google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

บล็อกย้อนหลังหมวด 'Shopping Trick' หมวด

Shopping Widget จะแปะที่ไหนก็เพิ่มทรัพย์!

โดย marketplace@sanook.com เมื่อ ต.ค. 24 2009 | Shopping Trick

วันนี้ผม “นายที” ภูมิใจนำเสนออย่างแรง! กับนวัตกรรมแห่งการชอปปิ้งที่จะทำให้ชีวิตคุณสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น สนุกกับการชอปปิ้งมากขึ้น เข้าถึงสุดยอดประสบการณ์การซื้อ-ขายออนไลน์เหนือระดับได้อย่างง่ายดายมากขึ้น!

“Shopping Widget จะแปะที่ไหนก็เพิ่มทรัพย์!”

หากคุณเป็นผู้ขายสินค้าแล้วล่ะก็ คงจะดีไม่ใช่น้อยใช่มั้ยล่ะครับ ถ้าคุณจะสามารถนำสินค้าของคุณไปทำการประชาสัมพันธ์ที่เว็บไซต์อื่นได้โดยไม่ต้องมานั่งพิมพ์ข้อความอันยืดยาว อธิบายซ้ำๆเกี่ยวกับตัวสินค้าอีกเป็นรอบที่ล้านแปด    แล้วถ้าหากคุณเป็นนักชอปปิ้งตัวยงล่ะก็ การที่คุณสามารถเลือกซื้อสินค่าที่ถูกใจจากหมวดหมู่ที่คุณชื่นชอบได้โดยไม่ต้องเสียเวลาเข้าเว็บไซต์ ก็คงจะเป็นอะไรที่เปี่ยมสุขเหลือล้นใช่มั้ยครับ ไม่ต้องไปนั่งค้นหาให้หงุดหงิด แถมยังสามารถเลือกชมสินค้าใหม่ได้ทุกเวลา ติดตามรายการขายจากผู้ขายที่ชื่นชอบก็ทำได้ ซื้อสินค้าได้ทุกวินาที แถมยังเสียเวลาแค่ไม่กี่อึดใจ!

และไม่ว่าคุณจะเป็นสิงห์เว็บบอร์ด มีเว็บไซต์ส่วนตัว หรือใช้บริการเว็บไซต์ประเภท Social Network อย่าง Facebook, Hi5, MySpaces หรือเว็บไซต์เขียนบล็อกยอดฮิตอย่าง Blogger หรือ Wordpress แล้วล่ะก็ เพียงแค่ไม่กี่ขั้นตอน คุณก็สามารถนำเจ้า Shopping Widget ไปแปะที่เว็บไซต์ของคุณได้ในทันที! สะดวกสบายสุดขั้วจริงๆ

แปะ “Shopping Widget”

หลังจากที่ได้มีการปรับแต่งค่า Widget ที่เว็บไซต์ http://shopping.sanook.com/widget/ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็ถึงขั้นตอนสำคัญนั่นคือเราจะนำ Widget ที่สร้างขึ้นมาด้วยมือ ไปเผยแพร่ต่อที่อื่นกัน



Code สำหรับนำไปโพสต์ใน Forum, Webboard ของเว็บไซต์สนุก!

การนำโค้ดไปแปะยัง Forum, Webboard มีวิธีการดังนี้

1.) ทำการเลือกโค้ดทั้งหมด ด้วยการกด Highlight ซึ่งจะเป็นการ Copy ลิงค์ทั้งหมดเก็บไว้

2.) ทำการ Log In เข้าสู่ Forum ของเว็บไซต์สนุก! (หรือเว็บไซต์อื่นๆ) เลือกกระทู้เป้าหมายที่จะเอา Widget ไปแปะ

3.) ที่กล่องเขียนข้อความของเว็บบอร์ดนั้น ให้แปะลิงค์ลงไป ด้วย Ctrl+V ตรวจสอบดูให้ดีก่อนทำการโพสต์ว่าลิงค์ที่แปะไว้ สมบูรณ์ดีหรือไม่ด้วยนะครับ อย่าให้ลิงค์พิการเด็ดขาด! เสร็จแล้วก็กดโพสต์ได้ทันที


เรียบร้อยครับ ชื่นชมผลงานให้สบายกาย สบายอุราได้เลย

คำแนะนำ :

- การแปะ Widget โดยไม่แอบเนียนตอบคำถามไปด้วย อาจทำให้ Widget ของท่านโดนอุ้มได้!
- ใช้สำหรับ Forum, Webboard ที่รองรับการใช้โค้ดแบบ HTML เท่านั้น
- Comment ของเพื่อนใน Hi5 เป็นแหล่งที่สมควรนำลิงค์นี้ไปแปะมากๆ


Code สำหรับนำไปโพสต์บนเว็บไซต์ต่างๆ, Wordpress, Blog

การนำโค้ดไปแปะยังเว็บไซต์ต่างๆ มีวิธีการดังนี้

1.) ทำการเลือกโค้ดทั้งหมด ด้วยการกด Highlight ซึ่งจะเป็นการ Copy ลิงค์ทั้งหมดเก็บไว้

2.) ทำการ Log In เข้าเว็บไซต์เป้าหมายที่จะเอา Widget ไปแปะ ในที่นี้ผมเลือกใช้ Blog อื่นๆ นอกจาก Blogger และ Wordpress นั่นคือ Blog.com

3.) ทำการเขียนบทความใหม่ เลือกแก้ไขบทความแบบ HTML ซึ่งเว็บที่ให้บริการ Blog จะต้องมีเกือบทุกที ให้คลิ๊กเลือกแท็บดังกล่าว จากนั้นจึงวางลิงค์ที่ Copy มา วางไว้ในช่องเขียนข้อความ เช่นเคยครับ ตรวจสอบลิงค์ด้วยว่ามาครบรึเปล่า จากนั้นก็กดเผยแพร่ซะ


ก็จะได้ Widget ไปแปะ สมใจปรารถนา

การนำลิงค์นี้ไปแปะกับเว็บต่างๆทำได้คล้ายคลึงกับกรณีของ Forum, Webboard ซึ่งนอกจากวิธีนี้ก็ยังมีวิธีการแปะโดยใช้ Widget Box ลูกเล่นของเว็บบล็อกต่างๆ ได้อีกครับ

คำแนะนำ: - การแปะ Widget แบบนี้ สามารถใช้ได้กับทุกเว็บไซต์ทุกที่ที่สามารถใส่โค้ดแบบ HTML ได้

เลือกเว็บไซต์ที่ต้องการ เพื่อโพสต์ Widget

วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด และเหมาะที่สุดสำหรับผู้ที่ใช้บริการเว็บไซต์ประเภท Social Network และสนใจที่จะนำไปสินค้าของตนไปประชาสัมพันธ์ ตามรายชื่อของ 6 เว็บไซต์ที่ปรากฏบนรูปครับ จะเอาไปแปะที่ไหน ให้คลิ๊กที่ไอคอนของเว็บไซต์นั้นๆ เลย

MySpace

เมื่อคลิ๊กที่ของ MySpace จะมีหน้าต่างใหม่ปรากฏขึ้นมา ให้คุณทำการระบุข้อมูลต่างๆ ได้ตามรายละเอียดและขั้นตอนในรูปเลยครับ

* ในส่วนของข้อมูลที่ใช้ Log In นั้น ให้ใส่ Email ที่คุณใช้สมัครกับ myspace พร้อมรหัสผ่านของคุณลงไป

เมื่อเราเข้าไปที่ Myspace ก็จะปรากฏ Shopping Widget แปะอยู่ที่นั่น ตามรูปครับ

Facebook

เมื่อคลิ๊กที่ของ Facebook จะมีหน้าต่างใหม่ปรากฏขึ้นมา ให้คุณทำการระบุข้อมูลต่างๆ ได้ตามรายละเอียดและขั้นตอนในรูปด้านล่างนี้

* ในส่วนของข้อมูลที่ใช้ Log In นั้น ให้ใส่ Email ที่คุณใช้สมัครกับ Facebook พร้อมรหัสผ่านของคุณลงไป

หลังจากนั้นคุณจะพบกลับหน้าจอดังรูปด้านล่างนี้ ให้คุณใส่รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Widget ลงไป ซึ่งอาจจะเป็น ข้อความเชิญชวนต่างๆ ให้คนที่พบเห็นคลิ๊กลิงค์เข้าไปซื้อสินค้าครับ

เมื่อเราเข้าไปที่ Facebook ก็จะปรากฏ Shopping Widget แปะอยู่ที่นั่น ตามรูปครับ

มีหลายคนบอกว่า ไม่สามารถใช้ Shopping Widget ได้กับ Facebook ซึ่งผมขอยืนยันตรงนี้เลยว่าใช้ได้ 100%
แต่เนื่องจากโค้ดที่นำมาแปะนั้นจัดอยู่ในประเภทไฟล์แฟลช Facebook จึงตีค่าว่าเป็นวีดีโอ จึงได้ปิดฟังก์ชั่นการเล่นโดยอัตโนมัติไว้ (ซึ่งต่างจากเว็บไซต์อื่น) โดยเมื่อคุณอยากจะใช้งานก็แค่คลิ๊กที่ปุ่มสามเหลี่ยมสีขาวตามรูปครับ

