google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

สู้อย่างไร? นักปรัชญาบอกข้าที

โดย Sinner Lady เมื่อ ต.ค. 19 2008 | วรรณกรรม/กวี

จิตร ภูมิศักดิ์

.

สู้อย่างไร นักปรัชญาบอกข้าที

.

ลุกขึ้นเถิดเพื่อนยาไยหน้าเศร้า
คำเก่าๆมิได้บอกไว้ดอกหรือ
อย่างท้อแท้แพ้พึมชึมกระทือ
“ชีวิตคือการต่อสู้” รู้หรือยัง?

.

กันก็รู้อยู่หรอกเหนอไอ้เกลอแก้ว
ก็สู้แล้วจนหมดเนื้อเหลือแต่หนัง
ยิ่งนับวันมันยิ่งหดหมดกำลัง
สุดประทังกายชื่นฝืนดวงปราณ

.

เหงื่อก็หยดผดก็ผุดอุดทั้งร่าง
ทำทุกอย่างให้ได้มาเพียงอาหาร
เพื่อใส่ท้องประครองชมน์ทนทาน
ทำเพื่องานที่เหงื่อหยดผดเห่อแดง

.

ชีวิตคนจนนี้มีวนวัฏ
เพียงฝืนกัดฟันทำงานกร้านแดดฟ้า
เพื่อได้กิน…ฮะ…กินซี่ให้มีแรง
เพื่อง่องแง่งทำงานซานต่อไป

.

“ชีวิตคือการต่อสู้”  ดูเพราะเหลือ
เป็นยาเบื่อเมาหมักสำนักไหน
มีกฏกะชนะแพ้ไว้แค่ไร
วันที่เริ่ม? ที่ป่าลึกหรือตึกโต

.

ข้าเริ่มต้นบนฟากฝาหลังคาแฝก
ออกมาแถกเหงื่อทะยานอยู่นานโข
ข้าเริ่มต้นบนตึกงามหลังวามโว
ข้าก็โหล่หลังลิบชั่วพริบตา

.

“ชีวิตคือการต่อสู้” …ฮู! น่าหัว
สู้เพื่อตัวเพียงคนเดียวเจียวหะหา
ใครเหี้ยมหาญทะยานนั่งหลังประชา
สูบสวาปามเลือดแห้งเหือดไป…

.

“ชีวิตคือการต่อสู้” สู้ใครเหวย?
วานช่วยเผยคู่ต่อสู้ข้าอยู่ไหน
“ชีวิตคือการต่อสู้” สู้เพื่อใคร
สู้อย่างไร? นักปรัชญาบอกข้าที

.

ศรีนาคร

.

บทกวีชิ้นนี้ ลงพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “กวีทรรศน์” กระดึงทอง ฉบับที่ 25 ตุลาคม 2498 โดยจิตร ภูมิศักดิ์ ใช้นามปากกาว่า “ศรีนาคร”

.

จุดมุ่งหมายในการเสนอบทกลอนชิ้นนี้บ่งถึงความเข้าใจและ เชื่อมั่นต่อทางเดินของเขา อย่างชัดแจ้ง เป็นการสะกิดเตือนนักปรัชญาที่พูดกันออกมาพล่อยๆ ว่า “ชีวิตคือการต่อสู้” โดยไม่จำแนกแยกแยะ เข้าทำนองที่ว่า “ใครดีใครอยู่” หรือ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” จิตรไม่ต้องการการพูดที่ไม่ชี้ชัด ที่ตีความได้ร้อยแปดแต่เขาต้องการให้ชี้ออกมาว่า “ใครสู้กับใคร เพื่อใคร” เพื่อว่าจะได้ตัดสินว่า นั่นเป็นสิ่งที่ชอบธรรม หรือเป็นเพียง “ยาเบื่อเมาหมักสำนักไหน” กันแน่

.

จิตรมิได้ปฏิเสธการต่อสู้และมิได้ปฏิเสธว่า โดยความเป็นจริงแล้วชีวิตคนเราอยู่ในการต่อสู ้ตลอดเวลา แต่เขาก็ยอมรรับเอาเพียงว่า การต่อสู้นั้นจะต้องมีความหมาย มีเป้าหมายอันถูกต้อง และมีเหตุผลที่เหมาะสมดีงาม

.

ที่มา: BioLawCom.De

.

Tag: ,

20 คอมเมนท์

มองผ่านสื่อนอก วิกฤตินี้ยังอีกยาว

โดย Sinner Lady เมื่อ ต.ค. 10 2008 | การเมือง

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม เอ็ด ครอพลีย์ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวรอยเตอร์ ได้นำเสนอบทวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองไทยเรื่อง “เมืองไทยนองเลือดแตกแยกมองไม่เห็นจุดจบของวิกฤติ” โดยระบุว่า การต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกุมบังเหียนประเทศไทยกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยหลังจากฝ่ายต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อสู้มานาน 3 ปีจนถึงปัจจุบัน ก็ยังมองไม่ออกว่าฝ่ายไหนจะได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด

.

การต่อสู้ซึ่งวนเวียนจากการประท้วงบนท้องถนนเมื่อปลายปี 2548 สู่การรัฐประหารและการเลือกตั้ง ได้หวนกลับมาสู่การประท้วงบนท้องถนนอีกครั้ง สถานการณ์จะวกวนอยู่เช่นนี้ต่อไปอีกหลายเดือน หรืออีกหลายปี และจะไม่จบลงอย่างสวยงาม เพราะโครงสร้างพื้นฐานของความขัดแย้งยังไม่เปลี่ยน เพราะฝ่ายหนึ่งคือ พ.ต.ท.ทักษิณ มหาเศรษฐีผู้ใช้นโยบายเอาใจคนชนบท จนได้รับคะแนนเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย และได้ใช้อำนาจที่ประชาชนมอบให้นี้แสวงหาผลประโยชน์ให้แก่บรรดาบริษัทยักษ์ ใหญ่ รวมทั้งธุรกิจของตัวเอง

.

ส่วนอีกฝ่ายคือ ชนชั้นนำตามจารีตดั้งเดิมซึ่งถูกคุกคามด้วยการทะยานขึ้นสู่อำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ  อัน ประกอบด้วย กองทัพ ฝ่ายนิยมเจ้า และระบบราชการ รวมทั้งบรรดาสหภาพแรงงาน และนักวิชาการ ซึ่งเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนักละเมิดสิทธิมนุษยชนที่คอรัปชั่น และชนชั้นกลางในเขตเมืองซึ่งไม่พอใจที่ พ.ต.ท.ทักษิณนำเงินภาษีไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง บรรดากลุ่มพลังในฝ่ายหลังได้ประกอบกันขึ้นเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย มุ่งสร้างการเมืองใหม่ที่จะลดน้ำหนักของเสียงเลือกตั้งจากเขตชนบท

.

“คน กลุ่มนี้ไม่ได้คัดค้านแค่เรื่องตัวบุคคล พวกเขาต่อต้านระบบหนึ่งคน หนึ่งเสียง นี่เป็นการช่วงชิงอำนาจที่ซับซ้อนและยืดเยื้อ” นายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิ์รักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

.

