google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

:::: วันคุ้มครองโลก : วันแห่งการทบทวนตนเอง ::::

เมื่อ 22nd เมษายน 2009 โดย saylomissara@sanook.com ใน ปรากฏการณ์หัวใจเรืองแสง - Tag: , ,

วันคุ้มครองโลก หรือ เอิร์ธเดย์ (Earth Day) ตรงกับวันที่ 22 เมษายน ของทุกปี
ประกาศโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ
(United Nations Environment Program “UNEP”)
เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2543
ในประเทศจัดให้มีกิจกรรมวันคุ้มครองโลกเป็นประจำทุกปี
โดยหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรีนพีซ
นอกจากวันเอิร์ธเดย์ 22 เมษายนแล้ว
ยังมีวันเอิร์ธเดย์ที่ถูกกำหนดขึ้นจากช่วงวิษุวัต
หรือ อิกควินอกซ์ (equinox) เช่นกัน
วิษุวัตเป็นช่วงที่ในกลางวันและกลางคืนมีระยะเวลาเท่ากัน
และเป็นการเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิในซีกโลกเหนือ
และฤดูใบไม้ร่วงในซีกโลกใต้
โดยนับจากเหตุการณ์ธรรมชาติ
ที่แกนขั้วโลกจะตั้งได้ฉากกับเส้นศูนย์สูตรมากที่สุด
ในช่วงวันที่ 20-21 มีนาคมของทุกปี

วันคุ้มครองโลกนี้ สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา
เกย์ลอร์ด เนลสัน (Gaylord Nelson) เป็นผู้ริเริ่มตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2505
วุฒิสมาชิกเนลสันได้ตัดสินใจขอให้ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี
ยกเรื่องสิ่งแวดล้อมขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ
เคเนดีเห็นด้วยและได้ออกทัวร์ทั่วประเทศ เป็นเวลา 5 วัน 11 รัฐ
ในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2506
(ก่อนที่ประธานาธิบดีเคเนดีจะถูกลอบยิงเสียชีวิต)
การทัวร์ครั้งนั้นนับเป็นจุดเริ่มต้นของการริเริ่มวันคุ้มครองโลก
จนในปี พ.ศ. 2512 วุฒิสมาชิกเนลสัน
ได้ผลักดันให้มีการจัดการชุมนุมประชาชนระดับรากหญ้าทั่วประเทศขึ้น
เพื่อให้แสดงความคิดเห็นในปัญหาสิ่งแวดล้อม
และได้เชิญชวนให้ทุก ๆ คนร่วมการชุมนุมเป็นจำนวนมาก
ทำให้เกิดกระแสความห่วงใยในวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เป็นอยู่
ของสังคมอเมริกันในขณะนั้น
นำสู่ความสำเร็จของการก่อตั้งวันคุ้มครองโลกขึ้นต่อมา

อ้างอิง จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

……………….

ฉันสารภาพว่า…หากไม่เพื่อนบ้านในบล็อกสะกิดละก็…ฉันลืมไปแล้วว่าวันนี้มีความพิเศษอย่างไร
เช้านี้ฉันตื่นสายกว่าเดิมนิดหน่อยอาจเพราะทำงานเพลินจนเกือบเช้า
ฉันชอบความเงียบและเย็นสบายของกลางคืนทำให้มีสมาธิมากกว่าปกติ
น้องหมาสองตัวนอนเบียดแย่งพัดลมกับฉันจนทำให้ตื่นมันเหมือนเป็นนาฬิกาปลุกธรรมชาติของฉัน

ฉันเป็นพวกตื่นมาก็หิว
โดยเฉพาะกาแฟร้อนฉันไม่ได้เป็นคอกาแฟต้องดื่มกาแฟสดหรือเป็นยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ขอแค่มีคาเฟอีนเป็นอันใช้ได้
ก่อนหน้านี้ที่ฉันจะย้ายมาอยู่ที่นี่ฉันเคยคิดว่าเครื่องใช้สำคัญอันดับหนึ่งที่ต้องซื้อเป็นอันดับแรกคือ
“กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า” แต่ห้าเดือนที่ผ่านมาฉันสามารถกินกาแฟร้อนได้ทั้งวันโดยไม่ต้องมีกระติกน้ำร้อนไฟฟ้า

ที่บ้านของฉันยังใช้เตาถ่าน
แม้จะมีเตาแก๊สที่หอบหิ้วมาจากกรุงเทพฯแต่ฉันก็คุ้นเคยกับเตาถ่านมาตั้งแต่เด็ก
เพราะก่อนหน้าที่ฉันจะกลายเป็นคนตกงาน (?) บ้านเดิมที่อยู่นั้นเป็นโรงงาน
เราทำกิจการเกี่ยวกับไม้ทำให้มีเศษไม้มากจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเลือกใช้เตาถ่าน
ฉันใช้เศษกระดาษเป็นเชื้อในการติดไฟ
จะเรียกว่า ‘เศษกระดาษ’ ก็ไม่ถูกนัก เพราะมันเป็นบิลและเอกสารสำคัญที่ไม่อาจจะชั่งกิโลขายได้
ครั้นจะเผาทิ้งเฉยๆ ก็ยังไงอยู่เลยเอามันมาเป็นเชื้อในการติดไฟ เวลาที่ติดไฟเพื่อต้มน้ำกินกาแฟหรือทำกับข้าว
ฉันเคยเผลออ่านบิลหรือเอกสารเหล่านั้นเหมือนจะล่ำลาอดีตของตนเอง
ในขณะเดียวกันก็ปลดปลงกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจแล้วบอกตนเองว่า
‘เราจะผ่านมันไปได้ เหมือนที่เคยผ่านมา’

ระหว่างรอน้ำเดือด
ฉันเดินไปรดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน
มันเป็นแปลงดอกไม้เล็กๆ แต่เต็มไปด้วยความภูมิใจ
มันอาจไม่สวยงามในสายตาคนอื่นนัก
แต่สำหรับฉันมันเป็นจุดเตือนใจให้เริ่มต้นทำอะไรก็ตามที่ ‘เงิน’ ไม่ใช่ปัจจัยหลักสำหรับทุกสิ่ง

ฉันใช้เศษไม้จากต้นไม้ที่ตายแล้วมาทำแนวรั้วเตี้ยๆ เพื่อกั้นดินทำเป็นแปลงดอกไม้
ฉันได้ไอเดียมาจากที่แม่ชวนไปเก็บเศษไม้มาทำฟืน
ตอนนั้นฉันเพิ่งรู้เราเศษไม้จำนวนหนึ่งจากต้นไม้ที่ตายแล้ว
ฉันเลยเอามันมาทำรั้วเตี้ยๆ กลายเป็นแปลงดอกไม้เล็กๆ

กลับเข้ามาในครัวอีกครั้ง
ฉันก็เทน้ำร้อนใสกระติกเก็บน้ำร้อนรุ่นเก่าแต่ยังเก๋าอยู่
เราไม่จำเป็นต้องเสียบไฟกระติกน้ำร้อนทั้งวันเราก็ได้น้ำร้อนไว้ใช้
คนใกล้ตัวเป็นพ่อครัวในการทำกับข้าวเขาไม่คุ้นกับการติดเตาถ่านแต่เขาก็ไม่ลำบากที่จะใช้มัน

