google logo
สนุก! ค้นหา สารบัญเว็บไทย ข่าว อีเมล์ หาเพื่อน คิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน สนุก! ทูลบาร์ ดูทั้งหมด>>
ดูบล็อกอื่น >
รูปโลโก้ S! Blogger เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

บล็อกย้อนหลังหมวด 'เรื่องซื้อขายออนไลน์' หมวด

มาประกาศขายแฟชั่นเสื้อผ้ารับลมหนาวกันเถอะ!

โดย staffclassified@sanook.com เมื่อ ต.ค. 22 2009 | เรื่องซื้อขายออนไลน์

Say…..Hello เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาวสนุก! คลาสสิฟายด์ทุกคนคร๊าาา

       วันนี้ทีมงานขออัพเดทเทรนด์เสื้อกันหนาวและ Accessories สไตล์น่ารัก แต่แอบกิ๊บเก๋  ที่ต้องบอกว่า หนาวนี้เริ่ดเกินใคร แบบนี้สาวๆ ต้องยกพลพรรคเพื่อนพ้องมารับความอบอุ่นปรับลุครับลมหนาวกันเล้ยย

       ใครที่คิดจะซื้อเสื้อกันหนาวช่วงนี้ ก็จะต้องเลือกแบบที่มีหมวกติดมาด้วยหรือที่เรียกกันว่า “ฮู้ด” หรือแบบที่มี “เฟอร์” เพิ่มความฟูฟ่องให้ดูเป็นเด็กสาวน่ารัก ซึ่งเจ้าเสื้อกันหนาวทั้งสองแบบนี้ กำลังอินในญี่ปุ่นสุดๆ ค่ะ

       หรือสาวๆ บางคนอาจกำลังมองหาเสื้อกันหนาวสไตล์เกาหลี ซึ่งเทรนด์เกาหลีนี้ก็ยังคงมาแรงในบ้านเรา เสื้อกันหนาวสไตล์นี้จะมีลักษณะใส่พอดีตัวไม่หลวมโคร่ง และเน้นสีสันสดใสเป็นหลัก ตามสไตล์สาวเกาหลีเค้าล่ะ

       แต่ยังไงก็ตาม อย่าลืมนะคะว่าอากาศบ้านเรา ไม่ได้เป็นประเทศอากาศหนาวจัด การเลือกซื้อเสื้อกันหนาวไม่ควรจะให้ผ้าหนาเกินไป และสามารถระบายอากาศได้ โดยอาจใส่เสื้อแขนยาวบางๆ และนำ accessories อื่นๆมาใช้กันหนาวแทน เช่น ผ้าพันคอไหมพรม หรือผ้าคลุมไหล่เก๋ๆ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ

       สุดท้ายนี้ เพื่อนๆ ที่กำลังมองหาเสื้อกันหนาวสไตล์ต่างๆ ทั้งแบบเกาหลี ญี่ปุ่น หรือ ผ้าคลุมไหล่ลายเก๋ๆ ผ้าพันคออินเทรนด์ หมวกไหมพรม ก็สามารถเข้ามาเลือกดูสินค้าได้ใน สนุก! คลาสสิฟายด์นะคะ มีสินค้าทั้งของผู้หญิง ผู้ชาย เสื้อกันหนาวเด็ก ก็มีค่ะ

       อ้อ….แต่หากสาวๆ หรือหนุ่มๆ ท่านไหนมีสินค้าหน้าหนาว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อกันหนาว ผ้าพันคอ เสื้อคลุม ถุงมือ ถุงเท้าฮิปๆ  มือ1 หรือมือ 2  ก็เข้ามาประกาศขายได้เลย  ลองเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วหยิบๆ ค้นๆ หาดูนะคะ ตัวไหนที่ไม่ได้ใส่แล้วหรืออยากให้เพื่อนๆ บนเว็บไซต์ได้ใส่อย่ารอช้านะคะ  รีบเข้ามาลงประกาศขายในสนุก! คลาสสิฟายด์ รับรองว่าหนาวนี้รับทรัพย์กันถ้วนหน้าคะ ^ ^

- ลงประกาศขายสินค้ารับลมหนาว
- เลือกชมแฟชั่นเกาหลีตามใจชอบ

ไม่มีคอมเมนท์

ขายอะไรผ่านเว็บไซต์ดี?