ซึ่งเมื่อคลิ๊กแล้ว ก็จะมีการขายตัว Widget ออกมาถึง 150% ภาพจึงเกิดอาการแตกนิดหน่อยครับ แต่สามารถใช้การได้ตามปรกติ

Blogger

เมื่อคลิ๊กที่ไอคอนของ Blogger ให้คุณทำการระบุข้อมูลต่างๆ ได้ตามรายละเอียดและขั้นตอนในรูปด้านล่างนี้

* ในส่วนของข้อมูลที่ใช้ Log In นั้น ให้ใส่ Email ที่คุณใช้สมัครกับ Blogger พร้อมรหัสผ่านของคุณลงไป
* ในกรณีที่คุณมีบล็อกของ Blogger มากกว่าหนึ่งแห่ง ให้คุณระบุลิงค์ URL บล็อกแห่งที่คุณต้องการแปะ Widget ลงไป หรือหากลิงค์นั้นไม่ถูกต้องก็ให้ทำการแก้ไขให้ถูกต้องครับ
* ในส่วนของ Post to sidebar นั้น จะเป็นการเลือกให้ Widget ถูกแปะที่แถบ Sidebar ของ Blogger แทนที่จะไปแปะในส่วนของบทความครับ (สำหรับคนที่ใช้ Custom CSS ผมแนะนำว่าอย่าเลือกเด็ดขาด!)

ตัวอย่างผลงาน Widget จากการแปะที่ Blogger ครับ

Hi5

เมื่อคลิ๊กที่ไอคอนของ Hi5 ให้คุณทำการระบุข้อมูลต่างๆ ได้ตามรายละเอียดและขั้นตอนในรูปด้านล่างนี้

* ในส่วนของข้อมูลที่ใช้ Log In นั้น ให้ใส่ Email ที่คุณใช้สมัครกับ Hi5 พร้อมรหัสผ่านของคุณลงไป
* ในส่วนของ Section คือการระบุตำแหน่งว่า จะให้ Widget ของคุณไปปรากฏที่ส่วนใดใน Hi5 ของคุณ (ในตัวอย่างนี้ เลือก About Me)

Widget ไปปรากฏตามตำแหน่งที่เราได้เลือกไว้

Multiply

เมื่อคลิ๊กที่ไอคอนของ Multiply ให้คุณทำการระบุข้อมูลต่างๆ ได้ตามรายละเอียดและขั้นตอนในรูปด้านล่างนี้

* ในส่วนของข้อมูลที่ใช้ Log In นั้น ให้ใส่ Username ที่คุณสมัครไว้กับ Multiply พร้อมรหัสผ่านของคุณลงไป

เข้าสู่ Multiply แล้วเราก็จะพบกับ Shopping Widget ถูกแปะอยู่ในส่วนของ Blog

Wordpress

เมื่อคลิ๊กที่ไอคอนของ Wordpress ให้คุณทำการระบุข้อมูลต่างๆ ได้ตามรายละเอียดและขั้นตอนในรูปด้านล่างนี้

* ในส่วนของข้อมูลที่ใช้ Log In นั้น ให้ใส่ Email ที่คุณใช้สมัครกับ Wordpress พร้อมรหัสผ่านของคุณลงไป
* ในกรณีที่คุณมีบล็อกของ Wordpress มากกว่าหนึ่งแห่ง ให้คุณระบุลิงค์ URL บล็อกแห่งที่คุณต้องการแปะ Widget ลงไป หรือหากลิงค์นั้นไม่ถูกต้องก็ให้ทำการแก้ไขให้ถูกต้องครับ
* ในส่วนของ Post to sidebar นั้น จะเป็นการเลือกให้ Widget ถูกแปะที่แถบ Sidebar ของ Wordpress แทนที่จะไปแปะในส่วนของบทความครับ (สำหรับคนที่ใช้ Custom CSS ผมแนะนำว่าอย่าเลือกเด็ดขาด!)


และปิดท้ายด้วยตัวอย่างจาก Wordpress

นอกจาก 6 เว็บไซต์ที่มี Quick Post นั้น ยังมีอีกหลากหลายเว็บไซต์นะครับ ที่สามารถนำเจ้า Shopping Widget ไปแปะกันได้ ขอให้สนุกกับ Shopping Widget นะครับ

วันนี้ขอลาแต่เพียงเท่านี้ กับ Shopping Widget จะแปะที่ไหนก็เพิ่มทรัพย์!

คราวหน้า : “ลมหนาวมาเมื่อไหร่ ตัวฉันแทบขาดใจถ้าหนาวนักก็ลองมาสำรวจเทรนด์เสื้อกันหนาวปี 2009 แล้วรีบไปหาซื้อมาใส่ซะนะคร้าบบบบบ!

ไม่มีคอมเมนท์

10 เคล็ดลับ นอนหลับฝันดี (10 Tips for getting a great night sleep)

โดย marketplace@sanook.com เมื่อ ต.ค. 17 2009 | Shopping Trick

หลายต่อหลายคนหวังว่าจะใช้เวลานอนอันแสนมีค่า ในการพักผ่อนจากการตรากตรำทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อยามเช้าเช้าจะได้มีหน้าตาที่แจ่มใส ร่างกายและจิตใจที่สดชื่น ฟิตปั๊งเพื่อจะได้ทำงานในวันต่อไป แต่มันกลับไม่ได้เป็นไปอย่างที่หลายคนหวัง

หลายคนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก บ้างก็พลิกตัวไปพลิกตัวมาจนรู้สึกตัวตื่น พอตื่นแล้วก็พาลนอนไม่หลับเสียอีก หลากหลายปัญหาสารพันที่คนที่นอนหลับไม่สบายต้องเจอ วันนี้ผมจึงหยิบยกเอาเคล็ดลับความรู้ดีๆ มาฝากกัน จะได้หลับฝันดีมีสุขกันถ้วนหน้า โดยพร้อมเพรียงกัน ดังนี้ครับ

Shopping Staf Blog 2.0 ขอเสนอ…


10 เคล็ดลับ นอนหลับฝันดี

1. ตั้งเวลานอน - การตั้งเวลานอนจะทำให้ร่างกายของเราจดจำช่วงเวลาเอาไว้ และเมื่อถึงเวลา คุณก็จะรู้สึกง่วงนอนในทันที ทำให้หลับได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงมากนัก ซึ่งผลจากการวิจับบอกกับเราว่า เวลาที่เหมาะสมในการนอนหลับของมนุษย์ที่สุดคือเวลา 4 ทุ่ม – 6 โมงเช้า ดังนั้น หากคุณต้องการที่จะตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเป่าล่ะก็ ช่วงเวลาดังกล่าวเหมาะสมที่สุด ที่คุณจะใช้ในการนอนหลับเป็นที่สุด

2. นอนหลับในที่มืดพยายามอย่าเปิดไฟนอน เพราะแสงไฟนีออนจะมากระทบกับม่านตาของคุณ ทำให้เกิดการตอบสนองจากดวงตาของคุณโดยไม่จำเป็น การทำให้ห้องของคุณมืดสนิท หรือมีแสงสาดส่องผ่านเข้ามาน้อยที่สุดนั้น จึงช่วยให้คุณได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เนื่องจากอวัยวะรับแสงก็จะได้พัก และนอนหลับฝันดีอย่างแนน่อนที่สุด

3. ให้สมองได้ปลอดโปร่ง - งดชมรายการประเภทข่าวหนักๆ หรือภาพยนตร์สยองขวัญ เพราะมันจะทำให้สมองของคุณต้องทำงานหนัก เนื่องจากความเครียดและความกดดันจากรายการ แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ห้ามใจไม่อยู่ หลังจากรับชมรายการ ก็ควรพักสมองก่อนสักชั่วครู่ ประมาณ 5-10 นาที ทำจิตใจให้สบายซะ จากนั้นจึงค่อยเข้านอน เพื่อเป็นการให้สมองของคุณได้ผ่อนคลาย

4. สร้างแรงบัลดาลใจให้หายเครียดหากเป็นไปได้ควรจะสละเวลาสัก 15-30 นาทีก่อนนอน ด้วยการอ่านหนังสือดีๆสักเล่ม ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เรา จะทำให้คุณผ่อนคลายจากความเครียดได้ เพราะบ่อยครั้งที่เมื่อเราเครียด ทำให้เรานอนหลับไม่สบาย กระสับกระส่าย นอนก็นอนไม่เป็นสุข มีโอกาสฝันร้ายตื่นกลางดึกอีกด้วย