ฉันนึกย้อนไปเมื่อยังเป็น ‘สาวโรงงาน’
กิจการของที่บ้านก่อนที่จะโดนพายุเศรษฐกิจและปัญหาในครอบครัวกระหน่ำจนเราต้องปิดกิจการ
ก่อนหน้านั้นราวๆ ๑๕ ปีจำไมได้เลยว่ามีการพูดเรื่อง ‘โลกร้อน’หรือไม่
ตอนเด็กๆ ฉันไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องพวกนี้นักแต่ที่รู้จักหัดแยกขยะเพราะว่าในละแวกเดียวกันนั้นเป็นโรงงาน
ขยะจำพวกขวดแก้ว,พลาสติก,กระดาษ, เป็นขยะที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้
เฉพาะขยะในโรงงานเราก็ขายได้เดือนละเกือบ ๒๐๐ บาท

ช่วงที่เรียนหนังสือด้วยทำงานส่งตัวเองไปด้วยนั้น
ฉันผันตัวเองไปเป็นแม่ค้าในยุคแรกๆที่มีการเปิดท้ายขายของ
เราเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ช่วงนั้นน่าจะเป็นเรื่องขยะล้นเมือง
ความน่ากลัวของเจ้าพลาสติกและโฟมที่ยากต่อการย่อยสลาย
เวลาที่ขายของฉันมักใช้ถุงกระดาษมากกว่าพลาสติก และมักถามคนซื้อเสมอว่า

“ใส่ถุงไหมคะ” และตามด้วยว่า “อย่าใส่เลยคะ ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม”
( Ha แล้วจะถามทำไมฟร่ะ)

ฉันชอบใช้ถุงผ้าเพราะไม่ชอบถือถุงหลายใบ
แต่ถ้าได้ถุงพลาสติกจำพวกถุงหูหิ้วถ้ามันไม่เลอะเทอะจนเกินงาม
มันจะถูกนำกลับมาเวียนใช้อีกครั้ง
ส่วนใหญ่นอกจากเก็บไว้ใส่ของเองแล้วก็ไปให้ให้ร้านขายของชำใกล้ๆ บ้านใส่ของขาย
จึงไม่น่าแปลกใจนักหากคุณซื้อของที่ร้านโชว์ห่วยใกล้บ้านฉันจะได้ถุงใส่ของเป็นถุงวัตสัน หรืออะไรที่มันน่ารักๆ (Ha)

เรามีหลายหลากสารพัดวิธีที่จะ ‘รักษ์โลก’
และฉันเชื่อว่ามันจะได้ผลดีที่สุดถ้าเราเลือกที่จะปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตประจำวัน
และสิ่งที่ฉันยิ่งกว่าคือสิ่งเหล่านั้นจะเกิดผลเมื่อเริ่มจากตนเอง

มนุษย์เราล้วนเป็นเสมือนอณูเล็กๆ ของจักรวาลแต่เป็นส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลก
สองมือของเราสามารถสร้างสรรค์ได้ทั้งในด้านที่ดีที่สุดและด้านเลวร้ายที่สุด
ถึงเวลาที่เราจะทบทวนตัวเองว่าทำสิ่งใดลงไปบ้าง

และนั่นคือสิ่งที่ฉันเชื่อว่า…โลกจะเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
เพียงแค่วินาทีนี้เราเลือกที่จะทำสิ่งดีๆ เพื่อโลกใบนี้ของเรา

…………….

หมายเหตุ : ภาพจาก http://www.wallcoo.com

 

 

รอยปริร้าวของหัวใจ

เมื่อ 13th เมษายน 2009 โดย saylomissara@sanook.com ใน ปรากฏการณ์หัวใจเรืองแสง - Tag: ,

ฉันคุ้นชินกับการเดินทางเพียงลำพัง
หลากหลายความรู้สึกประดังประเดเข้ามาราวกับพายุฝนกระหน่ำ
แต่สิ่งเหล่านั้นนำพามาซึ่งความสงบ และทบทวนตัวเองในเวลาที่ผ่านมา

…..


เหตุการณ์ทางการเมืองทำให้การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ล่าช้ากว่าที่กำหนด
เมื่อแบกเป้โบกแท็กซี่เข้าที่พักก็อดแปลกใจกับภาพกิ่มไม้หล่นเกลื่อนถนนไม่ได้
“พายุเข้า”
นั่นคือสิ่งที่คนขับแท็กซี่เอ่ยบอกเหมือนหยั่งความอยากรู้ในใจฉัน

 

กว่าจะได้เก็บกระเป๋าก็เกือบ สี่นาฬิกา แล้ว
ฉันรู้ดีว่ามีต้อง “เก็บแรง” ให้มากที่สุดก่อนที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้
ล้มตัวลงนอนบนเสื้อที่หญิงชราผู้เป็นมารดาของคนรักจัดให้
ฉันหลับตาหวนคิดถึงคืนวันเก่าๆ
มันผ่านไปแล้ว
และมันก็จะผ่านไปเหมือนสายลมแห่งฤดูกาล

ฉันได้หลับเกือบสามชั่วโมงเต็ม ก่อนที่จะลุกขึ้นมาจัดการเตรียมเอกสารที่ต้องนำติดตัวออกไป
รู้สึกพะวังพะวงจนต้องส่งข้อความสั้นผ่านมือถือให้ช่วส่งไฟล์งานสำรองมาให้ด้วย
 หลังจากที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
อีกครั้ง…ที่นึกแปลกใจตัวเอง
ในกระเป๋าไม่มีเครื่องสำอาง ไม่มีอายชาโดว์ หรือบรัชออน แม้กระทั้งโลชั่นบำรุงผิว
มีพียงแป้งเด็กกระปุกเล็กและลิปมันเท่านั้น
ฉันได้แต่หัวเราะเบาๆ หน้ากระจก  เพิ่งสังเกตุว่าผิวของตนเองนั้นคล้ำลงมาก
เสื้อสีน้ำตาลอาจไม่เหมาะนัก แต่มันก็เป็นเสื้อสีเดียวที่ฉันหยิบใส่เป้เดินทาง

หลังจากได้โจ๊กร้อนๆ เป็นมื้อเช้า
ร่างกายกลับฟื้นขึ้นเต็มที่
พร้อมกับความคุ้นเคยที่เกือบจะรางเลือนไปในสถานที่ที่เคยอาศัยอยู่มาราวๆ สิบหกเดือน
ฉันเลือกเดินทางด้วยรถเมล์และต่อด้วยรถไฟใต้ดิน
ใช้เวลาไม่มากนักก็ไปถึงศูนย์ประชุมแห่งชาติ สิริกิตต์

