:::: วันคุ้มครองโลก : วันแห่งการทบทวนตนเอง ::::

วันคุ้มครองโลก หรือ เอิร์ธเดย์ (Earth Day) ตรงกับวันที่ 22 เมษายน ของทุกปี
ประกาศโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ
(United Nations Environment Program “UNEP”)
เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2543
ในประเทศจัดให้มีกิจกรรมวันคุ้มครองโลกเป็นประจำทุกปี
โดยหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรีนพีซ
นอกจากวันเอิร์ธเดย์ 22 เมษายนแล้ว
ยังมีวันเอิร์ธเดย์ที่ถูกกำหนดขึ้นจากช่วงวิษุวัต
หรือ อิกควินอกซ์ (equinox) เช่นกัน
วิษุวัตเป็นช่วงที่ในกลางวันและกลางคืนมีระยะเวลาเท่ากัน
และเป็นการเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิในซีกโลกเหนือ
และฤดูใบไม้ร่วงในซีกโลกใต้
โดยนับจากเหตุการณ์ธรรมชาติ
ที่แกนขั้วโลกจะตั้งได้ฉากกับเส้นศูนย์สูตรมากที่สุด
ในช่วงวันที่ 20-21 มีนาคมของทุกปี
วันคุ้มครองโลกนี้ สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา
เกย์ลอร์ด เนลสัน (Gaylord Nelson) เป็นผู้ริเริ่มตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2505
วุฒิสมาชิกเนลสันได้ตัดสินใจขอให้ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี
ยกเรื่องสิ่งแวดล้อมขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ
เคเนดีเห็นด้วยและได้ออกทัวร์ทั่วประเทศ เป็นเวลา 5 วัน 11 รัฐ
ในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2506
(ก่อนที่ประธานาธิบดีเคเนดีจะถูกลอบยิงเสียชีวิต)
การทัวร์ครั้งนั้นนับเป็นจุดเริ่มต้นของการริเริ่มวันคุ้มครองโลก
จนในปี พ.ศ. 2512 วุฒิสมาชิกเนลสัน
ได้ผลักดันให้มีการจัดการชุมนุมประชาชนระดับรากหญ้าทั่วประเทศขึ้น
เพื่อให้แสดงความคิดเห็นในปัญหาสิ่งแวดล้อม
และได้เชิญชวนให้ทุก ๆ คนร่วมการชุมนุมเป็นจำนวนมาก
ทำให้เกิดกระแสความห่วงใยในวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เป็นอยู่
ของสังคมอเมริกันในขณะนั้น
นำสู่ความสำเร็จของการก่อตั้งวันคุ้มครองโลกขึ้นต่อมา
อ้างอิง จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
……………….

ฉันสารภาพว่า…หากไม่เพื่อนบ้านในบล็อกสะกิดละก็…ฉันลืมไปแล้วว่าวันนี้มีความพิเศษอย่างไร
เช้านี้ฉันตื่นสายกว่าเดิมนิดหน่อยอาจเพราะทำงานเพลินจนเกือบเช้า
ฉันชอบความเงียบและเย็นสบายของกลางคืนทำให้มีสมาธิมากกว่าปกติ
น้องหมาสองตัวนอนเบียดแย่งพัดลมกับฉันจนทำให้ตื่นมันเหมือนเป็นนาฬิกาปลุกธรรมชาติของฉัน
ฉันเป็นพวกตื่นมาก็หิว
โดยเฉพาะกาแฟร้อนฉันไม่ได้เป็นคอกาแฟต้องดื่มกาแฟสดหรือเป็นยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ขอแค่มีคาเฟอีนเป็นอันใช้ได้
ก่อนหน้านี้ที่ฉันจะย้ายมาอยู่ที่นี่ฉันเคยคิดว่าเครื่องใช้สำคัญอันดับหนึ่งที่ต้องซื้อเป็นอันดับแรกคือ
“กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า” แต่ห้าเดือนที่ผ่านมาฉันสามารถกินกาแฟร้อนได้ทั้งวันโดยไม่ต้องมีกระติกน้ำร้อนไฟฟ้า
ที่บ้านของฉันยังใช้เตาถ่าน
แม้จะมีเตาแก๊สที่หอบหิ้วมาจากกรุงเทพฯแต่ฉันก็คุ้นเคยกับเตาถ่านมาตั้งแต่เด็ก
เพราะก่อนหน้าที่ฉันจะกลายเป็นคนตกงาน (?) บ้านเดิมที่อยู่นั้นเป็นโรงงาน
เราทำกิจการเกี่ยวกับไม้ทำให้มีเศษไม้มากจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเลือกใช้เตาถ่าน
ฉันใช้เศษกระดาษเป็นเชื้อในการติดไฟ
จะเรียกว่า ‘เศษกระดาษ’ ก็ไม่ถูกนัก เพราะมันเป็นบิลและเอกสารสำคัญที่ไม่อาจจะชั่งกิโลขายได้