5. วางแผนล่วงหน้าบ่อยครั้งที่เราตื่นมากลางดึกนั้น ไม่ใช่แค่ความเครียดจากสิ่งที่เผชิญเมื่อวันวานเท่านั้น แต่เรื่องราวที่คุณวางแผนไว้พรุ่งนี้ ก็มีส่วนผลักไสให้ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก วิธีการแก้ไข เพื่อเสริมสร้างความสบายใจให้เกิดขึ้นนั้นก็คือ การจดบันทึกสิ่งที่จะทำไว้ในกระดาษ (หรือโทรศัพท์มือถือ, โน๊ตบุ๊ค ฯลฯ) ให้เรียบร้อยซะ และเป็นไปได้ก็ควรจะวางกระดาษโน๊ตและปากกาไว้จดบันทึกสิ่งที่นึกได้ เผื่อในกรณีที่ตื่นขึ้นมากลางดึก จะได้ไม่ต้องเสียเวลาลุกหาปากกากระดาษมาจด

6. ความเงียบพืชิตทุกสิ่งเสียงต่างๆที่เกิดขึ้นรอบกายของคุณ จะเป็นตัวกระตุ้นให้สมองสั่งการ เพื่อตอบสนองการรับรู้ถึงเสียงนั้นๆ และทำให้คุณหลับยากขึ้น ก่อนนอนให้คุณดูให้เรียบร้อยว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำให้เกิดเสียงได้นั้นถูกปิดทุกชิ้นแล้ว เพื่อไม่ให้มีเสียงอะไรมารบกวน ซึ่งถ้าเป็นได้ ไม่อยากตื่นกลางดึก ปิดโทรศัพท์มือถือ ด้วยก็ได้นะครับ

7. งดทานอาหารก่อนนอนงดทานขนมต่างๆ รวมถึงน้ำผลไม้ และอาหารทุกชนิด ก่อนนอน 3 ชั่วโมง การที่คุณเข้านอนด้วยท้องที่จุแน่นเต็มอิ่มนั้น อาจจะทำให้คุณปวดท้อง ต้องนอนส่ายได้ และแน่นอนมันทำให้คุณนอนหลับได้ไม่เต็มอิ่มแน่ เนื่องจาก แทนที่อภัยวะภายในของคุณจะได้พัก กลับต้องมาทำงานต่อ เพื่อย่อยอาหารอีก และที่สำคัญ ดื่มน้ำให้พอเหมาะ จะได้ไม่ต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกบ่อยๆ เข้าห้องน้ำกลางดึกๆบ่อยๆ ระวังเจอผีหลอกน้า…

8. หลีกเลี่ยงยานอนหลับยานอนหลับมีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ให้ทำงานได้น้อยลง สงบลง ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้หลับได้อย่างง่ายดาย ซึ่งผู้ที่ใช้จะมีความรู้สึกพึงพอใจในตัวยาเป็นอย่างมาก และหากใช้บ่อยๆจะเกิดชินกับตัวยา ทำให้ต้องใช้ยามากขึ้น และติดยาในที่สุด ซึ่งไม่มีผลดีต่อร่างกายและจิตใจเลย ถึงจะนอนหลับได้สบายก็ตาม แต่ตื่นขึ้นมาแล้ว คุณก็จะต้องเผชิญกับอาการ “แฮงค์ยา” ซึ่งแทบจะไม่ต่างจากอาการ “แฮงค์” ที่มาจากเครื่องดื่มประเภทมึนเมาเลย  และหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆแล้ว หยุดใช้ยาทันที จะเกิดอาการกระสับกระส่าย วิตกกังวล หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อแตก หนังตากระตุก นอนไม่หลับ ประสาทหลอน บางครั้งอาจรุนแรงจนชักได้ ผลที่ได้ไม่คุ้มกับเสียเลยสักนิดเดียว

9. สูดอาการบริสุทธิ์ - หากไม่ได้เปิดแอร์ และห้องของคุณมีหน้าต่าง มีบานเกล็ดแล้วล่ะก็ คุณควรจะเปิดหน้าต่างซะ เพื่อให้อากาศจากภายนอกสามารถไหลเวียนถ่ายเทเข้ามาได้ ทำให้สมองปลอดโปร่งและโล่งจมูกด้วย ทำให้คุณได้หลับสบายขึ้น ห้องที่ไม่มีอากาศถ่ายเทเลย ทำให้คุณหายใจได้ไม่สะดวก และเต็มไปด้วยฝุ่นละอองที่ไม่สามารถหมุนเวียนออกไปจากห้องได้ ซึ่งทำให้คุณนอนหลับไม่สบายด้วยเช่นกัน

10. หาเวลาออกกำลังกายออกกำลังกายวันละ 60 นาที นอกจากที่จะช่วยให้คุณนอนหลับสบายจากความเหนื่อยล้าแล้ว ยังช่วยให้คุณได้มีสุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย การออกกำลังกายที่แนะนำก็เช่น การวิ่งจ็อกกิ้ง เตะฟุตบอล บาสเก็ตบอล เป็นต้น โดยเคล็ดลับก็คือ แบ่งย่อย 60 นาที ออกเป็นช่วงๆ จะทำให้คุณไม่ขี้เกียจออกกำลังกาย พอเอาเข้าจริงแล้ว คุณก็จะรู้ว่า 60 นาทีนั้น อาจจะน้อยไปก็ได้…

กระผมหวังว่าเทคนิคง่ายๆ เหล่านี้จะสามารถช่วยทุกท่านให้หลับฝันดีมีสุขกันทุกคน จะได้ไม่ต้องไปแอบหลับคาโต๊ะเรียน, โต๊ะทำงาน จะพาลโดนเจ้านาย/คุณครู ด่าเอานะคร้าบ…

สำหรับวันนี้…

ราตรีสวัสดิ์ครับผม

คราวหน้า: สาวๆ ที่มีน้ำหนักมากๆ โปรดฟังทางนี้ การลดน้ำหนักไม่จำเป็นต้องหักโหม หากรู้จักหลักที่ถูกวิธี

ติดตามอ่านเทคนิคในการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี ได้ผลจริงและปลอดภัย ไม่ต้องหักโหมเกินไป ในตอนต่อไป…

++ อุปกรณ์ที่นอน หมอน ผ้าห่ม
เพื่อการนอนหลับที่ฝันดีแบบยาวนานของคุณ!

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก :

- http://www.thaihomemaster.com/webboard-readtopic.php?id=440
- http://www.articlesbase.com/sleep-articles/10-tips-for-getting-a-great-night-sleep-1255656.html

ไม่มีคอมเมนท์

วิธีรัีับมือกับอาการปากแห้งแตกเป็นขุยในช่วงหนาวนี้!

โดย marketplace@sanook.com เมื่อ ธ.ค. 09 2008 | Shopping Trick

หนาวๆ…หนาวจนตัวสั่นปากแห้งกันเลยทีเดียว อากาศเริ่มหนาวขึ้นทุกทีแล้วค่ะพี่น้อง ตอนนี้นู๋ก้อยต้องนอนห่มผ้าห่ม 2 ชั้นแล้ว ชั้นเดียวเอาไม่อยู่ เสื้อกันหนาวที่มี่อยู่ก็ขุดขึ้นมาใส่เรียบร้อย หลังจากที่ห่างหายไปน๊าน…นาน….

แต่คราวนี้มาถึงปัญหาใหญ่ที่มาพร้อมกับอากาศหนาวๆ คืออาการผิวแห้ง ปากแตกแห้งเป็นขุยในช่วงหน้าหนาว น่าหนักใจแทน เพราะมันจะสร้างความน่ารำคาญ และเจ็บเล็กๆ ให้กับเรามีเลือดซิบๆ ออกจากปากเหมือนไปกินเลือดใครมาเลยค่ะ นู๋ก้อยเลยทนไม่ได้ จึงไปหาข้อมูล เพื่อมาพิชิตปากแห้ง ปากแตกกัน หาข้อมูลอยู่ไม่ทันไร ก็เจอกับการรับมือกับอาการปากแห้ง และวิธีรักษาอาการปากแห้งเป็นขุยแล้ว นู๋ก้อยเลยไม่เก็บไว้คนเดียว เอามาฝากเพื่อนๆ กันด้วยค่ะ

อาการปากแห้ง นั้นเกิดจากการดื่มน้ำน้อย ความเครียด การพูดเป็นเวลานานๆ  การรับประทานยารักษาโรคบางชนิด หรือการรับรังสีเพื่อการรักษาโรค

เมื่อคุณมีอาการริมฝีปากแห้งต้องรีบรักษา เพราะปากมีไว้เจรจาเป็นอวัยวะที่มีเสน่ห์สร้างความประทับใจ หากปล่อยทิ้งไว้ให้อาการุนแรงจนริมฝีปากแห้งแตกลอกเป็นขุย หนักเข้าจนปากเริ่มเจ่อบวมแดง นอกจากจะก่อให้เกิดอาการเจ็บแสบในยามที่คุณแย้มยิ้ม หรือในขณะรับประทานอาหารรสชาติร้อนแรงแล้วนั้น ยังเป็นตัวการสำคัญที่จะทำลายบุคลิกภาพของคุณโดยไม่รู้ตัวเพราะในคนที่มี อาการริมฝีปากแห้งจนเป็นคราบขาว ปากแห้งมากจนน้ำลายเหนียว เจ้าเชื้อโรคตัวร้ายในช่องปากจะเติบโตเป็นจำนวนมากก่อให้เกิดกลิ่นปากตามมาได้ (แล้วอย่างนี้ใครล่ะจะกล้าจุมพิต)

เมื่อปากแห้งแตกเป็นขุย…รักษาได้อย่างไร?

สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณควรดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ หรือจิบน้ำอุ่นๆ บ่อยๆ จะเป็นการดี หากปากแห้งมากจนลอกเป็นขุย ให้ใช้น้ำอุ่น ผสมเกลือป่นเล็กน้อย แล้วใช้สำลีหรือทิชชูชุบน้ำอุ่นผสมเกลือป่นให้เปียกพอหมาดๆ แล้วใช้ปากคาบทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที หรือเช็ดไล้เบาๆ ไปบนริมฝีปาก ก็จะช่วยให้ขุยต่างๆ หลุดลอกออกไปได้ หมั่นทาลิปมันที่มีส่วนผสมของสารบำรุง หรือถ้าปากแห้งมากแนะนำให้ใช้ปิโตเลี่ยมเจล (มีลักษณะเป็นเจลใสคล้ายขี้ผึ้ง) ทาบนริมฝีปากได้บ่อยครั้งตามต้องการ…

นู๋ก้อยเองก็เป็นคนปากแห้งแตก ไม่เฉพาะหน้าหนาว ไม่ว่าหน้าไหนๆ ก็แตก แถมยังเป็นคนมือบอน เวลาปากแตกลอกออกมาเป็นแผานๆ ก็จะชอบไปแกะจนเลือดออก..แหะๆ…แต่นู๋ก้อยก็ใช้วิธีการเดียวกับที่มีแนะนำอยู่ด้วย คือ “ใช้ปิโตเลี่ยมเจล (มีลักษณะเป็นเจลใสคล้ายขี้ผึ้ง) เช่น วาสลีน ทาบนริมฝีปากได้บ่อยครั้งตามต้องการ” นู๋ก้อยจะทาเฉพาะตอนกลางคืนแล้วก็นอน ตื่นเช้ามา จะรู้สึกว่าปากเราชุ่มชื่น ไม่แห้งแตกเลย 1 กระปุกนี่ก็ใช้ได้หลายเดือน ดีไม่ดีเป็นปีเลยทีเดียว แต่มีคำเตือนนิดหนึ่งคือ อย่าทาเยอะจนเยิ้มเหมือนไปกินไก่ต้มมานะคะ เดี๋ยวใครเห็นแล้วจะตกใจพร้อมกันทักว่า “ไปกินไก่ต้มมาจากไหน ปากมันเชียว” จะอายเอานะคะ…อิอิ

ในส่วนของข้อมูลขั้นต้นนู๋ก้อยต้องขอขอบพระคุณเว็บไซต์ : http://campus.sanook.com ที่มีเรื่องราวดีๆ และเคล็ดลับแบบนี้มาฝากเพื่อนๆ กัน ใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสวย ความงาม วัยรุ่นวัย Teen ก็สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้เลยนะคะ ข้อมูลแน่นปึกเยี่ยมสุดๆ ค่ะ…

ช่วงนี้อากาศก็หนาวเย็น เป็นหวัดกันก็เยอะ ดูแลสุขภาพกันหน่อยนะคะ จะได้ใช้ชีวิตแบบมีความสุข ปราศจากโรคภัยตลอดหน้าหนาวนี้ค่ะ..บ๊าย..บายคร้า….

++ลิปสติก ลิปปาล์ม กันปากแห้งปากแตกช่วงหน้าหนาวนี้เพียบ!

ไม่มีคอมเมนท์

เพิ่มลูกเล่นให้กับรายละเอียดสินค้าด้วยโปรแกรม FrontPage กันเถอะ

โดย marketplace@sanook.com เมื่อ พ.ย. 18 2008 | Shopping Trick

สวัสดีคร้าบ….งงกันใช่ไหมล่ะ ว่าทำไมถึงสวัสดีครับ..เพราะว่าวันนี้ ผมในนามว่า “นู๋นพ” (อยากให้เหมือนพี่นู๋ก้อย ^_^) จะมาถ่ายทอดความรู้ที่ผมถนัดให้เพื่อนๆ ชาว Blog Shopping ได้รู้กัน ซึ่งต่อจากคราวที่แล้ว ที่พี่นู๋ก้อยทิ้งท้ายไว้ ว่าจะมีการมาแนะนำเกี่ยวกับวิธีการใช้โปรแกรม FrontPage พื้นฐานให้เพื่อนๆ ที่กำลังหาวิธีการทำรายละเอียดสินค้าให้ออกมาสวยๆ ได้ทราบขั้นตอนการใช้งานกัน อย่ารอช้าเลยดีกว่าครับ เราไปทำความรู้จักกับโปรแกรม FrontPage กัน…

FrontPage  คือ โปรแกรมในการออกแบบ Web ซึ่งรวมเอาความสามารถของการออกแบบ WebPage และการจัดการเกี่ยวกับ web เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้กับการออกแบบ WebPage เป็นอย่างมาก เนื่องจาก เราไม่จำเป็นต้องมานั่งเรียนรู้ CODE ของ HTML เลย เราก็สามารถสร้าง Website ได้อย่างมืออาชีพ  ซึ่งเป็นโปรแกรมในแนวทางเดียวกันกับโปรแกรม Dreamweaver จากค่าย Macromedia เป็นต้น

เริ่มต้นสร้าง WebPage

ขั้นแรกเลยนะครับ หลังจากที่คุณเข้าโปรแกรม FrontPage  มาแล้ว ให้ทำการเปิดหน้าเปล่าขึ้นมาหนึ่งหน้า   โดยคลิกที่ File>New หรือ โดยคลิกที่ปุ่มไอคอนรูปกระดาษขาวก็ได้ครับ เราก็จะได้หน้าเปล่าขึ้นมาใหม่

ภายในโปรแกรม FrontPage คุณจะเห็นแถบเครื่องมือต่างๆ ดังรูปข้างล่าง ซึ่งหน้าตาของแถบเครื่องมือนี้ จะเหมือนกับ แถบเครื่องมือในโปรแกรม Microsoft Word เลย มาถึงตรงถึงกลับร้อง อ๋อ…กันแล้วใช่มั๊ยละครับ  และในการปรับแต่งข้อความก็เช่นกัน คุณสามารถใช้งานได้เหมือนกับโปรแกรม Microsoft Word เลย โดยหลักๆ แล้วเราจะสามารถพิมพ์ข้อความ ปรับขนาด ตัวหนา ตัวเอียง ใส่สีตัวหนังสือ พื้นหลัง สร้างตาราง ใส่ลิงค์ จัดตำแหน่งข้อความ ซ้าย กลาง ขวา ได้ เหมือนกันเลยครับ ง่ายๆ เหมือนปอกกล้วยเข้าปากเลยนะเนี่ย…เพื่อนๆ ลองเล่นได้ตามชอบเลยนะครับ

การนำรูปมาใช้งาน

การนำรูปมาตกแต่งบนหน้าเว็บนั้น คุณจะทำการฝากรูปบนเว็บไซต์ (อัพโหลดรูปภาพขึ้นเว็บไซต์) เช่น http://upload.sanook.com โดยในการเลือกรูปนั้น คุณควรเลือกรูปที่มีขนาดพอเหมาะ ไม่ใหญ่จนเกินไป แล้วทำการอัพโหลด ดังภาพ

หลังจากที่อัพโหลดแล้ว ให้คลิกไปที่ภาพแล้วจะขึ้นหน้าต่างใหม่ขึ้นมาเป็นภาพที่ใหญ่กว่า ให้คลิกขวาที่ภาพ เลือก copy… แล้วนำมา paste ในหน้าต่างงานของโปรแกรม FrontPage ในตำแหน่งที่ต้องการ

ทำการจัดตกแต่งข้อความรายละเอียดสินค้าต่างๆ ให้สวยงามตามความต้องการเลยครับ เต็มที่ไม่ต้องเม้ม…ในโปรแกรม Frontpage เมื่อเสร็จแล้ว ทำการ Copy รายละเอียดทั้งหมดครับ

มาถึงขั้นตอนสุดท้ายกันแล้วนะครับ ข้อความทั้งหมดที่เราได้ Copy มาจากโปรแกรม FrontPage  คุณก็เพียงแค่นำมาวางในช่อง “กรอกรายละเอียดสินค้าที่ต้องการขาย” โดยการคลิกขวา บนพื้นที่ว่างช่อง “รายละเอียด” และเลือก Paste เท่านี้รายละเอียดที่ทำไว้ในโปรแกรม FrontPage จะลงมาอยู่ในช่อง “รายละเอียด” จากนั้นคุณก็ปรับแต่งเพิ่มเติ่มได้อีกตามความเหมาะสมครับ

เพียงเท่านี้ คุณก็จะได้ หน้ารายละเอียดสินค้าที่คุณออกแบบเองตามต้องการ ได้แล้วครับ….ง่ายจริง..จริ๊ง..