ตรวจสอบเอกสารอีกครั้งก่อนโทรนัดบุคคลที่ต้องเจรจาเรื่องงาน
ฉันเป็นพวกเครียดลงกระเพาะ
เพราะฉะนั้นจึงตัดสินใจว่าจะลุยงานให้เสร็จภายในวันเดียว
จะได้ไม่ต้องสะสมความเครียดไปเพิ่มพูนไปวันอื่น
ควรจะเรียกว่าเป็นความโชคดี ได้ไหม?
ที่ทั้งสี่หน่วยงานที่ต้องเจรจา อยู่ในสถานที่เดียวกัน
โชคดี…ที่ไม่ต้องเดินทางตระเวนไปไกล เพียงแค่นัดมุมและเวลาที่จะสนทนาเท่านั้น
โชคดี…ที่เตรียมตัวมาดีจึงทำให้การพูดคุยพร้อมเสนอเอกสารผ่านไปด้วยดี
โครงการที่ต้องใช้เงินสนับสนุนจำนวนมาก เป็นปัญหาใหญ่
ฉันไม่รู้ว่าผลการเจรจาครั้งนี้จะออกหัวหรือก้อย
แต่ฉันก็พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “ทำดีที่สุดแล้ว”

หลังจากเสร็จงาน
ฉันจึงมีเวลาเดินในงานสัปดาห์หนังสือฯ
ทักทายรุ่นพี่หลายท่าน
“ตอนนี้ทำอะไรอยู่”
เป็นคำถามที่ถูกถามบ่อยมากถึงมากที่สุด
“ปลูกผักค่ะ”
ดูเหมือนเป็นคำตอบที่ไม่ค่อยมีใครเชื่อ
จนต้องอธิบายการปลูกผักแบบชาวสวนฝึกหัดของฉัน

เพื่อนนักเขียนท่านหนึ่งหอบหิ้วข้าวหลามจากนครปฐมมาฝาก
ทำให้ฉันต้องเปลี่ยนแผนนิดหน่อย หอบหิ้วของฝากกลับที่พักก่อนออกไปหาเพื่อนสนิทสมัยเรียนมหา’ลัย
ปกติเราก็ไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่นัก
แต่เพราะคนรักของเพื่อนช่วยจัดการนัดหมาย
เราจึงได้พบกันพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง
“นี่เราเป็นเพื่อนกันมากี่ปีแล้ว”
เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยถามขณะสั่งพิซซ่าให้ฉัน อย่างรู้ใจว่าฉันแพ้อาหารทะเล
เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ก็ให้อุ่นใจได้อย่างประหลาด
รับรู้-รู้สึกว่าเพื่อนไม่ได้หลงลืมกันไป
“สิบเอ็ดปีนี่”
มันเป็นตัวเลขที่พวกเราต่างพากันทำตาโต
เราหลงลืมไปแล้วว่า  เราได้หลุดพ้นจากวัยเยาว์มานานเท่าใด
แต่เมื่อใดก็ตามที่เราได้อยู่กันพร้อมหน้า
เด็กตัวน้อยที่ซ่อนอยู่ในตัวเราจะออกมาทักทายทันที

“แค่รู้สึกว่า…ร่างกายไม่ต้องการแอลกอฮอร์นะ”
มันเป็นเหตุผลที่ฉันเอ่ยกับเพื่อน
แต่ฉันก็ไม่ปฤิเสธเมื่อเพื่อนเสนอให้เปลี่ยนไปนั่งที่ร้านมอลลี่ ซอยรามบุตรี
แม้มันจะเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจสักหน่อย
สำหรับหลายต่อหลายคนที่คุ้นกับภาพฉัน - นักดื่มคอทองแดง
มาบัดนี้ ฉันนั่งดื่มเพียงน้ำเปล่าหรือไม่ก็น้ำผลไม้
มันไม่เหตุผลอะไรเลย
เพียงแต่ฉันไม่ได้รู้สึกต้องการดื่มแล้ว
ฉันกลับพอใจที่จะเผชิญหน้ากับโลกใบนี้ด้วยสายตาของความเป็นจริง
มิได้เมามายหรือแค่กึ่มๆ หรือย้อมอารมณ์ อะไรทำนองนั้น

เนื่องจากฉันไม่ได้ดื่มมานาน…พอควร
และเพื่อนก็ไม่ได้เดือนร้อนที่เราจะนั่งสนทนากันในร้านพิซซ่าเตาถ่านข้าง สน.ชนะสงคราม
เราจึงนั่งหัวเราะเฮฮาที่ร้านพิซซ่าแทนที่จะไปร้านเหล้าเช่นทุกครั้ง

เกือบเที่ยงคืน
เพื่อนจึงขับรถมาส่งที่พัก  เราล่ำลาโอบกอดกัน
แม้ไม่รู้ว่าอีกกี่นานที่จะได้พบหน้า
แต่เพื่อนก็คือ เพื่อน อยู่เสมอ

…..

ฉันตื่นหลังจากหลับสนิทหกชั่วโมงเต็ม
อาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและการลุยงาน ทำให้หลับสนิทตลอดคืนที่ผ่านมา
โทรศัพท์จากคนรัก โทรมาถามเป็นระยะๆ ไถ่ถามความเป็นไปในทุกขณะ
หลังจากทานอาหารเช้าพร้อมมารดาของคนรัก
ฉันก็ต้องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดเดินทางกลับ และจัดการเก็บข้าวของใส่เป้

ฉันนั่งรถกลับมาที่งานสัปดาห์หนังสือฯอีกครั้ง
จัดการเก็บหนังสือที่ต้องการ  ประเมินสถานการณ์แล้ว เห็นควรว่า
 หนังสือสามถุงใหญ่ๆ นี้ สมควรถูกส่งกลับด้วยบริการไปรษณีย์
คราวแรกก็คิดว่ากล่องเดียวคงไม่พอ แต่เพราะความสามารถของเจ้าหน้าที่ทำให้ฉันไม่ต้องเสียเงินซื้อกล่องใบที่สอง

หลังจากจัดการหนังสือกองใหญ่เรียบร้อยแล้ว
ก็มานั่งคุยกับพี่ๆ ที่สนิทกัน บังเอิญว่ามีงานมอบรางวัลสุภาว์ เทวกุล
ฉันเลยอยู่ช่วยหน้างานนิดหน่อย
คิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ที่เป็นหนึ่งในสตาฟ์จัดงาน เหนื่อยจนแทบไม่มีเวลาทานข้าว
ได้คุยกับรุ่นพี่นักเขียนหลายท่าน
หาก “กำลังใจ” ที่ได้มา สามารถกอบเก็บใส่ถุงได้
คงต้องใช้เป้สนามหลายใบในการเก็บกำลังใจเหล่านั้นกลับบ้าน

ฉันดูตั๋วเดินทางกลับรอบสามทุ่ม
โบกมือร่ำลาพี่ๆ เพื่อนๆ และกรุงเทพฯ
แบกเป้และถุงหนังสือใบใหญ่หอบขึ้นรถทัวร์

แม้จะห่างจากเมืองหลวงหลายร้อยกิโลเมตรและจากมาราวๆ ห้าเดือนเศษ
ฉันยังรู้สึกถึงรอยปริร้าวในใจ
มันเกิดขึ้นจากแรงสั่นสะเทือน ของผู้คนที่เดินย่ำเท้าไปมาบนพื้นผิวของความรู้สึก
บางทีฉันคงไม่เหมาะกับเมืองหลวงนัก
มันทำให้รู้สึกว่า
ฉันคิดถึงถูกแล้ว
ที่กลับบ้าน

บ้าน

….