โดย staffclassified@sanook.com เมื่อ ต.ค. 15 2009 | เรื่องซื้อขายออนไลน์

        สวัสดีค่ะ หลังจากห่างหายไปนาน วันนี้ สนุก! คลาสสิฟายด์ มีเทคนิค ดีๆ เกี่ยวกับ e-commerce มาฝากกันอีกแล้วค่ะ

        ยุคนี้ สมัยนี้ ใครๆ เค้าก็ขายของออนไลน์ผ่านเว็บกัน อย่าว่าแต่แม่ค้ามืออาชีพเลยค่ะ มนุษย์เงินเดือนหลายๆท่าน เค้าก็ขายของหารายได้เสริมไปด้วย แต่คนที่พึ่งคิดอยากจะขายของออนไลน์ล่ะ บางทีอาจจะไม่มีไอเดียว่าเราจะขายสินค้าอะไรดีน้า? แล้วของจะขายได้ไหม? ทำยังไงร้านของเราจึงจะเป็นที่รู้จัก?

        ไม่ต้องกังวลไปค่ะ ทีมงาน สนุก! คลาสสิฟายด์ ไปค้นหาคำตอบมาให้เพื่อนๆ แล้ว ^^

 

       1. สินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด

       หากคุณสามารถหาแหล่งสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด นั้นหมายถึงความได้เปรียบในการขาย เพราะด้วยราคาที่ถูกกว่า นั้นจะช่วยทำให้ผู้ซื้อสนใจและจดจำร้านค้าคุณได้ รวมถึงการบอกต่อไปยังคนอื่นๆได้อีกด้วย แต่หากคุณขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตหรือเว็บไซต์เป็นหลัก คุณก็สามารถลดต้นทุนไปได้มากแล้ว เพราะไม่ต้องมาเสียค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน เพราะคุณสามารถทำเองได้หมด ทำให้ไม่จำเป็นต้องตั้งราคาสูงเท่ากับร้านค้าทั่วไป

       หรือบางคนอาจจะรู้แหล่งสินค้าราคาถูกในท้องถิ่นของคุณ ซึ่งหากสินค้าชิ้นนั้นไปขายที่อื่น ก็จะสามารถขายได้ราคาดีกว่า เช่น คุณอาจจะอยู่จังหวัดขอนแก่น ใกล้แหล่งผ้าไหม คุณก็อาจจะเปิดร้านขายผ้าไหมลวดลายพิเศษ หายาก ผ่านเว็บไซต์ไปยังทั่วประเทศและต่างประเทศก็ได้ นี้คือตัวอย่างคร่าวๆ  ทีนี้ก็ลองมานึกดูสิครับว่า ใกล้ๆตัวคุณมีแหล่งสินค้าราคาถูกอะไรบ้าง ที่สามารถนำมาขายได้
     
       2. สินค้าเฉพาะกลุ่ม

       สินค้าที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) โดยไม่ได้เน้นไปที่กลุ่มลูกค้ากลุ่มคนทั่วไป (Mass Market) เช่น สินค้าสำหรับคนอ้วน, สินค้าสำหรับคนท้อง, สินค้าสำหรับแม่, สินค้าสำหรับเจ้าสาว-คู่แต่งงาน, สินค้าสำหรับเกย์ หรือกระเทย เป็นต้น ก็น่าสนใจ

       การที่เราจับกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่ม จะทำให้เราสามารถเจาะและเข้าถึงลูกค้าเฉพาะได้ง่ายมาก หากลุ่มลูกค้าได้ง่าย ลูกค้าจดจำคุณได้ง่าย และนั้นหมายถึงโอกาสการขายก็มีมากกว่าการที่เราไปเปิดเว็บไซต์ขายของเหมือนคนทั่วไป  ตลาดกลุ่มนี้จะเป็นตลาดเฉพาะ กลุ่มอาจจะไม่ใหญ่มาก แต่ถ้าคุณจับและเข้าถึงได้แล้ว ยอดขายน่าจะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องครับ
 