บท วิเคราะห์ชี้ว่า ต้องคอยดูต่อไปว่า พันธมิตรฯ จะบรรลุเป้าหมายนี้หรือไม่ แต่ประเด็นก็คือ ต่อให้รัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่งไป และพรรคพลังประชาชนถูกยุบด้วยความผิดฐานซื้อเสียง บรรดาผู้มีสิทธิเลือกตั้งในชนบทก็จะโหวตให้พรรคที่นิยมทักษิณกลับมาครอง อำนาจอีก

.

“ตราบ เท่าที่พันธมิตรฯ ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่ฝ่ายตนไม่ชอบ หีบเลือกตั้งก็มีความหมายแค่ยืดวิกฤตการณ์ให้ยาวนานต่อไปเท่านั้น วิกฤตินี้จะแก้ไม่ตกในเร็ววัน เพราะพันธมิตรฯ จะไม่มีวันประนีประนอม ขณะที่รัฐบาลก็ยอมไม่ได้ พวกเขารู้สึกว่าประชาชนเลือกเขาเข้ามาแล้ว นับเป็นสถานการณ์ที่แปลกประหลาด ตำรวจ หน่วยข่าวกรองทหาร ทุกฝ่ายนั่นแหละ ล้วนคิดไม่ออกว่าควรจะทำอย่างไร ไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นผู้นำ” นายใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุ

.

สำนักข่าวรอยเตอร์ยังนำเสนอบทรายงานคาดการณ์ถึงฉากสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในรูปแบบต่างๆ  ความ เป็นไปได้แบบแรกคือ วิกฤติจะยืดเยื้อต่อไป และความรุนแรงขยายวงกว้าง โดยกลุ่มพันธมิตรฯ อาจอาศัยเหตุรุนแรงเมื่อวันอังคารหว่านล้อมให้บรรดาพนักงานรัฐวิสาหกิจใน กลุ่มสาธารณูปโภคต่างๆ นัดหยุดงาน งดให้บริการ เพื่อกดดันรัฐบาล แต่นักวิเคราะห์หลายรายเชื่อว่า รัฐบาลสมชายจะอยู่ไม่ได้ แต่พรรคร่วมรัฐบาลก็คงตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และพยายามรับมือกับการโจมตีของพันธมิตรฯ ต่อไป

.

ความ เป็นไปได้แบบที่สอง คือ การรัฐประหาร แม้ว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ย้ำหลายครั้งว่า จะไม่ยึดอำนาจ แต่หากเกิดการนองเลือดอย่างขนานใหญ่ก็เป็นไปได้ว่าทหารจะเข้าแทรกแซง “เพื่อสร้างความสามัคคีของชนในชาติ”

.

ความเป็นไปได้แบบที่สามคือ  รัฐบาล อาจสั่งให้ตำรวจสลายการชุมนุม ซึ่งทางเลือกนี้มีความเป็นไปได้น้อยลง หลังจากการใช้กำลังของตำรวจเมื่อวันอังคารได้เรียกเสียงประท้วงอย่างกว้าง ขวาง การส่งกำลังบุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลซึ่งมีผู้หญิงวัยกลางคนจำนวนมากนั่ง ปะปนอยู่กับวัยรุ่นที่มีท่อนไม้ เหล็กแป๊บ และไม้กอล์ฟ จะทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก เป็นการจุดชนวนความไม่พอใจของประชาชน

.

ความเป็นไปได้แบบที่สี่  ศาล ฎีกาสั่งยุบพรรคพลังประชาชน แต่ ส.ส.ส่วนใหญ่ก็จะย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย ตราบที่พรรคร่วมรัฐบาลยังจับขั้วกันเหนียวแน่น ก็ไม่จำเป็นต้องจัดการเลือกตั้งใหม่  และหากมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยก็จะกลับเข้าสู่สภาได้อีก เพราะคนชนบทยังคงสนับสนุนทักษิณ

.

ความเป็นไปได้แบบที่ห้า พันธมิตรฯ หมดแรงไปเอง ไม่มีใครรู้ว่าใครให้การสนับสนุนพันธมิตรฯ ซึ่งต้องใช้เงินวันละ 1 ล้านบาท แต่เชื่อกันว่าพันธมิตรฯ มีทุนหนาและมีเครือข่ายที่แข็งแกร่ง พันธมิตรฯ ประกาศจะล้างระบอบทักษิณให้หมดจากระบบการเมือง แต่พันธมิตรฯ ก็ถูกคัดค้านต่อการเรียกร้องการเมืองใหม่ซึ่งถูกมองว่าไม่เป็นประชาธิปไตย

.

นอกจากนี้  รอย เตอร์ยังนำเสนอบทรายงานในรูปแบบของคำถาม-คำตอบต่อวิกฤตการณ์ทางการเมืองของ ไทยด้วย ซึ่งรายงานชี้ว่า เป็นเรื่องสลับซับซ้อน และสามารถมองได้ในหลายแง่มุม บ้างอธิบายว่าเป็นสงครามระหว่างชนชั้น บ้างว่าเป็นปัญหา “สองนคราประชาธิปไตย” ซึ่งคนชนบทกับคนเมืองมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการเมือง บ้างว่าเป็นการปะทะระหว่างพลังจารีตนิยมกับพลังสมัยใหม่ และบ้างว่าเป็นการเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายนิยมเจ้ากับฝ่ายนิยมสาธารณรัฐ

.

ส่วนคำถามที่ว่า การเลือกตั้งใหม่จะแก้ปัญหาได้หรือไม่นั้น รอยเตอร์วิเคราะห์ว่า ในระยะสั้นอาจแก้ได้  แต่ ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ในระยะยาว หากความรุนแรงตามท้องถนนบานปลายออกไป และมีประชาชนเสียชีวิตเพิ่มขั้น นายกรัฐมนตรีสมชายอาจพยายามถอดชนวนด้วยการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเป็นการสมประสงค์ของพันธมิตรฯ ซึ่งมุ่งขับไล่รัฐบาลที่พวกเขาเห็นว่าเป็นหุ่นเชิดของทักษิณ แต่คนชนบทก็จะส่งรัฐบาลที่นิยมทักษิณกลับมาครองอำนาจอีก ทำให้ต้องกลับไปเริ่มต้นประท้วงอีก ทุกฝ่ายจะกลับไปตั้งต้นวิกฤติรอบใหม่อีกครั้ง นี่เป็นสาเหตุที่พันธมิตรฯ เรียกร้องการเมืองใหม่

.

ด้านสำนักข่าวบีบีซี ของอังกฤษ ระบุว่า เป็นสถานการณ์ทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 16 ปี ซึ่งนับย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งพฤษภาทมิฬในปี 2535 ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ยังคงเป็นความเจ็บปวดของประชาชนไทยเรื่อยมา

.

