| จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส | อา |
|---|---|---|---|---|---|---|
| « ก.ค. | ||||||
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||
เรื่องสยองของคุณปู่ ตอนที่1
กรกฎาคม 18, 2009
เรื่องนี่เกิดขึ้นนานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่คุณปู่ยังเป็นเด็กประถม(นานจริงด้วย) ตอนนั้นคุณปู่กับครอบครัวใช้ชีวิตประจำวันไปตามปกติของคนชนบทในสมัยนั้น ทุกคนทำงานในไร่นา ตกเย็นกลับบ้านและนอนเร็วเพราะยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ชีวิตประจำวันดำเนินไปอย่างรีบเร่งไปพร้อมๆกับแสงอาทิตย์ ดังนั้นทุกคนในบ้านต้องช่วยกันทำงาน
หน้าที่ของคุณปู่ก็คือการดูแลเตาเผาถ่าน สมัยนั้นเราต้องเผาถ่านไม้เอาไว้ใช้ในครัวเรือนเพราะไม่มีเตาแกส แต่เพราะด้วยความขี้เกียจ(อันนี้คุณปู่เป็นคนพูดเอง)ก็เลยทำให้คุณปู่ได้พบเจอกับประสบการณ์ลี้ลับน่าสยอง
ย่ำค่ำ คุณปู่ที่กำลังเล่นตะกร้อกับเพื่อนๆอยู่ก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองลืมเวลา คุณปู่เลิกเล่นและรีบกลับบ้าน เย็นมากแล้วงานที่คุณพ่อของคุณปู่สั่งให้ทำยังไม่เสร็จสักอย่างเลย แล้วนี่ก็ใกล้เวลาที่คุณพ่อ(ของปู่)จะกลับมาจากนาแล้วด้วย คุณปู่รีบหาบน้ำใส่โอ่ง ถูเรือน และรีบไปที่เตาเผาถ่านซึ่งอยู่ที่ท้ายบ้านไกลออกไป พอวิ่งไปถึงคุณปู่ก็เห็นใครบางคนที่อยู่ที่นั่น
ฟ้าเริ่มมืดลงอย่างรวดเร็วแต่แสงสลัวจากเตาถ่านที่มีไฟลุกอยู่ก็ส่องให้เห็นเงาดำๆนั้น พ่อของปู่ที่กลับมาจากนาคงกำลังกลบถ่านอยู่แน่ๆ พ่อของคุณปู่คงรู้แล้วว่าคุณปู่ไม่ได้มาดูเตาเผาถ่าน ด้วยกลัวว่าโดนดตีก็เลยรีบกลับบ้านไปเพื่อเตรียมตัวหาข้ออ้าง แก้ตัว(อันนี้คุณปู่ก็พูดเอง)
คุณปู่นั่งทำใจอยู่รอให้คุณพ่อกลับมา คราวนี้คงได้โดนตีสักไม้สองไม้ล่ะ แต่นานแล้วนะ ราวๆซะ3ชั่วโมงได้แต่ก็ยังไม่เห็นมีใครกลับมาที่บ้านจนกระทั้งเวลาผ่านเลยไปนาน(มากๆ)เกวียนของคนที่ไปนาก็กลับมาถึง
คุณปู่นึกสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรแต่ตรงกันข้ามนะ คุณพ่อ(ของคุณปู่)กลับเป็นฝ่ายถามคุณปู่ซะเองว่าได้ไปดูเตาเผาถ่านรึเปล่า
ด้วยความที่คิดว่าตัวเองกำลังโดนเค้นให้สารภาพก็เลยบอกออกไปว่าเปล่า คุณพ่อของปู่ไม่ได้ว่าอะไร ท่านก็เลยบอกให้คุณปู่ไปดูเตาเผาท่านเดี๋ยวท่านจะไปเป็นเพื่อน โล่งอกที่ไม่โดนลงหวายแต่ จะให้ไปดูที่เตาเผาถ่านยังไงในเมื่อคุณปู่เองก็เห็นว่าคุณพ่อของท่านไปดูถ่านมาแล้ว กำลังงงแต่ยังไม่ทันได้บอกอะไรก้ต้องรีบวิ่งตามก้นคุณพ่อไปที่ท้ายบ้าน
ที่หลุมเผาถ่าน แสงไฟสีแดงจากถ่านที่ลุกไหม้ดูเด่นสว่างท่ามกลางความมืด คุณพ่อ(ของคุณปู่)บ่นเพราะถ้าปล่อยให้ถ่านลุกไหม้ถ่านก็จะกลายเป็นขี้เถ้าหมด
ทั้งสองคนเดินไปจนใกล้และก็ได้เห็นเงาแปลกๆของคนแปลกๆที่เตาเผา คุณปู่เคยเห็นเงานั้นมาทีหนึ่งแล้วแต่ไม่ได้สังเกตว่ามันมีลักษณะอย่างไรจนกระทั้งกลับมาที่นี่เป็นครั้งที่สองจึงได้รู้ว่าเงานั่นเหมือนกับเงาของคนที่ไม่มีหัว!!