ได้ความรู้เกี่ยวกับโปรแกรม FrontPage กันไปเพียบเลย นู๋นพหวังว่าเพื่อนๆ พ่อค้า แม่ขายจะนำเอาไปตกแต่งรายละเอียดสินค้าให้ออกมาสวยงามกันเยอะๆ รายการสินค้าจะได้มีสีสัน และดึงดูดผู้ซื้อมากยิ่งขึ้นครับ..
ส่วนนู๋นพ วันนี้มาทำหน้าที่แทนพี่นู๋ก้อยเขียน Blog นานแล้ว นู๋นพขอไปหาอะไรทานรองท้องก่อนหิ๊ว..หิว ไปละครับ และหวังว่าจะได้พบกับเพื่อนๆ อีกครับ….

++สินค้าเสื้อผ้า กระเป๋าจากนักแสดงสาวสวย คุณน้ำผึ้ง ณัฐริกา ห้ามพลาด!
++เสื้อกันหนาว เครื่องสำอางค์ และสินค้าอื่นๆ ต้อนรับหนาวนี้คร้า!
++Year End Sale สินค้าลดกระน่ำ ต้อนรับคริสมาสต์และวันปีใหม่ที่จะมาถึง!

ไม่มีคอมเมนท์

ทำอย่างไรให้รายการสินค้าของคุณดูน่าสนใจ ดึงดูดผู้ซื้อและขายได้

โดย marketplace@sanook.com เมื่อ พ.ย. 08 2008 | Shopping Trick

เพื่อนๆ สมาชิกของเว็บไซต์ชอปปิ้ง ซึ่งเป็นผู้ขายหลายคน เข้ามาสอบถามว่า “จะทำอย่างไรให้สินค้าเราดูดึงดูดผู้ซื้อ และขายได้” นู๋ก้อยจึงไม่รอช้าค่ะ วิ่งแจ้นไปหาข้อมูลมาให้เพื่อนๆ กันเลย หันไปหันมา หัวสมองแล่นฉิวขึ้นมาทันที โดยดูจากผู้ขายหลายๆ ท่าน ซึ่งมีวิธีการลงสินค้าให้น่าดึงดูดผู้ซื้อและเป็นที่สะดุดตากันเยอะเชียว  นู๋ก้อยเลยนำมาเขียนใน Blog ให้เพื่อนๆ ผู้ขายได้รู้กันด้วย มาเริ่มกันเลยดีกว่า…

ปัจจัยสำคัญๆ ในการลงประกาศขายสินค้าแล้วให้มีความน่าสนใจและน่าจะดึงดูดผู้ซื้อ ให้เข้ามาชมรายการสินค้า และตัดสินใจซื้อสินค้าอย่างไม่ลังเล หลักสำคัญจะมาจาก

1. การเขียนชื่อสินค้า (Title) ที่ดึงดูดลูกค้า

การเขียนชื่อสินค้าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะว่าผู้ซื้อจะเห็นเป็นสิ่งแรกก่อนที่จะเข้ามาอ่านในรายละเอียดสินค้า และที่สำคัญในการเขียนหัวข้อสินค้าในเว็บไซต์ชอปปิ้งนั้น ใส่ได้เพียง 90 ตัวอักษร เราจะต้องใช้ส่วนนี้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด โดยใส่ชื่อสินค้า เช่น สินค้าเป็นอะไร ยี่ห้อ รุ่น สี ระบุลงไปเลย หรือลองไปดูวิธีการเขียนหัวข้อสินค้าของผู้ขายที่ขายสินค้าได้มากๆ ก็ได้ค่ะ แต่อย่าไปลอกหัวข้อสินค้าของเขามานะคะ เดี๋ยวจะเข้าข่ายลอกเลียนแบบได้ อ้อ…และอย่างช่วงที่มีเทศกาล เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ หรือวันแม่ หากเรามีสินค้าที่เหมาะกับช่วงเทศกาลนี้ก็ลองเขียนหัวข้อสินค้าให้ดูเข้ากับเทศกาล เช่น ของขวัญสำหรับคุณแม่ แหวนเพชร 50 กะรัต สวยงามสะดุดตา เป็นต้นค่ะ….^_^

2. การเขียนรายละเอียดสินค้า

ผู้ขายบางท่าน ไม่คำนึงถึงเรื่องของการเขียนรายละเอียดสินค้าเท่าไหร่ มักที่จะไม่ระบุคุณสมบัติของสินค้า ลักษณะของสินค้า ขนาดของสินค้า น้ำหนัก หรือรายละเอียดอื่นๆ ที่ชัดเจน จึงทำให้หลายๆ คน พลาดโอกาสในการขายสินค้าไป เราอาจจะต้องลองกลับมานึกถึงตัวเองเวลาที่เป็นผู้ซื้อ ว่าถ้าเราจะซื้อสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ตสักรายการ เราอยากจะทราบอะไรเกี่ยวกับสินค้าชิ้นนั้นบ้าง เพียงเท่านี้ เราก็จะรู้แล้วว่า ผู้ซื้อที่จะเข้ามาซื้อสินค้าของเราต้องการทราบอะไรบ้าง หรือใช้มุขเก่า แต่มาเล่าใหม่คือ ลองไปดูรายละเอียดสินค้าของผู้ขาย ที่ขายอยู่บนเว็บไซต์ชอปปิ้งก็ได้ค่ะ ว่ามีวิธีการเขียนรายละเอียดของสินค้าอย่างไร แล้วเราลองมาเขียนตาม แต่…อย่าลอกรายละเอียดของผู้ขายท่านนั้นไปนะคะ  เพราะจะเข้าข่ายลอกเลียนแบบได้อีกเช่นกันค่ะ อ้อ..การเขียนรายละเอียดสินค้าบนเว็บไซต์ชอปปิ้งนั้น ห้ามใส่ข้อมูลที่เป็นเบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ และ ลิงค์/URL ลงไปในรายละเอียดสินค้านะคะ เพราะจะเป็นการผิดกฎ ลงสินค้าไม่ทันข้ามวัน โดนมือพิฆาตถอดทิ้งแน่ค่ะ….o_o

3. รูปของสินค้า

คำบรรยายที่เขียนลงในรายละเอียดสินค้า คงยังไม่พอสำหรับการลงประกาศขายสินค้าผ่านทางออนไลน์ เพราะผู้ซื้อไม่อาจที่จะหยิบจับสินค้าก่อนที่จะจ่ายเงินค่าสินค้าได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดอีกอย่างก็คือ รูปสินค้า นั้นเอง รูปสินค้า สามารถบอกแทนคำบรรยายในรายละเอียดสินค้าได้หลายสิบเท่า เพราะผู้ซื้อจะเห็นสินค้าก็ต่อเมื่อดูรูปสินค้าที่เรานำมาลงไว้ ไม่ว่าจะสินค้าที่มีราคาแพงหรือไม่แพง เราควรที่จะถ่ายรูปสินค้าให้ชัดเจน ภาพไม่มืด สีสินค้าไม่ผิดเพี้ยนจากสินค้าตัวจริง ถ่ายให้เห็นทุกมุมยิ่งดี ผู้ซื้อจะได้ทราบว่าลักษณะของสินค้าเป็นอย่างไร จะได้ไม่เกิดปัญหาภายหลังเวลาที่ผู้ซื้อรับสินค้าไปแล้วค่ะ…^_^

4. การเลือกเวลาลงขายสินค้า

ผู้ซื้อส่วนใหญ่ เมื่อเห็นสินค้า อยากได้ก็เข้ามาซื้อและก็อยากได้สินค้าเร็วๆ ไม่อยากที่จะรอนาน ผู้ขายอาจจะต้องใช้วิจารณญาณของตนเอง ว่าจะใช้ระยะเวลากี่วันในการลงประกาศขายสินค้า ซึ่งระยะเวลาที่ทางเว็บไซต์ชอปปิ้งมีให้เลือกคือ 5, 7, 10 และ 15 วัน แต่ผู้ซื้อบางท่านก็รักที่จะรอให้สินค้าจบการขายลงตามระยะเวลา เพราะมันทำให้ลุ้นดีว่า ใครจะเป็น The Winner ในรายการสินค้านั้น เขาหรือเรา… =^_^=