ขอบคุณ รูปประกอบ จาก http://wallpaper-in-love.blogspot.com/


::: ใต้เงาตาเบบูญ่า และ ดอกชบา :::::

เมื่อ 27th มีนาคม 2009 โดย saylomissara@sanook.com ใน ปรากฏการณ์หัวใจเรืองแสง - Tag: , ,
   

๐ O ๐ การเริงระบำของฤดูชีวิต ๐ O ๐

เมื่อ 1st มีนาคม 2009 โดย saylomissara@sanook.com ใน ปรากฏการณ์หัวใจเรืองแสง - Tag: , ,

ฉันชะงักมือจากแป้นคีย์บอร์ดทันที
เมื่อได้ยินเสียงเปาะแปะเหนือศีรษะ
ความจริงฉันรู้สึกถึงกลิ่นลมฝนที่มาพร้อมลมตลอดวันแล้ว
การรอคอยเม็ดฝนทำให้ไม่อาจคาดหวังกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงได้
แต่กระนั้นก็เก็บผ้าที่ตากแดดหอมเรียบร้อยตั้งแต่บ่าย
แม่เองก็เตรียมดินสำหรับแปลงผักแปลงต่อไป
“ที่พยัคฆภูมิฯ ฝนตกหนักมาก”
คนข้างตัวเอ่ยบอกหลังจากวางโทรศัพท์จากเพื่อนรุ่นพี่ “โทรไปยืมหนังสือนะ”
“ฝนชะช่อมะม่วงเสียที”
ฉันเอ่ยเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าแล้วลุกขึ้นไปนั่งรอฝนอยู่หน้าบ้าน
….

สองสามวันก่อน
ฉันกับแม่ช่วยกันทำแปลงผักแปลงใหม่หลังจากที่เรา ‘รู้สึก’
ว่าอีกไม่นานฝนจะมาเยือน
แต่อากาศก็ยังร้อนจัดจนฉันไม่อาจนั่งทำงานในบ้านได้
จนต้องย้ายไป“กระท่อมผิงดาว”
ฉันเรียกกระท่อมหลังน้อยตามชื่อ
เพลง ผิงดาว ของศิลปินวงคาราวาน
ฝากดอกไม้นานาพันธุ์ ฝากความฝันอันสูงค่า
ฝากรอยยิ้มและน้ำตา ที่หลั่งมาจากหัวใจ
ฝากสายรุ้งที่แพรวพราว ฝากแสงดาวที่แสนไกล
เป็นบทเพลงอ่อนหวาน เป็นสายธารอ่อนไหว
ฝากรักหวานละไม มอบให้เธอ

** ให้เธอก้าวไป อย่าไหวหวั่น
จุดหมายร่วมกัน เราฝันใฝ่
ให้โลกนี้งดงาม ด้วยความสุขสดใส
มีรอยยิ้มความเข้าใจ ให้ทุกคน
ปลูกความฝันอันยิ่งใหญ่ แด่ดวงใจทุกดวง
จุดไฟรักให้โชติช่วง ดับไฟลวงเล่ห์มายา
โลกสวยด้วยน้ำใจ เป็นรักใหม่เราขึ้นมา
คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนฟ้า
จากรัก…จากศรัทธา ของเรา

ในวันที่อากาศร้อนจัด
ฉันมักย้ายตัวเองมาที่กระท่อมริมน้ำ
พร้อมน้องหมาทั้งห้าชีวิตแล้วกระโจนลงเล่นน้ำชี
ฉันว่ายน้ำไม่เป็นจึงได้แต่เล่นริมตลิ่ง
และต้องค่อยพยายามจับน้องหมาไม่ให้ว่ายน้ำออกไปไกลนัก

แม่ของฉันพยายามจะปลูกผักบุ้งริมน้ำ
แต่ทางเหนือปล่อยน้ำจนท่วมแปลงผักทดลองของแม่
แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังได้เก็บบอดผักบุ้งมากิน ๑ จานใหญ่

มันกลายเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งในช่วงวันที่แสนร้อนคือการพาน้องหมาลงเล่นน้ำ
น้องหมาที่ฉันไม่อยากลงน้ำก็คือเจ้าข้าวปุ้นกับข้าวปั้นที่เป็นหมาพันธุ์ชิสุ
แต่สำหรับน้องหมาอีกสามตัวนั้นร่าเริงเล่นน้ำได้อย่างมีความสุขเพราะขนมันสั้น
แต่ถึงอย่างนั้นอากาศที่ร้อนจัดทำให้พวกมันกระโจนเล่นน้ำอย่างห้ามไม่ได้
เมื่อเปียกน้ำจนได้ใจทั้งคนและหมาก็จะพากันขึ้นมานอนผึ่งลมจนกว่าจะแห้ง
แล้วค่อยเดินกลับไปอาบน้ำที่บ้านอีกครั้ง

“บก.โทรมา”
ฉันลืมตาขึ้นเห็นโทรศัพท์ยื่นมาให้
พวกเรา(ทั้งหมาและคน)ยังตัวเปียกอยู่ฉันนอนเอกเขนกบนเสื่ออย่างนั้น
และที่สำคัญน้องหมาคงเห็นฉันเป็นหมอนหรืออะไรสักอย่างเอาไว้หนุน
ฉันจึงขยับตัวไม่ได้มากนัก(หมาห้าตัวนี่นะ)

“ต้นฉบับมีแก้นิดหน่อยช่วยตรวจสอบได้ไหม…..”
“ได้ค่ะ รีบไหม”
“คือว่าเราต้องทำอาร์ตให้เสร็จ…เอ่อ…คืนนี้ หรือยุ่งอยู่ครับ”
“ไม่ยุ่งค่ะแต่เปียกอยู่”
ฉันสารภาพและเล่าให้บก.ฟัง
บก.ท่านนี้อายุไล่เลี่ยกับฉันจะเรียกว่ารุ่นเดียวกันก็ได้
ฉันจึงพูดคุยเหมือนเราเป็นเพื่อนกันมากกว่า
“ถ้าอยู่ใกล้ๆ จะเอาผักไปฝาก ผักกาดหอมเราไม่ใช้สารเคมี
ถึงไม่สวยเท่าในตลาดแต่สดแล้วก็กรอบมาก ,
ผักคะน้ามีรูนิดหน่อยแต่ก็โอเคนะ,ผักบุ้งนี่…ลวกกินกับส้มตำค่ะ
แม่ตำเองค่ะแต่ปูเป็นคนปลูกมะเขือเทศ”
“คุณปูพูดให้ผมอิจฉาเลยนะเนี่ย ผมมองไปข้างนอกเห็นแต่รถติดกับรถติด”
“โอเค! เดี๋ยวปูจะรีบไปแก้งานใหม่ คุณจะได้กลับบ้านไปพักผ่อน”

ฉันจำเป็นต้องขยับเอาน้องหมาที่เล่นน้ำหมดแรงออกจากตัว
แล้วลุกขึ้นเพื่อไปแก้ไขทำงาน
ฉันก็อดเกรงใจไม่ได้
แม้งานของจะเป็นงานฟรีแลนซ์แต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบ
ฉันมักได้ยินบ่อยๆว่าอิจฉาคนทำงานฟรีแลนซ์อย่างฉัน
แต่ฉันก็ตอบกลับตามจริงว่า
“ฉันก็อิจฉาพวกคุณที่สามารถตื่นเช้าไปทำงานได้”

จริงๆ ฉันก็อยากมีงานประจำเหมือนกันแหละ
ฉันเคยตะลอนสมัครงานเหมือนบัณฑิตจบใหม่คนอื่นๆ
เคยทำงานแล้วไม่ได้เงินเดือน
เคยทำหลายๆ อย่างที่ได้ผลสรุปว่า ‘ล้มเหลว’
แต่ในความล้มเหลวนั้นฉันกลับได้เรียนรู้และรู้จักตัวเองมากขึ้น
และมันทำให้ฉันค่อยๆ เติบโตขึ้นมาด้วยตัวของตัวเอง

บาดแผลแห่งความล้มเหลว
บาดแผลจากผู้คน
บาดแผลจากความหลอกลวง
สิ่งเหล่านั้นทำให้ฉันกลายเป็นฉัน ณ วันนี้
……………..