บี บีซียังได้รับความเห็นผ่านทางเว็บไซต์ แต่ได้ประกาศเตือนผู้เข้าชมว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ควรทำให้ตนเองหรือผู้อื่นอยู่ในความเสี่ยง รวมทั้งไม่ควรฝ่าฝืนกฎหมายด้วย ซึ่งภาพความสูญเสียนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเสนอภาพความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายประชาชน หรือตำรวจ แม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปรากฏภาพเหตุการณ์เช่นนี้ในไทย แต่เป็นภาพที่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากเห็น ไม่ว่าจะเป็นคนไทยเอง หรือแม้กระทั่งต่างชาติ

.

“นอก จากจะสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินแล้ว สิ่งที่ประเทศไทยสูญเสีย ก็คือภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะประเทศแห่งรอยยิ้มผู้รักความสงบ ภาพลักษณ์ของประเทศที่มีวัฒนธรรมอันดีงาม สูญเสียสภาพคล่องของเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้เกิดความชะงักงันกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นรายได้สำคัญ” บีบีซีระบุ

.

นายสุรพล  เศวตเศรณี รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ถึงเหตุการณ์การใช้กำลังสลายผู้ชุมนุมว่า ประเทศต่างๆ กว่า 10 ประเทศ ได้ออกคำเตือนในการเดินทางท่องเที่ยวใหม่อีกครั้ง หลังจากที่เตือนต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉิน จำนวน  24 ประเทศ โดยมีการให้ระดับความรุนแรงระดับสูงสุด 1 ประเทศ คือ ไอร์แลนด์ ระดับสูง 2 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา และนิวซีแลนด์ ส่วนที่เหลือเป็นการเตือนระดับปกติ ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น นอร์เวย์ สวีเดน และสหราชอาณาจักร

.

“ททท. มีแนวคิดที่จะรื้อฟื้นการนำสมมติฐานความเสียหายจากความรุนแรงด้านการเมือง เข้ามาวัดระดับความเสียหายด้านการท่องเที่ยวจากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการ เมืองอีกครั้ง  โดยเป็นการสมมติฐานใหม่ เพื่อหาแนวทางการรับมือความเสี่ยงดังกล่าวต่อไป” นายสุรพลกล่าว

.

นายกฤษ ศรีฟ้า นายกสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดพังงา ระบุว่า อัตราการจองยอดช่วงไฮซีซั่นใน จ.พังงา เพิ่มขึ้นสูงถึง 90% หลังจากการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เริ่มกังวลใจ เพราะฤดูกาลท่องเที่ยวจะเป็นรายได้หลักที่ประคองธุรกิจในระยะยาวทั้งปี

.

“นักท่องเที่ยวยังไม่มีการยกเลิกการเข้าพัก  เพราะเข้าใจต่อสถานการณ์ว่าเป็นเพียงความขัดแย้งของคน  2 ฝ่าย ที่ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อสถานที่ราชการ สถานที่ท่องเที่ยว หรือมีการทำร้ายชาวต่างชาติ” นายกฤษกล่าว

.

นายประกิจ  ชิน อมรพงษ์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า ถึงขณะนี้ยังไม่มีการยกเลิกการจองโรงแรมทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเข้ามา รวมถึงการขอออกก่อนกำหนด เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ต่างชาติยังจับตาดูสถานการณ์ต่อไปมากกว่า

.

“หากเหตุการณ์ยังยืดเยื้อเกิน 1 สัปดาห์ คาดว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวทั้งที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจเข้ามาในช่วงไฮซี ซั่น หรือที่จองเข้ามาแล้วอาจยกเลิกการเข้ามาได้ แต่หากรัฐบาลสามารถจัดการได้ภายใน 3-4 วัน เชื่อว่าช่วงไฮซีซั่นจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก” นายประกิจกล่าว

.

ด้าน ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอแบค นวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “นักธุรกิจ นักลงทุนชาวต่างชาติคิดอย่างไรต่อประเทศไทย” ในฐานะหนึ่งในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศจีน ซึ่งมีการสำรวจทั้งสิ้น 550 ตัวอย่าง ทั้งชาวเอเซีย ยุโรป อเมริกัน โดยสำรวจระหว่าง วันที่ 15 กันยายน - 8 ตุลาคม 2551

.

ผลสำรวจออกมาเป็นเรื่องที่น่าเศร้า เพราะเมื่อถามถึงความรุนแรงทางการเมือง พบว่า ประเทศไทยขณะนี้ได้อันดับที่ 1 หรือร้อยละ 40.4 เหนือกว่าประเทศพม่า ที่ได้ร้อยละ 38.8 ในเรื่องความรุนแรงทางการเมืองภายในประเทศและที่น่าเศร้าอย่างยิ่งคือ ประเทศไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีปัญหาทุจริตคอรัปชั่นมากในลำดับต้นๆ รองจากประเทศอินโดนีเซีย และจีน คือร้อยละ 37.8 ร้อยละ 32.5 และประเทศไทยได้ร้อยละ 31.9 ตามลำดับ

.

ส่วนทางออกที่ดีที่สุดของการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองไทย นักธุรกิจนักลงทุนต่างชาติ มองว่า อันดับแรกหรือร้อยละ 48.7 ระบุ ต้องเป็นประชาธิปไตยโดยเลือกตั้งใหม่ อันดับที่สอง คือร้อยละ 24.5 ระบุปฏิรูปการเมืองใหม่ ทำให้ได้รัฐบาลที่ดีและฟังเสียงประชาชน นอกจากนั้นเป็นข้อแนะนำอื่นๆ เช่น เจรจาประนีประนอม ไม่รุนแรง และแก้คอรัปชั่น เป็นต้น

.

กระนั้นก็ตามผลสำรวจออกมา ยังเป็นสิ่งที่น่ายินดีอยู่บ้าง โดยพบว่า ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 1 และอันดับที่ 2 ในเรื่องดี ๆ หลายด้านที่เกี่ยวข้องกับบรรยากาศการลงทุนในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศจีน ดังนี้

.

ประเทศไทย ได้อันดับที่สองหรือร้อยละ 56.2 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด เมื่อถามถึงความเป็นเลิศด้านระบบสาธารณูปโภค รองจากประเทศสิงคโปร์ ที่ได้ร้อยละ 69.6

.

ประเทศไทย ได้อันดับที่สอง หรือร้อยละ 43.7 เมื่อกล่าวถึงความเป็นเลิศด้านวัตถุดิบที่เพียงพอ เป็นรองจากประเทศจีนที่ได้ร้อยละ 60.8

.

ประเทศไทย ได้อันดับที่สอง หรือร้อยละ 46.1 เมื่อกล่าวถึงความเป็นเลิศด้านแรงงานท้องถิ่นที่เพียงพอ เป็นรองจากประเทศจีนที่ได้ร้อยละ 59.9

.

ประเทศไทย ได้อันดับที่หนึ่ง หรือร้อยละ 52.4 เมื่อกล่าวถึงความเป็นเลิศด้านคุณภาพของแรงงาน ตามมาด้วย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศจีน ได้ร้อยละ 50.2 และร้อยละ 40.1 ตามลำดับ

.