ครั้นจะเผาทิ้งเฉยๆ ก็ยังไงอยู่เลยเอามันมาเป็นเชื้อในการติดไฟ เวลาที่ติดไฟเพื่อต้มน้ำกินกาแฟหรือทำกับข้าว
ฉันเคยเผลออ่านบิลหรือเอกสารเหล่านั้นเหมือนจะล่ำลาอดีตของตนเอง
ในขณะเดียวกันก็ปลดปลงกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจแล้วบอกตนเองว่า
‘เราจะผ่านมันไปได้ เหมือนที่เคยผ่านมา’
ระหว่างรอน้ำเดือด
ฉันเดินไปรดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน
มันเป็นแปลงดอกไม้เล็กๆ แต่เต็มไปด้วยความภูมิใจ
มันอาจไม่สวยงามในสายตาคนอื่นนัก
แต่สำหรับฉันมันเป็นจุดเตือนใจให้เริ่มต้นทำอะไรก็ตามที่ ‘เงิน’ ไม่ใช่ปัจจัยหลักสำหรับทุกสิ่ง
ฉันใช้เศษไม้จากต้นไม้ที่ตายแล้วมาทำแนวรั้วเตี้ยๆ เพื่อกั้นดินทำเป็นแปลงดอกไม้
ฉันได้ไอเดียมาจากที่แม่ชวนไปเก็บเศษไม้มาทำฟืน
ตอนนั้นฉันเพิ่งรู้เราเศษไม้จำนวนหนึ่งจากต้นไม้ที่ตายแล้ว
ฉันเลยเอามันมาทำรั้วเตี้ยๆ กลายเป็นแปลงดอกไม้เล็กๆ
กลับเข้ามาในครัวอีกครั้ง
ฉันก็เทน้ำร้อนใสกระติกเก็บน้ำร้อนรุ่นเก่าแต่ยังเก๋าอยู่
เราไม่จำเป็นต้องเสียบไฟกระติกน้ำร้อนทั้งวันเราก็ได้น้ำร้อนไว้ใช้
คนใกล้ตัวเป็นพ่อครัวในการทำกับข้าวเขาไม่คุ้นกับการติดเตาถ่านแต่เขาก็ไม่ลำบากที่จะใช้มัน
ฉันนึกย้อนไปเมื่อยังเป็น ‘สาวโรงงาน’
กิจการของที่บ้านก่อนที่จะโดนพายุเศรษฐกิจและปัญหาในครอบครัวกระหน่ำจนเราต้องปิดกิจการ
ก่อนหน้านั้นราวๆ ๑๕ ปีจำไมได้เลยว่ามีการพูดเรื่อง ‘โลกร้อน’หรือไม่
ตอนเด็กๆ ฉันไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องพวกนี้นักแต่ที่รู้จักหัดแยกขยะเพราะว่าในละแวกเดียวกันนั้นเป็นโรงงาน
ขยะจำพวกขวดแก้ว,พลาสติก,กระดาษ, เป็นขยะที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้
เฉพาะขยะในโรงงานเราก็ขายได้เดือนละเกือบ ๒๐๐ บาท
ช่วงที่เรียนหนังสือด้วยทำงานส่งตัวเองไปด้วยนั้น
ฉันผันตัวเองไปเป็นแม่ค้าในยุคแรกๆที่มีการเปิดท้ายขายของ
เราเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ช่วงนั้นน่าจะเป็นเรื่องขยะล้นเมือง
ความน่ากลัวของเจ้าพลาสติกและโฟมที่ยากต่อการย่อยสลาย
เวลาที่ขายของฉันมักใช้ถุงกระดาษมากกว่าพลาสติก และมักถามคนซื้อเสมอว่า
“ใส่ถุงไหมคะ” และตามด้วยว่า “อย่าใส่เลยคะ ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม”
( Ha แล้วจะถามทำไมฟร่ะ)
ฉันชอบใช้ถุงผ้าเพราะไม่ชอบถือถุงหลายใบ
แต่ถ้าได้ถุงพลาสติกจำพวกถุงหูหิ้วถ้ามันไม่เลอะเทอะจนเกินงาม
มันจะถูกนำกลับมาเวียนใช้อีกครั้ง
ส่วนใหญ่นอกจากเก็บไว้ใส่ของเองแล้วก็ไปให้ให้ร้านขายของชำใกล้ๆ บ้านใส่ของขาย
จึงไม่น่าแปลกใจนักหากคุณซื้อของที่ร้านโชว์ห่วยใกล้บ้านฉันจะได้ถุงใส่ของเป็นถุงวัตสัน หรืออะไรที่มันน่ารักๆ (Ha)
เรามีหลายหลากสารพัดวิธีที่จะ ‘รักษ์โลก’
และฉันเชื่อว่ามันจะได้ผลดีที่สุดถ้าเราเลือกที่จะปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตประจำวัน
และสิ่งที่ฉันยิ่งกว่าคือสิ่งเหล่านั้นจะเกิดผลเมื่อเริ่มจากตนเอง
มนุษย์เราล้วนเป็นเสมือนอณูเล็กๆ ของจักรวาลแต่เป็นส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลก
สองมือของเราสามารถสร้างสรรค์ได้ทั้งในด้านที่ดีที่สุดและด้านเลวร้ายที่สุด
ถึงเวลาที่เราจะทบทวนตัวเองว่าทำสิ่งใดลงไปบ้าง
และนั่นคือสิ่งที่ฉันเชื่อว่า…โลกจะเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
เพียงแค่วินาทีนี้เราเลือกที่จะทำสิ่งดีๆ เพื่อโลกใบนี้ของเรา
…………….
หมายเหตุ : ภาพจาก http://www.wallcoo.com