คุณพ่อ(ของคุณปู่)รีบฉุดแขนของคุณปู่ให้เดินกลับไปที่บ้านอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครกล้าพูดคุยหรือเปร่งเสียงพูดอะไรออกมาจนถึงบ้าน แม้คุณปู่จะไม่ค่อยจะเข้าใจแต่ก็พอจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่สมควรออกปากถาม
เช้าวันรุ่งขึ้น คุณพ่อ(ของคุณปู่)และเพื่อนบ้านก็พากันไปที่หลุมเผาถ่าน พวกชาวบ้านพากันขุ้ยที่หลุมนั่นจนพบกับร่างครึ่งท่อนล่างของคนๆหนึ่งนอนเกรียมอยู่ในนั้น
ศพนั้นเป็นศพของคนที่อยู่หมู่บ้านใกล้ๆกัน เขาหายตัวออกไปจากบ้านเมื่อ2วันก่อน ที่คุณพ่อ(ของคุณปู่)รู้ว่าศพอยู่ที่นี่ก็เพราะสิ่งที่เห็นเมื่อคืนนี้ วิญญาณที่กำลังมองร่างของตัวเองมอดไหม้อยู่ด้วยจิตที่เศร้าหมอง…
วันเกิด!??
กรกฎาคม 13, 2009
วันนี้เป็นวันเกิดเรา? ลืมวันเกิดตัวเองเฉยเรยอ่ะ คงเพราะกำลังยุ่งๆเรื่องของEventแหงๆ ถึงจะยุ่งแต่เราก็เคลียร์มันเรียบร้อยไปแรวล่ะ
ที่ทำงานช่วงนี้มีแต่เรื่องวุ่นวายเต็มไปหมด เบื่อ เหนื่อย แระอยากลาออกเต็มทน คิดดูดิ่ ยุ่งขนาดลืมวันลืมคืนเรยนะ ถ้านี่เป็นกิจการ
ของตัวเองคงรวยไปแรวเรา(^_^)฿฿
วันเกิดทั้งทีแต่เราก็ยังอยู่คนเดียวเหมือนเดิม ไม่ต่างจากวันไหนๆที่ผ่านมา แต่ก็นะ รู้สึกจะคิดถึงแม่เป็นพิเศษ จำได้อ่ะว่าเมื่อ4ปีที่แรว
วันเกิดเราๆเขียนจ.ม.ไปหาแม่ด้วยแร่ะ การเขียนจ.ม.จะได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง มันต่างจากการโทรคุยกัน แต่วันนั้นเราทำได้แค่
เขียน จ.ม.ฉบับนั้นยังอยู่กะเราจนทุกวันนี้ เราไม่ได้ส่งมันไป และแม่ก็ไม่มีวันที่จะได้อ่านมัน…(TT_TT)
เดือนหน้า วันที่2 สิงหา ครบรอบวันตายแม่แรว ตรงกะวันอะไรน้า…จะต้องลางานรึเป่าไม่รู้ เราอยากไปวัดจัง เกิดมายังไม่เคยไปวัด
(เอง)เรย ดีแต่ติดสอยห้อยตามชาวบ้านเค้าไป เราจะไปถวายสังฆทานให้แม่ อื้ม…วางโปรแกรมเอาไว้ซะหรู ถ้าไม่ได้ไปคงน้ำตานอง
หน้าอีกตามเคย พยายามเป็นคนไม่เจ้าน้ำตาเพราะร้องไห้ทีไรตาบวมเป็นกบเรย(ทุเรศ)
เอาล่ะ!!เบื่อๆเซ็งๆ ฉลองวันเกิด(คนเดียว)ดีกว่า นี่กะว่าจะลงไปซื้ออะไรหย่อยๆกินแถวๆปากซอย ส้มตำปูไทย ไข่ต้ม ไก่ทอดกะเทย
ควาย โค้กซะขวด ฉลองไปเรยคนเดียวกินมันให้หมดนี่แระ(คิดๆไปเมนูก็เหมือนกะเมื่อวานแระเมื่อวานซืนเรยนิ่หว่า)
สุดท้ายมันก็ไม่ได้ต่างไปจากทุกวัน!!