       3. สินค้า “ไม่” ยอดนิยม

       ลองหาสินค้าที่ “ไม่ค่อยนิยม” ลองมาขายดู เพราะส่วนใหญ่เว็บไซต์ต่างๆ ชอบขายสินค้าที่ “นิยม” ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันในสินค้าประเภทนี้มาก ทำให้โอกาสสินค้าของคุณจะเป็นที่รู้จักเป็นได้ยาก แต่หากคุณเน้นไปที่ สินค้าไม่เด่น ก็จะทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักได้ง่ายกว่า เช่น เปิดเว็บไซต์ขายเทปเพลงเก่า พระเครื่อง รุ่นที่ไม่ค่อยมีคนนิยม
     
       4. สินค้าไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน

       สินค้าบางอย่างผู้ซื้อไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน เพราะอาจจะมีความอาย หรือไม่ต้องการให้ผู้ขายรู้จักหรือเห็นหน้า  ดังนั้นการซื้อผ่านเว็บไซต์ หรืออินเทอร์เน็ต ดูจะเป็นช่องทางที่หลายๆคนเลือกใช้ในการซื้อสินค้าลักษณะนี้ เช่น สินค้าเกี่ยวกับเรื่องเพศ, ถุงยางอนามัย, อุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ, ชุดชั้นใน Sexy เป็นต้น
     
       5. สินค้ามีสไตล์เฉพาะตัว (Unique)

       หากสินค้าหรือบริการของคุณ มีความเฉพาะตัว แตกต่าง ไม่เหมือนใคร (Unique) ก็สามารถขายได้ดีเช่นกัน เพราะลูกค้าไม่สามารถหาซื้อที่อื่นๆได้นอกจากของคุณเท่านั้น เช่น เสื้อผ้า ลายผ้า ที่มีดีไซน์เฉพาะตัว, สินค้า Handmade ประเภทต่างๆ แต่ต้องสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่า สินค้าของเราเป็นของดี มีคุณภาพ เพราะสินค้าลักษณะนี้ ส่วนใหญ่ลูกค้าจะไม่รู้จักมาก่อน หรือไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน

       ดังนั้นการสร้างความน่าเชื่อถือ การทำให้ลูกค้ามั่นใจ และการให้รายละเอียดสินค้าที่เพียงพอ ครบถ้วน เช่นการมีรูปภาพเยอะๆ การให้รายละเอียดหรือคำอธิบายสินค้าเยอะๆ หรือมี VDO อธิบายสินค้า ดูน่าจะเป็นวิธีที่จะช่วยทำให้ลูกค้ามั่นใจ และซื้อสินค้าลักษณะนี้ได้ไม่ยาก

      6. สินค้าที่มีน้ำหนักเบา

       การขายสินค้าที่มีน้ำหนักเบา จะมีความได้เปรียบในด้านการส่งสินค้าให้ลูกค้า เพราะจะส่งได้ง่ายกว่า ประหยัดกว่า โดยเฉพาะสินค้าที่มีขนาดเล็กๆ แต่มีราคา เช่น มีหลายคนๆขายสแตมป์เป็นชุด บางชุดมีราคาหลายพันบาทเลย ส่งง่ายเพราะแค่สอดเข้าซองจดหมายก็ส่งได้แล้ว

       ดังนั้นสินค้าบางอย่างที่มีน้ำหนักเบา มีราคาสูง ก็อาจจะช่วยทำให้การค้าขายมีกำไรได้มาก แต่อาจจะต้องให้ความสำคัญกับการขนส่งสินค้าที่มีการลงทะเบียนที่จะช่วยสร้าง ความมั่นใจให้กับผู้ซื้อได้เช่นกัน
     