5. การตั้งราคาสินค้าไม่ว่าจะแบบซื้อทันทีหรือแบบประมูล

ปัจจัยสำคัญอีกข้อที่ผู้ซื้อจะคำนึงอย่างมาก ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือประมูลสินค้าในรายการดังกล่าว ก็คือ ราคาสินค้า หากเป็นแบบซื้อทันที (Buy It Now) ราคาของสินค้าไม่ควรที่จะสูงเกินกว่าราคาตลาดทั่วไป อาจจะเป็นราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด เพื่อที่จะทำให้ผู้ซื้อหันมาซื้อสินค้าของเราแทน เพราะเห็นว่าราคาถูกกว่าท้องตลาด ส่วนของการตั้งราคาประมูล ก่อนจะตั้งราคาแบบประมูลนั้น นู๋ก้อยอยากจะให้ผู้ขายคำนึงถึงราคาต้นทุนของสินค้า และราคาที่จะได้จากการประมูล ลองคำนวนดูว่า หากเราตั้งราคาแบบประมูลมาแล้ว เราจะคุ้มทุนไหมหรือขาดทุนหรือไม่ เพราะเราจะได้ไม่มาบ่นว่า “ขาดทุนอีกแล้วเรา” แต่จากการที่นู๋ก้อยสังเกตการตั้งราคาแบบประมูลของผู้ขายบนเว็บไซต์ชอปปิ้ง จะเห็นราคาเริ่มต้นที่ 1 บ., 10 บ., 50 บ. ประมาณนี้เสียมากกว่า แต่ไม่บังคับกันนะคะ ลองคำนวนดูก่อน แล้วค่อยมากำหนดราคาค่ะ และช่วงเศรษฐกิจเช่นนี้ ก็คงต้องใช้กลยุทธ์เรื่องราคาเข้ามาดึงดูดลูกค้าอย่างจริงจัง… :)

6. เช็คว่าสินค้าเรามีคนมาสนใจมาน้อยแค่ไหน

บนเว็บไซต์ชอปปิ้ง เวลาที่ผู้ขายจะลงประกาศขายสินค้า ระบบจะมีให้เลือกเคาร์เตอร์นับจำนวนผู้ที่เข้ามาชมรายการสินค้าของเรา ซึ่งจะแสดงอยู่บริเวณด้านล่าง ในส่วนของรูปสินค้า (ดังรูป)


หากเราลงประกาศขายสินค้าไปได้ประมาณ 3-5 วันแล้ว ตัวเลขตรงนี้ยังไม่กระเตื้องไปไหน เราอาจจะต้องกลับมาดูแล้วว่า เราเขียนรายละเอียดไม่ดีหรือเปล่า หัวข้อสินค้าไม่ดึงดูดหรือเปล่า ราคาแพงไปไหม หรือว่าสินค้าไม่ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ เราจะได้ปรับแก้ไขได้ทันค่ะ

เอาละค่ะ..นู๋ก้อยบรรยายมาทั้งหมด 6 ข้อ ซึ่งคัดสรรมาอย่างดี เพราะเห็นว่ามีประโยชน์ต่อการนำไปใช้ของผู้ขายมากๆ และหวังว่าผู้ขายทุกๆ ท่านจะนำประโยชน์นี้ไปใช้ และขายสินค้าได้ดีเป็นเทน้ำเทท่านะคะ ขายสินค้าได้รายได้ดีกันแล้ว มีเจียดมาให้นู๋ก้อยบ้างก็ไม่ว่ากัน…คราวหน้านู๋ก้อยจะมาบอกกล่าวเกี่ยวกับวิธีการใช้โปรแกรม FrontPage พื้นฐาน เพื่อนำไปใช้ในการสร้างหรือทำรายละเอียดสินค้าของผู้ขายให้ดูสวยงาม มีลูกเล่นน่าสนใจกัน อย่าลืมกลับมาติดตามกันต่อนะคะ…

++วิธีการลงประกาศขายสินค้าบนเ็ว็บไซต์ชอปปิ้ง
++วิธีการลงขายสินค้าบนเว็บไซต์ชอปปิ้งทั้งหมด

2 คอมเมนท์

เคล็ดลับการเลือกซื้อเสื้อผ้าเด็ก

โดย marketplace@sanook.com เมื่อ ต.ค. 04 2008 | Shopping Trick

สวัสดีคร้า….กราบงามๆ ทักทายและสวัสดีชาว Blog Shopping ทุกๆ ท่านเลย เริ่มต้นเดือนใหม่แล้ว เพื่อนๆ หลายๆ คน เป็นอย่างไรกันบ้าง และตอนนี้อากาศก็เริ่มเปลี่ยนแปลง เข้าสู่ปลายฝนต้นหนาว หลายๆ คนคงได้สัมผัสกับลมหนาวที่โชยมาปะทะกับผิวกายของเราบ้างแล้วแหละ..ใช่ไหมเอ่ย…
เอาละคะ เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า วันนี้นู๋ก้อยแห่งเว็บไซต์ชอปปิ้ง (www.shopping.co.th) จะมาแนะนำเกี่ยวกับกับ “การเลือกซื้อเสื้อผ้าเด็ก” ซึ่งใครหลายๆ คนที่เป็นคุณพ่อคุณแม่แล้ว คงรู้ว่าเราควรจะเลือกอย่างไรถึงจะเหมาะสมกับลูกน้อยมากที่สุด
บนเว็บไซต์ชอปปิ้งเอง ก็มีสินค้าในส่วนของ เสื้อผ้าเด็กเล็กชาย และ เสื้อผ้าเด็กเล็กหญิง ถูกจัดแบ่งอยู่ในหมวดของ แม่และเด็ก ค่ะ ใครสนใจแบบไหน สามารถเข้าไปเลือกชอปได้เต็มที่ แต่ก่อนที่จะไปเลือกชอป เรามาอ่านเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ในการเลือกซื้อเสื้อผ้าให้เหมาะกับเด็กๆ กันก่อนดีกว่าค่ะ
เราผู้เป็นพ่อเป็นแม่ ย่อมอยากจะเลือกสิ่งที่ดีให้กับลูกของเราเอง และเมื่อเด็กเกิดมา ร่างกายและผิวเด็กยังบอบบาง และยังไม่สามารถทนต่อการเสียดสีของเสื้อผ้าหรือสิ่งรอบข้างได้ ดังนั้น เมื่อลูกน้อย ของคุณๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นมา คุณพ่อและคุณแม่ จำเป็นต้อง จัดเตรียมเสื้อผ้า หรือ ผ้าอ้อมที่สะอาด เพื่อใช้ผลัดเปลี่ยน ให้เพียงพอ โดยสิ่งที่ควรคำนึงถึง ในการเลือกซื้อหรือจัดเตรียม เสื้อผ้าสำหรับเด็กอ่อน หรือ ลูกน้อยของคุณๆ มีดังนี้

เสื้อเดี่ยวเด็กหญิงราคา 3ตัว 100บ. ตั้งแต่ 6เดือน - 2 ขวบ ของใหม่ค่ะ สินค้าหมวดแม่และเด็ก เสื้อเดี่ยวเด็กหญิงราคา 3ตัว 100บ. ตั้งแต่ 6เดือน - 2 ขวบ ของใหม่ค่ะ เสื้อเดี่ยวเด็กหญิงราคา 3ตัว 100บ. ตั้งแต่ 6เดือน - 2 ขวบ ของใหม่ค่ะ เสื้อเดี่ยวเด็กชาย-หญิง ราคา 3ตัว 100บ. ตั้งแต่ 6เดือน - 2 ขวบ ของใหม่ค่ะ เสื้อเดี่ยวเด็กหญิงราคา 4ตัว 100บ. ตั้งแต่ 6เดือน - 2 ขวบ ของใหม่ค่ะ
1. ควรเป็นเส้นใยธรรมชาติ เช่น เส้นใยฝ้าย ซักล้างง่าย สามารถใช้กับเครื่องซักผ้าได้
2. สวมใส่ สะดวก สบาย สามารถถอดเปลี่ยนได้ง่าย เพราะเด็กอ่อน จะขับถ่ายบ่อย
3. ควรเป็น ชุดที่สามารถ รักษาอุณหภูมิ ของร่างกายได้ดี เช่น ชุดเสื้อกางเกงติดกัน
4. ปลายแขนเสื้อ หรือปลายขา ควรเป็นแบบธรรมดา และถุงมือ ถุงเท้า ควรแยกชิ้นต่างหาก
5. คอเสื้อเด็ก ควรกว้าง ยืดได้สะดวกในการสวมใส่
6. กางเกงเด็ก ควรเป็น แบบยางยืด หรือเชือกผูก แบบง่ายๆ แต่ไม่ควรจะรัดแน่นจนเกินไป
7. เมื่ออากาศเย็น ควรให้ลูกน้อย ของคุณสวมใส่ ถุงมือ หรือ หมวก เพื่อรักษาความอบอุ่น
8. ในวันที่อากาศร้อน หรือ ต้องออกไปเจอแสงแดด ควรให้ลูกน้อย สวมใส่หมวกกันแดด
9. รองเท้า หรือ ถุงเท้า ควรเป็นแบบ ผ้ายืด ที่อ่อนนุ่ม ไม่ควรสวมแบบที่คับ จนเกินไป
10.ไม่ควรใช้ ผงซักฟอก ที่มีเอนไซม์ย่อยสลายสิ่งสกปรก หรือ น้ำยาปรับผ้านุ่ม เพราะ จะทำให้ระคายเคือง ต่อผิวหนังของ ทารก ควรใช้ผงซักฟอก สำหรับ เด็กอ่อนโดยเฉพาะ