ประเทศไทย ได้อันดับที่ สอง หรือร้อยละ 48.3 เมื่อกล่าวถึงวามเป็นเลิศด้านความสามารถในการจัดการธุรกิจ รองจากประเทศสิงคโปร์ ที่ได้ร้อยละ 65.2

.

ประเทศไทย ได้อันดับที่สอง หรือร้อยละ 42.7 เมื่อกล่าวถึงความเป็นเลิศด้านโอกาสการเติบโตทางการตลาด เป็นรองจากประเทศจีน ที่ได้ร้อยละ53.2 ประเทศไทย ได้อันดับที่สอง หรือร้อยละ 51.0 เมื่อกล่าวถึงความเป็นเลิศด้านคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน เป็นรองจากประเทศสิงคโปร์ ที่ได้ร้อยละ 68.7 ประเทศไทย ได้อันดับที่สอง หรือร้อยละ 50.0 เมื่อกล่าวถึงความเป็นเลิศด้านการส่งเสริมการลงทุน เป็นรองจากประเทศสิงคโปร์ ที่ได้ร้อยละ 54.0 ประเทศไทย ได้อันดับที่สอง หรือร้อยละ 42.0 เมื่อกล่าวถึงความเป็นเลิศด้านผลตอบแทนในการลงทุน เป็นรองจากประเทศจีน ที่ได้ร้อยละ 53.0 ส่วนอันดับที่สาม เป็นประเทศสิงคโปร์ ที่ได้ร้อยละ 38.5

.

ที่มา : ไทยโพสต์และแนวหน้า

Tag: , ,

13 คอมเมนท์

6 ตุลา กับพื้นที่ทางการเมืองในธรรมศาสตร์

โดย Sinner Lady เมื่อ ต.ค. 05 2008 | การเมือง, ประวัติศาสตร์

6 ตุลา กับพื้นที่ทางการเมืองในธรรมศาสตร์.
โดย วิภา ดาวมณี

.

6 October1

.
.
เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 นับ เป็นจุดผกผันทางการเมืองครั้งสำคัญ ซึ่งบัดนี้ใครเป็นผู้วางแผน ก่อเหตุการณ์และสั่งฆ่านักศึกษาประชาชนในวันนั้น ยังเป็นความลับดำมืดที่รอการชำระประวัติศาสตร์ ถ้าเราจะเข้าใจ 6 ตุลาคม 2519 ต้องเริ่มที่ 14 ตุลาคม 2516 กระแสการต่อสู้ที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา เป็นกระแสที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาพลังการผลิตแบบทุนนิยมภายใต้เผด็จการทหาร หรือระบบทุนนิยมโดยรัฐ เช่นเดียวกับประเทศในเอเซียอาคเนย์เพื่อนบ้านของไทยเราอย่างอินโดนีเซีย ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อฟื้นฟูบูรณประเทศ และเอาใจสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นมหาอำนาจที่เข้มแข็งในขณะนั้น ซึ่งมีผลทำให้ชนชั้นกลางไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว ระบบทุนนิยมมีผลให้ระบบการศึกษาขยายตัวเพื่อสร้างมืออาชีพมาทำงานรับใช้ตลาด จำนวนนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยได้เพิ่มขึ้น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกทำให้เป็นตลาดวิชา ทำให้วิชาการที่มุ่งประสิทธิประศาสน์ความคิดประชาธิปไตย ได้เปลี่ยนไปเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตข้าราชการมืออาชีพในหลากหลายสาขามากขึ้น จนปี 2511 วิทยากร เชียงกูล นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ขณะนั้นได้ถามหาจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัย และปลุกกระแสการแสวงหาความหมายกลับมาในบทกวี “เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน” ที่ว่า
.

“…ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง

ฉันจึง มาหา ความหมาย

ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย

สุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว…”
.

นักศึกษานักกิจกรรมในยุคนั้นต่างรู้จักดี กระแสความตื่นตัวทางการเมืองในเชิงอุดมคติตามแนวคิดสังคมนิยมสายต่างๆในช่วงสงครามเย็นมีผลกระทบกับความคิดของคนหนุ่มสาวในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ผนวกกับภาวะทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายจากการคอร์รัปชั่นอันมโหฬารของชนชั้นปกครอง ส่งผลให้กระแสการต่อสู้เพื่อโค่นล้มเผด็จการทหาร ถนอม-ประภาส-ณรงค์ ทวีมากขึ้น อันนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลา ซึ่งผลของการต่อสู้ครั้งนั้นถือว่าประชาชนได้รับชัยชนะ
.

35 ปีมาแล้ว สังคมไทยอาจจะลืมเลือนคุณูปการของการต่อสู้ 14 ตุลา 2516 ไป ทั้งๆ ที่การลุกขึ้นสู้ของนักศึกษาประชาชนในครั้งนั้นได้เปิดโอกาสให้ประชาธิปไตยเบ่งบาน สายธารความคิด และอุดมการณ์อันหลากหลายได้กลับมามีที่ยืน เช่น การยกย่อง “อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ให้ได้รับเกียรติที่คู่ควร มีการผลักดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานและประกันสังคม การคัดค้านการประกวดนางสาวไทยหรือประกวดขาอ่อน ที่สะท้อนการกดขี่มอมเมาสตรี การขับไล่ฐานทัพอเมริกัน ต่อต้านการขึ้นค่ารถเมล์ การเรียกร้องของชาวนา หลายกิจกรรมและหลากกระบวนล้วนเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้
.

พลังคนหนุ่มสาวในมหาวิทยาลัยต่างตื่นตัวรับขานกระแสประชาธิปไตย นักศึกษาหลายพันคนพยายามลงสู่ชนบทเพื่อประสานตนเองกับชาวนา และเดินเข้าสู่โรงงงานเพื่อร่วมทุกข์ร่วมสุขกับกรรมกร ชาวสลัม คนจนเมือง และ ผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลายเป็นที่รวมตัวของนักกิจกรรมจากทุกมหาวิทยาลัย จนชนชั้นปกครองที่ไม่ได้ถูกขับไล่ไปพร้อมกับเผด็จการทหารในอดีต เนื่องจาก 14 ตุลา ไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจรัฐเก่า เพียงแต่เปลี่ยนโฉมหน้าชนชั้นปกครองและเปิดโอกาสให้พ่อค้านายทุนสัมปทานทั้งหลายเข้ามาแบ่งปันผลประโยชน์กัน พวกเขาเหล่านี้ร่วมกลุ่มการเมืองอนุรักษ์นิยมต่างเกรงกลัวจะสูญเสียอำนาจจากการตื่นตัวของพลังนักศึกษาประชาชน
.