      7. สินค้าที่มีเรื่องราว

       สินค้าหรือของที่มีเรื่องราว มีประวัติประกอบ จะทำให้สินค้าชิ้นนั้นๆ มีความน่าสนใจมากขึ้น เช่น ผมอาจจะขายเครื่องปั้นดินเผา แต่ผมก็มีให้ข้อมูลและประวัติของ เครื่องปั้นดินเผาแต่ละชุดที่ผมขาย เป็นแบบจำลองมาจาก เครื่องปั้นดินเผาสมัยสุโขทัย มีประวัติยาวนาน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะแจ้งในเว็บไซต์ และแพ็กเกจที่ส่งไปให้ลูกค้า ซึ่งจะทำให้ เครื่องปั้นดินเผาอันนี้มีมูลค่ามากกว่า เครื่องปั้นดินเผาธรรมดาๆ ที่ขายอยู่ทั่วไป  นี้คือข้อดีของสินค้าที่มีเรื่องราวอยู่ด้วย

      8. สินค้าที่หายาก

       สินค้าที่หายากย่อมมีคนต้องการ แต่เนื่องจากเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต ทำให้การเข้าถึงข้อมูลต่างๆเป็นไปได้ง่าย ดังนั้นหากคุณขายสินค้าที่หายาก และทำให้คนสามารถหาเจอได้ง่ายๆในอินเทอร์เน็ต เช่น.คนค้นหา (search) เจอได้ง่าย โอกาสการขายก็เป็นไปได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างสินค้า เช่น พระเครื่องเก่าๆ, ของเก่า-ของสะสม ประเภทต่างๆ เป็นต้น
     
      9. สินค้าที่สามารถทำด้วยตัวเอง (Do it yourself - DIY)

       หลายๆคนชอบซื้อสินค้าที่สามารถซื้อไปแล้ว ไปทำเองได้ เช่น ชุดถักโครเช่ต์, ชุดทำอาหารง่ายๆ, อุปกรณ์แต่งบ้าน ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งสินค้าที่เป็นลักษณะ ทำด้วยตัวเอง มักจะเป็นสินค้าที่ ฝรั่งชอบนิยมซื้อไปติดตั้งหรือทำด้วยตัวเอง

       ทั้งหมดนี้เป็นส่วนที่ช่วยทำให้คุณพอได้ไอเดีย ในการไปคิดต่อว่า เราจะขายสินค้าอะไรดี ผ่านเว็บไซต์ไปยังคนทั่วโลก แต่อย่าลืมนะครับ สินค้าเป็นเพียงแค่ “องค์ประกอบ” หนึ่งเท่านั้น การจะขายของบนอินเทอร์เน็ตให้ได้นั้น จะประกอบไปด้วยอีกหลายๆปัจจัยด้วยกัน เช่น ความน่าเชื่อถือ (Trust), การตลาด (Marketing), การรู้จักและรักษาลูกค้า (CRM) และอื่นๆ อีกมาก ดังนั้นหลังจากคุณหาสินค้าได้แล้ว ก็เริ่มมาทำปัจจัยในการค้าขายออนไลน์ให้สมบูรณ์กันดีกว่าครับ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

- เปิดโปงวิธีการ ขายสินค้าใน Sanook! Classified ผ่าน Google แบบง่ายๆ

ที่มา http://www.thaiinfonet.com/agri/60-e-commerce.html

ไม่มีคอมเมนท์

9 ข้อแนะนำในการซื้อสินค้าออนไลน์!

โดย staffclassified@sanook.com เมื่อ มิ.ย. 29 2009 | รู้ไว้ เตือนภัย!, เรื่องซื้อขายออนไลน์

สวัสดีครับ สมาชิกชาว Sanook! Classified ช่วงนี้การซื้อขายและโฆษณาผ่านเว็บไซต์เป็นที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลาย เลยนะครับ เพื่อสร้างความมั่นใจในการซื้อขายสินค้าวันนี้ผมได้ รวบรวมข้อแนะนำ ดีในการซื้อสินค้าออนไลน์มาฝากกันครับ

1. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของประกาศโดยละเอียดโดย ตรวจสอบสถานะความเป็นสมาชิก VIP, Member, Non Member ยิ่งสถานะยิ่งสูง ความน่าเชื่อถือยิ่งมาก