รายการเสื้อผ้าเด็กและของใช้เด็ก ที่จำเป็นมีดังนี้
- ชุดลำลองผ้าฝ้าย หรือ ชุดที่สวมใส่สบาย
- เสื้อกล้าม หรือเสื้อยืด แบบเปิดปิดเป้าได้
- ชุดนอนยาว หรือชุดที่ติดกัน เพื่อรักษาอุณหภูมิ
- เสื้อกันหนาว หรือ กันลม ในกรณีหน้าหนาว หรือ ออกนอกบ้าน
- ชุดออกนอกบ้าน ควรเป็นชุดที่ สวมใส่สบาย น่ารัก
- หมวกไหมพรม หมวกกันแดด
- ถุงเท้า ถุงมือ
- รองเท้า

ที่สำคัญ การเลือกขนาด เสื้อผ้าเด็ก ควรเผื่อขนาดสำหรับแผ่นรองกันเปื้อนหรือผ้าอ้อมสำเร็จรูปไว้ด้วย
ข้อมูลดีๆ ข้างต้นนี้ นู๋ก้อยเองต้องขอขอบพระคุณเว็บไซต์ http://www.thaikidshop.com/ นะคะ เพราะมีข้อมูลดีๆ แบบนี้ไว้พอดี และเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมาก สามารถให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้ทราบ ว่าเราควรจะเริ่มต้นเลือกซื้อย่างไรค่ะ
สำหรับวันนี้ นู๋ก้อยต้องไปก่อน ไม่มีลูกเป็นของตัวเอง แต่กำลังจะมีหลานเป็นของตัวเอง ไปหาซื้อเสื้อผ้าน่ารักๆ สวยๆ ให้หลานตัวเองดีกว่า ไปแล้วค่ะ..บ๊าย…บาย ^_^

ไม่มีคอมเมนท์

วิธีการลดขนาดภาพให้เหลือไม่เกิน 150 K

โดย marketplace@sanook.com เมื่อ ส.ค. 18 2008 | Shopping Trick

สวัสดีคร้า..เพื่อนๆ ผ่านวันแม่มาแล้ว เป็นอย่างไรกันบ้าง ได้กลับไปกราบคุณแม่ และให้ของขวัญให้กับคุณแม่หรือยังเอ่ย….แต่นู๋ก้อยเชื่อว่าลูกๆ หลายๆ คนคงจะได้กลับไปกราบคุณแม่ และบอกรักคุณแม่กันทุกๆ คนแล้วแน่นอนเลย

เอาละค่ะ..คราวที่แล้วนู๋ก้อยมาแนะนำวิธีการเลือกน้ำหอมอย่างไรไม่ให้โดนหลอกไปแล้ว เพื่อๆ ที่เข้ามาอ่านได้นำเอาไปใช้ประโยชน์กันบ้างหรือเปล่า นู็ก้อยว่ามันสามารถช่วยให้เพื่อนๆ ที่ชื่นชอบน้ำหอมเป็นชีวิตจิตใจได้อย่างมากทีเดียว

สำหรับครั้งนี้ นู๋ก้อยมี Trick ดีๆ มาฝากเพื่อนๆ นักขายกัน ผู้ขายทุกๆ คน ก่อนที่จะลงสินค้าในเว็บไซต์ชอปปิ้งได้ จะต้องนำสินค้าไปถ่ายรูปให้มีความสวยงาม ชัดเจนแล้ว สิ่งสำคัญคือจะต้องมาลดขนาดของรูปภาพดังกล่าว ให้มีขนาดไม่เกิน 150 K และนักขายมือใหม่ อาจจะมีปัญหาเรื่องการลดขนาดของรูป ไม่ให้เกิน 150 K กันมาก นู๋ก้อยจึงมีวิธีมาแนะนำ โดยใช้เวลาน้อยนิดค่ะ…

โปรแกรมที่เราจะใช้ลดขนาด ขอแนะนำ โปรแกรม ACD See ค่ะ ซึ่งอาจจะคุ้นเคย และ

ใช้งานง่ายไม่กี่วิก็ได้ภาพที่มีขนาดเล็กแล้ว

ภาพขนาดเกินกว่า 150K ซึ่งมีขนาดถึง 212K

จะเห็นได้ว่าแม้ว่าภาพจะเป็น .jpg แล้ว แต่ขนาดภาพก็ยังใหญ่อยู่ถึง 212 K เลย แบบนี้แสดงว่า โอกาสที่ภาพจะมีขนาดใหญ่เกินไป ให้ทำการเช็คดูโดยการ

จากภาพข้างล่าง ดูที่คำว่า Width เราจะเห็นว่ามีขนาดความกว้างถึง 1200 pixel


เปิดโปรแกรมด้วย ACDSEE เลือก Modify  >  resize




ให้เปลี่ยนค่าจากช่อง Width เป็น 600 pixel จากนั้น กดปุ่ม Done เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

เช็คขนาดไฟล์ดูความถูกต้องกันเถอะ…

จะเห็นว่า จาก 212 K ลดลงเหลือแค่ 115 K เท่านั้นเอง


เท่านี้ เราก็สามารถ Upload รูปลงในรายการสินค้า เราได้แบบสบายๆ แล้ว

ค่ะ

เห็นไหมคะ เราสามารถประหยัดเวลาในการลดขนาดรูป ไม่ต้องเสียเวลาไปใช้โปรแกรม Photoshop มากมาย ให้ยุ่งยากเลย แถมใครที่ไม่เคยใช้งานโปรแกรมนี้ ก็สามารถดูตามขั้นตอนได้ง่ายๆ ค่ะ

ไม่มีคอมเมนท์

วิธีการถ่ายภาพสินค้าแบบง่ายสไตล์ดิจิตัลภาค 1

โดย marketplace@sanook.com เมื่อ ส.ค. 05 2008 | Shopping Trick

หวัดดีจ้าเพื่อนๆ ทุกคน ไม่ได้เจอกันนาน คิดถึงกันบ้างหรือเปล่าเอ่ย…วันนี้นู๋ก้อยมาพร้อมกับพายุและก็สายฝนที่รุ่นแรงมากๆ (แต่ตอนนี้หยุดแร๊ะ) เลยมีอารมณ์มานั่ง Update Blog ที่มักจะสรรหาอะไรดีๆ มาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน ช่วงฝนตก นู๋ก้อยเลยนั่งดูเว็บไปเรื่อยๆ อ่านบอร์ดตามเว็บโน้นเว็บนี้ตามประสา ตาเจ้ากรรมเลยไปป๊ะเข้ากับบอร์ดๆ หนึ่ง ซึ่งพอดูแล้วก็เลยปิ๊งไอเดียว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ได้ไม่มากก็น้อย ก็เลยเอามาอัพให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน “เพื่ออนาคตของตัวเอง”

ที่ต้องพูดแบบนี้เพราะมันเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ที่ถ่ายรูปไม่ค่อยเก่ง แต่อยากถ่ายให้ออกมาดี เช่น อยากเอาสินค้าหรือของที่ตัวเองมี มาลงขายในเว็บซื้อขายออนไลน์ แต่รูปที่ถ่ายมาไม่สวย กลัวขายไม่ออก วิธีนี้ก็น่าจะช่วยให้เพื่อนๆ ถ่ายรูปออกมาแล้วจากที่สินค้าราคา 100 บาทจะกลายเป็น 1,000 บาท ได้ภายในพริบตา (เว่อร์ไปป่าวหว่า) เพราะมันจะสะดวกต่อการพิจารณาของผู้ที่สนใจซื้อสินค้าเป็นอย่างมากเลยทีเดียว…

Trick&Tip ที่เอามาให้เพื่อนๆ อ่านนี้อ้างอิงมาจากเว็บ pantip.com ซึ่งต้องขอขอบคุณมากๆ และขอบคุณผู้ที่นำเอาสาระดีๆ มาโพสด้วยนะจ๊ะ งั้นไม่ขอพูดมาก เราไปดูเทคนิค วิธี กันเลยดีกว่า………..