ปี 2518-2519 จึง เป็นปีที่กระบวนการสังหารกลุ่มก้าวหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งผู้นำกรรมกร ชาวนา นักศึกษา อาจารย์บุญสนอง บุณโยทยาน อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยก็ตกเป็นเหยื่อการลอบสังหาร เดือนสิงหาคมปี 2519 เมื่อทรราชย์ประพาสกลับเข้ามาในไทย และมีการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พวกอันธพาลการเมืองฝ่ายตรงข้ามก็สาดอาวุธเข้าไปในมหาวิทยาลัย และซักซ้อมเพื่อเตรียมการปราบใหญ่ จนก่อน 6 ตุลาคมไม่นาน ทรราชย์ถนอม กิตติขจร ก็ใช้การบวชเณรบังหน้ากลับเข้าไทยอีกครั้ง หลังจากถูกขับไล่ออกไปในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ชุมพร ทุมไมย และวิชัย เกษศรีพงษา 2 พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้ปฏิบัติงานของกลุ่มแนวร่วมต่อต้านเผด็จการในขณะนั้น ได้ออกไปปิดโปสเตอร์ขับไล่การกลับมาของทรราชถนอม ผลก็คือ เขาทั้งสองถูกตำรวจนครปฐม จับแขวนคอไว้กับรั้วที่หน้าโรงงานร้างแห่งหนึ่ง แล้วละครสะท้อนภาพความโหดร้ายของกลไกรัฐก็เริ่มต้นที่ลานโพธิ์ โดยกลุ่มนักศึกษาธรรมศาสตร์ เพื่อบอกกล่าวเพื่อนชาวธรรมศาสตร์ให้เข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จากวันนั้นการชุมนุมเพื่อต่อต้านทรราช จับฆาตกรโหดก็ลุกลามจนนักศึกษาประชาชนเรือนหมื่นมาชุมนุมกันในบริเวณมหาวิทยาลัย
.

…เช้าของวันที่ 6 ตุลา 2519 หลังจากระเบิดเอ็ม 79 ของ บุคคลในเครื่องแบบถูกยิงมายังกลางสนามฟุตบอล ขณะที่กำลังมีการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ทันทีที่ระเบิดตกลงมา หลายศพสังเวยการก่ออาชญากรรมของรัฐ นับแต่วินาทีนั้นกระสุนสงครามอีกหลายพันนัดจากกระบอกปืนของตำรวจได้กระหน่ำยิงลงมาจากกำแพงด้านพิพิธภัณฑ์ จนนักศึกษาประชาชนบริเวณหน้าหอใหญ่ตายเกลื่อน ก่อนที่จะเปิดทางให้อันธพาลและกลุ่มจัดตั้งอย่างกระทิงแดง และลูกเสือชาวบ้าน ตลอดจนตำรวจนอกเครื่องแบบเข้าไปกุ้มรุมทำร้ายผู้ร่วมชุมนุม ทั้งทุบตี ลากคอไปตามสนามฟุตบอล แขวนคอกับต้นมะขามสนามหลวง และเผายางทั้งเป็นด้านหน้ามหาวิทยาลัย โดยการกล่าวหาว่ามีการส้องสุมอาวุธภายในมหาวิทยาลัย ลบหลู่พระบรมโอรสาธิราช และมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์
.

เจตนารมณ์ของผู้สถาปนามหาวิทยาลัยเมื่อปี 2477 คือ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเคยเป็นบุคคลต้องห้าม และตกเป็นเหยื่อในคดีลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 มา แล้วในสมัยหนึ่ง ก่อนจะกลับมาฟื้นคืนความสำคัญในฐานะรัฐบุรุษเช่นปัจจุบัน จุดประสงค์หลักที่สร้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขณะนั้นสร้างขึ้นเพื่อสนองตอบการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคใหม่ภายหลังการปฏิวัติ 2475 ซึ่ง ได้จำกัดอำนาจสถาบันกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลงไป มหาวิทยาลัยจึงมีภารกิจในการสร้างบุคลากรที่มีความเข้าใจในกฎหมาย การเมืองและการปกครองเพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตย และไม่แปลกที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนานการต่อสู้ทางการเมืองหลายเรื่องราว
.

ภายหลังการจัดงานรำลึก 20 ปี 6 ตุลาในปี 2539 เจตนารมณ์ของวีรชนในเหตุการณ์ 6 ตุลา ได้รับการฟื้นฟูให้มีที่ยืนในสังคมไทยอีกครั้ง นักต่อสู้ผู้เป็นเหยื่อ และผู้ผ่านเหตุการณ์ได้รับการขนานนามว่า “คนตุลา” หลายคนต่างได้ดิบได้ดี มีตำแหน่งทางการเมืองทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น สถานะ ฐานะทางเศรษฐกิจ และชีวิตเปลี่ยนไป ต่างความคิด หลากค่าย หลายสี
.

เพื่อตอกย้ำอาชญากรรมของรัฐ บัดนี้เข้าสู่ปีที่ 32 ของการรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา หากมิใช่เพราะประชาชนร่วมกันสนับสนุน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไปสร้างอนุสรณ์ 6 ตุลาที่เหล่าวีรชนถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และกระทำการอันหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจะสามารถสร้างขึ้นในประเทศไทย แต่เพราะทุกตารางนิ้วของธรรมศาสตร์ คือ ดินแดนแห่งเสรีภาพ ประติมานุสรณ์ 6 ตุลา จึงได้สร้างขึ้นอย่างสง่างาม พิธีเปิดประติมานุสรณ์ 6 ตุลา ในปีที่ 2543 ณ บริเวณสวนประวัติศาสตร์ ด้านหน้าหอประชุมใหญ่ เป็นพิธีเรียบๆ ง่ายๆ ที่ไม่ต้องมีคนใหญ่คนโต หรืออภิสิทธิชนที่ไหนมาเป็นประธาน เสียงเพลงอินเตอร์เนชั่นแนลอันมีความหมายดังกระหึ่มบนพื้นที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
.

หลายปีผ่านมาผู้คนที่จะเข้าร่วมรำลึก ทั้งชาวประชาคมธรรมศาสตร์ นักศึกษา อาจารย์ นักวิชาการ ประชาชน และสื่อมวลชน ดูบางตา คนที่เดินผ่านประติมานุสรณ์แห่งนี้อยู่หลายครั้งหลายคราว ไม่สนใจว่าเรื่องราวเบื้องหลัง ประติมานุสรณ์ทีสร้างขึ้นเพื่อการเรียนรู้ ตระหนัก และสำนึกถึงความสำคัญ จึงเป็นเสมือนก้อนหินขนาดใหญ่

.

ใครจะรู้ว่าครั้งหนึ่งประชาชนผู้เป็นสามัญชนทั้งหลายได้เสียสละชีวิตเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย? 6 ตุลา คืออะไร ? การชำระประวัติศาสตร์หน้านี้จะเริ่มเมื่อไหร่? พ่อแม่ที่สูญเสียลูกหลานไปในวันนั้นจะได้รับการเยียวยา ชดเชยหรือไม่ อย่างไร? การ เมืองเรื่องพื้นที่ หรือพื้นที่ทางการเมืองเพื่อธำรงไว้ซึ่งอุดมการณ์ เจตนารมณ์ของวีรชน กระทั่ง อุดมการณ์ในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเมื่อ 75 ปีที่แล้ว ยังมีอยู่หรือไม่ ?
.