2. ท่านสามารถตรวจสอบประวัติของผู้ขายโดยใช้ ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ อีเมลของ ผู้ขาย โดยการเอาไปค้นหาจาก เว็บไซต์ Google.com ได้

3. ตรวจสอบ ชื่อที่อยู่ร้านค้า หรือ หมายเลขทะเบียน พาณิชย์ฯ หากไม่มีหน้าร้าน อาจขอสำเนาบัตรประชาชนของผู้ขาย ตรวจสอบทะเบียนการค้าออนไลน์ที่นี่

4. ขอหมายเลขโทรศัพท์บ้านที่ติดต่อได้ เพื่อยืนยันว่ามีสถานที่ติดต่อที่แน่นอน ตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์บ้านที่นี่

5. ถ้าเริ่มซื้อขายกันครั้งแรกแนะนำให้ใช้ บริการธนาณัติ ออนไลน์ของไปรษณีย์ไทย ยืนยันตัวตนได้ปลอดภัย รายละเอียดธนาณัติออนไลน์ที่นี่

6. หมั่นตรวจสอบราคาสินค้าว่าที่ ขายนั้นไม่ถูกกว่าท้องตลาด จนเกินไป

7. หากต้องโอนเงินค่าสินค้าก่อน กรุณา ตรวจสอบให้แน่ใจว่า ผู้ขายมีตัวตนและสามารถติดตามตัวได้ ก่อนโอนเงินทุกครั้ง

8. หากเป็นไปได้อาจใช้วิธีนัดพบเพื่อส่งมอบสินค้า ควรจะนัดในสถานที่ชุมชน และทดสอบสินค้าให้เรียบร้อยก่อนจ่ายเงิน

9. ใช้วิจารณญาณทุกครั้งก่อนทำการซื้อของผ่านอินเทอร์เนต สังเกตุพฤติกรรมผู้ขาย ผู้ขายที่ดีจะยินดีตอบทุกคำถามและพร้อมที่จะให้ข้อมูลต่างๆกับผู้ซื้อ

เมื่ออ่านจบแล้วพยายามนำไปปฎิบัติจริงนะครับ ท่านจะมีภูมิคุ้มกันพวกมิจฉาชีพขึ้นอีก ไม่มากก็น้อย หากมีข้อคำถามสงสัยเพิ่มเติมสามารถ ติดต่อทีมงาน Sanook! Classified ได้ที่  อีเมล staffclassified@sanook.com Tel. 02-955-0099 ต่อ 2502  หรือเว็บบอร์ดของพวกเรา ที่นี่ครับ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

- เตือนภัย ลักษณะประกาศฉ้อโกง
- พฤติกรรมฉ้อโกงผ่านอินเทอร์เน็ต และวิธีปฎิบัติเมื่อถูกโกง
- เว็บบอร์ด ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการป้องกันมิจฉาชีพบนอินเทอร์เนต

ไม่มีคอมเมนท์

สร้างแบรนด์ด้วย Twitter!

โดย staffclassified@sanook.com เมื่อ พ.ค. 21 2009 | เรื่องซื้อขายออนไลน์, เรื่องทั่วไป

คุณรู้มั้ยว่า ปัจจุบันนี้ผู้ประกอบการทั้งหลายต่างให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์สินค้า ของตัวเอง เพราะการที่สินค้าของเราเป็นที่รู้จักและจดจำของลูกค้านั้นจะช่วยเพิ่มยอด ขาย และช่องทางการจำหน่ายให้เราได้ในระยะยาว คนส่วนใหญ่มักคิดว่าบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้นจึงจะสร้างแบรนด์ได้ แต่วันนี้ ทีมงาน S! Classified จะมาแนะนำเครื่องมือเจ๋งๆ ในการช่วยสร้าง     แบรนด์สินค้าของคุณให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า และไม่ต้องใช้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว

ระยะนี้กระแสของการอัพเดตว่า “เรากำลังทำอะไรอยู่” ผ่านทางเครื่องมือที่เรียกกันว่า Micro-blogging อย่าง Twitter, Plurk, Dipity, Yammer (เน้นใช้ในองค์กร) กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ อันนี้ต้องยกเครดิตให้ต้นไอเดียคือ Twitter ด้วยเจ้าตัว Micro-blogging นี่เองที่ทำให้เราสามารถสื่อสารกับคนรอบตัวได้ลึกมากขึ้น ลึกยังไง ลองนึกภาพตามนะครับ

ทุกวันนี้เราสามารถติดต่อสื่อสารกับเพื่อนกับแฟนกันได้หลายทาง จะใช้อีเมล จะเขียนบล็อก หรือจะโทรศัพท์ไปก็ทำได้หมด แต่ว่ามันมีช่องว่างในการสื่อสารอยู่อย่างหนึ่งตรงที่ว่า เราคงไม่เมลไปบอกเพื่อนเราแน่ๆ ว่า “ตอนนี้กินกาแฟอยู่” “ตอนนี้นั่งรอลูกค้าอยู่” เพราะเพื่อนอาจจะงงว่าเราจะส่งไปทำไม และตรงนี้เองที่ Micro-blogging อย่าง Twitter เข้ามามีบทบาทในการสื่อสารในชีวิตประจำวันของเรา มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการส่งข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรนี่เอง

ทุกวันนี้มีคนใช้ Twitter ทั่วโลกนับล้านราย ทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารในแบบเฉพาะทาง และด้วยความแตกต่างตรงนี้นั่นเองที่ทำให้นักการตลาดหลายคนสามารถใช้มันเป็น เครื่องมือในการทำการสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าและบริการของตัวเองได้ แต่การสร้างแบรนด์ผ่านทาง Twitter นั้นจำเป็นที่จะต้องเข้าใจธรรมชาติของมันสักนิดนึงก่อนว่า Twitter ค่อนข้างเป็นการสื่อสารระหว่างบุคคล ทำอะไรในรูปแบบของบริษัท ที่ดูเป็นงานเป็นการจะไม่ค่อยเวิร์ค อีกทั้งมันยังมีสไตล์ที่ค่อนข้างเป็นกันเอง ง่ายๆ เหมือนภาษาพูดคุยกับเพื่อน การสร้างแบรนด์ด้วย Twitter ที่น่าสนใจจึงมีอยู่ประมาณ 5 แบบ

1. แจ้งข่าว

ถ้าหากว่าบริษัทของเรากำลังมีข่าวอะไรจะอัพเดตกับคนทั่วไป ก็ใช้ Twitter แจ้งข่าวได้ครับ ถ้าคนที่สนใจในสินค้าและบริการของเรา เขาอยากติดตามเราอยู่แล้ว การแจ้งข่าวแบบนี้ควรทำให้บ่อยหน่อย อย่างน้อยก็วันละครั้ง เพื่อให้สมาชิก Twitter รู้สึกได้ว่าคุณมีความเคลื่อนไหว แต่การแจ้งข่าวก็ต้องเป็นข่าวที่กระทบในระดับบุคคลสักหน่อยนะครับ เช่นมีสินค้าใหม่ออกแล้ววางขายที่ไหน อันนี้พอได้ แต่ถ้าข่าวประเภทโฆษณาชวนเชื่อ หรือออกแนว PR แบบเก่าๆ อันนี้ไม่เหมาะครับ

2. Customer Support

บางทีการตอบคำถามลูกค้าก็ช่วยในการประชาสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดีนะครับ อย่างเช่นถ้าหากว่าเราเป็น Home Depot แล้วเราเข้าไปใน Twitter เปิดให้คนถามเรื่องการซ่อมแซมบ้านทำอย่างไร เราก็เข้าไปตอบคำถามลูกค้า เช่น ลูกค้าถามว่า “ประตูห้องน้ำเสียจะแก้ไขเบื้องต้นยังไงได้บ้าง” เราก็ตอบคำถามลูกค้าทางนี้พร้อมกับลิงค์ภาพและวิธีการซ่อมแซมประตูในเว็บของ เราทาง Twitter นอกจากจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าจนพอใจได้แล้ว ลูกค้ายังอาจติดต่อเราเพื่อซื้อสินค้าของเราเพิ่มเติมอีกก็ได้ อันนี้ที่อเมริกาเขามีอยู่จริงๆ นะครับ ลองเข้าไปดูกันได้ที่ http://twitter.com/TheHomeDepot