จากเสียงเปาะแปะเหมือนเท้าเล็กๆ กระโดดโลดเต้นบนหลังคาบ้าน
กลายเป็นเสียงฝนที่กระหน่ำลงมาจนดินชื้น
กลิ่นหอมของฝนยังคงให้ความรู้สึกที่อ่อนหวาน
น้องหมาสองตัวเพิ่งเคยเห็นฝนครั้งแรกในชีวิตกระโดดไปมาบริเวณชายคาบ้าน

“ไม่พาหมาเข้าบ้าน” แม่ถามแล้วนั่งลงข้างๆ
“ก็มันไม่รู้จักฝน ก็ทำให้มันรู้จักไง”
แม่หันมามองหน้าฉันนิดหน่อยเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็เปลี่ยนใจ
เราได้แต่นั่งนิ่งๆ มอง ‘ฝนแรก’ของปี
แม้จะเป็นเพียง ‘ฝนชะช่อมะม่วง’
แต่มันก็นำพาความชุ่มชื่นสู่ชีวิต

ฉันเอนตัวเอาหัวพิงแม่เบาๆ
ชีวิตคนเราคงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้ ..อีกแล้ว

……….

หมายเหตุ : เพลง ผิงดาว มีคนกระซิบบอกว่า คุณ ชูเกียรติ ฉาไทสง เป็นผู้แต่ง แต่รู้สึกว่าจะมีผู้นำมาร้องหลายคน แหะๆ

๐ O ๐ ลมแล้งบาดผิว และความหวังที่ยังโชนแสง ๐ O ๐

เมื่อ 25th กุมภาพันธ์ 2009 โดย saylomissara@sanook.com ใน ปรากฏการณ์หัวใจเรืองแสง - Tag: , , , ,

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
อากาศเริ่มร้อนจัดจนไม่อาจออกไปไหนได้ในช่วงกลางวัน
ฉันเริ่มเข้าใจวิถีชีวิตของคนอีสานมากยิ่งขึ้น
ตื่นแต่เช้าตรู่เข้าไร่เข้าสวน
แดดสายแรงกล้าจึงเดินแบกสอบเสียมกลับบ้าน
เย็นย่ำแดดร้างจึงกลับไปดูผลผลิตของตนอีกครั้ง

แม่เคยบอกว่า
“คนอื่นไม่รู้อาจคิดว่าเราขี้เกียจ กลางวันมันร้อนมากจนทำอะไรไม่ได้เลย”
เมื่อได้ใช้ชีวิตที่นี่จึงเข้าใจ
ฉันมักนั่งมองเปลวแดดที่เต้นระริก
ภาวนาให้ฝนพร่างพรมรดดินที่เริ่มแตกระแหง
ฉันเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของเกษตรกร ที่รอฟ้ารอฝน
พวกเขามีชีวิตพื้นดินที่มีกล้าเมล็ดพันธุ์และอยู่กับความหวัง
ฉันมีแปลงผักเล็กๆ ที่พอเป็นอาหารในครอบครัวเรา
แต่สำหรับเหล่าชาวสวน,ชาวไร่นั้นเล่า
ที่ดินที่เพาะปลูกนับสิบน้อยร้อยไร่ จะเป็นเช่นไร

ฉันรอ ‘ฝนชะช่อมะม่วง’มาหลายวันแล้ว
รู้สึกถึงลมที่เย็นชื้นที่พัดมา
ทว่าเม็ดฝนก็ยังไม่โปรยปรายอย่างใจหวัง
ผักกาดหอมเริ่มใกล้จะหมดแปลงแล้ว
และฉันก็เริ่มเพาะชุดใหม่มาแทนที่
มะเขือเทศต้นเตี้ยๆ แต่ก็เริ่มมีผลสีเขียวที่กำลังจะเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรือ
ตะไคร้ที่แยกไว้หลายกอกำลังแตกใบใหม่
แปลงผักคะน้าที่คาดหวังถูกเจ้าหนอนตัวเล็กๆ กันเทะจนใบวิ่น
ฉันพยายามไม่ใช่สารเคมีกับแปลงผัก
ลองใช้วิธีตามแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น
แม้ผักจะไม่สวยเท่าในตลาดสด
แต่ฉันก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้นำมันมาปรุงเป็นอาหาร

เพื่อนรุ่นพี่และมิตรน้ำหมึกแวะมาทักทายที่กระท่อมริมน้ำชี
บ่อยครั้งที่การมาไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้านั้น
จะทำให้เห็นฉันในสภาพ ‘ชาวสวนฝึกหัด’
ฉันไม่รู้สึกโกรธที่หลายคนบอกว่า “จำแทบไม่ได้เลย”
เพราะฉันนั้นเปลี่ยนไปมาก ผิวคล้ำแดด แต่งตัวบ้านๆ (เสื้อยืด,ผ้าถุง)
แต่พวกเขาเอ่ยตรงกันว่าฉันดูมี “ความสุข”
ฉันต้อนรับด้วยอาหารบ้านๆ เท่าที่มี
ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผักในสวน
แรกๆ ฉันเขินอายเกินกว่าจะบอกว่า
ผักในถาดและที่ปรุงอาการล้วนมาจากในสวน
ไม่ว่าจะเป็นผักกาดหอม,ผักชี,ดอกแค,ผักกระโดน,ผักโขม,
ผักขี้เหล็ก,ผักชะอม

ผักลวกจิ้มน้ำพริก,ต้มปลาน้ำชี, ไข่เจียวผักชะอม,
และบรรยากาศปูเสื่อริมน้ำ
สิ่งง่ายๆ กลายเป็นความสุขแสนวิเศษ
และบางเวลาก็จะมีเสียงไวโอลีน ,เสียงขลุ่ย,และกีต้าร์เคล้าเสียน้ำไหลเอื่อย

หลายคนเข้าใจผิดว่า
ฉันกลับมาที่นี่เพื่อปักหลักเขียนหนังสืออย่างจริงจัง
ฉันได้แต่หัวเราะและสารภาพว่า
ตั้งแต่กลับมาอยู่ที่นี่เกือบสี่เดือนแล้ว…
ฉันยังไม่ได้เขียนงานวรรณกรรมสักชิ้น

หลายคนคิดว่า ฉันบาดเจ็บกับบางสถานการณ์
ฉันได้แต่หัวเราะและสารภาพว่า
ใช่! ฉันยังรู้สึก
แต่มิได้เจ็บปวดอย่างที่เคยเป็นมา
เพียงแค่…
…ฉันยังไม่อาจหาคำตอบกับเหตุการณ์เหล่านั้นได้

ความเป็นเมืองใหญ่ทำให้ฉันสับสน และ สับสน
ทั้งความเป็นคนที่กลิ้งกลอกไปมา และสังคมที่ซับซ้อน

ฉันกลับมาที่นี่เพราะคิดถึงบ้าน
บ้าน ไม่ใช่แค่บ้าน
แต่บ้าน คือ ครอบครัว
ฉันโหยหาความอบอุ่นและเข้าใจใต้หลังคาของบ้าน

ตั้งแต่ฉันเข้าใจความหมายของ ‘บ้าน’ ในความรู้สึกที่หัวใจโหยหา
ฉันจึงตั้งมั่นว่าจะกลับมา
ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป….