การเปลี่ยนแปลงนโยบายกระทั่งปรัชญาการศึกษา จากการเป็นมหาวิทยาลัยเปิดเพื่อสามัญชน
คนยากคนจน ให้กลายเป็นการสร้างโอกาสทองของคนมีฐานะ และบริการลานจอดรถขนาดใหญ่ในวันนี้ อาจจะสะท้อนภาพการใช้พื้นที่ทางการเมืองของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี และยังบ่งบอกถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสังคมไทยในขณะนี้
.

ที่มา: ประชาไท

Tag: , , ,

20 คอมเมนท์

The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนจบ)

โดย Sinner Lady เมื่อ ก.ย. 17 2008 | วรรณกรรม/กวี

ชุดวรรณกรรมเที่ยงคืน: ความรักไม่อาจเอาชนะอิสรภาพ
H. G. Wells: The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนจบ)
เอช. จี. เวลส์ : เขียน (มโนราห์: แปล)

สัปดาห์ก่อนถึงวันผ่าตัดที่จะยกฐานะนูเนซจากทาสต้อยต่ำขึ้นมาเป็นพลเมืองตาบอดเต็มตัว นูเนซไม่ทำสิ่งอื่นใดนอกจากนอนหลับ ในช่วงกลางวันอันอบอุ่นด้วยแสงอาทิตย์ ขณะที่ทุกคนนอนหลับกันอย่างผาสุก เขากลับนั่งครุ่นคิดหรือไม่ก็เดินท่องไร้อย่างจุดหมาย พยายามทำใจให้ยอมรับสภาพจนตรอกของตน เขาได้ให้คำตอบไปแล้ว ให้คำยินยอมไปแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่แน่ใจ และแล้วก็สิ้นสุดวันทำงาน ดวงอาทิตย์ลอยขึ้นเหนือยอดเขาสีทองอร่าม วันสุดท้ายของการแลเห็นได้มาถึงแล้ว เขาได้คุยกับเมดินา-ซาโรตครู่เดียวก่อนที่หล่อนจะแยกไปนอน

.

“พรุ่งนี้” เขาเอ่ย “ฉันจะมองไม่เห็นอะไรอีก”
“โธ่เอ๋ย ยอดดวงใจของฉัน” หล่อนตอบพร้อมกับบีบสองมือของเขาแน่น
“พวกนั้นจะไม่ทำเธอเจ็บมากหรอกจ้ะ” หล่อนบอกเขา “เธอจะต้องทนเจ็บได้ และผ่านไปได้ด้วยดี ที่รัก เพื่อฉันไง ที่รักจ๋า ถ้าฉันเอาชีวิตและหัวใจให้เธอได้ ฉันยินดีจะชดใช้ให้เธอ สุดที่รักของฉัน สุดที่รักเสียงอ่อนโยนของฉัน ฉันจะชดใช้ให้เธอจ้ะ”
ใจเขาท่วมท้นไปด้วยความสงสารตัวเองและหล่อน เขากอดหล่อน ประทับริมฝีปากบนปากหล่อนแนบแน่น แล้วมองหน้างามเป็นครั้งสุดท้าย “ไปล่ะนะ” เขากระซิบกับภาพอันแสนสวยนั้น “ไปล่ะนะ”

.

จากนั้นเขาก็หันหลังให้หล่อนอย่างเงียบเชียบ หล่อนได้ยินเสียงเขาเดินห่างออกไปช้า ๆ จังหวะฝีเท้านั้นยังผลให้หล่อนร้องไห้ออกมาด้วยสุดจะกลั้นอารมณ์ เขาเดินจากไปแล้ว เขาตั้งใจไว้ว่าจะไปยังสถานที่ห่างไกลซึ่งดอกนาร์ซิสซัสขาวแสนสวยขึ้นประดับทุ่งหญ้า และอยู่ที่นั่นจนกว่าจะถึงเวลาสังเวยดวงตา แต่ขณะที่เดินเขาก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามเช้า เช้าวันนั้นดูราวกับเทพธิดาสวมชุดเกราะเดินลงมาจากที่สูงชันด้วยท่วงท่าแกล้วกล้า… เขารู้สึกประหนึ่งว่า ยามอยู่เบื้องหน้าความงามยิ่งใหญ่นี้ โลกของคนตาบอดในหุบเขาและความรักของเขา ล้วนเป็นเพียงหลุมลึกของบาป เขาไม่ได้หักเลี้ยวดังที่ตั้งใจ หากเดินมุ่งหน้าต่อจนผ่านกำแพงวงกลมออกไปถึงทุ่งหิน นัยน์ตาจ้องจับที่ก้อนน้ำแข็งและหิมะที่อาบทาแสงอาทิตย์

.

เขาแลเห็นความงดงามอันไม่มีที่สิ้นสุด และจินตนาการก็เพริดผ่านสิ่งเหล่านี้ไปหาสรรพสิ่งที่ไกลออกไป ซึ่งบัดนี้เขาจำต้องสละมันทิ้งไปตลอดกาล เขาคิดถึงโลกเสรีที่จากมา โลกแห่งนั้นเป็นของเขา เขานึกภาพเนินชันซึ่งอยู่ไกลออกไป ระยะทางไกลโพ้น โบโกตาเมืองแห่งความงามหลากหลายที่ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว ยามกลางวันสว่างโชติช่วง กลางคืนลึกลับด้วยแสงไฟฟ้า เมืองแห่งราชวัง น้ำพุ รูปปั้น และบ้านหลังสีขาว เห็นตั้งเด่นงามตามาแต่ไกล คนเดินทางลงจากภูเขาเพียงวันสองวันก็จะเข้าไปใกล้ถนนหนทางวุ่นวายจอแจของเมืองได้แล้ว เขาคิดถึงการสัญจรทางน้ำ วันแล้ววันเล่า จากโบโกตาเมืองใหญ่ไปยังโลกห่างไกลที่กว้างใหญ่ยิ่งกว่า นั่งเรือผ่านเมืองและหุบเขา ผ่านป่าเขาและที่รกร้าง ล่องไปกับกระแสน้ำวันแล้ววันเล่า จนกระทั่งฝั่งน้ำค่อยถอยห่างออกไป และเรือกลไฟลำมหึมาแล่นผ่านสะบัดน้ำกระเซ็น และแล้วก็ไปถึงทะเล ท้องทะเลที่ไร้ขีดจำกัดและเกาะแก่งนับพันนับหมื่น ไกลออกไปมองเห็นเรือลิบๆ กำลังอยู่ระหว่างการเดินทางอันไม่หยุดหย่อนรอบโลกกว้าง ที่ทะเลไม่มีขุนเขากีดกั้น ท้องฟ้าที่มองเห็นจึงไม่ใช่เพียงแผ่นกลมดังเช่นที่นี่ หากเป็นผืนโค้งสีน้ำเงินเข้มลึกล้ำ ลึกยิ่งกว่าความลึกใดๆ และดวงดาวก็ลอยละล่องหมุนวน…

.