นิทานแม่มด ตอนที่1 ผีใต้บันได
กรกฎาคม 9, 2009
เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อราวๆ4ปีที่แล้ว…
แหม่ม เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด เธอเป็นเด็กสาวธรรมดาทั่วไป ใช้ชีวิตตามปกติเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ เธอค่อยข้างตื่นเต้นที่ได้ย้ายมาอยู่กับญาติในตัวจังหวัด นั่นก็เป็นเพียงแค่ช่วงแรกๆเท่านั้นพอนานวันเข้าเธอก็คิดถึงบ้านนา คิดถึงแม่
แหม่มอาศัยช่วงซัมเมอร์ขออนุญาตน้าที่เธอมาอาศัยอยู่ด้วยเพื่อกลับบ้าน เป็นโอกาศอันดีที่เธอจะได้กลับไปหาแม่ น้าสาวของเธออนุณาต เธออ่อนโยนและรักแหม่มไม่ต่างจากลูก แหม่มจึงเดินทางกลับบ้านซึ่งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปราวๆ60กิโลเมตร
ทุกอย่างที่บ้านดูแปลกตาไป บ้านที่ต่อเติมค้างไว้ก่อนที่เธอจะย้ายเข้าไปเรียน ตอนนี้ต่อเติมเสร็จแล้ว มันกว้างขวางและสวยงามดูสะดวกสบายกว่าเมื่อก่อน แม่ของแหม่มดีใจที่ลูกกลับมาเห็นบ้านหลังสวย แม่ของแหม่มยกห้องที่ชั้นบนให้ลูกสาว เป็นห้องใหม่และใหญ่กว่าห้องเดิม เด็กสาวดีใจและรีบขึ้นไปดู
แหม่มจัดข้าวของในห้องใหม่ให้เป็นระเบียบ เธอมีความสุข ล้มตัวลงนอนบนเตียงและเผลอหลับไป…
เด็กสาวได้ยินเสียงประหลาดดังเอี๊ยดอ๊าดอยู่ที่บันได แหม่มลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเวลาที่ฟ้ามืดลง เธอยังไม่ได้เปิดไฟเพราะเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนพลบค่ำ เธอลุกขึ้นและเดินไปที่ประตูห้อง สายตากราดมองออกไปท่ามกลางความมือสลัว สิ่งที่ปรากฎเด่นชัดกลางความมืดนั้นก็คือแผ่นหลังเล็กๆที่นั่งห้อยขาอยู่ที่บันได ใครกัน!!แหม่มสะดุ้งหลบเข้าไปในห้องแล้วค่อยๆแอบมองไปที่เดิมอีกครั้ง
ไม่มีแล้ว!! ร่างเล็กๆของใครบางคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย แหม่มรู้สึกใจหายวาบและก็ต้องสะดุ้งอีกครั้งเมื่อเห็นเงาของใครบางคนกำลังขยับโยกเคลื่อนที่ขึ้นมาที่บันได
“ทำไมไม่เปิดไฟล่ะลูก”แม่ทักทายอ่อนโยน และเดินไปเปิดไฟที่สวิท์สที่อยู่ใกล้ๆบันได ภายในบ้านชั้นบนสว่างไสว สิ่งแรกที่แม่เห็นก็คือใบหน้าซีดๆของผู้เป็นลูกสาว
“เป็นอะไรรึเปล่าลูก หน้าซีดเชียว”
“เปล่าจ๊ะ หนูเพิ่งตื่นเมื่อกี้เองแม่”
“ตายจริง ไม่ได้นะ โบราณเค้าถือ ตอนพระอาทิตย์กำลังจะตกดินเค้าไม่ให้นอน เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก”แหม่มผยักหน้ารับหงึกๆ บางทีอาจจะตาฝาดไปเองก็ได้
แหม่มพยายามลืมเรื่องนั้นไป เธอใช้ชีวิตที่บ้านตามปกติ และในที่สุดเธอก็ลืมมันสำเร็จในเวลาแค่4วันขณะที่อยู่ที่บ้าน แต่แล้วคืนหนึ่งแหม่มก็ฝันร้าย