…..

ฉันนั่งมองเปลวแดดที่เต้นระริก
ภาวนาให้ฝนพร่างพรมรดดินที่เริ่มแตกระแหง
เพื่อต้นกล้าแห่งความหวังในใจ
จะยังคงเติบโตอย่างกล้าแกร่งอีกครั้งหนึ่ง

 

 

 

::::: โลกเหงา เพราะ เรา”รู้สึก” ::::::

เมื่อ 21st กุมภาพันธ์ 2009 โดย saylomissara@sanook.com ใน ปรากฏการณ์หัวใจเรืองแสง - Tag: , ,


ฉันนั่งมองความทรงจำด้วยรูปภาพบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
เดิมทีฉันมีกล้องฟิล์ม
ทั้งที่ต้องนั้นตั้งใจจะมุ่งมั่นฝึกฝนถ่ายรูป
แต่พอสู้ค่าฟิล์ม+ค่าล้างไม่ไหวก็เริ่มร้างมือไป
จนช่วงหนึ่งที่มีโอกาสทำงานให้นิตยสารฉบับหนึ่งจึงกลั้นใจซื้อกล้องดิจิตอลแบบคอมแพคไว้ใช้งาน
เพราะความประหยัดค่าฟิล์มค่า,ล้างและรวดเร็วในการทำงาน

ณ ขณะนั้นฉันรู้สึกเหมือนทรยศต่อความความตนเอง
ฉันศรัทธากล้องฟิล์มมากกว่า
ก่อนที่จะมีกล้องดิจิตอลก็ยังดื้อดึงที่จะใช้กล้องฟิล์ม
แม้ว่าต้นทุนการทำงานจะสูงและเสียเวลาไปมาก
ทว่า…ฉันก็ยอมแพ้ต่อสิ่งเหล่านั้น
ด้วยเหตุผลนานัปการที่ฉันเอ่ยบอกกับตนเอง
ก่อนจะซื้อกล้องตัวใหม่ในราคาหลักพัน

…แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงข้ออ้างของความรู้สึก…

ความรู้สึกเก่าๆ ทำให้ฉันได้ยิ้ม
ความรู้สึก ณ ปัจจุบันขณะ
และในห้วงอดีตที่เดินผ่านมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
สถานการณ์เดียวกันแต่มุมมองที่คลี่คลายต่างกัน
รูปบ้างรูปที่ถ่ายเก็บไว้จึงสื่อความรู้สึกต่างกัน

ในความทรงจำที่เคลื่อนผ่านเหมือนสายน้ำที่ไหลเอื่อย
เวลาได้ยินใครต่อใครต่าง “อวด” กล้องของตน
ฉันไม่ยอมรับในขณะนั้นว่า
ตนเองทั้งอายและน้อยใจที่มีเพียงกล้องตัวเล็กๆ ใช้เท่านั้น
แต่ในการไม่ยอมรับนั้นฉันก็หาเหตุผลข้างๆ คูๆ
ที่จะบอกว่า “รูปที่ดีอยู่ที่มุมมอง”
ฉันเพียรใช้กล้องตัวเล็กๆ ทำงานอย่างเต็มที่
เท่าที่ประสิทธิภาพมันจะมีให้
…แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงข้ออ้างของความรู้สึก…

ในช่วงเวลาที่สิบวันที่ผ่านมา
ฉันปล่อยตัวเองให้พักผ่อนโดยการค้นคว้าข้อมูลสำหรับงานชุดใหม่
(นี่พักเหรอเนี่ย อ้อ! เราไม่ได้เปิดคอมพ์นี่นะ Ha)
ฉันอยากได้โปรเจคชุดนี้มาก
มันเป็นงานชุดที่ฉันเคยคุยกับเจ้าของงานไว้
ก่อนจะขนข้าวของใส่รถบรรทุกกลับมาอยู่ที่นี่…

ฉันจำได้ถึงความลังเลกับงานชุดนี้
ตำแหน่งหน้าที่การงานที่จะนำพาความก้าวหน้า
มันคือส่วนหนึ่งที่ฉันใฝ่ฝันจะได้ทำ-ได้เป็น

“ทำไมงานนี้ถึงมาตอนที่ฉันจะกลับบ้าน!
ทำไมตอนที่ฉันตะลอนๆ หางาน มันไม่โผล่มาให้ฉันทำนะ!”

แต่งานที่ถูกเสนอให้นั้น
มันมาตอนที่ฉันตัดสินใจโทรศัพท์บอกแม่ว่า
“จะกลับบ้านแล้วนะ จะกลับไปเกาะแม่กินแล้วนะ
คราวนี้เอาจริงๆ แล้วนะ ให้น้าเอารถมารับด้วย”

ค่ำคืนที่ฉันเดินย่ำเท้าไปในถนนข้าวสาร
ยกมือโบกลากรุงเทพฯ พร้อมกับเบียร์ขวดเล็กในมือ
ผับ-บาร์หลายแห่งที่เคยนั่ง
ค่ำคืนนั้นแสนยาวนานในการล่ำลา
ฉันไม่ได้รู้สึกโศกเศร้าไม่ได้ดีใจ
๒ ปีกับการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ
ไม่อาจสรุปได้ว่าล้มเหลวหรือรุ่งโรจน์
ฉันไม่ได้รู้จักถนนทุกเส้น
แต่ก็เคยไปดูงานแสดงศิลปะบ้าง
เสพติดภาพยนตร์ทุกวันศุกร์เข้าร้านหนังสือทุกวันอาทิตย์

ฉันจำได้ถึงเช้าวันหนึ่งที่ตื่นมา…
แล้วบอกตัวเองว่า…
วันนี้จะไปเซ็นทรัลพระราม ๒
แล้วจะแวะร้านนายอินทร์ซื้อหนังสือก่อนไปนั่งกินกาแฟที่ร้านบางกอกน้อย
แต่พอลุกจากเตียงแล้วจึงคิดได้ว่า
ฉันต้องนั่งรถสองแถวไปที่ท่ารถบขส.
ตีตั๋วลงกรุงเทพฯ
แล้วถึงนั่งรถตู้เข้าบ้านพี่ชายที่มหาชัย
ก่อนจะนั่งรถเมล์ย้อนมาเซ็นทรัลพระราม๒
นั่นแหละ! ฉันจึงรู้ฉันไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ แล้ว