นัยน์ตาเขาเริ่มพินิจมองม่านขุนเขาอย่างละเอียดลลอด้วยความอยากรู้แรงกล้า ลองคิดดูว่า หากใครสักคนเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ตามลำห้วยจนถึงปากปล่องไฟข้างบนนั่น ก็น่าจะออกไปโผล่กลางป่าสนแคระแกร็นที่ขึ้นเป็นแนวล้อมรอบดูประหนึ่งสันดอนหิน และต้นที่อยู่สูงขึ้นไปบนหุบเหวก็ยิ่งสูงขึ้นเป็นลำดับ จากนั้นไปเล่า กองหินพะเนินที่ริมเขาน่าจะไม่เป็นปัญหา จากนั้นคงต้องปีนป่ายเนินขึ้นไปจนถึงเงื้อมผาใต้หิมะ และถ้าออกไปทางปล่องไฟไม่สำเร็จ เดินไกลออกไปหน่อยทางทิศตะวันออกอาจจะมีทางที่ดีกว่า ต่อจากนั้นล่ะ หลังจากนั้นคงเป็นผืนหิมะทาบทาสีอำพัน ยังเหลือระยะทางป่าชัฏอันงดงามอยู่อีกครึ่งทาง และคนคนนั้นก็ต้องอาศัยโชคช่วยอีกแรงหนึ่ง

.

เขาชำเลืองกลับไปทางหมู่บ้าน แล้วหมุนตัวไปประสานมือทำท่าคารวะ เขานึกถึงเมดินา-ซาโรต บัดนี้หล่อนเหลือเพียงร่างเล็กจิ๋วและอยู่แสนไกลจากเขา เขาหันกลับไปสู่กำแพงภูเขาอีกครั้ง กลางวันกำลังจะเริ่มต้นให้แก่เขาแล้ว ครั้นแล้วเขาก็เริ่มปีนป่ายด้วยความระมัดระวัง เมื่ออาทิตย์ตกเขาจึงหยุดปีน ทว่าตอนนั้นก็ขึ้นไปได้สูงมากแล้ว เสื้อผ้าเขาขาดรุ่ย แขนขาเปรอะเปื้อนเลือด เนื้อตัวฟกช้ำไปหลายแห่ง หากเขานอนราบราวกับกำลังพักผ่อนสบายอารมณ์ ใบหน้าแต้มด้วยร้อยยิ้ม จากจุดที่เขานอนอยู่นี้ หุบเขาดูประดุจหลุมขนาดใหญ่อยู่ต่ำลงไปราวหนึ่งไมล์ บรรยากาศโพล้เพล้ปกคลุมด้วยเงามืดและหมอกลอยเรี่ยทั่วทั้งบริเวณ ถึงแม้ยอดเขารอบๆ ตัวจะยังคงสุกสว่างดุจกองเพลิง และวัตถุก้อนเล็กๆ บางอย่างในหมู่หินใกล้มืออาบไปด้วยความงดงามและแสงสุกปลั่ง สายแร่สีเขียวแทงลอดสีเทาออกมา หินคริสตัลก้อนเล็กๆ เปล่งประกายวิบวับอยู่ตรงโน้นตรงนี้ เห็ดราเล็กจิ๋วสีส้มขึ้นอยู่แนบกับใบหน้าเขานี่เอง ในหุบเหวมีเงาของอะไรบางอย่างที่ลี้ลับและล้ำลึก จากสีน้ำเงินแปรเป็นสีม่วง สีม่วงกลืนเกลื่อนเป็นความดำมืดที่ฉาบด้วยแสงสว่าง และเหนือศีรษะเขาคือท้องฟ้าไพศาลมิรู้จบ แต่เขาไม่ได้ใส่ใจสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป หากยังนอนแน่นิ่งอยู่ ณ ที่เดิม ใบหน้าแย้มยิ้ม ราวกับว่าเพียงได้หนีพ้นจากดินแดนคนตาบอดเขาก็อิ่มเอมใจแล้ว ทั้งที่เขาเคยหมายมั่นปั้นมือจะได้เป็นราชันของที่นั่น แสงเรืองรองของตะวันตกดินเลยผ่านไปแล้ว ราตรีย่างกรายมาถึง และเขาก็ยังนอนอยู่ตรงนั้น ภายใต้ดวงดาวเย็นเฉียบสุกใส

.

ที่มา: มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนที่ 1)

The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนที่ 2)

The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนที่ 3)

The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนที่ 4)

The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนที่ 5)

The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนที่ 6)

The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนที่ 7)

The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนที่ 8 )

The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนที่ 9)

Download ในรูปแบบ PDF

Tag: ,

24 คอมเมนท์

The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนที่ 9)

โดย Sinner Lady เมื่อ ก.ย. 14 2008 | วรรณกรรม/กวี

ชุดวรรณกรรมเที่ยงคืน: ความรักไม่อาจเอาชนะอิสรภาพ
H. G. Wells: The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนที่ 9 )
เอช. จี. เวลส์ : เขียน (มโนราห์: แปล)

.

แต่ไหนแต่ไรมาเฒ่ายาค็อบแกเอ็นดูลูกสาวคนสุดท้องมากเป็นพิเศษ แกจึงปวดใจนักเมื่อลูกสาวมาร่ำไห้ซบกับบ่า
“ลูกเอ๋ย เจ้านั่นมันปัญญาทึบ คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้เป็นตุเป็นตะ ล้วนแต่เหลวไหลไม่ได้ความ”
“ฉันรู้จ้ะพ่อ” เมดินา-ซาโรตสะอื้น “แต่เขาก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เขาดีขึ้นแล้วนะจ๊ะพ่อ เขาแข็งแรงมากนะ และก็ใจดี เขาแข็งแรงและใจดีกว่าผู้ชายทั้งโลก เขารักฉัน และฉันก็รักเขาจ้ะพ่อ” เฒ่าจาค็อบทุกข์ใจที่เห็นลูกสาวระทมทุกข์ และที่น่ากลุ้มใจกว่าก็คือ แกเองก็ชอบนูเนซอยู่หลายเรื่อง แกจึงไปที่ห้องประชุมสภาซึ่งปิดทึบไร้หน้าต่าง แล้วนั่งลงฟังพวกผู้เฒ่าพูดคุยหารือกัน พอเห็นจังหวะเหมาะแกก็พูดขึ้นว่า “มันดีขึ้นกว่าแต่ก่อนนะ มีโอกาสมากทีเดียวที่วันหนึ่งมันจะคิดอ่านได้ตามปกติเหมือนพวกเรา”. หลังจากนั้น ผู้เฒ่าคนหนึ่งซึ่งคิดใคร่ครวญอยู่นานก็เกิดความคิดขึ้นอย่างหนึ่ง ชาวบ้านยกให้แกเป็นหมอผู้เก่งกาจ และเป็นหมอผีประจำหุบเขาผู้มีความคิดลึกซึ้งแปลกใหม่ แกกำลังคิดว่าน่าจะลองรักษาอาการผิดปกติของนูเนซดูสักตั้ง

.

