีกครั้งหนึ่ง