คำตอบของการเจราจางานเมื่อสี่เดือนก่อนคือการที่ฉันเลือกจะกลับบ้าน
ฉันไม่รู้ว่าได้สูญเสียอะไรหรือเปล่า โอกาส หรือ ความก้าวหน้า

ฉันคุยโทรศัพท์กับเพื่อนสนิท
พร้อมเสียงประกอบเป็นเสียงน้องหมา
น้องลูกเจี๊ยบ และเสียงทักทายของคนหาปลา
เพื่อนของฉันถึงกับร้องไห้…ด้วยเหตุผลที่ว่า…
“คิดถึงบ้าน”

ฉันเงยหน้าจากการดูรูปในหน้าจอคอมพ์ คลิกปิดรูปภาพ
แม่เมื่อเห็นแม่หิ้วตะกร้าออกมาจากสวน
“แม่!ได้อะไรมากิน”
“ผักสะเดาเอาไปลวกกินกับน้ำพริก, นี่ชะอมจะเอาไปใส่ไข่เจียว,
นี่ดอกแคแม่จะเอาไปทำแกงส้ม
เมื่อวานพวกเด็กๆ ไปตกปลาเอาปลามาให้
อ้อ!ผักกาดหอมของแกแม่แบ่งให้ยัยติ๊กไปกินด้วยนะ”
“เมนูภัตตาคารเลยนะเนี่ย”

ฉันเล่าเรื่องเพื่อนที่ร้องไห้ให้แม่ฟัง
แม่หัวเราะพูดกับฉันหนึ่งประโยคแล้วหายเข้าไปในครัว

“คิดถึงก็กลับซิ…”

ใช่…ทุกสิ่งมันเป็นเพียงข้ออ้างของความรู้สึก
เพราะความคิดที่ซับซ้อน เพราะตัวตนของเราเอง
เพราะจิตใจที่ “รู้สึก” ไปต่างๆ นานา
ทำให้เรามองฉากชีวิต-มองเหตุการณ์ต่างๆ
ไปตามที่เรา “รู้สึก”

ฉันคลิกปุ่ม send เพื่อส่งโครงงาน
ฉันไม่รู้หรอกว่าผลจะออกหัวหรือก้อย
รู้เพียงแต่สิ่งทำเต็มไปด้วย
“ความรู้สึกที่ดี”
และโลกของเราเต็มไปด้วยคนช่างรู้สึก
และฉันก็รู้สึก
อยากกินแกงส้มดอกแค

 

 

๐ O ๐ สิ่งที่ซ่อนอยู่ ในท่วงทำนองที่เคลื่อนไหว ๐ O ๐

เมื่อ 20th กุมภาพันธ์ 2009 โดย saylomissara@sanook.com ใน ปรากฏการณ์หัวใจเรืองแสง - Tag: , , , ,

สิ่งที่ซ่อนอยู่ ในท่วงทำนองที่เคลื่อนไหว

เพื่อนหนุ่มผมยาว
ผู้เดินทางระหว่างกรุงเทพฯ-มหาสารคาม เป็นว่าเล่น
โทรศัพท์มาแจ้งข่าว
การแสดงละครของนักศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ในงานเปิดประตูสู่โลกตะวันออก

ฉันพอทราบข่าวมาแล้วบ้างว่า
เพื่อนหนุ่มคนนี้เป็นศิษย์เก่า
และเดินทางมาช่วยฝึกซ้อมน้องๆ
ในสาขาวิชาภาษาไทย
แต่ความคลาดเคลื่อนและเข้าใจผิดเรื่องเวลาแสดง
ทำให้ฉันซึ่งตอนนั้นกำลังเพลินอยู่กับการทำงานหน้าคอมพ์
ต้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า
แล้วซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปในมหา’ลัย

ฉันไม่มีรายละเอียดของงานนี้มากนักเรียกว่ามาหาเอาข้างหน้า
มาถึงก็เห็นการแสดงของสาขาวิชาภาษาจีน
เพื่อนหนุ่มโบกมือเรียกเมื่อได้ที่นั่งเรียบร้อย
ก็ได้นั่งชมการแสดงของสาขาอื่นๆ ก่อนจะถึงคิวการแสดงของเพื่อน
การแสดงส่วนใหญ่เป็นการแสดงให้เห็นเอกลักษณ์ของประเทศนั้นๆ
โดยนักศึกษาที่เรียนวิชานั้นๆ

ฉันอดแปลกใจเล็กๆ ไม่ได้ว่า
ไยมิตรประเทศเช่น ลาว,เขมร,เวียดนามและจีน
ใช้การร่ายรำแบบดั่งเดิม
บ่งบอกถึงรากเหง้าที่มามาช้านาน
และทำให้เห็นชัดว่า
ประเพณี,วัฒนธรรมร่วมทั้งภาษา มีความใกล้เคียงกัน

ทว่าเมื่อเป็นประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี
กลับเป็นเพลงสตริงวัยรุ่นในขณะที่สวมชุดประจำชาตินั้นๆ
เรายอมรับแล้วใช่ไหมว่า…
ดงบังชินกิ, เรน หรือเซล่ามูน
มีอิทธิพลต่อเรามากกว่า
ยาสึนาริ คาวาบาตะ ผู้เขียนเสียงแห่งขุนเขา
หรือ
เคนซาบุโร โอเอะ นักเขียนรางวัลโนเบล
แม้กระทั่ง ฮารุกิ มุราคมิ
???

“ชั่วโมงหนึ่งดูกันให้ตายไปข้างหนึ่ง”
เพื่อนบอกก่อนแล้วขอไปเตรียมตัวเพื่อขึ้นเวที
เวทีการแสดงในครั้งนี้เป็นเวทีกลางแจ้ง ที่นั่งเป็นขั้นบันไดล้อมรอบ
แม้จุดที่เรานั่งจะไม่ใช่ตรงกลางหน้าเวทีแต่ก็เห็นการแสดงได้ชัดเจน
ฉันชอบดูการแสดงละครเช่นนี้มากพอๆ กับการชมภาพยนตร์
แต่ก็เคยการฝึกซ้อมของละครเวทีแล้วก็ยอมรับว่ามันแสนสาหัสจริงๆ
ฉันอดคิดถึงสมัยเรียนไม่ได้
ที่คอยช่วยเพื่อนทำฉากละครเวทีประจำปีของชมรม
ฉันไม่ใช่สมาชิกชมรมศิลปะการแสดง
แต่มีเพื่อนสนิทที่อยู่ที่ชมรมนี้เลยพลอยได้มีประสบการณ์ดีๆ บ้าง