เธอฝันเห็นเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอนั่งอยู่ที่บันได เด็กสาวในชุดนักศึกษาที่ร่างกายผอมบางนั้นโทรมไปด้วยเลือดน่าสยดสยอง ผมสีดำที่หยิกฟูสยายบดบังใบหน้าและเพียงแคนั้นมันก็สยองพอที่จะทำให้แหม่มตื่นจากฝันร้าย เธอตรงไปหาแม่ที่ห้องและคืนนั้นเธอก็นอนอยู่ที่นั่น
ตอนเช้า สองแม่ลูกพากันออกไปรอตักบาตรแต่เช้า ขณะที่กำลังรอพระอยู่นั้นเองแหม่มก็เล่าเรื่องที่เธอฝันให้แม่ฟัง ความเห็นของแม่ก็คือ มันก็แค่ความฝันและได้ปลอบใจลูกไปเบาๆว่าไม่มีอะไร ที่นี่เป็นบ้านของเราดังนั้นที่นี่ต้องไม่มีอะไร
คืนต่อมาแหม่มก็ฝันแบบเดิมอีก เธอฝันว่าได้ไปยืนที่ใต้ขั้นบันไดและร่างกายเน่าโทรมเลือดก็ค่อยๆเลื่อนลงมาจากด้านบน ทันทีที่เท้าของร่างกายผอมแห้งนั้นแตะถึงพื้น ผู้หญิงน่ากลัวคนนั้นก็ตรงเข้าเล่นงานเธอในทันที มือที่เน่าเฟะนั้นบีบขยุ้มเข้าที่ลำคอ มันออกแรงเค้นซะจนแหม่มรู้สึกหายใจไม่ออก แหม่มพยายามดิ้นอึกอักอยู่และก็ได้เห็นใบหน้าที่อืดฟองลูกตาหลุดออกมาจากเบ้านั้นชัดเจน!!
แหม่มสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เสียงกรีดร้องที่เกิดจากความหวาดกลัวนั้นทำให้แม่ของเธอรีบรี่เข้ามาที่ห้อง เด็กสาวร้องไห้สะอึกสะอื้นพร้อมกับเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แม่ฟัง
นี่มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้ว แม่ตัดสินใจเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับพระที่ตนนับถือ เชิญพระมาที่บ้านและประพรมน้ำพระพุทธมนต์
“บันไดนี่โยมได้มาจากไหน”คำถามของหลวงพ่อทำให้แม่ของแหม่มถึงกับสะดุ้งไปนิดหนึ่ง ก่อนที่แม่จะเล่าให้หลวงพ่อฟังว่าแม่ได้ซื้อบันไดนี่มาจากร้านขายไม้เก่า มันเป็นบันไดที่ยังไม่ถูกแยกชิ้นไม้ออกจากกันแม่รู้สึกว่ามันสะดวกกับการเอาไปใช้ต่อเติมบ้านจึงซื้อมา
หลวงพ่อมองขึ้นไปที่ขั้นบันไดแล้วขอร้องให้แม่ของแหม่มเปลี่ยนบันไดซะ บันไดนี้มีเจ้าของเก่า เขาตามติดมากับของๆเขา ทั้งหวง และยึดติด เจ้าของเป็นนักศึกษาสาวที่ผูกคอตายที่ขั้นบันไดนี้เพราะความผิดหวังในรัก ตอนตาย เด็กสาวได้ตั้งท้องอ่อนๆวิญญาณของกุมารในท้องส่งผลให้วิญญาณของผีสาวกร้าวร้าวดุร้าย เธอไม่พอใจที่คนๆอื่นมาใช้ของๆเธอ…ดังนั้นเธอจึงออกมาให้เห็น
น่าแปลกที่แม่ของแหม่มไม่เคยพบเจอเหตุการณ์แปลกๆในบ้านเลย แต่หลังจากที่ได้รับคำแนะนำจากหลวงพ่อ แม่ของแหม่มก็ให้ช่างมาถอดเปลี่ยนบันไดใหม่ ทุกอย่างในบ้านกลับสู่ภาวะปกติ
ส่วนบันไดผีนั้นถูกทิ้งร้างอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ท้ายวัด…วันดีคืนดีกลางดึกสงัดคนที่เดินผ่านไปใกล้ๆบางคนก็ได้พบเจอ ร่างโทรมเลือดของเด็กสาวในชุดนักศึกษานั่งโดดเดี่ยวอยู่ที่นั่น…