วิธีการถ่ายภาพสินค้าแบบง่ายสไตล์ดิจิตัล

 อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมนอกจากกล้องดิจิตัลแล้วยังมีอย่างอื่นอีก ดังนี้

1. กระดาษโปรสเตอร์สีขาวเนื้อละเอียด 1 แผ่นๆละ 5.50 บาท
2. กระดาษโปรสเตอร์สีดำด้านเนื้อละเอียด 1 แผ่นๆละ 5.50 บาทเช่นกัน
3. สก้อตเทปใส 2 ชิ้นหรือ 1 ม้วนตามที่หาได้
4. กรรไกร 1 อัน แล้วแต่งบประมาณฯ
5. กรอบใส่แผ่นใส 1 กรอบ อันละ 7 บาท
6. ขาตั้งกล้อง 1 อัน แล้วแต่งบประมาณฯ
7. ชุดขาหนีบหลอดไฟ 1 อัน 30 บาท
8. กระดาษฟอร์ยอลูมีเนียม หรือ จะใช้ซองบะหมี่มาม่าต้มยำก็ได้ ไม่จำกัดรศนิยม ขนาดราว เอ 4 ซัก 1 แผ่น

 

   

 

หลังจากที่เลือกทำเลที่มีแสงสว่างพอเพียงแล้ว
เราก็เอากระดาษติดกับผนัง ด้วยสก็อตเทป (ที่ติดในภาพนั้นใช้เทปสีดำเพื่อง่ายต่อการแสดงภาพในการจัดทำครั้งนี้เท่านั้นครับ)

 

 

พอติดให้แน่ใจว่ากระดาษจะไม่หลุดแล้ว ก็ให้เหลือชายขอบกระดาษห้อยลงมาเล็กน้อย เพื่อให้ดูราบเรียบ
จากนั้นก็จัดแจงกางขาตั้งกล้อง พร้อมกับเซ็ทตั้งโฟกัสกล้องได้เลย
ขอแนะนำว่าหากต้องการจัดภาพให้จัดโดยการเคลื่อนย้ายสิ่งของที่ต้องการถ่ายภาพ
จะง่ายและรวดเร็วกว่าการเลื่อนกล้องเข้าๆออกๆมาก
สิ่งที่ควรทำอีกอย่างคือ หากมีรีโมทลั่นกล้อง ให้ใช้รีโมท หรือ ตั้งเวลาไทมเมอร์ จะช่วยลดการสั่นไหวได้มากๆครับ

 

 

 

กล้องที่ใช้ก็ไม่จำเป็นต้องมีระบบมาโครหรูเลอเริดอะไร เพราะไม่ได้ใช้ครับ
ปรับโฟกัสแบบธรรมดาเหมือนกับถ่ายภาพทั่วๆไปนั่นแล
เวลาจัดภาพก็ควรจัดภาพตามลักษณะของวัตถุตามธรรมชาติ ครับ ภาพขวดก็วางภาพตามแนวตั้งครับ
อีกอย่างหนึ่ง หากใช้กระดาษสีขาวเป็นพื้นก็อย่าลืม + 1.0 ถึง +1.5 สต้อปนะครับ และกระดาษสีดำเป็นพื้นก็อย่าลืม -1.0 ถึง -1.5 สต้อปนะครับ

แฟลชภายใน ภายนอก ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เลย ปิดทิ้งไปได้ แต่แนะนำให้ใช้ไฟหลอดตะเกียบ ผมใช้หลอด cool daylight ให้แสง 5000 K หลอดละ 139 บาทครับ
มีขายตามร้านโชห่วยอินเตอร์ทั่วๆไปครับ

White Balance ก็ออตโต้ หรือ จะรอปรับทีหลังในโฟโต้ฉ้อปก็ได้ครับ เลือกได้ตามความสะดวกที่ต้องการครับ

 

 

 

ลองถ่ายภาพทดสอบสีและแสงเงาดูก่อนก็ได้ครับ
ไม่ถูกใจก็ปรับ white balance ได้
มืดไป ต้องการ หน้ากล้องแคบๆ หรือ
แสงน้อยไปก็ปรับ iso เป็น 200, 400 ก็ได้
กล้องดิจิตัลทำได้อยู่แล้ว

 

หากหลอดไฟให้แสงแข็งไปหน่อย ก็เอากรอบกระดาษที่ใส่แผ่นใสมาหนึ่งอัน ติดคลุมด้วยกระดาษสา หรือผ้ามุ้งขาวๆโปร่งๆแสงกั้นไว้
แค่นี่เราก็ได้ soft box เฉพาะกิจมาหนึ่งอันแล้วครับ
หากต้องการลบเงา แบบภาพข้างบน ก็เอากระดาษอลูมีเนียม เอามาทำแผ่นสะท้อนแสง
หากไม่มีก็ฉีกซองมาม่าต้มยำกุ้งเอามาใช้ก่อนก็ได้ครับ
หรือหาไม่ได้จริงๆ ก็กระดาษขาวๆ นั่นแหละครับ
เอากรรไกรเล็มมาหน่อยนึง วางไว้ด้านตรงข้ามของแหล่งไฟครับ
 

 

 

soft box เฉพาะกิจในรูปแบบของใช้อีกแบบหนึ่งครับ
วิธีนี้เหมาะกับการถ่ายภาพแบบโอเว่อร์เฮด สำหรับของที่ต้องการแสงจากด้านหน้าที่เสมอตลอดกันครับ
ภาพแบบเน้นลายเนื้อ และก็จะไม่มีเงาเลยครับ

 

หรือต้องการภาพแบบนี้ครับ

 

เราควรเลือกใช้กระดาษรองพื้นสีที่ง่ายๆ ไม่มีลาย
และเน้นความโดดเด่นของวัตถุของเรา
อย่าลืมว่าเราต้องการสร้างความแตกต่าง และของที่ต้องการขายคือวัตถุตัวแบบ
จึงขอให้เน้นความเรียบง่ายของภาพ เพราะเราไม่ได้ขายภาพนะครับ
 

 

 

ความเรียบง่ายของตัวหลักของภาพแบบง่ายๆครับ

 

 
หากตัวแบบสิ่งของที่เราต้องการถ่ายภาพเป็นโลหะ
ไม่แนะนำให้ใช้กระดาษสีดำ หรือ สีขาวนะครับ

 

 แนะนำให้ใช้แผ่นอลูมีเนียมสะท้อนแสง หรือ กระจกเงาก็ได้ครับ
ใช้ลองพื้น จะช่วยทำให้ดูแวววาวมีค่ามากขึ้นครับ

 

ภาพที่ได้ก็จะออกมาเป็นแบบนี้

 

ของบางอย่าง ต้องจัด perspective ให้ดี เพราะรูปทรงวัตถุที่เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า
เดี๋ยวจะกลายเป็นสี่เหลี่ยมคางหมูแทนที่จะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเพราะ perspective ผิดไปครับ
เลยวางไว้ใกล้ๆขอบๆพื้นที่ใช้ถ่ายภาพครับ และใช้เทปช่วยยึดกันไหลตกขอบที่ด้านหลัง
 

 

 

ถ่ายภาพแบบโอเว่อร์เฮด แสงจากด้านหน้าที่เสมอตลอดกันครับ
เน้นลายภาพแบบเนื้อ และไม่มีเงาเลยครับ

 


 
เอาล่ะ นี่เป็นแค่ Trick&Tip ภาค1 เท่านั้นนะจ๊ะ อดใจรออีกไม่นาน ภาคสองกำลังจะออกมาสู่สายตาเพื่อนๆ อีกไม่นานนี้จ้า…(ทำยังกับรอหนังภาคต่อแน่ะ) แล้วอย่าตกใจ ถ้ามีหางเสียงว่า “ครับ” เพราะมันเป็นคำพูดของผู้โพสมาอีกที นู๋ก้อยไม่อยากลบ เด๋วเสียน้ำใจเขาแย่เลย……

 
วันนี้นู๋ก้อยฝากไว้แค่นี้ก่อนนะจ๊ะ…อ้อ..สินค้าของ S! Auction ยังมีมาให้เพื่อนๆ ได้ร่วมประมูลกันนะจ๊ะ ยังไงแล้วแวะเข้าไปดูสินค้าต่างๆ ที่น่าสนใจ ทั้งเสื้อผ้า อุปกรณ์การสื่อสาร คอมพิวเตอร์ แล้วอื่นๆ อีกมากมาย แวะเข้าไปดูจ่ะ แล้วจะรู้ว่าของถูกคุณภาพดีมีจริงๆ ในโลก….คริ…คริ

 
 นู๋ก้อยบะ….บายจ้า

ที่มา : www.pantip.com

1 คอมเมนท์