“ขุนช้างขุนแผน”
คือชื่อชุดการแสดงละครของน้องๆ บนเวที
ฉันแอบคิดไปว่าพวกเขาอาจจะหยิบเอา ตอนใดตอนหนึ่งขึ้นแสดงเท่านั้น
แต่พวกเขากลับใช้เวลาร่วมชั่วโมงนั้นในการถ่ายทอดนิยายพื้นบ้านอันเป็นอมตะ
การเลือกเอาเรื่องที่ “คนดูรู้”แล้วมาแสดงทำให้ง่ายต่อการเข้าใจ
โดยเฉพาะบทสนทนาทั้งเรื่องเป็นคำกลอน
น้ำเสียงขึ้นลงที่บ่งบอกอารมณ์ของผู้ร้องทำให้เรื่องสนุกสนานมากขึ้น
ทว่าการดึงคนดูให้นั่งติดเก้าอี้โดยไม่ลุกไปไหน
เรียกเสียงหัวเราะ ,ปรบมือ,
มีอารมณ์ร่วมไปกับการแสดง
และกลายเป็นส่วนหนึ่งในละครนั้นๆ
เป็นเรื่องที่ยาก

แต่น้องๆ กลุ่มนี้ทำได้

ตลอดเวลาแห่งการแสดง
ฉันซึ่งนั่งในส่วนของผู้ชมได้ยินเสียงชื่นชมนักแสดงบนเวที
แม้พวกเขาจะไม่ได้เป็นนักแสดงมืออาชีพ
แต่พวกเขาก็ใช้ความสามารถกันอย่างเต็มที่

การแสดงจบลงด้วยเสียงปรบมืออย่างกึกก้อง
ฉันเดินไปแสดงความยินดีกับเพื่อนหนุ่มผมยาว
ที่ไม่ได้ขึ้นบนเวทีแต่ก็เหนื่อยไม่แพ้กัน
เราล่ำลากันเล็กน้อยแล้วฉันก็กลับบ้านมาสะสางงานต่อ

น้ำหวานหนึ่งแก้วชงไว้เพื่อจิบระหว่างทำงาน
ส้มหนึ่งผลว่างไว้ใกล้มือ
ฉันครอบหูฟังในขณะที่นิ้วมือก็เซิร์สหาเพลง
ที่มีเสียงแคนในท่วงทำนองสนุกสนาน
นอกจากละครที่แสนประทับใจแล้ว

ฉันยังรู้สึกอีกว่าสิ่งที่เคยถูกมองว่าเชยและล้าสมัย
เพลงพื้นบ้านที่หลายคนเลยผ่าน

สิ่งที่ซ่อนอยู่ ในทวงทำนองที่เคลื่อนไหว
แท้จริงมีความหมายแห่งการดำรงชีวิตซ่อนอยู่
มันคือรากเหง้าแห่งเรา…

…………..

หมายเหตุ : รูปจาก http://www.wallcoo.com
ขออภัย ที่จำชื่อน้องๆ นักแสดงไม่ได้คะ

 

๐ O ศัตรูพืช : แม้แต่พืชยังมีศัตรู O ๐

เมื่อ 2nd กุมภาพันธ์ 2009 โดย saylomissara@sanook.com ใน ปรากฏการณ์หัวใจเรืองแสง - Tag: , , ,

 

การบันทึกความทรงจำที่พ้นผ่าน
อย่างน้อยที่สุด
มันก็ทำให้รู้ว่าแต่ละวันที่ผ่านไปมีค่ามากแค่ไหนในชีวิต

ล่วงผ่านวันเวลาแห่งปีใหม่มาเจ็ดวัน
แต่ฉันไม่รู้สึกอะไรกับเทศกาลงานฉลองเหล่านี้นัก
เพียงแต่ระลึกว่ามันเป็นวันเกิดของแม่มากกว่า

ฉันนึกขำในคำถามของเพื่อนที่แวะมาเยี่ยมเยือนทักทายที่บ้าน
“ดื่มในบ้านได้เหรอ”
“ได้ซิ แม่ชอบให้ดื่มในบ้าน กลัวว่าถ้าไปข้างนอกจะไปมีเรื่องน่ะ”
“ดื่มต่อหน้าแม่ได้เหรอ”
“ได้ซิ ถ้าไม่ดื่มแม่จะถามว่าไม่สบายเหรอ”
มันเป็นเรื่องตลกร้ายในบ้าน
ฉันดื่มพอเป็นพิธี แค่ไม่กี่อึกก็เพียงพอ
สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ และฉันยังมีอะไรที่อยากทำอีกเยอะ
เครื่องดื่มแอลกอฮอร์จึงเป็นตัวเลือกสุดท้าย

แปลงผักเล็กๆ ที่กล้าเมล็ดคะน้า
กำลังอวดใบเขียวเข้มให้เราได้ปลื้มใจไม่กี่วัน
ในเช้าวันที่ตื่นมารดน้ำให้พวกมัน
กลับไร้ยอดใบเขียวขจี!!!
ฉันแทบจะร้องกรี๊ดๆ เต้นผ่างๆ
แต่ฉันก็วิ่งไปตามแม่มาดูเรื่องเศร้าในเช้านี้
“ยอดคะน้าหายไปไหน”
แล้วคำตอบก็ปรากฏ
เมื่อเจ้ากระต่ายน้อยนั่งแทะใบคะน้าอย่างร่าเริง

ในขณะที่แม่หันไปดูต้นกล้าของพริก
แม่แทบจะร้องกรี๊ดๆ เต้นผ่างๆ
“พริกของแม่หายไปไหน”
แต่แม่ก็มาตามฉันมาดูเรื่องเศร้าในเช้านี้
แล้วคำตอบก็ปรากฏ
เมื่อเห็นแม่ไก่มาจิกกินเมล็ดผักของแม่

ฉันจำได้ในวัยเด็กคล้ายๆว่า
ศัตรูพืชจะมีพวก แมลง,หนอน,นกหรือหนู
แต่ที่แปลงผักของฉันคือกระต่ายน้อยที่หลุดออกจากกรงของมัน
และแม่ไก่ที่คุ้ยเขี่ยหาอาหารกิน

ชีวิตของคนเราคงไม่ต่างกันนัก
แม้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีศัตรูของชีวิต
มันอาจเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ชิด ,สิ่งที่เราเคยช่วยเหลือ
และทำร้ายเราทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ

ฉันไม่เคยเชื่อเรื่องปัจเจก
เพราะฉันเชื่อว่าทุกสิ่งบนโลกเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน
‘แรงกระพือปีกของผีเสื้อ เปลี่ยนแปลงลมหายใจของดอกไม้ได้ฉันใด
เด็ดดอกไม้ย่อมสะเทือนถึงดวงดาว ฉันนั้น’

ต้นไม้ที่หยั่งรากลงดินไม่สามารถวิ่งหนีศัตรูที่เข้ามาหา
ทว่ามันก็เลือกที่จะเผชิญกับปัญหานานาด้วยความกล้าแกร่ง
ความแข็งแกร่งนั้นอยู่ที่จิตใจ
จิตใจที่เข้มแข็งจะไม่ท้อถอยกับปัญหาที่รุมเร้า
แม้ว่าผักจะถูกศัตรูพืชทำร้าย-ทำลายเท่าไหร่
มันก็จะพยายามมีชีวิตต่อไป
ด้วยการผลิใบใหม่งอกออกมา

ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน
ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ถูกทำลาย-ทำร้ายแค่ไหน
หากมีเพียงจิตใจที่เข้มแข็ง
เราก็จะฝ่าฟันศัตรูชีวิตได้
เพื่อมีชีวิตต่อไป
เพื่อความฝันที่ผลิใบงอกงาม

……………