3. Feedback

บางทีถ้าหากว่าเรานั่งรอลูกค้าโทรมาหาเราอย่างเดียวทางโทรศัพท์ก็พอได้นะ ครับ แต่จะดีมากถ้าหากว่าเรามีทีมงานที่คอยตอบ คำถามลูกค้าแบบสั้นๆ ง่ายๆ ทาง Twitter ที่ตอบได้เลยทันที ไม่ต้องให้ลูกค้าต้องมานั่งคอยเรา หรือนั่งฟังเครื่องตอบรับ “กดหนึ่งเพื่อเลือกบริการ กดสองตามด้วยเครื่องหมายดอกจัน” อันนี้เห็นบางบริษัทในเมืองไทยทำกันแล้ว

4. มี Special Offer ให้บ้าง

ถ้าหากว่าบังเอิญคุณมีอะไรพิเศษ เช่น ลดราคาสินค้าพิเศษ (จริงๆ นะครับ ไม่ใช่ลดกันทุกเดือน) ที่เราคิดว่าน่าจะแรงพอที่คนจะสนใจและตัดสินใจทันที เช่นลด 70% ล้างสต๊อก หรือรับสิทธิ์จอง iPhone ก่อนใคร แบบนานๆ ที แล้วลูกค้าจะรู้สึกว่าคุณให้ความสำคัญกับเขาจริงๆ ไม่ใช่สักแต่โฆษณา

5. ข้อความบ้าๆ

ส่งข้อความที่ทำให้สนุกและเป็นกันเองเข้าไว้ อาจไม่ต้องเกี่ยวกับสินค้าและบริการของเราเลยก็ได้ โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบ้านเราค่อนข้างเรียกร้อง ความเป็นกันเองสูงมากกว่าประเทศอื่นๆ ถ้ากลุ่มเป้าหมายของคุณเป็นคนไทย อันนี้ขอแนะนำครับว่าบางทีมันต้องมีลูกบ้ากันบ้างครับ

อย่างผมเองปกติเคย “Tweet” แต่เรื่องของบริษัทวันนึงพอเปลี่ยนมาเป็นเรื่องการ์ตูนที่พนักงานที่บริษัท ดูกันตอนพักเที่ยง ปรากฏว่ามีคนสนใจเพียบเลย ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับสินค้าและบริการเลยแต่ลูกค้าจะรู้สึกได้ว่าเรามีชีวิต จิตใจ มีลูกบ้า และที่สำคัญเขาอาจรู้สึกว่าเราเข้าถึงได้ง่าย ไม่ได้อยู่ในแบบของการพูดคุยกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท แต่เขากำลังคุยกับคนคนนึงที่มาจากบริษัทนี้ และคนคนนี้ก็เป็นคนธรรมดา

แต่ท้ายที่สุด Twitter ก็เป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสาร หัวใจสำคัญของการสื่อสารอย่างไรก็ยังเป็นเรื่องของเนื้อหาที่เราต้องการ เราต้องทำความเข้าใจกับธรรมชาติของมันเท่านั้นเอง สำหรับบริษัทที่เน้นเรื่องความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ที่เคร่งขรึม Twitter ก็อาจจะไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับเราก็ได้ครับ อันนี้ต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป อ่านข้อมูลเพิ่มเติม คลิกที่นี่

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- Twitter (ทวิตเตอร์) คือ อะไร?
- เปิดโปงวิธีการ ขายสินค้าใน Sanook! Classified ผ่าน Google แบบง่ายๆ

ขอบคุณ http://www.marketingoops.com/

1 คอมเมนท์

หน้าต่อไป »