วันหนึ่ง ขณะยาค็อบมาประชุมอยู่ด้วย หมอเฒ่าแกก็ยกเรื่องนูเนซขึ้นมาพูดคุย “ฉันตรวจร่างกายเจ้านูเนซดู” แกว่า “ฉันเริ่มจะเข้าใจปัญหาของมันแล้วล่ะ ฉันคิดว่ามันมีโอกาสหายมากทีเดียว”
“นั่นล่ะที่ฉันหวังมาตลอด” ยาค็อบว่า
“สมองของมันเพี้ยนไป” หมอตาบอดวินิจฉัย
พวกคนแก่คนเฒ่างึมงำกันว่าเป็นจริงเช่นนั้น
“ก็อะไรทำให้สมองมันเพี้ยนเล่า”
“อ้าว” เฒ่ายาค็อบร้อง
“นี่ไง” หมอเฒ่าตอบคำถามของตัวเอง “ก็ของพิลึกกึกกือที่เรียกว่า ‘นัยน์ตา’ ที่เป็นหลุมสวยงามบนหน้าของเรานี่แหละ สำหรับเจ้านูเนซ นี่คือโรคร้ายที่ทำให้สมองมันเพี้ยนไป มันบวมมาก มิหนำซ้ำยังมีขนตา หนังตาก็ขยับได้ นี่เองที่ทำให้สมองของมันถูกรบกวนให้วอกแวกอยู่ตลอดเวลา”
“งั้นหรอกเรอะ” เฒ่ายาค็อบ “อย่างนี้นี่เอง”
“ฉันมั่นใจว่า หากจะให้มันหายขาด เราก็แค่ทำการผ่าตัดพื้นฐานง่ายๆ ซึ่งก็คือ กำจัดไอ้ตัวรบกวนนี่ซะ”
“แล้วมันก็จะมีสติสตังเหมือนคนปกติงั้นหรือ”
“มันจะมีสติสตังครบถ้วนทุกประการ กลายเป็นพลเมืองน่านับถือคนหนึ่งทีเดียวล่ะ”
“ขอบคุณวิทยาศาสตร์มหัศจรรย์!” เฒ่ายาค็อบร้องขึ้น พูดจบก็รีบรุดออกไปเพื่อบอกข่าวอันน่ายินดีด้วยความหวังนี้แก่นูเนซ

.

ทว่าท่าทีของนูเนซเมื่อได้ยินข่าวดีกลับตัวเย็นเฉียบและผิดหวัง
“แบบนี้ก็แสดงว่าแกไม่ได้รักลูกสาวฉันจริง”
เมดินา-ซาโรตเองก็พยายามหว่านล้อมให้นูเนซยอมผ่าตัดนัยน์ตาทิ้งไป
“เธออยากให้ฉันสูญสิ้นพรสวรรค์ในการมองเห็นงั้นรึ”
หล่อนส่ายหน้า
“การมองเห็นคือโลกของฉันนะ”
หล่อนก้มหน้าคอตก
“โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งสวยงาม สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่แสนงดงาม ดอกไม้ ผืนเห็ดราบนก้อนหิน หนังสัตว์บางเบานุ่มละมุน เมฆลอยลิ่วบนท้องฟ้ายามรุ่งสาง อาทิตย์ตกลับฟ้า และดวงดาว แล้วก็ยังเธอเองอีก แค่มีตาไว้มองเธอก็คุ้มแล้ว ฉันจะได้มองหน้าที่สงบนิ่งอ่อนหวานของเธอ ปากแย้มยิ้มกรุณาของเธอ มืองดงามของเธอทั้งสองข้างที่ประสานกันไว้…เธอคือเจ้าแห่งนัยน์ตาฉันรู้ไหม ตานี้แหละที่มัดฉันไว้กับเธอผู้เป็นจุดหมายของคนบ้าอย่างฉัน แต่เธอจะให้ฉันต้องลูบคลำเธอ ฟังเสียงเธอ ไม่มีวันได้เห็นเธออีก ต้องอยู่ใต้หลังคาหินและความมืด ไอ้หลังคาน่าขยะแขยงที่กดจินตนาการของเธอให้ค้อมต่ำ ไม่มีทาง เธอไม่ได้ต้องการแบบนั้นไม่ใช่หรือ”

.

ความสงสัยอันร้ายกาจผุดขึ้นในใจเขา เขานิ่งไป และคาดคั้นให้หล่อนตอบคำถาม
“บางครั้ง” หล่อนเอ่ย “ฉันไม่อยาก…” หล่อนเงียบไป
“อะไร” เขาถาม ในใจเริ่มกลัวที่จะได้ยินคำตอบ
“บางครั้งฉันไม่อยากให้เธอพูดจาแบบนั้น”
“แบบไหน”
“ฉันรู้ว่ามันสวยงาม มันเป็นจินตนาการของเธอ ฉันเองก็ชอบ แต่ตอนนี้…”
ร่างเขาเย็นเฉียบ “ตอนนี้” เขาเอ่ยเสียงเบา
หล่อนนั่งนิ่งไม่ไหวติง
“เธอหมายความว่า เธอคิดว่าฉันน่าจะดีขึ้น ถ้า…”
เพียงไม่นานเขาก็กระจ่างแจ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคงเป็นความโกรธ โกรธโชคชะตาอันน่าเศร้า ขณะเดียวกันเขาก็เข้าใจความไม่รู้ของหล่อน ความรู้สึกนี้แทบจะใกล้เคียงกับความเวทนาสงสารเลยทีเดียว

.

“ที่รัก” เขาเอ่ย ใบหน้าซีดขาวของเมดินา-ซาโรตทำให้เขารู้ว่าหล่อนต้องข่มกลั้นเพียงไรที่จะไม่เอ่ยสิ่งต่างๆ ออกมาตามคิด เขาโอบกอดหล่อนไว้ จุมพิตที่หูหล่อน ทั้งสองนั่งเงียบกันอยู่เช่นนั้นครู่ใหญ่
“แล้วถ้าฉันยอมเล่า” เขาเอ่ยขึ้นเสียงนุ่มนวล
หล่อนยกแขนขึ้นโอบรอบคอเขาแล้วร้องห่มร้องไห้เจียนขาดใจ “เธอจะยอมจริงๆ นะ” หล่อนสะอื้น “เธอจะยอมใช่ไหมจ๊ะ”

.

ที่มา: มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนที่ 1)

The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนที่ 2)

The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนที่ 3)

The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนที่ 4)

The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนที่ 5)

The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนที่ 6)

The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนที่ 7)

The Country of the Blind - ดินแดนคนตาบอด (ตอนที่ 8 )

Tag: ,

7 คอมเมนท์

หน้าต่อไป »